
| คดีความผิดฐานกระทำชำเราและกระทำอนาจารเด็ก พร้อมวิเคราะห์ข้อกฎหมายเรื่องการรับฎีกา(ฎีกาที่ 7207/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีความผิดฐานกระทำชำเราและกระทำอนาจารแก่เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี และต่ำกว่า 15 ปี โดยผู้เสียหายอยู่ในภาวะไม่สามารถขัดขืนได้ ประเด็นสำคัญคือการพิจารณาว่าการไม่แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาของศาลชั้นต้นต่อจำเลยเป็นกระบวนพิจารณาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และการใช้ดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในการกำหนดโทษและลดโทษขั้นสูงสุด ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าไม่มีเหตุให้ลดโทษเพิ่มเติม ข้อเท็จจริงของคดี •โจทก์ ฟ้องจำเลยว่ากระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ทั้งกระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี และกระทำอนาจารแก่เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ในสภาพที่เด็กไม่สามารถขัดขืนได้ •จำเลย ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกตามกระทงความผิดรวมหลายร้อยปี แต่รวมโทษจำคุกสูงสุด 50 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91(3) และให้นับโทษต่อจากคดีอาญาอื่น •ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน พร้อมลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 อันเป็นการลดโทษสูงสุด •จำเลยฎีกา ขอให้ลงโทษสถานเบาและลดโทษเพิ่มเติม แต่ศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะบางข้อ และไม่รับฎีกาในความผิดอื่น โดยไม่แจ้งให้จำเลยทราบ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1.แม้การไม่แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาจะเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เมื่อคดีในประเด็นนั้นต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนแล้ว การส่งสำนวนกลับเพื่อแจ้งให้จำเลยทราบจึงไม่จำเป็น 2.คำขอให้ลดโทษเป็นเพียงการโต้แย้งดุลพินิจลงโทษ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกา 3.พฤติการณ์คดีร้ายแรง การกระทำเป็นการล่วงละเมิดทางเพศโดยอาศัยความไร้เดียงสาของเด็ก โทษที่กำหนดและการลดโทษครึ่งหนึ่งถือว่ามีคุณแก่จำเลยมากแล้ว 4.ศาลฎีกายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1.การรับฎีกาและการแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกา oป.วิ.อ. มาตรา 224 กำหนดสิทธิจำเลยในการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาต่อศาลฎีกา oการไม่แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาถือเป็นข้อบกพร่องในกระบวนพิจารณา แต่ไม่กระทบผลของคดีหากเป็นเรื่องที่ต้องห้ามฎีกา 2.การห้ามฎีกาข้อเท็จจริง oป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในบางกรณี oการขอให้ลดโทษเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ จึงต้องห้ามฎีกา 3.การใช้ดุลพินิจลดโทษ oมาตรา 78 ให้ศาลลดโทษได้ไม่เกินครึ่งหนึ่ง การที่ศาลอุทธรณ์ลดโทษสูงสุดแล้วจึงไม่มีเหตุลดอีก 4.นัยสำคัญต่อการปฏิบัติ oการยื่นฎีกาต้องตรวจสอบว่าประเด็นอยู่ในข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้ถูกตีตกเพราะข้อห้ามฎีกา oการลดโทษขึ้นอยู่กับพฤติการณ์คดีและข้อจำกัดตามกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 มาตรานี้เป็นหลักเรื่อง ข้อห้ามในการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยระบุว่ามีบางประเภทของคดีหรือบางเงื่อนไขที่คู่ความไม่สามารถฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ เช่น คดีที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลชั้นต้นพิพากษายืน หรือคดีที่กฎหมายระบุให้ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อจำกัดขั้นตอนและลดภาระของศาลฎีกา ความแตกต่างสำคัญคือ ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย ยังทำได้ แต่ ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จะถูกตัดสิทธิ์ ตัวอย่างเช่น หากจำเลยขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “พยานโจทก์ไม่น่าเชื่อถือ” นั่นเป็นข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามฎีกา แต่ถ้าขอให้วินิจฉัยว่า “พยานหลักฐานดังกล่าวรับฟังได้ตามกฎหมายหรือไม่” นั่นเป็นข้อกฎหมาย จึงฎีกาได้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 มาตรานี้ว่าด้วย สิทธิในการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา กล่าวคือ หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของคู่ความในบางประเด็น คู่ความยังมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้พิจารณาว่าคำสั่งไม่รับฎีกานั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ มาตรานี้เป็นการคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความ เพื่อให้มั่นใจว่าการจำกัดสิทธิในการฎีกานั้นเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม ตัวอย่างเช่น ถ้าศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาในประเด็นโทษ โดยเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริง คู่ความอาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อให้วินิจฉัยว่าประเด็นนั้นแท้จริงแล้วเป็นข้อกฎหมายที่ฎีกาได้หรือไม่ ประเด็นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2567 ในคดีนี้ ป.วิ.อ. มาตรา 218 และมาตรา 224 มีบทบาทสำคัญ •มาตรา 218 ใช้ตัดสิทธิจำเลยในการฎีกาในประเด็นข้อเท็จจริง เช่น การขอให้ลดโทษซึ่งเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ภาค 2 •มาตรา 224 เปิดช่องให้จำเลยอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาได้ แต่ในคดีนี้ แม้ศาลชั้นต้นไม่แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาให้จำเลยทราบ ศาลฎีกาก็เห็นว่าไม่จำเป็นต้องส่งสำนวนกลับ เพราะประเด็นที่ฎีกาเป็นเรื่องต้องห้ามตามมาตรา 218 อยู่แล้ว ข้อคิดทางกฎหมาย •การไม่แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาอาจเป็นข้อบกพร่องในกระบวนพิจารณา แต่หากประเด็นนั้นต้องห้ามฎีกาก็ไม่กระทบผลคดี •การยื่นฎีกาต้องมุ่งประเด็นข้อกฎหมาย มิฉะนั้นอาจถูกตีตกเพราะเป็นข้อเท็จจริง •การลดโทษมีข้อจำกัดตามกฎหมายและดุลพินิจของศาล โดยการลดสูงสุดตามมาตรา 78 คือครึ่งหนึ่ง IRAC วิเคราะห์ •Issue (ประเด็น) จำเลยมีสิทธิได้รับการแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาหรือไม่ และมีเหตุให้ลดโทษเพิ่มจากที่ศาลอุทธรณ์กำหนดแล้วหรือไม่ •Rule (กฎหมายที่ใช้) oป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง (การห้ามฎีกาข้อเท็จจริง) oป.วิ.อ. มาตรา 224 (สิทธิในการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกา) oป.อ. มาตรา 78 (การลดโทษ) และมาตรา 91 (การรวมโทษ) •Application (การประยุกต์ใช้) การขอให้ลดโทษเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามฎีกา แม้ไม่แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาก็ไม่กระทบคดี เพราะศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนและลดโทษสูงสุดแล้ว •Conclusion (ข้อสรุป) ศาลฎีกาพิพากษายืน ไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มการลดโทษ สรุปภาษาอังกฤษ The Supreme Court Decision No. 7207/2567 involves multiple counts of sexual offenses against minors under 13 and under 15 years old, with victims unable to resist. The main legal issue was whether failing to notify the defendant of the order refusing certain appeal points was lawful, and whether further sentence reduction was warranted. The Court held that the reduction granted by the Appeal Court was already the maximum allowed by law, thus affirming the lower court’s judgment. สรุปย่อฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี และไม่รับฎีกาในข้อหาอื่น แม้ไม่ได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาให้จำเลยทราบ แต่เมื่อคดีดังกล่าวเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. ม.218 และศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนและลดโทษขั้นสูงสุดแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องแจ้งเพิ่มเติม การกระทำของจำเลยมีลักษณะร้ายแรง ศาลฎีกาเห็นว่าโทษที่กำหนดมีคุณแก่จำเลยเพียงพอแล้ว จึงพิพากษายืน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2567 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 224 แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้โดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้นกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า ขอให้ลงโทษสถานเบาและลดโทษ ซึ่งเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อฎีกาจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวมา และศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลยแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279 และนับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1473/2565 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม (เดิม), 277 วรรคสอง (ที่แก้ไขใหม่) (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) ด้วย), 279 วรรคสอง (เดิม), 279 วรรคห้า (ที่แก้ไขใหม่) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี ซึ่งเป็นความผิดบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 14 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 7 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 24 กระทง เป็นจำคุก 192 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้โดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น จำคุกกระทงละ 8 ปี รวม 34 กระทง เป็นจำคุก 272 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีและฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้โดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท (ที่ถูก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90) แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 12 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี คงจำคุก 7 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ คงจำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 24 กระทง เป็นจำคุก 96 ปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้โดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น คงจำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 34 กระทง เป็นจำคุก 136 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี คงจำคุก 6 ปี รวมจำคุก 248 ปี 6 เดือน แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1473/2565 หมายเลขแดงที่ อ 836/2566 ของศาลชั้นต้น จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นนั้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 แต่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เมื่อคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้โดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้นกระทงละไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า ขอให้ลงโทษสถานเบาและลดโทษ ซึ่งเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อฎีกาจำเลยต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าวมา และศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาจำเลยแล้ว จึงไม่จำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด ดังนี้ ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้โดยใช้อวัยวะอื่นซึ่งมิใช่อวัยวะเพศล่วงล้ำอวัยวะเพศของเด็กนั้น จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยมีว่ามีเหตุลงโทษจำเลยในสถานเบาและลดโทษให้แก่จำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดทางเพศโดยอาศัยความไร้เดียงสาของผู้เสียหายอันเป็นการขัดต่อศีลธรรมอันดีและความสงบเรียบร้อยของประชาชน พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งโทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดก่อนลดโทษนั้น นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้ว และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ยังลดโทษให้จำเลยกระทงละกึ่งหนึ่งซึ่งเป็นการลดโทษขั้นสูงสุดตามกฎหมายแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขอีก ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาจำเลยเฉพาะความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และสั่งไม่รับฎีกาจำเลยในความผิดฐานอื่น แต่กลับมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าวให้จำเลยทราบ ทั้งที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 กำหนดให้จำเลยมีสิทธิฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นได้ หากศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในบางส่วน การไม่แจ้งเช่นนี้จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบหรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้นจะมีผลกระทบต่อคำพิพากษาหรือไม่ คำตอบ แม้ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในบางข้อหาให้จำเลยทราบ อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ถูกต้องตามขั้นตอน เนื่องจากจำเลยควรได้รับแจ้งเพื่อใช้สิทธิยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกาตามมาตรา 224 ได้ แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยคดีโดยพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำเลยในทุกฐานความผิดแล้ว อีกทั้งฎีกาที่จำเลยยื่นยังเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่มีผลให้กระบวนพิจารณาดังกล่าวกระทบต่อผลแห่งคำพิพากษา ศาลฎีกาเห็นว่าแม้จะเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เมื่อไม่กระทบต่อสาระสำคัญแห่งคดี ก็ไม่จำเป็นต้องส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาอีกแต่อย่างใด ข้อ 2. จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและลดโทษ โดยอ้างว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจเกินสมควรในการกำหนดโทษ การฎีกาเช่นนี้เป็นการโต้เถียงในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย และศาลฎีกาจะรับพิจารณาได้หรือไม่ ตามหลักที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง คำตอบ การที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลลดโทษลง โดยอ้างว่าศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจเกินสมควรในการกำหนดโทษนั้น เป็นการโต้เถียงใน “ปัญหาข้อเท็จจริง” เนื่องจากเป็นเรื่องของการพิจารณาพฤติการณ์และความหนักเบาแห่งโทษ ซึ่งอยู่ในดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ ไม่ใช่การตีความหรือบังคับใช้กฎหมายโดยตรง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าคดีที่ศาลอุทธรณ์ภาคพิพากษายืนหรือแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น ฎีกาของจำเลยที่ขอให้ลดโทษจึงเป็นฎีกาที่ต้องห้าม ศาลฎีกาไม่อาจรับไว้พิจารณาได้ และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าไม่จำเป็นต้องส่งสำนวนกลับเพื่อแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบอีก ข้อ 3. เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญา รวมโทษแล้วสูงถึงกว่าสองร้อยปี แต่เมื่อรวมโทษสูงสุดให้จำคุกเพียง 50 ปี และยังให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1473/2565 ของศาลชั้นต้น การลงโทษเช่นนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์แห่งกฎหมายว่าด้วยการรวมโทษและนับโทษต่อหรือไม่ คำตอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กำหนดว่า หากผู้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงไป แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ศาลมีอำนาจกำหนดโทษรวมได้ไม่เกินโทษสูงสุดตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งในกรณีจำคุกสูงสุดได้ไม่เกินห้าสิบปี ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะคำนวณโทษตามแต่ละกระทงรวมกันได้หลายร้อยปี แต่การกำหนดโทษรวมให้จำคุก 50 ปี เป็นไปตามกฎหมายโดยเคร่งครัด และเนื่องจากจำเลยเคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1473/2565 มาก่อน ศาลจึงมีอำนาจสั่งให้นับโทษในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีเดิมได้ ตามมาตรา 91 วรรคท้าย การลงโทษเช่นนี้เป็นไปตามหลักแห่งการกำหนดโทษต่อเนื่อง (consecutive sentencing) อันมีจุดมุ่งหมายให้ผู้กระทำผิดรับโทษอย่างเหมาะสมกับความร้ายแรงของพฤติการณ์แห่งคดี ข้อ 4. ลักษณะการกระทำของจำเลยซึ่งเป็นการกระทำอนาจารและกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่าเป็นพฤติการณ์ร้ายแรง แต่ได้ลดโทษให้จำเลยครึ่งหนึ่งเพราะให้การรับสารภาพ การลดโทษดังกล่าวถือว่าเป็นการบรรเทาโทษตามกฎหมายขั้นสูงสุดแล้วหรือไม่ และศาลฎีกาจะสามารถเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาเพื่อลดโทษให้จำเลยได้อีกหรือไม่ คำตอบ การที่จำเลยรับสารภาพต่อศาล เป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่งบัญญัติให้ศาลอาจลดโทษให้ไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้ ในคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้พิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีว่า การกระทำของจำเลยเป็นการล่วงละเมิดทางเพศเด็กโดยอาศัยความไร้เดียงสาของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นการขัดต่อศีลธรรมอันดีและกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน พฤติการณ์เช่นนี้ถือว่าร้ายแรงยิ่ง แต่ศาลอุทธรณ์ยังคงลดโทษให้จำเลยกระทงละกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 ซึ่งเป็นการลดโทษขั้นสูงสุดแล้ว จึงนับว่าได้ใช้ดุลพินิจให้ความเมตตาแก่จำเลยในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาต ศาลฎีกาเห็นว่าไม่มีเหตุอันสมควรจะลดโทษลงไปกว่านี้อีก เพราะการกระทำของจำเลยได้สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อศีลธรรมและสังคมโดยรวม การลดโทษเพิ่มเติมจะไม่สอดคล้องกับความร้ายแรงแห่งการกระทำและหลักความยุติธรรม จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 2 สรุป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2567 เป็นกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับ (1) หลักการรับฎีกาและการแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาให้คู่ความทราบตามมาตรา 224, (2) การห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 218, (3) หลักการรวมโทษและนับโทษต่อในความผิดหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91, และ (4) การลดโทษขั้นสูงสุดตามมาตรา 78 ในคดีอาญาที่มีพฤติการณ์ร้ายแรง
แนวคำพิพากษานี้จึงสะท้อนถึงดุลยพินิจของศาลในคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็กซึ่งให้ความสำคัญต่อศีลธรรมอันดี ความสงบเรียบร้อยของสังคม และการคงไว้ซึ่งมาตรฐานความยุติธรรมในกระบวนพิจารณาอย่างรอบคอบครบถ้วน.
|





