
| การขออนุญาตฎีกา & บทลงโทษการยื่นผิดขั้นตอน(ฎีกา ครพ. 1020/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการยื่นฎีกาในคดีแพ่งที่ต้องได้รับอนุญาตตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ซึ่งจำเลยยื่นเพียงคำร้องขอให้ผู้พิพากษารับรองฎีกาตามมาตรา 248 (เดิม) โดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดเวลา ศาลวินิจฉัยว่าการยื่นฎีกาเช่นนี้ไม่ถูกต้องตามรูปแบบและเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายวิธีพิจารณา จึงไม่รับฎีกา แม้จำเลยจะแพ้คดีเช่าที่ดินและถูกบังคับให้รื้อถอนทรัพย์สินก็ตาม ประเด็นสำคัญคือข้อพลาดกระบวนวิธีซึ่งเป็นเหตุให้เสียสิทธิไป สรุปข้อเท็จจริง โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าเช่า 155,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเช่า ขนย้ายทรัพย์สินออก และชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาทจนกว่าจะออกจากพื้นที่ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยยื่นฎีกา พร้อมยื่นคำร้องให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาตามมาตรา 248 (เดิม) แต่ ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา ตามมาตรา 247 วรรคสอง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่ ขั้นตอนการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา โดยกฎหมายหลักที่ศาลฎีกาใช้คือ ✅ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 วรรคหนึ่งและวรรคสอง • วรรคหนึ่ง: การฎีกาคดีแพ่งต้องได้รับ อนุญาตจากศาลฎีกา • วรรคสอง: ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา พร้อมคำฟ้องฎีกา ภายใน 1 เดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จำเลยยื่นเพียงคำร้องให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาตามมาตรา 248 (เดิม) แต่ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา → จึง ไม่ชอบตามกฎหมาย ศาลจึงไม่รับฎีกา 🔑 ประเด็นที่สำคัญที่สุดและเป็นแก่นของคดีนี้ 1) การขออนุญาตฎีกา สิทธิฎีกาในคดีแพ่งไม่ได้อัตโนมัติ ต้องขออนุญาตก่อนตาม มาตรา 247 ไม่ปฏิบัติตาม → ศาลไม่รับฎีกา 2) ต้องยื่นพร้อมคำฟ้องฎีกา การขออนุญาตฎีกาต้องยื่น พร้อม คำฟ้องฎีกาในคราวเดียว ไม่สามารถยื่นแยกหรือยื่นภายหลังได้ 3) กำหนดเวลา 1 เดือน เป็นระยะเวลาที่ เด็ดขาด หากไม่ยื่นหรือยื่นผิดแบบภายในเวลา → สิทธิถือว่าสิ้นสุด 4) มาตรา 248 (เดิม) ไม่ใช่เครื่องมือทดแทน จำเลยใช้ช่องทางผิด โดยยื่นคำร้องตามมาตรา 248 (เดิม) ซึ่งใช้ในข้อเท็จจริง แต่ไม่ใช่ คำร้องอนุญาตฎีกา ทำให้การยื่นไม่ชอบ 5) ไม่รับฎีกาเนื่องจากผิดรูปแบบ แม้คดีแพ่งจะมีเนื้อหาเรื่องค่าเช่าและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง แต่ประเด็นชี้ขาดคือ ขั้นตอนผิด = ไม่รับฎีกา ศาลไม่เข้าเนื้อหาเลย สรุปให้จำง่ายที่สุด คดีนี้ไม่ได้แพ้เพราะข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายแพ่ง แต่แพ้เพราะผิดขั้นตอนยื่นฎีกา ยื่นผิดแบบ = เสียสิทธิ ถึงแม้คดีมีเหตุผลก็ตาม มาตรา 247 คือหัวใจ → ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมคำฟ้องฎีกาใน 1 เดือน ประเด็นปัญหากฎหมาย จำเลยยื่นฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย จะถือว่าชอบหรือไม่? คำวินิจฉัยศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า • ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง: การฎีกาคดีแพ่งต้องได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา • วรรคสอง: ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมคำฟ้องฎีกา ภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์ จำเลยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาตามกฎหมาย แต่ยื่นคำร้องให้ผู้พิพากษารับรองฎีกาแทน ซึ่งไม่ถือเป็นการขออนุญาตฎีกา ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกา และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1) ข้อบังคับว่าด้วยการยื่นฎีกาเป็นเรื่องขั้นตอนสำคัญ การไม่ได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. ม.247 ทำให้ศาลไม่มีอำนาจพิจารณาฎีกา 2) ความแตกต่างระหว่าง “ขอให้รับรองฎีกา” และ “คำร้องขออนุญาตฎีกา” • คำร้องรับรองฎีกา (ม.248 เดิม) ใช้ในกรณีประเด็นข้อเท็จจริง • คำร้องขออนุญาตฎีกา (ม.247) ใช้เพื่อขอสิทธิฎีกา กรณีนี้จำเลยหยิบใช้ช่องทางผิด 3) กำหนดเวลาถือเป็นสาระสำคัญ การยื่นไม่ทันหรือยื่นผิดรูปแบบ = สิทธิฎีกาสิ้นสุด IRAC วิเคราะห์คดี Issue (ประเด็น): จำเลยยื่นฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาภายในกำหนดเวลา ศาลฎีกาจะรับฎีกาหรือไม่ Rule (กฎหมายที่เกี่ยวข้อง): ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง-สอง กำหนดให้ • การฎีกาต้องได้รับอนุญาต • ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตพร้อมคำฟ้องฎีกาใน 1 เดือน มาตรา 248 (เดิม) ใช้เฉพาะรับรองฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง Application (ข้อเท็จจริงเข้ากับกฎหมาย): จำเลยยื่นคำร้องให้ผู้พิพากษารับรองฎีกา แต่ไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา จึงฝ่าฝืนขั้นตอนตามมาตรา 247 Conclusion (ข้อสรุป): ศาลฎีกามีคำสั่ง ไม่รับฎีกา และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา ข้อคิดทางกฎหมาย • คดีนี้ตอกย้ำว่า ขั้นตอนการยื่นฎีกาเป็นสาระสำคัญที่สุด • การยื่นคำร้องผิดช่องทาง = สิทธิในคดีสูญทันที แม้ข้อเท็จจริงมีน้ำหนักเพียงใด • นักกฎหมายต้องระวังเรื่องกำหนดเวลาและรูปแบบการยื่นคำร้อง • มาตรา 247 เป็นหัวใจของการขอฎีกาในคดีแพ่งยุคใหม่ หลังยกเลิกระบบรับรองฎีกาตามมาตรา 248 เดิม แนวคำถาม - ธงคำตอบ ✅ ประเด็นคำถามที่ 1 — ขั้นตอนการขออนุญาตฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 คำถาม ในคดีฟ้องเรียกค่าเช่าที่ดิน ค่ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และค่าเสียหายรายเดือน ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 155,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และย้ายออกจากที่ดินเช่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยจึงยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 (เดิม) แต่ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 247 วรรคสอง ให้วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการยื่นฎีกาอย่างชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาฎีกาหรือไม่เพราะเหตุใด ธงคำตอบ กรณีนี้ จำเลยยื่นฎีกาโดยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งกำหนดโดยชัดแจ้งว่า “การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ต้องได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และการขออนุญาตฎีกาต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษา” แต่จำเลยกลับยื่นเพียงคำร้องให้ผู้พิพากษารับรองฎีกาตามมาตรา 248 (เดิม) ซึ่งเป็นกลไกทางกฎหมายสำหรับ “การรับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง” ในระบบเดิม และ ไม่ใช่การขออนุญาตฎีกาตามมาตรา 247 จึงไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาแทนได้ เมื่อจำเลยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาตามรูปแบบและกำหนดเวลา ถือว่า เป็นการยื่นฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจพิจารณาฎีกา และต้องสั่ง ไม่รับฎีกา กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามขั้นตอนการอุทธรณ์ฎีกาอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการคุ้มครองสิทธิทางกระบวนพิจารณา ✅ ประเด็นคำถามที่ 2 — ความแตกต่างระหว่างคำร้องตามมาตรา 247 กับ 248 (เดิม) คำถาม ในคดีที่จำเลยแพ้คดีเช่าที่ดินและถูกสั่งให้รื้อถอนอาคารออกจากที่ดิน พร้อมชำระค่าเสียหายรายเดือน จำเลยยื่นฎีกาโดยแนบเพียงคำร้องให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาตามมาตรา 248 (เดิม) โดยสำคัญผิดคิดว่าเป็นการขออนุญาตฎีกา ให้พิจารณาเปรียบเทียบและอธิบายความแตกต่างระหว่างมาตรา 247 กับมาตรา 248 (เดิม) และวินิจฉัยว่าเหตุใดการกระทำของจำเลยจึงทำให้เสียสิทธิในการฎีกา ธงคำตอบ มาตรา 247 วรรคหนึ่งและวรรคสอง กำหนดให้ • คดีแพ่งที่ฎีกาต่อศาลฎีกาได้ ต้อง ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา • ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา พร้อมคำฟ้องฎีกา ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ขณะที่มาตรา 248 (เดิม) ซึ่งต่อมาถูกยกเลิก ใช้ในระบบเดิม สำหรับกรณีต้องการให้ผู้พิพากษารับรองฎีกาเกี่ยวกับปัญหาข้อเท็จจริง โดยไม่เกี่ยวกับการขออนุญาตฎีกาคดีทั่วไปในระบบปัจจุบัน ดังนั้น การที่จำเลยยื่นเพียงคำร้องต่อผู้พิพากษาให้รับรองฎีกาตามมาตรา 248 (เดิม) ไม่อาจแทนการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญตามมาตรา 247 ได้ เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องตามที่กฎหมายกำหนดในเวลาที่กำหนด จึงเป็นการผิดขั้นตอนสำคัญทางกฎหมาย ทำให้จำเลย เสียสิทธิฎีกาโดยสิ้นเชิง และศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกา ซึ่งสอดคล้องกับหลักดุลยพินิจและเจตนารมณ์การจำกัดชั้นฎีกาเพื่อคัดคดีที่มีสาระสำคัญทางกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงสุดเท่านั้น 🎯 สรุป คดีนี้ไม่ได้แพ้เพราะข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายแพ่ง แต่แพ้เพราะผิดขั้นตอนยื่นฎีกา มาตรา 247 ต้องยื่น พร้อมคำฟ้องฎีกา ภายใน 1 เดือน ยื่นผิดแบบตามมาตรา 248 เดิม → เสียสิทธิทันที
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ครพ. 1020/2567 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์" เมื่อจำเลยยื่นฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับรองฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 (เดิม) ซึ่งคำร้องดังกล่าวไม่อาจแปลความหรือถือว่าเป็นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา จึงเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกามาด้วย อันเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 155,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินที่เช่า พร้อมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินเสร็จสิ้น และให้จำเลยรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างพร้อมปรับสภาพที่ดินแปลงดังกล่าวให้กลับสภาพเดิมคืนแก่โจทก์โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายแต่ฝ่ายเดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 155,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรือในอัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 สิงหาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ 1,500 ตารางเมตร กว้าง 25 เมตร ยาว 60 เมตร ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งค่าย อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง พร้อมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวเสร็จสิ้น และให้จำเลยรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างพร้อมปรับสภาพที่ดินแปลงดังกล่าวให้กลับสภาพเดิมคืนแก่โจทก์โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายฝ่ายเดียว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขอให้รับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 (เดิม) พร้อมฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2566 ศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์" เมื่อจำเลยยื่นฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับรองฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 (เดิม) ซึ่งคำร้องดังกล่าวไม่อาจแปลความหรือถือว่าเป็นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา จึงเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกามาด้วย อันเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 881/2540 — “ยื่นให้ผู้พิพากษารับรองฎีกา (ข้อเท็จจริง) ไม่ใช่ ‘ขออนุญาตฎีกา’ ตามระบบใหม่” Quick Summary: คดีนี้สะท้อนความสับสนที่พบได้บ่อย หลังการปฏิรูประบบฎีกา โดยคู่ความ ยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นรับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง (ตามแนวทางเดิมที่อาศัย มาตรา 248 เดิม) ซึ่ง ไม่ใช่ กลไก “ขออนุญาตฎีกา” ตาม มาตรา 247 ในระบบปัจจุบัน ประเด็นนี้ทำให้ ศาลชั้นต้นออกคำสั่งในทางที่คลาดเคลื่อน และนำไปสู่ผลคือ ไม่รับฎีกา ด้วยเหตุผิดขั้นตอน คำพิพากษาฉบับนี้จึงมีคุณค่าทางปฏิบัติสูงสำหรับการร่างคำร้องและกำหนด ผู้มีอำนาจอนุญาต (ศาลฎีกา) รวมถึง ศาลปลายทาง ในการโต้แย้งเมื่อถูกไม่รับฎีกา ทั้งยังตอกย้ำว่า “การอ้างอิงระบบรับรองฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงแบบเดิม (ม.248 เดิม) ใช้แทน ระบบ ‘อนุญาตฎีกา’ ของ มาตรา 247 ไม่ได้” และหาก ยื่นผิดแบบ/ผิดศาล/ผิดกำหนดเวลา สิทธิในชั้นฎีกาจะ สิ้นสุดลง แม้ในเนื้อหาจะยังมีปัญหากฎหมายที่ควรได้รับการทบทวนอยู่ก็ตาม 2) คำสั่งคำร้องที่ ครพ. 233/2567 — “อำนาจอนุญาตอยู่ที่ศาลฎีกาเท่านั้น: ศาลชั้นต้นรับรองให้ไม่ได้” Quick Summary: กรณี ครพ. 233/2567 เน้นให้เห็นภาพชัดว่า อำนาจอนุญาตให้ฎีกาเป็นอำนาจของศาลฎีกาเพียงศาลเดียว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 การที่ศาลชั้นต้น (หรือแม้แต่ศาลอุทธรณ์) มีคำสั่งว่าฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงอนุญาตให้ฎีกาและสั่งรับฎีกา ย่อมเป็น คำสั่งไม่ชอบ เพราะ หน้าที่ศาลชั้นต้น มีเพียงรับคำร้อง/คำฟ้องฎีกาและ ส่งต่อ ไปยังศาลฎีกาให้พิจารณาคำร้องขออนุญาตเท่านั้น แนววินิจฉัยนี้จึง “ล็อกขั้นตอน” ให้คู่ความ/ทนาย ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา + คำฟ้องฎีกา ไปยังศาลชั้นต้น ภายใน 1 เดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แล้วรอศาลฎีกาเป็นผู้ สั่งรับหรือไม่รับ เอง หากใครอาศัย “ใบอนุญาต” จากศาลชั้นต้นแทน ก็เสี่ยง ถูกสั่งไม่รับฎีกา โดยทันที หลักนี้ช่วยลดการผิดพลาดในคดีแพ่งที่กำลังจะเข้าสู่ชั้นฎีกา และเป็นกรณีศึกษาเชิงขั้นตอนที่ควรแนบในบทความเพื่อเทียบกับ ครพ. 1020/2567 3) ฎีกา ครพ.ยช. 647/2567 ✅ Quick Summary คดีนี้เกี่ยวกับการบังคับคดีหลังคำพิพากษาหย่าและแบ่งทรัพย์สินถึงที่สุดแล้ว จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลขอเพิกถอนคำสั่งถอนการยึดทรัพย์โดยอ้างว่าลงลายมือชื่อโดยสำคัญผิดและไม่มีเจตนาจะถอนการยึด หลังจากนั้นจำเลยยังยื่นคำร้องซ้ำอีกครั้ง โดยอ้างเหตุเดียวกัน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยกคำร้อง เนื่องจากคำร้องยื่นเกินกำหนดเวลา 15 วันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 และการยื่นซ้ำขัด ป.วิ.พ. มาตรา 144 กรณีคดีถึงที่สุดแล้ว จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไข ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558 เมื่อจำเลยฎีกาโดย ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมคำฟ้องฎีกา ตามมาตรา 244/1 และ 247 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 182/1 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาไม่ชอบ ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจรับฎีกา อำนาจสั่งรับฎีกาเป็นของศาลฎีกาเท่านั้น แก่นคำพิพากษา: แม้คู่ความอ้างความสำคัญผิดในการถอนยึดทรัพย์ หากกระบวนพิจารณาถึงที่สุดแล้วและไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาตามแบบ ศาลฎีกาไม่อาจรับฎีกาได้ หลักการนี้สะท้อนระบบ “อนุญาตให้ฎีกา” ที่ยึดถือความเข้มงวดทางรูปแบบเพื่อความมั่นคงแห่งคำพิพากษา 4) ฎีกา 4976/2561 ✅ Quick Summary คดีนี้ฟ้องบังคับคดีตามคำพิพากษาเดิมที่ถึงที่สุดก่อน พ.ร.บ.แก้ไข ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 27) มีผลใช้บังคับ ต่อมาผู้ซื้อทรัพย์ในกระบวนการขายทอดตลาดยื่นคำร้องต่อศาลให้ขับไล่จำเลยและบริวารจากที่ดิน แต่ยื่นผิดศาล ศาลชั้นต้นจึงยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม มาตรา 223 ทวิ (เดิม) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคำร้องดังกล่าวยื่นเมื่อปี 2560 หลังการบังคับใช้ระบบ “อนุญาตฎีกา” ตามมาตรา 244/1 และ 247 แล้ว การใช้มาตรา 223 ทวิ (เดิม) จึงไม่ชอบ เพราะถูกยกเลิกไปแล้ว คดีนี้ต้องดำเนินการตามระบบใหม่ ผู้ร้องใช้ช่องทางอุทธรณ์/ฎีกาผิดแบบ ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาต่อศาลฎีกาโดยตรง ศาลฎีกาจึงยกเลิกคำสั่งศาลชั้นต้น และส่งเรื่องกลับให้ดำเนินการตามลำดับชั้นศาลโดยชอบ แก่นคำพิพากษา: การเปลี่ยนผ่านระบบฎีกาจาก “ใบรับรองฎีกา” เป็น “อนุญาตฎีกา” มีผลผูกพันแน่นอน คู่ความไม่อาจอาศัยบทบัญญัติเก่าแม้จะเข้าใจผิด กรณีนี้ตอกย้ำว่าการดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาต้องสอดคล้องกับกฎหมายที่ใช้บังคับในวันยื่นคำร้อง หมายเหตุ
สำนักงานศาลฎีกาเผยแพร่บทความอธิบาย แนวทางเมื่อมีคำสั่ง “ไม่อนุญาตให้ฎีกา/ไม่รับฎีกา” ว่าหากคู่ความเห็นว่าคำสั่งดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือ ขัดรัฐธรรมนูญ สามารถใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญเพื่อ โต้แย้ง ได้ในบางกรณี บทความนี้ช่วยเติมเต็มภาพรวมระบบ “leave to appeal” หลังการแก้ไขกฎหมาย พ.ศ.2558 โดยเน้นว่าคำสั่งของศาลฎีกาในเรื่องอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกานั้น เป็นที่สุดในทางกระบวน เว้นแต่จะมีประเด็นระดับรัฐธรรมนูญเข้ามาเกี่ยวข้อง เหมาะสำหรับแนบบทความของคุณเพื่ออธิบาย “ทางออกสุดท้าย” และ ขอบเขต การทบทวนคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกาในบริบทระบบไทยสมัยใหม่ |





