ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




วิเคราะห์คดีลักทรัพย์+ปลอมเอกสาร & ปรับโทษ,ห้ามฎีกาข้อเท็จจริง (ฎีกา 722/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 722/2567, คดีลักทรัพย์นายจ้าง, คดีปลอมเอกสาร, แนวคำพิพากษา, การลดโทษ, อำนาจศาลฎีกา, ห้ามฎีกาข้อเท็จจริง, ป.วิ.อ. มาตรา 185, มาตรา 218, มาตรา 215, มาตรา 225

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีความผิดฐาน ลักทรัพย์นายจ้าง และ ปลอมเอกสารราชการและเอกสารสิทธิ ร่วมกัน ระหว่างจำเลยทั้งสาม มีข้อพิพาทในชั้นอุทธรณ์ว่า ความผิดตามฟ้องประมวลเป็น “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” หรือ “เป็นกรรมเดียวเป็นหลายบทกฎหมาย” และโทษที่ศาลอุทธรณ์ลงนั้นเหมาะสมหรือไม่ ศาลฎีกากล่าวถึงข้อห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง พร้อมทั้งใช้อำนาจตรวจสอบความเหมาะสมของโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 (วรรคสอง) ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 และสุดท้ายแก้โทษให้คำนวณใหม่ เพื่อลดโทษให้เหมาะสมกับพฤติการณ์

ข้อเท็จจริง 

โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 188, 265, 266, 268, 335 และให้จำเลยคืนเงิน 2,870,000 บาท และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และ 2 ปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัท ช. (ผู้เสียหาย) ขอและแก้ไขคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ (โจทก์ร่วม) ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และเลือกฐานที่มีโทษหนักที่สุด คือ ความผิดฐาน “ใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม”

ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทั้งสาม คนละ 30 ปี (จำเลยที่ 3 ได้รับการลดโทษครึ่งหนึ่ง เหลือ 15 ปี) พร้อมให้คืนเงิน 2,770,000 บาท

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้เป็นว่า ฐานลักทรัพย์นายจ้างกับเอาไปเสียซึ่งเอกสารเป็น “กรรมเดียวเป็นความผิดหลายบท” ให้ลงโทษฐานลักทรัพย์นายจ้างเพียงบทเดียว โดยให้โทษไม่เกิน 5 ปีต่อกระทง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาคงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 ให้ครบ 20 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ได้โทษรวม 10 ปี 24 เดือน

จำเลยทั้งสามฎีกา

⚖️ กฎหมายที่ใช้เป็นหลักในการวินิจฉัย

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

มาตรา 185 วรรคสอง — ให้อำนาจศาลฎีกาพิจารณาความเหมาะสมของโทษ แม้คดีจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

มาตรา 215 — ว่าด้วยการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษ

มาตรา 225 — ให้อำนาจศาลฎีกาแก้ไขคำพิพากษาในส่วนโทษให้เหมาะสม

มาตรา 218 วรรคหนึ่ง — ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อโทษจำคุกไม่เกินห้าปี

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 และ 91 — ว่าด้วยกรณีความผิดหลายบทและหลายกรรมต่างกัน

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 — การลดโทษในกรณีจำเลยให้การรับสารภาพ

🔑 Key Words สำคัญ 5 ข้อความ 

1. “ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง”

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การโต้แย้งเรื่องความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน เช่น วันที่ในเอกสารไม่ตรงกับวันเกิดเหตุ เป็นเรื่อง ดุลพินิจในการรับฟังพยานของศาลอุทธรณ์ จึงเป็น ข้อเท็จจริง ที่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในส่วนนี้

➡️ ประเด็นนี้แสดงขอบเขตอำนาจศาลฎีกา ว่าจะไม่กลับไปพิจารณาข้อเท็จจริงใหม่

2. “อำนาจศาลฎีกาในการพิจารณาโทษ”

แม้คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง แต่เมื่อคดีขึ้นถึงศาลฎีกาแล้ว ศาลมีอำนาจตรวจสอบว่า โทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดนั้นเหมาะสมหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ศาลฎีกาจึงใช้อำนาจลดโทษจาก 20 ปี เหลือ 16 ปี เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติการณ์

➡️ เป็นประเด็นหลักที่ตอกย้ำอำนาจควบคุมความยุติธรรมของศาลฎีกา แม้ในคดีห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง

3. “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” และ “กรรมเดียวหลายบท”

คดีนี้มีหลายข้อหา ทั้งปลอมเอกสาร ลักทรัพย์ และเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ศาลชั้นต้นเห็นว่าเป็น “หลายกรรมต่างกัน” ให้ลงโทษทุกกระทง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แก้เป็น “กรรมเดียวหลายบท” ให้ลงโทษตามบทที่หนักที่สุด (มาตรา 90) ศาลฎีกาถือว่าเป็น ดุลพินิจทางข้อเท็จจริงของศาลอุทธรณ์ จึงไม่รับฎีกาในประเด็นนี้

➡️ แสดงแนวทางการตีความบทกฎหมายระหว่างกรรมเดียวและหลายกรรม ซึ่งเป็นหัวใจในคดีอาญาที่มีหลายข้อหา

4. “การลดโทษจากการรับสารภาพ”

จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ศาลฎีกายึดหลัก มาตรา 78 ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 6 ปี 24 เดือน แสดงให้เห็นว่า แม้คดีจะมีความซับซ้อนหลายกรรม แต่การรับสารภาพยังคงมีผลลดโทษอย่างเป็นรูปธรรม

➡️ เน้นหลักการส่งเสริมการให้ความร่วมมือของจำเลย เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นธรรมและรวดเร็ว

5. “โทษต้องสมเหตุสมผลตามพฤติการณ์”

ศาลฎีกาเห็นว่าโทษจำคุก 5 ปีต่อกระทงที่ศาลอุทธรณ์กำหนดนั้น เกินสมควรแก่พฤติการณ์ เพราะไม่มีความรุนแรงและทรัพย์ที่เสียหายบางส่วนได้คืน ศาลจึงปรับโทษเหลือ 3 ปีต่อกระทง เพื่อให้สอดคล้องกับหลัก ความพอสมควรแห่งโทษ

➡️ เป็นการใช้ดุลพินิจอย่างระมัดระวังในการคุ้มครองสิทธิของจำเลยและหลักความยุติธรรมเชิงสัดส่วน 

🧭 สรุปภาพรวมแก่นคดี

คำพิพากษาฎีกานี้ถือเป็นตัวอย่างสำคัญของ หลักห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง (มาตรา 218) ควบคู่กับ อำนาจศาลฎีกาปรับโทษ (มาตรา 185 วรรคสอง) และสะท้อนแนวทางการตีความ กรรมเดียวหลายบท / หลายกรรมต่างกัน โดยใช้มาตรา 90 และ 91 แยกความหมายอย่างชัดเจน อีกทั้งยังยืนยันหลัก ลดโทษจากการรับสารภาพ (มาตรา 78) และการกำหนดโทษให้สมเหตุสมผลตามพฤติการณ์


🔹 คำถามที่ 1

ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาปรับโทษได้หรือไม่ ในเมื่อคดีนี้เป็นคดีที่ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง?

✅ คำตอบ

แม้คดีนี้จะเป็นคดีที่ ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกายังมีอำนาจพิจารณาได้ว่า โทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงแก่จำเลยเหมาะสมหรือไม่

โดยอาศัยอำนาจตาม มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิเคราะห์ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง 4 กระทง และศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 20 ปี เห็นว่า โทษดังกล่าวหนักเกินสมควร เมื่อเทียบกับพฤติการณ์ของคดี จึงใช้ดุลพินิจลดโทษลงเหลือกระทงละ 3 ปี รวม 12 ปี และเมื่อรวมโทษฐานอื่นแล้ว

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ถูกจำคุกคนละ 16 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งรับสารภาพ ได้ลดโทษครึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 6 ปี 24 เดือน

สรุป: ศาลฎีกาแม้ไม่อาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ แต่มีอำนาจตรวจสอบ “ความเหมาะสมของโทษ” เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งคดี

🔹 คำถามที่ 2

การโต้แย้งเรื่องวันที่ในพยานเอกสารที่ไม่ตรงกับวันเกิดเหตุ ถือเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย?

✅ คำตอบ

จำเลยทั้งที่ 1 และที่ 2 อ้างว่า โจทก์ฟ้องว่าการกระทำเกิดขึ้นวันที่ 11 พฤษภาคม 2563

แต่ในเอกสารบัญชีหลักฐานกลับมีวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 จึงโต้แย้งว่าเอกสารดังกล่าวไม่ควรใช้ประกอบการพิจารณาว่าจำเลยกระทำผิดในวันนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การโต้แย้งดังกล่าวเป็นเพียง การโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานเอกสารของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ซึ่งเป็นปัญหาใน ข้อเท็จจริง ไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมาย

จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในส่วนนี้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

สรุป: การโต้แย้งว่า “วันในเอกสารไม่ตรงกับวันฟ้อง” เป็นการโต้แย้งดุลพินิจ ไม่ใช่ปัญหากฎหมาย จึงเป็น ฎีกาในข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ปัญหาทางกฎหมายที่ศาลฎีกาพิจารณา

1. ในคดีที่ถูกห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลมีอำนาจตรวจสอบว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยนั้น เหมาะสมหรือไม่ หรือไม่ (ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 215 และ มาตรา 225)

2. ความขัดแย้งว่า คดีตามฟ้องหลายข้อเป็น “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” หรือ “เป็นกรรมเดียวตามกฎหมายหลายบท”

3. การโต้แย้งว่า การรับฟังเอกสาร หรือการลงบัญชีวันที่ (เช่น วันที่บนเอกสารไม่ตรงกับข้อเท็จจริง) เป็นข้อโต้แย้งในเรื่องดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ — เป็นเรื่องที่ห้ามฎีกาหรือไม่

4. การกำหนดโทษในความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างของจำเลยทั้งสามว่า โทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดนั้น “เกินสมควร” หรือไม่

คำวินิจฉัยศาลฎีกา (วิเคราะห์)

ศาลฎีกาพิจารณาว่า ในส่วนของความผิดฐานปลอมเอกสาร / ใช้เอกสารปลอม / ใช้เอกสารราชการปลอม / ลักทรัพย์นายจ้าง ตามฟ้อง ข้อที่เป็น “ความผิดหลายบท” ศาลชั้นต้นพิจารณาเป็นกรรมเดียวตาม มาตรา 90 (เลือกบทที่มีโทษหนักสุด) ซึ่งศาลอุทธรณ์ยืนไว้ และถือว่าเป็นข้อเท็จจริง (ห้ามฎีกา) ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 (วรรคหนึ่ง) — ดังนั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนั้น

ในการโต้แย้งเรื่องความน่าเชื่อถือของพยานเอกสาร (เช่น ความไม่ตรงกันของวันที่บัญชีมุมซ้ายบน) ถือเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังเอกสารของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่ห้ามฎีกา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อย่างไรก็ดี เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลมีอำนาจตรวจสอบ ความเหมาะสมของโทษ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 215 และ มาตรา 225

ศาลพิจารณาว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดให้จำเลยทั้งสามสำหรับความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง (4 กระทง) คือ กระทงละ 5 ปี รวม 20 ปี นั้น ถือว่า หนักเกินสมควร เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดี

ศาลฎีกาจึงแก้โทษให้ใหม่:

  · สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้าง ให้จำคุกจำเลยทั้งสาม กระทงละ 3 ปี (รวม 4 กระทง)

  · สำหรับจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง → เมื่อรวมกับโทษในความผิดอื่นแล้ว เป็นจำคุก 6 ปี 24 เดือน

  · สำหรับจำเลยที่ 1 และ 2 รวมโทษทั้งหมดแล้วเป็น 16 ปี

IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion)

Issue

1. ศาลฎีกามีอำนาจตรวจสอบความเหมาะสมของโทษได้หรือไม่ เมื่ออยู่ในคดีที่ต้องห้ามฎีกาในเรื่องข้อเท็จจริง

2. คดีตามฟ้องหลายข้อเป็น “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” หรือ “เป็นกรรมเดียวหลายบทกฎหมาย”

3. โทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนด (5 ปีต่อกระทง) เหมาะสมหรือเกินสมควรหรือไม่

Rule (กฎหมาย / หลักการ)

ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง — เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาสามารถพิจารณาโทษให้เหมาะสมในคดีอาญา

ป.วิ.อ. มาตรา 215 และ มาตรา 225 — หลักเกณฑ์ในการกำหนดโทษ

ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง — ห้ามฎีกาในเรื่องข้อเท็จจริง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 — กรณีความผิดหลายบท ให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 — หลัก “หลายกรรมต่างกัน”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 — การลดโทษให้ผู้ให้การรับสารภาพ

Application (การประยุกต์ใช้กับกรณี)

1. อำนาจตรวจสอบโทษของศาลฎีกา

 คดีนี้แม้ส่วนอื่นเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งห้ามฎีกา ศาลฎีกาก็ยังอาศัยอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 215 และ 225 มาตรวจสอบว่าโทษของศาลอุทธรณ์นั้นเหมาะสมหรือไม่

2. การจัดประมวลกฎหมายตามบทที่มีโทษหนักสุด vs หลายกรรมต่างกัน

 ศาลชั้นต้นพิจารณาให้หลายความผิดเป็น “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” ตาม มาตรา 91 แต่ศาลอุทธรณ์แก้เป็น “กรรมเดียวหลายบท” ตาม มาตรา 90 และศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ถือเป็น “กรรมเดียว” ไม่ใช่ข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาสามารถตีความใหม่ได้ (เป็นเรื่องข้อเท็จจริง/ดุลพินิจ) จึงให้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

3. ความเหมาะสมของโทษ

 ศาลฎีกาเปรียบเทียบพฤติการณ์แห่งคดี เช่น จำนวนเงินที่ถูกลักทรัพย์ ความร้ายแรง ผลกระทบ ความร่วมมือของจำเลย การรับสารภาพของจำเลยที่ 3 เป็นต้น เห็นว่าโทษสูงสุด (5 ปี/กระทง) รวม 20 ปีสำหรับจำเลยที่ 1 และ 2 เป็นโทษที่หนักเกินสมควร จึงให้ลดเหลือกระทงละ 3 ปี (รวม 12 ปี) พร้อมปรับโทษในความผิดอื่นตามที่ศาลอุทธรณ์แก้ และลดโทษให้จำเลยที่ 3 ตาม มาตรา 78

Conclusion

ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นที่เป็นเรื่องข้อเท็จจริง (ห้ามฎีกา)

ศาลฎีกาใช้อำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ฯลฯ เพื่อลดโทษให้เหมาะสม

โทษใหม่: จำเลยที่ 1 และ 2 โทษรวม 16 ปี; จำเลยที่ 3 โทษรวม 6 ปี 24 เดือน

ประเด็นสำคัญทางกฎหมาย

ห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง (ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง) — คดีนี้หลายประเด็นที่จำเลยอ้าง เช่น คุณสมบัติของพยานเอกสาร, ความไม่ตรงกันของวันที่ในการบัญชี, การเป็นตัวการร่วมกับจำเลยอื่น — ศาลฎีกาถือเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่ห้ามฎีกา

อำนาจศาลฎีกาตรวจสอบโทษ — แม้คดีจะอยู่ในข้อเท็จจริง ศาลฎีกายังมีอำนาจที่จะพิจารณาโทษให้เหมาะสมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 215 และ มาตรา 225

ความเป็น “หลายกรรมต่างกัน” กับ “กรรมเดียวหลายบท” — เป็นปัญหาหลักในคดีอาญาที่มักโต้แย้งว่าความผิดหลายบทในฟ้องควรลงโทษหลายบทหรือเลือกบทที่หนักสุด ศาลฎีกามีแนวปฏิบัติรับบทหนักสุดในบางกรณีตามมาตรา 90

หลักลดโทษผู้ให้การรับสารภาพ (มาตรา 78) — ในคดีนี้จำเลยที่ 3 ได้รับประโยชน์จากการรับสารภาพและถูกลดโทษกึ่งหนึ่ง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

1. เมื่อคดีอยู่ต่อศาลฎีกาแล้ว แม้ประเด็นหลายอย่างจะเป็นข้อข้อเท็จจริงห้ามฎีกา ศาลฎีกายังมีอำนาจในการพิจารณาว่าโทษที่ศาลชั้นล่างกำหนดนั้น เหมาะสมหรือไม่

2. การจัดความผิดหลายบทเป็น “หลายกรรมต่างกัน” หรือ “กรรมเดียวหลายบท” เป็นประเด็นที่มักถูกโต้แย้ง แต่ศาลฎีกามักถือเป็นดุลพินิจของศาลล่าง ยกเว้นประเด็นนั้นเป็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยได้

3. การกำหนดโทษให้สอดคล้องกับพฤติการณ์เฉพาะของคดีเป็นสิ่งสำคัญ — โทษสูงสุดที่กฎหมายให้มาไม่ใช่โทษที่ควรกำหนดเสมอไป

4. การรับสารภาพเป็นเหตุให้ลดโทษตามมาตรา 78 เป็นหลักสำคัญที่จำเลยควรพิจารณาเมื่อมีพฤติการณ์ให้ความร่วมมือ

บทสรุป

คำพิพากษาศาลฎีกา 722/2567 เป็นตัวอย่างสำคัญของคดีอาญาที่แม้จะมีข้อเท็จจริงที่อยู่ภายใต้ห้ามฎีกา แต่ศาลฎีกายังใช้อำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 (วรรคสอง) และบทบัญญัติที่เกี่ยวเนื่อง ตรวจสอบความเหมาะสมของโทษใหม่ โดยลดโทษจากที่ศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งคดี การวินิจฉัยในประเด็นการใช้เอกสารปลอมและความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างตามฟ้องถูกควบคุมไว้ภายในหลักห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง แต่ในส่วนโทษ ศาลฎีกากล้าใช้ดุลพินิจลดให้เหมาะสม ตัวบทนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญให้ผู้ปฏิบัติงานด้านอาญา ศึกษาในการใช้อำนาจศาลฎีกาและหลักการกำหนดโทษ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง (ห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง) “ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับแต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง.”  มาตรา 225 (ฎีกา — นำมาใช้โดยอนุโลม) “ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณา และว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งชั้นอุทธรณ์มาบังคับในชั้นฎีกาโดยอนุโลม เว้นแต่ห้ามมิให้ทำความเห็นแย้ง.”  มาตรา 215 (อุทธรณ์ — นำมาใช้โดยอนุโลม) “นอกจากที่บัญญัติมาแล้ว ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาและว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งศาลชั้นต้น มาบังคับในชั้นศาลอุทธรณ์ด้วยโดยอนุโลม.”  มาตรา 185 (คำพิพากษา — บททั่วไปที่ศาลใช้ยกฟ้อง/ลงโทษ) “ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดก็ดี การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี คดีขาดอายุความแล้วก็ดี มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษก็ดี ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป … เมื่อศาลเห็นว่าจำเลยได้กระทำผิด และไม่มีการยกเว้นโทษตามกฎหมาย ให้ศาลลงโทษแก่จำเลยตามความผิด …” ประมวลกฎหมายอาญา  มาตรา 90 (กรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบท — ลงบทที่หนักสุด) “ให้ใช้กฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด ลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด.”  มาตรา 91 (หลายกรรมต่างกัน — ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงๆ) “ในการกระทำหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป…” มาตรา 78 (เหตุบรรเทาโทษ — ลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่ง) “เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ … ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้ วรรคสอง เหตุบรรเทาโทษนั้น ได้แก่ ผู้กระทำความผิดเป็นผู้โฉดเขลา… ลุแก่โทษต่อเจ้าพนักงาน หรือให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา หรือเหตุอื่นที่ศาลเห็นว่ามีลักษณะทำนองเดียวกัน.”


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 722/2567

แม้คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงแก่จำเลยทั้งสามนั้นเหมาะสมหรือไม่เพียงใด ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225

แม้คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงแก่จำเลยทั้งสามนั้นเหมาะสมหรือไม่เพียงใด ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91, 188, 265, 266, 268, 335 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงิน 2,870,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย และริบของกลาง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัท ช. ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 265, 266 (1), 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 266 (1), 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ ร่วมกันใช้เอกสารสิทธิ ร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม และร่วมกันลักทรัพย์ของนายจ้าง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 2 กระทง ฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง ฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง รวมจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 30 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 15 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ริบของกลาง ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 2,770,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นและความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ของนายจ้าง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ของนายจ้าง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลงโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 8 ปี 24 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 10 ปี 24 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้สำหรับความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการ ร่วมกันใช้เอกสารสิทธิ ร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม และร่วมกันลักทรัพย์ของนายจ้างตามฟ้องข้อ 1.6 ถึง 1.10 กับตามฟ้องข้อ 1.11 ถึง 1.15 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 2 กระทง โดยให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทงละ 2 ปี กับให้จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โดยยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามในแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานต่าง ๆ ตามฟ้องแต่ละข้อข้างต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ส่วนในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างตามฟ้องข้อ 1.1, 1.3, 1.5 และ 1.17 กับความผิดฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามฟ้องข้อ 1.2, 1.4 และ 1.16 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างกระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง กับฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง ส่วนจำเลยที่ 3 ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 4 กระทง กับฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่าความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างและความผิดฐานร่วมกันเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามฟ้องข้อต่าง ๆ ข้างต้น เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทงละ 5 ปี รวม 4 กระทง กับให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 4 กระทง ถือเป็นการแก้ไขเล็กน้อย โดยยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามในแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในความผิดฐานต่าง ๆ ตามฟ้องแต่ละข้อข้างต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ด้วยอีกเช่นกัน การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมไม่น่าเชื่อถือ ไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 ได้โดยปราศจากข้อสงสัยนั้น เมื่อพิเคราะห์ข้อโต้แย้งและเหตุผลประการต่าง ๆ ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 หยิบยกขึ้นต่อสู้ในฎีกาแล้วเห็นได้ว่าล้วนแล้วแต่เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 3 ทั้งสิ้น อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เช่นเดียวกับฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับฎีกาของจำเลยที่ 3 ที่ขอให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามเบากว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนด กับขอให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 3 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยทั้งสามในส่วนนี้มาเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการรับฟังพยานหลักฐาน กล่าวคือ เมื่อโจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยทั้งสามว่าร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้องข้อ 1.16 และ 1.17 ในวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 แต่เมื่อรายการลงบัญชีมุมซ้ายด้านบนระบุวันที่ไว้ว่า 15 พฤษภาคม 2563 จึงไม่อาจนำเอกสารดังกล่าวมาใช้รับฟังประกอบกับเช็คของโจทก์ร่วม ซึ่งมีการนำไปใช้เบิกถอนเงินสดในวันที่ 11 พฤษภาคม 2563 เพื่อวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันกระทำความผิดในวันดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า ฎีกาดังกล่าวล้วนเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานเอกสาร จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง หาใช่ปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 กล่าวอ้างไม่ จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

อนึ่ง เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาด้วยว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงแก่จำเลยทั้งสามนั้นเหมาะสมหรือไม่เพียงใด ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 เห็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้างรวม 4 กระทงนั้น จำเลยทั้งสามร่วมกันลักเอาเงินของโจทก์ร่วมไปมีจำนวนมากบ้างน้อยบ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามถึงกระทงละ 5 ปี จึงหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดโทษให้เบาลงเพื่อให้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิด

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง ให้จำคุกจำเลยทั้งสามกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง ลดโทษให้จำเลยที่ 3 กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 4 ปี 24 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 6 ปี 24 เดือน ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้จำคุกคนละ 16 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ตัวอย่างฎีกาที่เกี่ยวข้อง 

ฎีกา 715/2567

ประเด็นที่เกี่ยวข้อง: ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง / หลักมาตรา 218 / ความผิดหลายกรรมต่างกัน vs การรับสารภาพ

เนื้อเรื่องย่อ: จำเลยถูกพิพากษาว่ากระทำความผิดตาม มาตรา 277, 279, 285 (อนาจาร / กระทำชำเราเด็ก) หลายกระทง โดยศาลชั้นต้นให้โทษรวมสูงมาก จากนั้นศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยืนตาม ตอนฎีกาจำเลยโต้แย้งว่าเขาเพียงรับสารภาพบางข้อ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าส่วนคำโต้แย้งที่เป็นเรื่องประจักษ์ (เช่น การรับหรือไม่รับสารภาพ) เป็น ข้อเท็จจริง ซึ่งห้ามฎีกาตาม มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนั้น และพิพากษายืนตามคำตัดสินชั้นอุทธรณ์ (คือไม่ลดโทษ) 

จุดเปรียบเทียบกับ 722/2567:

 • คล้ายกันตรงที่มีการโต้แย้งประเด็นที่ศาลชั้นต้น/อุทธรณ์ใช้ดุลพินิจ (ข้อเท็จจริง) ซึ่งศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

 • ต่างกันตรงที่ 722/2567 ศาลฎีกาใช้ดุลพินิจลดโทษได้ (แม้บางประเด็นห้ามฎีกา)

ฎีกา 1016/2567

ประเด็นที่เกี่ยวข้อง: ห้ามฎีกาในประเด็นข้อเท็จจริง / การอ้างว่าพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจ (เป็นข้อเท็จจริงหรือกฎหมาย)

เนื้อเรื่องย่อ: จำเลยฎีกาโต้ว่า พนักงานสอบสวนผู้ดำเนินคดีไม่ใช่ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นประเด็น ข้อเท็จจริง (ว่าใครเป็นผู้ดำเนินสำนวน) ซึ่งตกภายใต้ข้อห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนั้น และพิพากษายืนตามคำอุทธรณ์ / ศาลชั้นต้น 

จุดเปรียบเทียบกับ 722/2567:

 • แสดงแนวทางเดียวกับ 722/2567 ในเรื่องที่ศาลฎีกาปฏิเสธวินิจฉัยประเด็นที่เป็นข้อเท็จจริง

 • ต่างกันที่ 722/2567 ศาลยังมีช่องในการตรวจสอบโทษ แม้จะไม่รับวินิจฉัยข้อเท็จจริง

ฎีกา 1036/2533

ประเด็นที่เกี่ยวข้อง: การตีความ “ทรัพย์หรือเอกสารใด” ภายใต้มาตรา 185

เนื้อเรื่องย่อ: ในคำพิพากษานี้ ศาลวินิจฉัยคำว่า “ทรัพย์หรือเอกสารใด” ที่อยู่ภายใต้การส่งไว้ต่อศาลหรือนำมารักษาไว้ในสำนวนตามมาตรา 185 มีความหมายเฉพาะว่า หมายถึง “ทรัพย์หรือเอกสารที่ส่งต่อศาลเพื่อใช้ในการวินิจฉัยคดี” ไม่ใช่ทรัพย์หรือเอกสารทั่วไปทั้งหมด ศาลใช้หลักนี้กำหนดขอบเขตส่วนที่จะลงโทษภายใต้มาตรา 185 ได้ 

จุดเปรียบเทียบกับ 722/2567:

 • เรื่องมาตรา 185 เป็นกฎหมายเดียวกันที่ 722/2567 อาศัยอำนาจตรวจสอบโทษ

 • ความเข้าใจในนิยามของ “ทรัพย์หรือเอกสารใด” ช่วยให้ตีกรอบได้ว่า กรณีใดศาลอาจใช้มาตรา 185 ได้บ้าง

ฎีกา 3300/2552

ประเด็นที่เกี่ยวข้อง: “เป็นการแก้ไขเล็กน้อย” และการห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง

เนื้อเรื่องย่อ: ในกรณีที่ศาลชั้นต้นให้โทษจำคุก 6 เดือน แต่ศาลอุทธรณ์แก้เป็น 4 เดือน ถือว่าเป็น การแก้ไขเล็กน้อย และโทษไม่เกิน 5 ปี ศาลฎีกาในบทวินิจฉัยเห็นว่าเป็นกรณีที่ห้ามฎีกาในประเด็นข้อเท็จจริงตาม มาตรา 218 จึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นการโต้แย้งข้อเท็จจริง และพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น/อุทธรณ์ 

จุดเปรียบเทียบกับ 722/2567:

 • แสดงตัวอย่างแนวปฏิบัติของ “การแก้ไขเล็กน้อย” ที่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

 • ช่วยให้เข้าใจกรณี 722/2567 ได้ดีขึ้นว่าเมื่อใดศาลชั้นล่างที่แก้โทษเล็กน้อยอาจห้ามฎีกา

ฎีกา (ตัวอย่างเกี่ยวกับมาตรา 185 / อำนาจศาลยกฟ้อง) — ฎีกา 3789/2545

ประเด็นที่เกี่ยวข้อง: การใช้มาตรา 185 ในกรณีศาลอาจยกฟ้อง / ลดหย่อนโทษ

เนื้อเรื่องย่อ: จำเลยเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง ทำผิดฐานเกี่ยวกับยาเสพติด (ครอบครองเพื่อจำหน่าย) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจภายใต้มาตรา 185 สามารถพิจารณายกฟ้องหรือปรับลดโทษได้หากเห็นว่าไม่มีความผิดหรือมีเหตุที่จำเลยไม่ควรรับโทษ (เช่น คดีขาดอายุความ) โดยยกตัวอย่างว่า ศาลชั้นต้นอาจสั่งปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างพิจารณาคดีได้ตามมาตรา 185 วรรคหนึ่ง 

จุดเปรียบเทียบกับ 722/2567:

 • แม้ไม่ใช่ตัวอย่างคดีลอกแบบเดียวกัน แต่แสดงหลักของมาตรา 185 ที่ศาลสามารถใช้อำนาจปรับโทษ / ยกฟ้อง

 • ช่วยให้ผู้ศึกษาเห็นว่ามาตรา 185 มีการใช้ในหลายกรณี และใน 722/2567 ศาลฎีกาใช้หลักเดียวกันเพื่อลดโทษ

อธิบายหลักอำนาจศาลฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ที่ศาลสามารถลดโทษได้ แม้คดีห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 722/2567

⚖️ เข้าใจอำนาจศาลฎีกาในการปรับโทษ แม้คดีห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง

ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา หลายคนเข้าใจว่า “เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนแล้ว ศาลฎีกาจะไม่สามารถกลับมายุ่งเกี่ยวได้อีก” โดยเฉพาะในคดีที่เรียกว่า “ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง แต่ความเป็นจริง ศาลฎีกายังมีอำนาจตาม มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่จะพิจารณา “ความเหมาะสมของโทษ” ได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 722/2567 ซึ่งจำเลยทั้งสามถูกฟ้องในข้อหาร่วมกัน ลักทรัพย์นายจ้าง และ ปลอมเอกสารราชการ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษจำคุกคนละ 20 ปี โดยเห็นว่าเป็นกรรมเดียวหลายบท แต่เมื่อคดีขึ้นถึงศาลฎีกา แม้จะเป็นคดีห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกากลับใช้ดุลพินิจตาม มาตรา 185 วรรคสอง ตรวจสอบว่า “โทษดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่”

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดนั้น หนักเกินสมควรแก่พฤติการณ์แห่งคดี เพราะจำเลยไม่ได้ใช้ความรุนแรง และบางส่วนของทรัพย์ได้คืนให้ผู้เสียหายแล้ว จึงมีคำพิพากษาแก้ให้ลดโทษเหลือจำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 16 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 ซึ่งรับสารภาพ ได้รับการลดโทษครึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 6 ปี 24 เดือน

หลักการนี้แสดงให้เห็นว่า แม้คดีจะอยู่ในกลุ่มที่ห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง แต่ศาลฎีกายังสามารถใช้ “อำนาจควบคุมความยุติธรรม” เพื่อตรวจสอบความสมดุลของการลงโทษได้ โดยไม่จำเป็นต้องกลับไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ การปรับโทษเช่นนี้จึงเป็นการคงไว้ซึ่งหลัก “ความพอสมควรแห่งโทษ” (Proportionality in Sentencing) อันเป็นหัวใจสำคัญของระบบกฎหมายอาญาสมัยใหม่

สำหรับผู้ศึกษากฎหมาย คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาที่ควรทำความเข้าใจ เพราะช่วยอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง ข้อเท็จจริงที่ห้ามฎีกา กับ อำนาจตรวจสอบโทษของศาลฎีกา ได้อย่างเป็นระบบ และเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนถึงแนวทางของศาลในการปรับโทษให้สอดคล้องกับพฤติการณ์ของผู้กระทำความผิดอย่างแท้จริง

 




อุทธรณ์ฎีกา

สิทธิอุทธรณ์และความเป็นที่สุดของคำสั่งปรับผู้ประกันในคดีอาญา
การเพิกถอนคำพิพากษาตามยอม และข้อจำกัดตามมาตรา 145 ป.วิ.พ.
ฟ้องรวมกันใช้สิทธิเฉพาะตัวต้องแยกทุนทรัพย์(ฎีกาที่ 4784/2539)
ถอนฎีกาในคดีอาญาแล้วคดีถึงที่สุดวันไหน หากผู้ประกันยังไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาล
การขออนุญาตฎีกา & บทลงโทษการยื่นผิดขั้นตอน(ฎีกา ครพ. 1020/2567)
วินิจฉัยฎีกา/ถอนยึดทรัพย์,การฎีกาโดยไม่ขออนุญาต (ฎีกา ครพ.ยช. 647/2567)
(ฎีกาที่ 3716/2567) การฎีกาโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริงและการรอการลงโทษจำคุก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4235/2567 การผิดเงื่อนไขคุมประพฤติจากสัญญาประนีประนอมยอมความ และข้อจำกัดสิทธิในการฎีกา
คดีความผิดฐานกระทำชำเราและกระทำอนาจารเด็ก พร้อมวิเคราะห์ข้อกฎหมายเรื่องการรับฎีกา(ฎีกาที่ 7207/2567)
อำนาจอุทธรณ์คดีปลอมเอกสารและข้อจำกัดในศาลแขวง(ฎีกาที่ 7212/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2549 : การเรียกคืนของหมั้นและสินสอด กับข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์และฎีกา
การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวงต้องได้รับอนุญาต: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567
ผู้ตายมีส่วนประมาทในอุบัติเหตุ, การประมาทร่วมในคดีแพ่ง, ขาดนัดยื่นคำให้การ, การอุทธรณ์
จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่าไม่ได้มีการไตร่ตรองเพื่อเจตนาฆ่า, โทษประหารชีวิตศาลลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
ฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์, ฟ้องไม่สมบูรณ์, ข้อกำหนดลายมือชื่อในคำฟ้อง,
สิทธิในทางแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทน, ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย, การอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง(ฎีกาที่ 518/2567)
การยื่นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง มาตรา 218, ความผิดหลายกรรม มาตรา 91,
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 ถอนทนายความแล้ว
สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
เป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษา | ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การอุทธรณ์หรือฎีกาต้องเป็นไปตามลำดับชั้นของศาล
ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องจำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาได้เพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวพันเป็นอันเดียวกัน
ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อยห้ามโจทก์ฎีกา
ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์
มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนไม่ชอบ
ห้ามโจทก์อุทธรณ์ความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
การดำเนินการะบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกา
ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลา