ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




วินิจฉัยฎีกา/ถอนยึดทรัพย์,การฎีกาโดยไม่ขออนุญาต (ฎีกา ครพ.ยช. 647/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา, ครพ.ยช. 647/2567, ถอนยึดทรัพย์ไม่ชอบ, คำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดี, การฎีกาโดยไม่ขออนุญาต, ป.วิ.พ. มาตรา 244/1, ป.วิ.พ. มาตรา 247, พ.ร.บ. แก้ไขวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับ 27) มาตรา 9, พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัว มาตรา 182/1, คดีเยาวชนและครอบครัว, กรณีบังคับคดีถึงที่สุด, การเพิกถอนยึดทรัพย์

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีเยาวชนและครอบครัว เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนการยึดทรัพย์โดยอ้างว่าไม่มีเจตนาทำคำร้องดังกล่าว แต่เพราะคดีถึงที่สุดไปแล้ว และไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาตามกฎหมาย จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์กับจำเลยอยู่ในคดีเยาวชนและครอบครัว โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ให้หย่าขาดกัน, ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ และให้แบ่งสินสมรส/ทรัพย์สินต่าง ๆ รวมถึงให้ร่วมชำระหนี้สินธนาคารเป็นคนละครึ่ง

โจทก์ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จึงมีการบังคับคดีโดยจำเลยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ และต่อมาจำเลยยื่น คำร้องขอถอนการยึดทรัพย์

วันที่ 7 กรกฎาคม 2565 จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่า ลงชื่อในคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์โดยความสำคัญผิด (ไม่ทราบเนื้อหาสาระ)

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วกล่าวว่า จำเลยไม่สามารถชี้ได้ว่ามีความผิดของเจ้าพนักงานบังคับคดี หรือขั้นตอนผิดกฎหมาย และคำร้องนั้นยื่นหลังเกิน 15 วันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295

ต่อมา วันที่ 27 กรกฎาคม 2565 จำเลยยื่นคำร้องเพิ่มเติมในลักษณะเดียวกัน โดยอ้างว่าอดีตทนายความเป็นผู้จัดทำคำร้องและให้จำเลยลงชื่อโดยไม่ทราบสาระ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ (ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144)

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีเยาวชนและครอบครัวยืนคำสั่งของศาลชั้นต้น

จำเลยยื่นฎีกาโดย ไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา มาด้วย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องก่อนที่ พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มีผลใช้บังคับ (มาตรา 9)

ด้วยเหตุนี้ การฎีกาให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง “เดิม” และจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงมีคำสั่ง ยกคำสั่งศาลชั้นต้นให้รับฎีกา และมีคำสั่ง ไม่รับฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้จำเลย

🧭 กฎหมายที่ศาลฎีกาใช้เป็นหลักในการวินิจฉัย

1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 และมาตรา 247

→ กำหนดว่าการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ “ต้องได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา” และต้อง “ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมคำฟ้องฎีกา” ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

2. พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 มาตรา 9

→ บัญญัติว่าคดีที่ฟ้องก่อนวันใช้บังคับของกฎหมายฉบับนี้ ให้บังคับตามกฎหมายเดิมจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด

3. พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง

→ กำหนดให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมในการฎีกาคดีเยาวชนและครอบครัว

4. ป.วิ.พ. มาตรา 295

→ ว่าด้วยการยื่นคำร้องขอเพิกถอนหรือแก้ไขการบังคับคดีที่ผิดพลาด ต้องกระทำภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลเหตุ

5. ป.วิ.พ. มาตรา 144

→ ห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาไปแล้ว เว้นแต่กฎหมายจะให้นำกลับมาพิจารณาใหม่ได้

🔑 Key Words ที่เป็นแก่นของคดีนี้

1. “ฎีกาโดยไม่ขออนุญาต”

o จำเลยยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมคำฟ้อง ซึ่งขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 244/1 และ 247 ทำให้ฎีกานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

2. “คดีฟ้องก่อนกฎหมายใหม่ใช้บังคับ”

o คดีนี้ฟ้องก่อน พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 ใช้บังคับ ศาลจึงต้องใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งฉบับเดิมตามมาตรา 9 แห่งบทเฉพาะกาล

3. “ศาลชั้นต้นรับฎีกาโดยไม่มีอำนาจ”

o เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งรับฎีกา เพราะอำนาจอนุญาตหรือไม่อนุญาตเป็นของศาลฎีกาเท่านั้น

4. “คำร้องเพิกถอนการบังคับคดีเกินกำหนด”

o จำเลยยื่นคำร้องหลังเกิน 15 วันนับแต่ทราบเหตุ ตามมาตรา 295 จึงไม่อาจอ้างเป็นมูลเหตุให้ศาลเพิกถอนการบังคับคดีได้

5. “กระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้าม”

o การที่จำเลยยื่นคำร้องเพิกถอนการยึดทรัพย์ซ้ำในเรื่องเดียวกันกับที่ศาลเคยวินิจฉัยแล้ว ถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามมาตรา 144

🧩 สรุปภาพรวมสั้น ๆ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ครพ.ยช. 647/2567 เป็นคดีตัวอย่างที่ศาลยืนยัน “หลักความเคร่งครัดในการยื่นฎีกา” โดยเน้นว่าการยื่นฎีกาในคดีเยาวชนและครอบครัว ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนใน ป.วิ.พ. มาตรา 244/1 และ 247 อย่างครบถ้วน มิฉะนั้นถือเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาไว้แล้ว ศาลฎีกาก็สามารถมีคำสั่งเพิกถอนได้ อีกทั้งยังตอกย้ำหลักสำคัญของมาตรา 295 และมาตรา 144 ว่าการขอเพิกถอนการบังคับคดีต้องทำภายในกำหนดเวลาและไม่อาจยื่นซ้ำในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว.

ประเด็นกฎหมาย / ประเด็นที่ฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญ ได้แก่:

เมื่อใดคดีถือว่า “ถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์” ภายใต้กฎหมายเดิมก่อน พ.ร.บ. แก้ไข (ฉบับ 27)?

เงื่อนไขและวิธีการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา (ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 244/1, 247) และบทบัญญัติของ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัว มาตรา 182/1

ผลของการฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา (ในการคดีที่ต้องได้รับอนุญาต)

หลักเกณฑ์การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ (ป.วิ.พ. มาตรา 144)

หลักเกณฑ์การยื่นคำร้องเพิกถอนการบังคับคดี (ป.วิ.พ. มาตรา 295)

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่ฟ้องไว้ก่อนวันที่ พ.ร.บ. แก้ไข (ฉบับ 27) มีผลใช้บังคับ (ซึ่งใช้บังคับเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2558) ดังนั้น มาตรา 9 ของ พ.ร.บ. แก้ไขฯ กำหนดว่า “ในคดีที่ฟ้องไว้ก่อนวันใช้บังคับและคดียังไม่ถึงที่สุด ให้ใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เดิม”

ในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเดิม การฎีกาในคดีเยาวชนและครอบครัวก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. (มาตรา 244/1, 247) ร่วมกับบทบัญญัติของ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนฯ มาตรา 182/1

กฎหมายดังกล่าวกำหนดว่า ผู้จะฎีกาคดีซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ต้องยื่น คำร้องขออนุญาตฎีกา พร้อมกับคำฟ้องฎีกา ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด

ในคดีนี้ จำเลยยื่นฎีกาโดย ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาต จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลฎีกาจึงมีคำสั่ง ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกา และ มีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังชี้ว่า เมื่อฎีกาไม่ถูกต้อง (เพราะไม่ยื่นคำร้องขออนุญาต) การที่ศาลชั้นต้นจะให้รับฎีกานั้นขาดอำนาจ

คำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกา (นอกจากที่คืน) ให้เป็น “พับ” (คือ กำหนดให้ฝ่ายที่ไม่ได้รับฎีกาเป็นผู้รับภาระ)

การวิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย (IRAC แบบขยาย)

Issue (ประเด็น)

1. คดีนี้อยู่ภายใต้บทบัญญัติกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งฉบับเดิมหรือฉบับแก้ไข (ฉบับที่ 27) เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องก่อนวันใช้บังคับ?

2. จำเลยสามารถฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตได้หรือไม่?

3. หากฎีกาโดยไม่มีอนุญาต จะส่งผลต่อการรับฎีกาอย่างไร?

4. การยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์โดยอ้างความสำคัญผิดหลัง 15 วันตาม มาตรา 295 จะได้หรือไม่?

5. การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ (ตาม มาตรา 144) มาใช้บังคับได้หรือไม่?

Rule (กฎหมาย / หลักเกณฑ์ที่นำมาใช้)

พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มาตรา 9: บังคับให้คดีที่ฟ้องไว้ก่อนวันใช้บังคับ ใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเดิม

ป.วิ.พ. (ฉบับเดิม) มาตรา 244/1, มาตรา 247: กำหนดเงื่อนไขและวิธีการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา

พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง: บังคับใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกับคดีเยาวชนและครอบครัว

ป.วิ.พ. มาตรา 295: เงื่อนไขการยื่นคำร้องขอถอนการบังคับคดีภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบพฤติการณ์

ป.วิ.พ. มาตรา 144: ห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่วินิจฉัยแล้ว

Application (การประยุกต์กับข้อเท็จจริง)

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ยื่นฟ้องก่อนวันที่ พ.ร.บ. แก้ไข (ฉบับที่ 27) มีผลใช้บังคับ ดังนั้นคดีนี้จึงอยู่ภายใต้บทบัญญัติกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฉบับเดิม (ไม่ใช่ภายใต้กฎหมายที่แก้ไข)

จำเลยในคดีนี้ยื่นฎีกา โดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา มาด้วยในศาลชั้นต้น ซึ่งขัดกับบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 244/1 และ 247 ที่กำหนดให้คู่ความที่ต้องได้รับอนุญาตฎีกาต้องยื่นคำร้องดังกล่าวพร้อมคำฟ้องฎีกา

เพราะจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางกฎหมาย (คือการไม่ยื่นคำร้องขออนุญาต) ดังนั้นฎีกาในคดีนี้จึงเป็น ฎีกาที่ไม่ชอบ

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยจึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ไม่มีอำนาจ

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 จำเลยอ้างว่ายื่นคำร้องถอนการยึดทรัพย์หลังเกิน 15 วัน จึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายให้ศาลเพิกถอน

เมื่อศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยประเด็นถอนการยึดทรัพย์แล้ว และคำร้องใหม่ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ จึงเข้าข่ายห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

ดังนั้น คำร้องถอนการยึดทรัพย์ไม่อาจนำมาพิจารณาอีก

Conclusion (ข้อสรุป)

เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีฟ้องก่อนวันใช้บังคับกฎหมายแก้ไขวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) จึงต้องใช้บทบัญญัติวิธีพิจารณาเดิม จำเลยเมื่อจะฎีกาต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา (ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 244/1, 247) และในคดีนี้จำเลยไม่ได้ยื่นดังกล่าว จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจรับฎีกา ศาลฎีกาจึงมีคำสั่ง ยกคำสั่งรับฎีกา และ ไม่รับฎีกาของจำเลย

ประเด็นที่เป็นแนวปฏิบัติที่สำคัญ

กรณีคดีที่ฟ้องก่อนวันใช้บังคับกฎหมายแก้ไขให้ยึดหลักมาตรา 9 ของ พ.ร.บ. แก้ไขฯ

เงื่อนไขสำคัญของการฎีกาในคดีเยาวชนและครอบครัว ซึ่งต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 244/1, 247 และ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนฯ มาตรา 182/1

การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาโดยไม่มีคำร้องขออนุญาต เป็นการกระทำที่ขัดกับอำนาจศาล

การใช้หลักห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ (ม. 144) เมื่อประเด็นเคยถูกวินิจฉัยแล้ว

ข้อจำกัดในการยื่นคำร้องถอนการยึดทรัพย์ (ม. 295)

ข้อคิดทางกฎหมาย / บทสรุป

สำหรับคดีที่ฟ้องก่อนวันใช้บังคับ พ.ร.บ. แก้ไขฯ ต้องตรึกตรองให้ชัดว่าจะใช้บทบัญญัติวิธีพิจารณาเดิมหรือบทบัญญัติใหม่

ในคดีที่ต้องได้รับอนุญาตฎีกา คู่ความควรระมัดระวังในการปฏิบัติตามเงื่อนไข (คือการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมคำฟ้องฎีกา) หากละเลยอาจทำให้ฎีกาเป็นโมฆะ

ศาลชั้นต้นไม่ควรยอมรับฎีกาที่ไม่มีคำร้องขออนุญาต หากตรวจพบจะเป็นการกระทำที่ขัดอำนาจศาล

หลักห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเป็นการจำกัดไม่ให้ฝ่ายใดนำประเด็นเดิมมาฟ้องใหม่

ข้ออ้างเพิกถอนการบังคับคดีโดยอาศัยความสำคัญผิด ต้องมีพฤติการณ์ใหม่ที่มาพร้อมหลักฐานชัดเจน ไม่ใช่การอ้างหลัง

คำถาม – คำตอบ (2 ประเด็น)

คำถามที่ 1: ในคดีนี้ จำเลยสามารถยื่นฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาได้หรือไม่?

คำตอบ: จำเลยไม่สามารถยื่นฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตได้ เพราะตาม ป.วิ.พ. มาตรา 244/1 และ 247 (ภายใต้บทบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่งที่ใช้บังคับในคดีนี้) กำหนดไว้อย่างชัดว่า การฎีกาจำเลยในคดีซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา/คำสั่งแล้ว ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตพร้อมกับคำฟ้องฎีกา หากมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง การฎีกานั้นเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ

คำถามที่ 2: การยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์โดยอ้างความสำคัญผิดหลังเกิน 15 วัน สามารถนำมาพิจารณาได้หรือไม่?

คำตอบ: ไม่ได้ เพราะตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 กำหนดให้ผู้ร้องถอนการบังคับคดีต้องยื่นภายใน 15 วันนับจากวันที่ทราบพฤติการณ์ เมื่อยื่นช้าเกินกำหนด และเมื่อศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยประเด็นถอนการยึดทรัพย์แล้ว การยื่นคำร้องใหม่ถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

1) ป.วิ.พ. มาตรา 247 (เรื่อง “ต้องขออนุญาตฎีกา”) “การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกา และให้ศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยคำร้องให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว”  2) ป.วิ.พ. มาตรา 295 (เพิกถอน/แก้ไขการบังคับคดีที่ผิดระเบียบ) “ในกรณีที่คำบังคับ หมายบังคับคดี หรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดีบกพร่อง ผิดพลาด หรือฝ่าฝืนกฎหมาย เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นจะต้องเพิกถอนหรือแก้ไขคำบังคับ หมายบังคับคดี หรือคำสั่งดังกล่าวนั้น เมื่อศาลเห็นสมควรไม่ว่าในเวลาใดก่อนการบังคับคดีได้เสร็จลง หรือเมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาล หรือเมื่อเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียในการบังคับคดีซึ่งต้องเสียหายเพราะเหตุดังกล่าวยื่นคำร้องต่อศาล ให้ศาลมีอำนาจสั่งเพิกถอนหรือแก้ไขคำบังคับ หมายบังคับคดี หรือคำสั่งดังกล่าวทั้งหมดหรือบางส่วน หรือมีคำสั่งอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควร”  3) ป.วิ.พ. มาตรา 144 (ห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ) “ห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในศาล เมื่อศาลได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาแล้วในเรื่องใด เว้นแต่มีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใดตามกฎหมายให้กระทำได้” 4) พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 — มาตรา 9 (บทเฉพาะกาล) “บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อน จนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด” 5) พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง “การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้วแต่กรณี มาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่ในกรณีที่เป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชนตามมาตรา 180 ต้องห้ามมิให้ฎีกา”


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ครพ.ยช. 647/2567

คดีที่โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ถึงที่สุดไปตั้งแต่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มีผลใช้บังคับและจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 และ 27 กรกฎาคม 2565 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่มีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์โดยอ้างว่าจำเลยไม่มีเจตนาที่จะยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน การยื่นคำร้องของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการยื่นหลังจากคดีถึงที่สุดไปแล้ว กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มาตรา 9 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด

การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์จำเลยจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และการขออนุญาตฎีกาก็ต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 244/1, 247 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยยื่นฎีกาคดีนี้โดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาด้วยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ และอำนาจสั่งรับฎีกาเป็นอำนาจของศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันให้ถอนอำนาจปกครองของจำเลยที่มีต่อบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสามแต่เพียงผู้เดียว ให้แบ่งสินสมรส ทรัพย์สิน และมูลค่าการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ บนที่ดินของกรมธนารักษ์ที่มีผู้เช่าแก่โจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวไม่อาจกระทำได้หรือจะทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหายมากให้ประมูลราคาระหว่างโจทก์กับจำเลยก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินออกจากขายทอดตลาด ให้โจทก์และจำเลยร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ตามรายการแจ้งยอดหนี้ แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาอำนาจเจริญ รวม 4 สัญญา เป็นเงิน 17,947,868.03 บาท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอำนาจเจริญ รวม 7 สัญญา เป็นเงิน 12,322,209.57 บาท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาอำนาจเจริญ 1 สัญญา เป็นเงิน 4,400,454.28 บาท คนละกึ่งหนึ่ง โจทก์ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยขอให้บังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์สินเพื่อนำมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง ต่อมามีการยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์ และวันที่ 7 กรกฎาคม 2565 จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่า จำเลยลงลายมือชื่อในคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์โดยสำคัญผิด จำเลยทราบถึงพฤติการณ์ อันเป็นมูลเหตุดังกล่าวหลังจากที่ได้รวบรวมตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าตามคำร้องของจำเลยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีโดยบกพร่องผิดพลาดหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมายอย่างไรหรือขั้นตอนใด คงมีแต่เพียงประเด็นตามคำร้องที่อ้างว่าจำเลยลงลายมือชื่อในคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์โดยสำคัญผิดซึ่งเป็นเรื่องระหว่างตัวจำเลยและทนายความต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งจำเลยยื่นคำร้องเมื่อพ้นเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 กรณีจึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าการยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์นั้นอดีตทนายความของจำเลยนำคำร้องมาให้จำเลยลงลายมือชื่อโดยจำเลยไม่ทราบเนื้อหาสาระของคำร้อง แต่เข้าใจว่าเป็นคำร้องที่เกี่ยวกับการบังคับคดีจำเลยลงลายมือชื่อในคำร้องด้วยความผิดหลง และสำคัญผิด จำเลยไม่มีเจตนาที่จะถอนการยึดทรัพย์ ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานบังคับคดี มีคำสั่งถอนการยึดทรัพย์ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ถอนการยึดทรัพย์จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนกระบวนการบังคับคดีที่ผิดระเบียบหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควร

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำร้องมุ่งประสงค์ ให้ศาลวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์ซึ่งศาลได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวไปแล้วตามคำร้องฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2565 และไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม การที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า การยื่นคำฟ้องคดีนี้แม้โจทก์จะยื่นคำฟ้องตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2554 ก่อนการมีแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการฎีกาโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 ผลของการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวทำให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด และการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การขออนุญาตฎีกาให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกา และให้ศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยคำร้องให้เสร็จสิ้นโดยเร็วตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 และมาตรา 247แต่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 มาตรา 9 จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมีความหมายว่าบรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มีผลใช้บังคับและคดียังไม่ถึงที่สุด การยื่นฎีกาก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการฎีกา (เดิม) ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยการฎีกาที่แก้ไขใหม่ และบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยเรื่องคำพิพากษาถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์และการยื่นฎีกาต้องนำมาใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัวด้วยตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ถึงที่สุดไปตั้งแต่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มีผลใช้บังคับ และจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 และ 27 กรกฎาคม 2565 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่มีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์โดยอ้างว่าจำเลยไม่มีเจตนาที่จะยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน การยื่นคำร้องของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการยื่นหลังจากคดีถึงที่สุดไปแล้ว กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มาตรา 9 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์จำเลยจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และการขออนุญาตฎีกาก็ต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1, 247 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยยื่นฎีกาคดีนี้โดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาด้วยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ และอำนาจสั่งรับฎีกาเป็นอำนาจของศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

จึงมีคำสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลย และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ 




อุทธรณ์ฎีกา

การอุทธรณ์คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการทำได้แค่ไหน กรณีโต้แย้งพยานหลักฐานเข้าข้อยกเว้นหรือไม่
การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้ามหรือไม่ในคดีขับไล่ที่ดิน และศาลฎีกายกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้เพียงใด
ศาลอุทธรณ์ต้องตรวจข้อเท็จจริงเองหรือไม่ แม้อุทธรณ์เฉพาะโทษ คดีอาญาโทษหนักและอำนาจศาลฎีกายกปัญหาขึ้นวินิจฉัยเอง
ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้หรือไม่ หากยื่นเกินกำหนดเพราะทนายอ่านคำสั่งศาลผิดและอ้างเหตุสุดวิสัย ศาลจะรับฟังเพียงใดตามกฎหมายวิธีพิจารณา
สิทธิอุทธรณ์และความเป็นที่สุดของคำสั่งปรับผู้ประกันในคดีอาญา
การเพิกถอนคำพิพากษาตามยอม และข้อจำกัดตามมาตรา 145 ป.วิ.พ.
ฟ้องรวมกันใช้สิทธิเฉพาะตัวต้องแยกทุนทรัพย์(ฎีกาที่ 4784/2539)
ถอนฎีกาในคดีอาญาแล้วคดีถึงที่สุดวันไหน หากผู้ประกันยังไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาล
การขออนุญาตฎีกา & บทลงโทษการยื่นผิดขั้นตอน(ฎีกา ครพ. 1020/2567)
วิเคราะห์คดีลักทรัพย์+ปลอมเอกสาร & ปรับโทษ,ห้ามฎีกาข้อเท็จจริง (ฎีกา 722/2567)
(ฎีกาที่ 3716/2567) การฎีกาโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริงและการรอการลงโทษจำคุก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4235/2567 การผิดเงื่อนไขคุมประพฤติจากสัญญาประนีประนอมยอมความ และข้อจำกัดสิทธิในการฎีกา
คดีความผิดฐานกระทำชำเราและกระทำอนาจารเด็ก พร้อมวิเคราะห์ข้อกฎหมายเรื่องการรับฎีกา(ฎีกาที่ 7207/2567)
อำนาจอุทธรณ์คดีปลอมเอกสารและข้อจำกัดในศาลแขวง(ฎีกาที่ 7212/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2549 : การเรียกคืนของหมั้นและสินสอด กับข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์และฎีกา
การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวงต้องได้รับอนุญาต: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567
ผู้ตายมีส่วนประมาทในอุบัติเหตุ, การประมาทร่วมในคดีแพ่ง, ขาดนัดยื่นคำให้การ, การอุทธรณ์
จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่าไม่ได้มีการไตร่ตรองเพื่อเจตนาฆ่า, โทษประหารชีวิตศาลลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
ฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์, ฟ้องไม่สมบูรณ์, ข้อกำหนดลายมือชื่อในคำฟ้อง,
สิทธิในทางแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทน, ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย, การอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง(ฎีกาที่ 518/2567)
การยื่นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง มาตรา 218, ความผิดหลายกรรม มาตรา 91,
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 ถอนทนายความแล้ว
สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
เป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษา | ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การอุทธรณ์หรือฎีกาต้องเป็นไปตามลำดับชั้นของศาล
ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องจำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาได้เพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวพันเป็นอันเดียวกัน
ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อยห้ามโจทก์ฎีกา
ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์
มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนไม่ชอบ
ห้ามโจทก์อุทธรณ์ความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
การดำเนินการะบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกา
ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลา