
| (ฎีกาที่ 3716/2567) การฎีกาโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริงและการรอการลงโทษจำคุก
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ การยื่นฎีกาของโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งศาลพิจารณาว่าชอบด้วยกฎหมาย แม้เป็นคดีต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ศาลชั้นต้นได้ขยายเวลายื่นฎีกาและอนุญาตให้ฎีกาได้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยถึงการรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสอง โดยเห็นว่าพฤติการณ์ไม่ร้ายแรง จำเลยคืนทรัพย์สิน มีอาชีพสุจริต และไม่เคยต้องโทษมาก่อน จึงสมควรรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี
สรุปข้อเท็จจริง • โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองฐานความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335, 336 ทวิ ประกอบ มาตรา 83 • ผู้เสียหายยื่นคำร้องเป็นโจทก์ร่วมและขอค่าสินไหม แต่ต่อมาถอนคำร้อง ศาลจึงจำหน่ายคดีส่วนแพ่ง • ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 3 ปี ลดโทษเหลือ 2 ปี • ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ ให้ปรับเพิ่มและรอการลงโทษจำคุก 2 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 • โจทก์ร่วมฎีกา โดยศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
คำวินิจฉัยศาลฎีกา 1. ประเด็นการฎีกาโจทก์ร่วม o คดีนี้เป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 o อย่างไรก็ดี ศาลชั้นต้นเห็นสมควรเพื่อความยุติธรรม ขยายเวลาและอนุญาตให้ฎีกาได้ o การยื่นฎีกาของโจทก์ร่วมจึงถือว่าชอบด้วยกฎหมาย 2. ประเด็นรอการลงโทษ o จำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์เพียงนำทรัพย์ไปเพื่อทวงหนี้ มิได้ก่อเหตุร้ายแรง o เมื่อเจ้าหน้าที่แจ้งให้คืนทรัพย์ ก็คืนทันทีในวันเกิดเหตุ o ไม่เคยต้องโทษมาก่อน มีอาชีพสุจริต และมีที่อยู่แน่นอน o ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า ควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดีมากกว่าลงโทษจำคุก o พิพากษายืน ให้รอการลงโทษจำคุก 2 ปี
ขยายความประเด็นทางกฎหมาย • การฎีกาโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 โดยหลักห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง แต่กรณีนี้ ศาลใช้ดุลพินิจเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม อนุญาตให้ดำเนินการได้ ถือเป็นแนวทางสำคัญในการตีความอำนาจศาล • การรอการลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 56 ศาลใช้ดุลพินิจรอการลงโทษเมื่อเห็นว่าจำเลยมีพฤติการณ์ไม่ร้ายแรง คืนทรัพย์สิน และมีพฤติการณ์ส่วนตัวที่บ่งชี้ว่าสามารถกลับตัวได้ การรอการลงโทษจึงเป็นมาตรการเพื่อส่งเสริมให้จำเลยปรับตัวโดยไม่ต้องเข้าสู่เรือนจำ • การลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 เนื่องจากจำเลยให้การในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ ศาลจึงลดโทษหนึ่งในสามตามกฎหมาย
IRAC Analysis Issue (ประเด็น) ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่า 1. การฎีกาของโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริงชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ 2. จำเลยทั้งสองสมควรได้รับการรอการลงโทษจำคุกหรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ) • ป.วิ.อ. มาตรา 219 – คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง • ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 – อำนาจขยายระยะเวลายื่นฎีกา • ป.อ. มาตรา 335, 336 ทวิ, 83 – ความผิดฐานลักทรัพย์/ร่วมกันกระทำผิด • ป.อ. มาตรา 78 – ลดโทษเมื่อจำเลยให้การเป็นประโยชน์ • ป.อ. มาตรา 56 – การรอการลงโทษ Application (การวิเคราะห์) • ศาลชั้นต้นขยายเวลาและอนุญาตให้ฎีกา แม้เป็นคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง แต่เพื่อความยุติธรรม การอนุญาตนั้นจึงชอบด้วยกฎหมาย • พฤติการณ์จำเลยไม่ร้ายแรง คืนทรัพย์สินโดยเร็ว และไม่เคยมีประวัติโทษมาก่อน สมควรได้รับโอกาสปรับปรุงตนเอง • ศาลจึงใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกแทนการจำคุกจริง Conclusion (ข้อสรุป) คำสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมชอบด้วยกฎหมาย และศาลฎีกาเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสองไว้มีกำหนด 2 ปี
สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการว่า แม้การฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจะถูกจำกัดตามกฎหมาย แต่ศาลยังมีอำนาจใช้ดุลพินิจเพื่อความยุติธรรมได้ อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นแนวทางการใช้มาตรา 56 แห่งประมวลกฎหมายอาญาในการรอการลงโทษ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดที่ไม่ร้ายแรงกลับตัวเป็นพลเมืองดี ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติสำคัญในกระบวนการยุติธรรมไทย
สรุปภาษาอังกฤษ The Supreme Court Decision No. 3716/2024 concerns the admissibility of a co-plaintiff’s appeal on factual issues and the suspension of imprisonment. The Court affirmed that although appeals on factual matters are generally restricted under Section 219 of the Criminal Procedure Code, the lower court rightly granted permission in the interest of justice. Considering the defendants’ non-serious conduct, restitution of the property, clean criminal records, and stable livelihoods, the Court upheld the suspension of their two-year imprisonment under Section 56 of the Penal Code.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3716/2567
โจทก์ร่วมยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขออนุญาตฎีกาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2566 ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกาว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 มิใช่เป็นกรณีที่ต้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมเห็นสมควรให้โจทก์ร่วมดำเนินการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาให้ถูกต้องภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ร่วมทิ้งคำร้อง อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปอีก 15 วัน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 19 สิงหาคม 2566 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอันเป็นคำร้องที่ถูกต้องวันที่ 18 สิงหาคม 2566 ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คำสั่งรับฎีกาโจทก์ร่วมของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาบริษัท ห. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,005,673.44 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องในคดีส่วนแพ่ง จำเลยทั้งสองไม่ค้าน ศาลชั้นต้นอนุญาต ให้จำหน่ายคดีในส่วนแพ่งออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 จำคุกคนละ 3 ปี คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละหนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยทั้งสองคนละ 30,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงปรับจำเลยทั้งสองคนละ 20,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกของศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท โทษจำคุกจำเลยทั้งสองให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยทั้งสองฟัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยว่า คำสั่งรับฎีกาโจทก์ร่วมของศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ร่วมยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขออนุญาตฎีกาในวันที่ 4 สิงหาคม 2566 ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ ศาลชั้นต้นสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกาว่า พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าคดีนี้เป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 มิใช่เป็นกรณีที่ต้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา แต่เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม เห็นสมควรให้โจทก์ร่วมดำเนินการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาให้ถูกต้องภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าโจทก์ร่วมทิ้งคำร้อง อันเป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรขยายระยะเวลายื่นฎีกาออกไปอีก 15 วัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 19 สิงหาคม 2566 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอันเป็นคำร้องที่ถูกต้องวันที่ 18 สิงหาคม 2566 ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นขยายให้ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คำสั่งรับฎีกาโจทก์ร่วมของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 หรือไม่ เห็นว่า ได้ความจากคำเบิกความของนายเฉิน กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมประกอบกิจการหล่ออะลูมิเนียม โจทก์ร่วมซื้อเศษอะลูมิเนียมจากจำเลยที่ 1 มานานหลายปี ก่อนเกิดเหตุโจทก์ร่วมยังค้างชำระเงินค่าเศษอะลูมิเนียมจำเลยที่ 1 ประมาณ 200,000 บาท จำเลยที่ 1 เคยโทรศัพท์ทวงถามหนี้หลายครั้ง แต่พยานบอกว่าไม่มี ในวันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองโทรศัพท์หาพยาน พยานบอกว่าติดคดีอยู่ที่ศาลคุยไม่ได้เจือสมกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสองว่า วันเกิดเหตุจำเลยทั้งสองพยายามโทรศัพท์ติดต่อนายเฉินหลายครั้งเพื่อทวงหนี้แต่นายเฉินไม่ยอมรับสาย ซึ่งอาจเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองเอาเครื่องตรวจสารเคมีของโจทก์ร่วมไปโดยพลการ ขณะเกิดเหตุมีพนักงานของโจทก์ร่วมอยู่ในที่เกิดเหตุหลายคนรวมทั้งนายอี้ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทโจทก์ร่วมแต่ไม่ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวได้เข้าห้ามปรามจำเลยทั้งสอง พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองนับว่าไม่ร้ายแรง ทั้งเมื่อร้อยตำรวจเอกอะลามแจ้งให้จำเลยทั้งสองนำเครื่องตรวจสารเคมีดังกล่าวมาคืน จำเลยทั้งสองก็นำไปคืนให้แก่โจทก์ร่วมทันทีในวันเกิดเหตุ ถือได้ว่าเป็นการพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิด จำเลยทั้งสองไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งและประกอบอาชีพโดยสุจริตมาตลอด การให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตัวเป็นพลเมืองดีน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยทั้งสองและสังคมส่วนรวมมากกว่าการลงโทษจำคุก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น แต่เห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง
พิพากษายืน แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยทั้งสองฟัง
|





.jpg)