ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




อำนาจอุทธรณ์คดีปลอมเอกสารและข้อจำกัดในศาลแขวง(ฎีกาที่ 7212/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 7212/2567, อำนาจอุทธรณ์ในศาลแขวง, กรณีปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม, ข้อจำกัดอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง, พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบ มาตรา 25, พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 22 และ มาตรา 22 ทวิ, ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง, ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง, วิเคราะห์แนวคำวินิจฉัย ศาลฎีกา กรณีปลอมเอกสาร, ตัวอย่างคำพิพากษา ศาลฎีกา คดีอาญา ศาลแขวง

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ ความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 268 ซึ่งมีโทษในอัตราที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง ประเด็นสำคัญคือสิทธิในการอุทธรณ์ในคดีที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงตามข้อจำกัดของ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่าการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม เว้นแต่ได้รับอนุญาตโดยชัดแจ้ง และเมื่อโจทก์ฎีกาโดยไม่โต้แย้งเหตุไม่รับวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ จึงทำให้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในเนื้อหาคดี

สรุปข้อเท็จจริง

•โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตาม ป.อ. ม.83, 90, 91, 264, 268

•ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้อง เห็นว่ามีมูลเฉพาะจำเลยที่ 2 ในข้อหาปลอมเอกสาร (ม.264) ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา ส่วนข้อหาใช้เอกสารปลอมยกฟ้อง และยกฟ้องจำเลยที่ 1 ทั้งหมด

•โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ โดยเห็นว่าเป็นคดีในอำนาจศาลแขวงและเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 22 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ

•โจทก์ฎีกาในทำนองเดียวกับอุทธรณ์เดิม ขอให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาใช้เอกสารปลอม

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

•คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องจำเลยที่ 1 ตาม ม.264, 268 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ จึงอยู่ในอำนาจศาลแขวง (มาตรา 17, 25 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม)

•มาตรา 22 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ ห้ามอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแขวงในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ได้รับอนุญาตตาม ม.22 ทวิ

•โจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง

•โจทก์ฎีกาเพียงย้ำเหตุเดิมว่า พยานหลักฐานมีมูลให้ลงโทษจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่การโต้แย้งเหตุที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์

•ตาม ป.วิ.อ. ม.216 วรรคหนึ่ง เมื่อฎีกาไม่คัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

1.ขอบเขตอำนาจศาลแขวง

oคดีที่มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อยู่ในอำนาจศาลแขวง (พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.17, 25)

2.ข้อจำกัดการอุทธรณ์

oมาตรา 22 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ กำหนดห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ได้รับอนุญาตตาม ม.22 ทวิ

oการอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นโมฆะ

3.หลัก ป.วิ.อ. ม.170, ม.216

oแม้มาตรา 170 ให้อุทธรณ์ฎีกาได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อจำกัดของกฎหมายพิเศษที่ใช้กับศาลแขวง

oมาตรา 216 วรรคหนึ่ง กำหนดว่าฎีกาต้องคัดค้านเหตุที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ใช้เป็นมูลในการวินิจฉัย มิฉะนั้นศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

หลักกฎหมายและการอธิบาย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264

มาตรานี้บัญญัติถึงความผิดฐาน “ปลอมเอกสาร” โดยกำหนดว่า ผู้ใดทำปลอมขึ้นซึ่งเอกสารทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือแก้ไขเอกสารให้ผิดไปจากเดิม โดยประสงค์ให้บุคคลทั่วไปเชื่อว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารแท้ และอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือประชาชน ถือเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร โทษที่กำหนดไว้คือจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

วัตถุประสงค์ของบทบัญญัตินี้ คือคุ้มครองความเชื่อถือของสังคมต่อเอกสารในฐานะหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริงทางกฎหมายหรือข้อเท็จจริงทั่วไป การปลอมเอกสารจึงเป็นการกระทบต่อความมั่นคงของธุรกรรมและความน่าเชื่อถือของระบบกฎหมาย ยกตัวอย่างเช่น การปลอมลายมือชื่อในสัญญาซื้อขายที่ดิน เพื่อให้ดูเหมือนว่าบุคคลหนึ่งยินยอมขายที่ดินให้ ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่เคยมีการทำสัญญาเช่นนั้น การกระทำดังกล่าวหากพิสูจน์ได้ว่าเจตนามุ่งให้ผู้อื่นหลงเชื่อและเกิดความเสียหาย ก็เข้าองค์ประกอบความผิดมาตรานี้

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268

มาตรานี้เกี่ยวข้องกับ “การใช้เอกสารปลอม” โดยระบุว่า ผู้ใดใช้เอกสารที่ตนรู้ว่าเป็นเอกสารปลอม เสมือนว่าเป็นเอกสารแท้ ต้องรับโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำการปลอมเอกสารนั้นเอง เนื้อหานี้ครอบคลุมถึงผู้ที่มิได้เป็นผู้ปลอมเอกสารโดยตรง แต่มีส่วนใช้ประโยชน์จากเอกสารปลอมโดยรู้ข้อเท็จจริงว่ามีการปลอม การใช้เอกสารปลอมจึงถือเป็นการสนับสนุนหรือสืบเนื่องจากการปลอม ซึ่งเป็นภัยต่อความเชื่อถือของสังคมต่อเอกสารทางกฎหมาย ตัวอย่างเช่น ผู้รับมอบอำนาจที่รู้ว่าหนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอม แต่ยังนำไปยื่นต่อหน่วยงานราชการเพื่อทำธุรกรรม การกระทำนี้ก็เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 268 แม้ไม่ได้เป็นผู้ลงมือปลอมเอง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216

มาตรานี้บัญญัติถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับเนื้อหาและขอบเขตของการยื่นฎีกา โดยกำหนดว่า ผู้ฎีกาต้องระบุข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่เห็นว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ไม่ชอบ และต้องโต้แย้งเหตุผลหรือข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์โดยตรง หากฎีกาไม่ระบุหรือไม่คัดค้านเหตุที่ศาลอุทธรณ์ใช้ในการพิพากษา ก็ถือว่าฎีกานั้นไม่มีประเด็นให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ซึ่งอาจนำไปสู่การไม่รับวินิจฉัยฎีกานั้น

เหตุผลของกฎหมายนี้เพื่อให้กระบวนการพิจารณาฎีกามีประสิทธิภาพ ศาลฎีกาจะได้พิจารณาเฉพาะประเด็นที่คู่ความเห็นว่าไม่ชอบจริง ๆ และเพื่อป้องกันการฎีกาโดยไม่มีสาระหรือเป็นการย้ำเหตุเดิมโดยไม่โต้แย้งเนื้อหาสำคัญ ตัวอย่างเช่น หากศาลอุทธรณ์ยกฟ้องเพราะเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ แต่ฎีกากลับเพียงกล่าวซ้ำว่าพยานหลักฐานเพียงพอ โดยไม่ชี้ให้เห็นว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยผิดพลาดอย่างไร ศาลฎีกาก็อาจไม่รับวินิจฉัยตามมาตรานี้

การประยุกต์ใช้ในคดี

ในคดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7212/2567 ข้อหาที่โจทก์ยกขึ้นมามีอัตราโทษไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท จึงอยู่ในอำนาจศาลแขวง ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะคือ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ กำหนดข้อจำกัดไม่ให้อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่จะได้รับอนุญาต เมื่อโจทก์ยื่นอุทธรณ์และฎีกาโดยยังเป็นปัญหาข้อเท็จจริง และไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังไม่โต้แย้งเหตุที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ จึงเข้าเงื่อนไขมาตรา 216 ที่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

 IRAC Analysis

Issue (ประเด็น)

โจทก์มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาคดีปลอมเอกสารในปัญหาข้อเท็จจริงที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงหรือไม่

Rule (กฎ)

•ป.อ. ม.264, 268: ความผิดปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

•พระธรรมนูญศาลยุติธรรม ม.17, 25: คดีในอัตราโทษดังกล่าวอยู่ในอำนาจศาลแขวง

•พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ ม.22: ห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ได้รับอนุญาต

•ป.วิ.อ. ม.216: ฎีกาต้องคัดค้านเหตุที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

Application (การปรับใช้)

•คดีนี้เป็นคดีศาลแขวงและโจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง โดยไม่ได้รับอนุญาตตาม ม.22 ทวิ

•โจทก์ฎีกาเพียงย้ำเหตุเดิม ไม่ได้คัดค้านเหตุที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัย

•ตาม ม.216 วรรคหนึ่ง จึงไม่เข้าเงื่อนไขให้ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อได้

Conclusion (ข้อสรุป)

โจทก์ไม่มีสิทธิอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวง โดยที่ไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกฎีกา

ข้อคิดทางกฎหมาย

•การดำเนินคดีในศาลแขวงต้องตระหนักถึงข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์ โดยเฉพาะในปัญหาข้อเท็จจริง

•ผู้ฟ้องควรตรวจสอบประเภทความผิดและอัตราโทษก่อนดำเนินกระบวนการอุทธรณ์หรือฎีกา

•การเขียนฎีกาต้องโต้แย้งเหตุวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ มิใช่เพียงย้ำเหตุเดิม

สรุปภาษาอังกฤษ 

The Supreme Court Decision No. 7212/2567 involves a forgery and use of forged documents case under Sections 264 and 268 of the Penal Code, falling within the jurisdiction of the Kwaeng Court due to its penalty range. The key issue was whether the prosecutor could appeal on factual matters without permission under the Kwaeng Court Establishment Act. The Court held that such appeals are prohibited unless explicitly permitted, and since the appeal and the petition for certiorari (dika) merely repeated the original arguments without contesting the appellate court’s reasoning, the Supreme Court declined to review the case.

สรุปย่อฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นความผิดตาม ป.อ. ม.264, 268 ซึ่งมีโทษไม่เกิน 3 ปี อยู่ในอำนาจศาลแขวง จึงห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ ม.22 เว้นแต่ได้รับอนุญาต ซึ่งโจทก์ไม่ได้รับอนุญาต และอุทธรณ์ในประเด็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพยานหลักฐาน ศาลอุทธรณ์จึงยกอุทธรณ์ โจทก์ฎีกาเพียงย้ำเหตุเดิม ไม่โต้แย้งเหตุผลของศาลอุทธรณ์ จึงไม่เป็นการคัดค้านตาม ป.วิ.อ. ม.216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7212/2567

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 264, 268 ซึ่งแต่ละฐานความผิดมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นที่เป็นศาลแขวง ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ทวิ โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์โจทก์เพราะเหตุดังกล่าว โจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาไม่ชอบอย่างไร แต่โจทก์ฎีกาทำนองเดียวกับอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีมูลขอให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาดังกล่าวไว้พิจารณา ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 90, 91, 264, 268

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 2 ในข้อหาปลอมเอกสาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 วรรคหนึ่ง ให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 2 ไว้พิจารณาในข้อหาดังกล่าว ข้อหาใช้เอกสารปลอมให้ยก ส่วนจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ สำหรับจำเลยที่ 1 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าคดีไม่มีมูล นั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 170 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "...คำสั่งที่ว่า คดีไม่มีมูลนั้น โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา" และนำมาใช้บังคับในศาลแขวงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 กรณีจึงมีผลให้โจทก์ไม่สามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ทุกคดีเสมอไป โจทก์ฟ้องคดีนี้ไม่ได้บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม และไม่ได้ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 แต่บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268 เมื่อความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมที่โจทก์บรรยายและขอให้ลงโทษนั้นแต่ละฐานความผิดมีระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้นที่เป็นศาลแขวง ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 จึงต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่เป็นศาลแขวงในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ที่โจทก์อุทธรณ์ทำนองว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีมูลว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ขอให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาดังกล่าวไว้พิจารณา นั้น เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าว กับไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ทวิ โจทก์จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์โจทก์เพราะเหตุดังกล่าว โจทก์ก็ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์โจทก์เพราะเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามไม่ให้อุทธรณ์นั้น ไม่ชอบอย่างไร แต่โจทก์ฎีกาเป็นทำนองเดียวกับอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีมูลว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานใช้เอกสารปลอม ขอให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาดังกล่าวไว้พิจารณาเท่านั้น ฎีกาของโจทก์จึงไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของโจทก์

ประเด็นคำถาม-คำตอบเชิงวิเคราะห์ สำหรับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7212/2567 

ข้อ 1 : โจทก์ซึ่งเป็นพนักงานอัยการสามารถอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่า “คดีไม่มีมูล” ในคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจศาลแขวงได้หรือไม่ และหากอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยหรือไม่

คำตอบ

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และ 2 ในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 และ 268 ซึ่งแต่ละข้อหามีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อยู่ในอำนาจศาลแขวงตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 ดังนั้น จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 เว้นแต่จะได้รับอนุญาตตามมาตรา 22 ทวิ ซึ่งในคดีนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้รับอนุญาตเช่นนั้น การที่โจทก์อุทธรณ์โดยกล่าวว่าพยานหลักฐานมีมูลและขอให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณา จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงที่กฎหมายห้ามไว้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีอำนาจยกอุทธรณ์ และเมื่อโจทก์ฎีกาโดยมิได้คัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย และพิพากษายกฎีกาของโจทก์

ข้อ 2 : ผลทางกฎหมายของการที่โจทก์บรรยายฟ้องไม่ระบุว่าจำเลยปลอม “เอกสารสิทธิ” ตามมาตรา 265 แต่ใช้เพียงมาตรา 264 และ 268 คืออะไร และมีผลต่อเขตอำนาจศาลอย่างไร

คำตอบ

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ขอให้ลงโทษตาม มาตรา 264 และ 268 โดยไม่ได้ระบุว่าปลอมเอกสารสิทธิ ซึ่งตามมาตรา 265 โทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ถือว่าอยู่ในอำนาจศาลจังหวัด แต่เมื่อตามฟ้องเป็นความผิดตามมาตรา 264 และ 268 ที่โทษไม่เกิน 3 ปี จึงอยู่ในอำนาจศาลแขวง ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 การฟ้องเช่นนี้จึงจำกัดเขตอำนาจศาลให้เป็นของศาลแขวงโดยอัตโนมัติ ส่งผลให้โจทก์ไม่อาจอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ และเมื่อพยายามฎีกาในลักษณะเดียวกันโดยไม่คัดค้านว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ตาม มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ของ ป.วิ.อ. ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญว่าการบรรยายฟ้องต้องระบุฐานความผิดและมาตราให้ถูกต้อง เพราะมีผลต่อทั้งอำนาจศาลและสิทธิในการอุทธรณ์-ฎีกา

ข้อ 3 : มาตรา 170 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งบัญญัติว่า “คำสั่งที่ว่า คดีไม่มีมูล โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้” สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่จำกัดหรือไม่ ในกรณีคดีศาลแขวงเช่นนี้

คำตอบ

แม้มาตรา 170 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.วิ.อ. จะกำหนดให้โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์-ฎีกาได้เมื่อศาลมีคำสั่งว่า “คดีไม่มีมูล” แต่ต้องอ่านประกอบกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 ที่ให้บังคับใช้ ป.วิ.อ. เท่าที่ไม่ขัดกับบทบัญญัติของ พ.ร.บ. ดังกล่าว และมาตรา 22 ได้ห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น มาตรา 170 จึงมิได้ให้อำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ทุกกรณี แต่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่อง “ลักษณะคดีและเขตอำนาจศาล” ในคดีนี้ เมื่อเป็นคดีที่โทษไม่เกิน 3 ปี และอยู่ในอำนาจศาลแขวง การอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงถูกห้ามไว้ ศาลฎีกาจึงตีความว่า มาตรา 170 มิได้เปิดช่องให้ใช้สิทธิอุทธรณ์-ฎีกาได้ทุกคดี แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ เท่านั้น

ข้อ 4 : เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่า ฎีกาของโจทก์ไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่า “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ตามมาตรา 216 วรรคหนึ่ง ของ ป.วิ.อ. และผลทางกระบวนพิจารณาเป็นอย่างไร

คำตอบ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ฎีกาที่มิใช่การคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย” ในคดีนี้ โจทก์ฎีกาโดยยืนยันข้อเท็จจริงเดิมว่า พยานหลักฐานของโจทก์มีมูล ขอให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ไว้พิจารณา แต่ไม่ได้กล่าวถึงความไม่ชอบด้วยกฎหมายของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่ยกอุทธรณ์เพราะเหตุอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้าม ดังนั้น ฎีกานี้จึงไม่เข้าลักษณะ “คัดค้านความไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ตามมาตรา 216 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย และพิพากษายกฎีกาของโจทก์ ถือเป็นการยืนยันหลักเกณฑ์สำคัญในกระบวนการอุทธรณ์-ฎีกาว่าผู้ยื่นฎีกาต้องระบุให้ชัดว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” จึงจะเข้าสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกาได้

ทนาย ลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ปรึกษากฎหมายทางแชทไลน์

 

1.ภาพโลโก้สำนักงานพีศิริ ทนายความ พร้อมข้อมูลติดต่อ – ให้คำปรึกษากฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกา 7212/2567 คดีปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม อำนาจอุทธรณ์ในศาลแขวง 2.หัวข้อบทความ “คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7212/2567 : อำนาจอุทธรณ์คดีปลอมเอกสารและข้อจำกัดในศาลแขวง” – วิเคราะห์ฎีกา คดีปลอมเอกสาร มาตรา 264, 268 ป.วิ.อ. มาตรา 216 พร้อมข้อจำกัดการอุทธรณ์ 3.ย่อหน้าบทนำสรุปสาระสำคัญคดี – คำพิพากษาศาลฎีกา 7212/2567 คดีปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม สิทธิอุทธรณ์คดีศาลแขวง ข้อจำกัดตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ 4.หัวข้อ “สรุปข้อเท็จจริง” – ข้อเท็จจริงคดีปลอมเอกสาร มาตรา 264, 268 อุทธรณ์และฎีกาในคดีศาลแขวง พร้อมผลการวินิจฉัยศาลฎีกา




อุทธรณ์ฎีกา

ศาลอุทธรณ์ต้องตรวจข้อเท็จจริงเองหรือไม่ แม้อุทธรณ์เฉพาะโทษ คดีอาญาโทษหนักและอำนาจศาลฎีกายกปัญหาขึ้นวินิจฉัยเอง
ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้หรือไม่ หากยื่นเกินกำหนดเพราะทนายอ่านคำสั่งศาลผิดและอ้างเหตุสุดวิสัย ศาลจะรับฟังเพียงใดตามกฎหมายวิธีพิจารณา
สิทธิอุทธรณ์และความเป็นที่สุดของคำสั่งปรับผู้ประกันในคดีอาญา
การเพิกถอนคำพิพากษาตามยอม และข้อจำกัดตามมาตรา 145 ป.วิ.พ. article
ฟ้องรวมกันใช้สิทธิเฉพาะตัวต้องแยกทุนทรัพย์(ฎีกาที่ 4784/2539)
ถอนฎีกาในคดีอาญาแล้วคดีถึงที่สุดวันไหน หากผู้ประกันยังไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาล
การขออนุญาตฎีกา & บทลงโทษการยื่นผิดขั้นตอน(ฎีกา ครพ. 1020/2567)
วินิจฉัยฎีกา/ถอนยึดทรัพย์,การฎีกาโดยไม่ขออนุญาต (ฎีกา ครพ.ยช. 647/2567)
วิเคราะห์คดีลักทรัพย์+ปลอมเอกสาร & ปรับโทษ,ห้ามฎีกาข้อเท็จจริง (ฎีกา 722/2567)
(ฎีกาที่ 3716/2567) การฎีกาโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริงและการรอการลงโทษจำคุก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4235/2567 การผิดเงื่อนไขคุมประพฤติจากสัญญาประนีประนอมยอมความ และข้อจำกัดสิทธิในการฎีกา
คดีความผิดฐานกระทำชำเราและกระทำอนาจารเด็ก พร้อมวิเคราะห์ข้อกฎหมายเรื่องการรับฎีกา(ฎีกาที่ 7207/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2549 : การเรียกคืนของหมั้นและสินสอด กับข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์และฎีกา
การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวงต้องได้รับอนุญาต: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567
ผู้ตายมีส่วนประมาทในอุบัติเหตุ, การประมาทร่วมในคดีแพ่ง, ขาดนัดยื่นคำให้การ, การอุทธรณ์
จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่าไม่ได้มีการไตร่ตรองเพื่อเจตนาฆ่า, โทษประหารชีวิตศาลลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
ฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์, ฟ้องไม่สมบูรณ์, ข้อกำหนดลายมือชื่อในคำฟ้อง,
สิทธิในทางแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทน, ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย, การอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง(ฎีกาที่ 518/2567)
การยื่นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง มาตรา 218, ความผิดหลายกรรม มาตรา 91,
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 ถอนทนายความแล้ว
สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
เป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษา | ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การอุทธรณ์หรือฎีกาต้องเป็นไปตามลำดับชั้นของศาล
ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องจำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาได้เพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวพันเป็นอันเดียวกัน
ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อยห้ามโจทก์ฎีกา
ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์
มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนไม่ชอบ
ห้ามโจทก์อุทธรณ์ความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
การดำเนินการะบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกา
ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลา