
| วินิจฉัยฎีกา/ถอนยึดทรัพย์,การฎีกาโดยไม่ขออนุญาต (ฎีกา ครพ.ยช. 647/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีเยาวชนและครอบครัว เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอเพิกถอนการยึดทรัพย์โดยอ้างว่าไม่มีเจตนาทำคำร้องดังกล่าว แต่เพราะคดีถึงที่สุดไปแล้ว และไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาตามกฎหมาย จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อเท็จจริงของคดี • โจทก์กับจำเลยอยู่ในคดีเยาวชนและครอบครัว โดยศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ให้หย่าขาดกัน, ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ และให้แบ่งสินสมรส/ทรัพย์สินต่าง ๆ รวมถึงให้ร่วมชำระหนี้สินธนาคารเป็นคนละครึ่ง • โจทก์ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จึงมีการบังคับคดีโดยจำเลยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ยึดทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์ และต่อมาจำเลยยื่น คำร้องขอถอนการยึดทรัพย์ • วันที่ 7 กรกฎาคม 2565 จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่า ลงชื่อในคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์โดยความสำคัญผิด (ไม่ทราบเนื้อหาสาระ) • ศาลชั้นต้นพิเคราะห์แล้วกล่าวว่า จำเลยไม่สามารถชี้ได้ว่ามีความผิดของเจ้าพนักงานบังคับคดี หรือขั้นตอนผิดกฎหมาย และคำร้องนั้นยื่นหลังเกิน 15 วันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 • ต่อมา วันที่ 27 กรกฎาคม 2565 จำเลยยื่นคำร้องเพิ่มเติมในลักษณะเดียวกัน โดยอ้างว่าอดีตทนายความเป็นผู้จัดทำคำร้องและให้จำเลยลงชื่อโดยไม่ทราบสาระ • ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องว่าเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ (ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144) • จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีเยาวชนและครอบครัวยืนคำสั่งของศาลชั้นต้น • จำเลยยื่นฎีกาโดย ไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา มาด้วย • ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องก่อนที่ พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มีผลใช้บังคับ (มาตรา 9) • ด้วยเหตุนี้ การฎีกาให้ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง “เดิม” และจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงมีคำสั่ง ยกคำสั่งศาลชั้นต้นให้รับฎีกา และมีคำสั่ง ไม่รับฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้จำเลย 🧭 กฎหมายที่ศาลฎีกาใช้เป็นหลักในการวินิจฉัย 1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 และมาตรา 247 → กำหนดว่าการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ “ต้องได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา” และต้อง “ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมคำฟ้องฎีกา” ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด 2. พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 มาตรา 9 → บัญญัติว่าคดีที่ฟ้องก่อนวันใช้บังคับของกฎหมายฉบับนี้ ให้บังคับตามกฎหมายเดิมจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุด 3. พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง → กำหนดให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลมในการฎีกาคดีเยาวชนและครอบครัว 4. ป.วิ.พ. มาตรา 295 → ว่าด้วยการยื่นคำร้องขอเพิกถอนหรือแก้ไขการบังคับคดีที่ผิดพลาด ต้องกระทำภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลเหตุ 5. ป.วิ.พ. มาตรา 144 → ห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่ศาลได้มีคำสั่งหรือคำพิพากษาไปแล้ว เว้นแต่กฎหมายจะให้นำกลับมาพิจารณาใหม่ได้ 🔑 Key Words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ 1. “ฎีกาโดยไม่ขออนุญาต” o จำเลยยื่นฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมคำฟ้อง ซึ่งขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 244/1 และ 247 ทำให้ฎีกานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย 2. “คดีฟ้องก่อนกฎหมายใหม่ใช้บังคับ” o คดีนี้ฟ้องก่อน พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 ใช้บังคับ ศาลจึงต้องใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งฉบับเดิมตามมาตรา 9 แห่งบทเฉพาะกาล 3. “ศาลชั้นต้นรับฎีกาโดยไม่มีอำนาจ” o เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งรับฎีกา เพราะอำนาจอนุญาตหรือไม่อนุญาตเป็นของศาลฎีกาเท่านั้น 4. “คำร้องเพิกถอนการบังคับคดีเกินกำหนด” o จำเลยยื่นคำร้องหลังเกิน 15 วันนับแต่ทราบเหตุ ตามมาตรา 295 จึงไม่อาจอ้างเป็นมูลเหตุให้ศาลเพิกถอนการบังคับคดีได้ 5. “กระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้าม” o การที่จำเลยยื่นคำร้องเพิกถอนการยึดทรัพย์ซ้ำในเรื่องเดียวกันกับที่ศาลเคยวินิจฉัยแล้ว ถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ต้องห้ามตามมาตรา 144 🧩 สรุปภาพรวมสั้น ๆ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ครพ.ยช. 647/2567 เป็นคดีตัวอย่างที่ศาลยืนยัน “หลักความเคร่งครัดในการยื่นฎีกา” โดยเน้นว่าการยื่นฎีกาในคดีเยาวชนและครอบครัว ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนใน ป.วิ.พ. มาตรา 244/1 และ 247 อย่างครบถ้วน มิฉะนั้นถือเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ แม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาไว้แล้ว ศาลฎีกาก็สามารถมีคำสั่งเพิกถอนได้ อีกทั้งยังตอกย้ำหลักสำคัญของมาตรา 295 และมาตรา 144 ว่าการขอเพิกถอนการบังคับคดีต้องทำภายในกำหนดเวลาและไม่อาจยื่นซ้ำในประเด็นที่ศาลได้วินิจฉัยไปแล้ว. ประเด็นกฎหมาย / ประเด็นที่ฎีกาวินิจฉัย ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญ ได้แก่: • เมื่อใดคดีถือว่า “ถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์” ภายใต้กฎหมายเดิมก่อน พ.ร.บ. แก้ไข (ฉบับ 27)? • เงื่อนไขและวิธีการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา (ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 244/1, 247) และบทบัญญัติของ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัว มาตรา 182/1 • ผลของการฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา (ในการคดีที่ต้องได้รับอนุญาต) • หลักเกณฑ์การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ (ป.วิ.พ. มาตรา 144) • หลักเกณฑ์การยื่นคำร้องเพิกถอนการบังคับคดี (ป.วิ.พ. มาตรา 295) คำวินิจฉัยของศาลฎีกา • ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่ฟ้องไว้ก่อนวันที่ พ.ร.บ. แก้ไข (ฉบับ 27) มีผลใช้บังคับ (ซึ่งใช้บังคับเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2558) ดังนั้น มาตรา 9 ของ พ.ร.บ. แก้ไขฯ กำหนดว่า “ในคดีที่ฟ้องไว้ก่อนวันใช้บังคับและคดียังไม่ถึงที่สุด ให้ใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เดิม” • ในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเดิม การฎีกาในคดีเยาวชนและครอบครัวก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของ ป.วิ.พ. (มาตรา 244/1, 247) ร่วมกับบทบัญญัติของ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนฯ มาตรา 182/1 • กฎหมายดังกล่าวกำหนดว่า ผู้จะฎีกาคดีซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ต้องยื่น คำร้องขออนุญาตฎีกา พร้อมกับคำฟ้องฎีกา ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด • ในคดีนี้ จำเลยยื่นฎีกาโดย ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาต จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ • การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย • ศาลฎีกาจึงมีคำสั่ง ยกคำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกา และ มีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย • นอกจากนี้ ศาลฎีกายังชี้ว่า เมื่อฎีกาไม่ถูกต้อง (เพราะไม่ยื่นคำร้องขออนุญาต) การที่ศาลชั้นต้นจะให้รับฎีกานั้นขาดอำนาจ • คำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกา (นอกจากที่คืน) ให้เป็น “พับ” (คือ กำหนดให้ฝ่ายที่ไม่ได้รับฎีกาเป็นผู้รับภาระ) การวิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย (IRAC แบบขยาย) Issue (ประเด็น) 1. คดีนี้อยู่ภายใต้บทบัญญัติกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งฉบับเดิมหรือฉบับแก้ไข (ฉบับที่ 27) เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องก่อนวันใช้บังคับ? 2. จำเลยสามารถฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตได้หรือไม่? 3. หากฎีกาโดยไม่มีอนุญาต จะส่งผลต่อการรับฎีกาอย่างไร? 4. การยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์โดยอ้างความสำคัญผิดหลัง 15 วันตาม มาตรา 295 จะได้หรือไม่? 5. การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ (ตาม มาตรา 144) มาใช้บังคับได้หรือไม่? Rule (กฎหมาย / หลักเกณฑ์ที่นำมาใช้) • พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มาตรา 9: บังคับให้คดีที่ฟ้องไว้ก่อนวันใช้บังคับ ใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเดิม • ป.วิ.พ. (ฉบับเดิม) มาตรา 244/1, มาตรา 247: กำหนดเงื่อนไขและวิธีการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา • พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง: บังคับใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกับคดีเยาวชนและครอบครัว • ป.วิ.พ. มาตรา 295: เงื่อนไขการยื่นคำร้องขอถอนการบังคับคดีภายใน 15 วันนับแต่วันที่ทราบพฤติการณ์ • ป.วิ.พ. มาตรา 144: ห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำในประเด็นที่วินิจฉัยแล้ว Application (การประยุกต์กับข้อเท็จจริง) • ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ยื่นฟ้องก่อนวันที่ พ.ร.บ. แก้ไข (ฉบับที่ 27) มีผลใช้บังคับ ดังนั้นคดีนี้จึงอยู่ภายใต้บทบัญญัติกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ฉบับเดิม (ไม่ใช่ภายใต้กฎหมายที่แก้ไข) • จำเลยในคดีนี้ยื่นฎีกา โดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา มาด้วยในศาลชั้นต้น ซึ่งขัดกับบทบัญญัติ ป.วิ.พ. มาตรา 244/1 และ 247 ที่กำหนดให้คู่ความที่ต้องได้รับอนุญาตฎีกาต้องยื่นคำร้องดังกล่าวพร้อมคำฟ้องฎีกา • เพราะจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทางกฎหมาย (คือการไม่ยื่นคำร้องขออนุญาต) ดังนั้นฎีกาในคดีนี้จึงเป็น ฎีกาที่ไม่ชอบ • การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยจึงเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ไม่มีอำนาจ • ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 จำเลยอ้างว่ายื่นคำร้องถอนการยึดทรัพย์หลังเกิน 15 วัน จึงไม่มีอำนาจตามกฎหมายให้ศาลเพิกถอน • เมื่อศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยประเด็นถอนการยึดทรัพย์แล้ว และคำร้องใหม่ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ จึงเข้าข่ายห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 • ดังนั้น คำร้องถอนการยึดทรัพย์ไม่อาจนำมาพิจารณาอีก Conclusion (ข้อสรุป) เนื่องจากคดีนี้เป็นคดีฟ้องก่อนวันใช้บังคับกฎหมายแก้ไขวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) จึงต้องใช้บทบัญญัติวิธีพิจารณาเดิม จำเลยเมื่อจะฎีกาต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา (ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 244/1, 247) และในคดีนี้จำเลยไม่ได้ยื่นดังกล่าว จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ศาลชั้นต้นจึงไม่มีอำนาจรับฎีกา ศาลฎีกาจึงมีคำสั่ง ยกคำสั่งรับฎีกา และ ไม่รับฎีกาของจำเลย ประเด็นที่เป็นแนวปฏิบัติที่สำคัญ • กรณีคดีที่ฟ้องก่อนวันใช้บังคับกฎหมายแก้ไขให้ยึดหลักมาตรา 9 ของ พ.ร.บ. แก้ไขฯ • เงื่อนไขสำคัญของการฎีกาในคดีเยาวชนและครอบครัว ซึ่งต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. มาตรา 244/1, 247 และ พ.ร.บ. ศาลเยาวชนฯ มาตรา 182/1 • การที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาโดยไม่มีคำร้องขออนุญาต เป็นการกระทำที่ขัดกับอำนาจศาล • การใช้หลักห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ (ม. 144) เมื่อประเด็นเคยถูกวินิจฉัยแล้ว • ข้อจำกัดในการยื่นคำร้องถอนการยึดทรัพย์ (ม. 295) ข้อคิดทางกฎหมาย / บทสรุป • สำหรับคดีที่ฟ้องก่อนวันใช้บังคับ พ.ร.บ. แก้ไขฯ ต้องตรึกตรองให้ชัดว่าจะใช้บทบัญญัติวิธีพิจารณาเดิมหรือบทบัญญัติใหม่ • ในคดีที่ต้องได้รับอนุญาตฎีกา คู่ความควรระมัดระวังในการปฏิบัติตามเงื่อนไข (คือการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมคำฟ้องฎีกา) หากละเลยอาจทำให้ฎีกาเป็นโมฆะ • ศาลชั้นต้นไม่ควรยอมรับฎีกาที่ไม่มีคำร้องขออนุญาต หากตรวจพบจะเป็นการกระทำที่ขัดอำนาจศาล • หลักห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเป็นการจำกัดไม่ให้ฝ่ายใดนำประเด็นเดิมมาฟ้องใหม่ • ข้ออ้างเพิกถอนการบังคับคดีโดยอาศัยความสำคัญผิด ต้องมีพฤติการณ์ใหม่ที่มาพร้อมหลักฐานชัดเจน ไม่ใช่การอ้างหลัง คำถาม – คำตอบ (2 ประเด็น) คำถามที่ 1: ในคดีนี้ จำเลยสามารถยื่นฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาได้หรือไม่? คำตอบ: จำเลยไม่สามารถยื่นฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตได้ เพราะตาม ป.วิ.พ. มาตรา 244/1 และ 247 (ภายใต้บทบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่งที่ใช้บังคับในคดีนี้) กำหนดไว้อย่างชัดว่า การฎีกาจำเลยในคดีซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา/คำสั่งแล้ว ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตพร้อมกับคำฟ้องฎีกา หากมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง การฎีกานั้นเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ คำถามที่ 2: การยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์โดยอ้างความสำคัญผิดหลังเกิน 15 วัน สามารถนำมาพิจารณาได้หรือไม่? คำตอบ: ไม่ได้ เพราะตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 กำหนดให้ผู้ร้องถอนการบังคับคดีต้องยื่นภายใน 15 วันนับจากวันที่ทราบพฤติการณ์ เมื่อยื่นช้าเกินกำหนด และเมื่อศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยประเด็นถอนการยึดทรัพย์แล้ว การยื่นคำร้องใหม่ถือเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ครพ.ยช. 647/2567 คดีที่โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ถึงที่สุดไปตั้งแต่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มีผลใช้บังคับและจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 และ 27 กรกฎาคม 2565 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่มีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์โดยอ้างว่าจำเลยไม่มีเจตนาที่จะยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน การยื่นคำร้องของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการยื่นหลังจากคดีถึงที่สุดไปแล้ว กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มาตรา 9 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์จำเลยจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และการขออนุญาตฎีกาก็ต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 244/1, 247 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยยื่นฎีกาคดีนี้โดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาด้วยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ และอำนาจสั่งรับฎีกาเป็นอำนาจของศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกันให้ถอนอำนาจปกครองของจำเลยที่มีต่อบุตรผู้เยาว์ทั้งสาม ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสามแต่เพียงผู้เดียว ให้แบ่งสินสมรส ทรัพย์สิน และมูลค่าการก่อสร้างอาคารพาณิชย์ บนที่ดินของกรมธนารักษ์ที่มีผู้เช่าแก่โจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวไม่อาจกระทำได้หรือจะทำให้ทรัพย์สินนั้นเสียหายมากให้ประมูลราคาระหว่างโจทก์กับจำเลยก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้นำทรัพย์สินออกจากขายทอดตลาด ให้โจทก์และจำเลยร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ตามรายการแจ้งยอดหนี้ แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาอำนาจเจริญ รวม 4 สัญญา เป็นเงิน 17,947,868.03 บาท ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาอำนาจเจริญ รวม 7 สัญญา เป็นเงิน 12,322,209.57 บาท ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาอำนาจเจริญ 1 สัญญา เป็นเงิน 4,400,454.28 บาท คนละกึ่งหนึ่ง โจทก์ไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยขอให้บังคับคดีโดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินตามบัญชีทรัพย์สินเพื่อนำมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง ต่อมามีการยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์ และวันที่ 7 กรกฎาคม 2565 จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่า จำเลยลงลายมือชื่อในคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์โดยสำคัญผิด จำเลยทราบถึงพฤติการณ์ อันเป็นมูลเหตุดังกล่าวหลังจากที่ได้รวบรวมตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2565 ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าตามคำร้องของจำเลยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการบังคับคดีโดยบกพร่องผิดพลาดหรือฝ่าฝืนต่อกฎหมายอย่างไรหรือขั้นตอนใด คงมีแต่เพียงประเด็นตามคำร้องที่อ้างว่าจำเลยลงลายมือชื่อในคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์โดยสำคัญผิดซึ่งเป็นเรื่องระหว่างตัวจำเลยและทนายความต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทั้งจำเลยยื่นคำร้องเมื่อพ้นเวลา 15 วัน นับแต่วันที่ได้ทราบพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 กรณีจึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดี ให้ยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 27 กรกฎาคม 2565 จำเลยยื่นคำร้องอ้างว่าการยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์นั้นอดีตทนายความของจำเลยนำคำร้องมาให้จำเลยลงลายมือชื่อโดยจำเลยไม่ทราบเนื้อหาสาระของคำร้อง แต่เข้าใจว่าเป็นคำร้องที่เกี่ยวกับการบังคับคดีจำเลยลงลายมือชื่อในคำร้องด้วยความผิดหลง และสำคัญผิด จำเลยไม่มีเจตนาที่จะถอนการยึดทรัพย์ ดังนั้นการที่เจ้าพนักงานบังคับคดี มีคำสั่งถอนการยึดทรัพย์ทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้ถอนการยึดทรัพย์จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนกระบวนการบังคับคดีที่ผิดระเบียบหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการอย่างใดตามที่ศาลเห็นสมควร ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำร้องมุ่งประสงค์ ให้ศาลวินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์ซึ่งศาลได้มีคำวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวไปแล้วตามคำร้องฉบับลงวันที่ 7 กรกฎาคม 2565 และไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม การที่จำเลยยื่นคำร้องฉบับนี้จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 ให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืนค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า การยื่นคำฟ้องคดีนี้แม้โจทก์จะยื่นคำฟ้องตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2554 ก่อนการมีแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการฎีกาโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 ผลของการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวทำให้คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์เป็นที่สุด และการฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การขออนุญาตฎีกาให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกา และให้ศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยคำร้องให้เสร็จสิ้นโดยเร็วตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1 และมาตรา 247แต่บรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) ใช้บังคับ ให้บังคับตามกฎหมายซึ่งใช้อยู่ก่อนจนกว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2558 มาตรา 9 จากบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวมีความหมายว่าบรรดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มีผลใช้บังคับและคดียังไม่ถึงที่สุด การยื่นฎีกาก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยการฎีกา (เดิม) ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยการฎีกาที่แก้ไขใหม่ และบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยเรื่องคำพิพากษาถึงที่สุดในชั้นอุทธรณ์และการยื่นฎีกาต้องนำมาใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัวด้วยตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องเป็นคดีนี้ถึงที่สุดไปตั้งแต่ก่อนวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มีผลใช้บังคับ และจำเลยยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 7 และ 27 กรกฎาคม 2565 ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่มีคำสั่งให้เพิกถอนการยึดทรัพย์โดยอ้างว่าจำเลยไม่มีเจตนาที่จะยื่นคำร้องขอถอนการยึดทรัพย์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน การยื่นคำร้องของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการยื่นหลังจากคดีถึงที่สุดไปแล้ว กรณีจึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 27) มาตรา 9 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์จำเลยจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และการขออนุญาตฎีกาก็ต้องยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 244/1, 247 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคหนึ่ง แต่จำเลยยื่นฎีกาคดีนี้โดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามาด้วยจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ และอำนาจสั่งรับฎีกาเป็นอำนาจของศาลฎีกา การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว จึงมีคำสั่งยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้รับฎีกาของจำเลย และมีคำสั่งใหม่เป็นไม่รับฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ |



.jpg)

.jpg)