ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การขออนุญาตฎีกา & บทลงโทษการยื่นผิดขั้นตอน(ฎีกา ครพ. 1020/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา ครพ. 1020/2567, การขออนุญาตฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247, ขั้นตอนยื่นคำร้องฎีกาที่ถูกต้อง, การยื่นฎีกาโดยไม่แนบคำร้องขออนุญาต, ผลทางกฎหมายจากการยื่นฎีกาผิดขั้นตอน, คำร้องรับรองฎีกามาตรา 248 เดิม, แนวคำพิพากษาเกี่ยวกับการไม่รับฎีกา, ข้อผิดพลาดทางกระบวนพิจารณาในคดีแพ่ง, สิทธิในการฎีกาศาลฎีกา, ตัวอย่างคดีฟ้องขับไล่ผู้เช่าและเรียกค่าเสียหาย, บังคับให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง, วิเคราะห์กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเรื่องฎีกา, คำพิพากษาเกี่ยวกับกำหนดเวลายื่นฎีกา, คดีผิดสัญญาเช่าที่ดิน, การปฏิบัติตามขั้นตอนในชั้นฎีกา

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการยื่นฎีกาในคดีแพ่งที่ต้องได้รับอนุญาตตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ซึ่งจำเลยยื่นเพียงคำร้องขอให้ผู้พิพากษารับรองฎีกาตามมาตรา 248 (เดิม) โดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดเวลา ศาลวินิจฉัยว่าการยื่นฎีกาเช่นนี้ไม่ถูกต้องตามรูปแบบและเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายวิธีพิจารณา จึงไม่รับฎีกา แม้จำเลยจะแพ้คดีเช่าที่ดินและถูกบังคับให้รื้อถอนทรัพย์สินก็ตาม ประเด็นสำคัญคือข้อพลาดกระบวนวิธีซึ่งเป็นเหตุให้เสียสิทธิไป

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์ฟ้องเรียกเงินค่าเช่า 155,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และขอให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินเช่า ขนย้ายทรัพย์สินออก และชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาทจนกว่าจะออกจากพื้นที่

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยยื่นฎีกา พร้อมยื่นคำร้องให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาตามมาตรา 248 (เดิม) แต่ ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา ตามมาตรา 247 วรรคสอง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่ ขั้นตอนการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา โดยกฎหมายหลักที่ศาลฎีกาใช้คือ

✅ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 วรรคหนึ่งและวรรคสอง

วรรคหนึ่ง: การฎีกาคดีแพ่งต้องได้รับ อนุญาตจากศาลฎีกา

วรรคสอง: ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา พร้อมคำฟ้องฎีกา ภายใน 1 เดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

จำเลยยื่นเพียงคำร้องให้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาตามมาตรา 248 (เดิม) แต่ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา → จึง ไม่ชอบตามกฎหมาย ศาลจึงไม่รับฎีกา

🔑 ประเด็นที่สำคัญที่สุดและเป็นแก่นของคดีนี้

1) การขออนุญาตฎีกา 

สิทธิฎีกาในคดีแพ่งไม่ได้อัตโนมัติ ต้องขออนุญาตก่อนตาม มาตรา 247 ไม่ปฏิบัติตาม → ศาลไม่รับฎีกา

2) ต้องยื่นพร้อมคำฟ้องฎีกา 

การขออนุญาตฎีกาต้องยื่น พร้อม คำฟ้องฎีกาในคราวเดียว ไม่สามารถยื่นแยกหรือยื่นภายหลังได้

3) กำหนดเวลา 1 เดือน 

เป็นระยะเวลาที่ เด็ดขาด หากไม่ยื่นหรือยื่นผิดแบบภายในเวลา → สิทธิถือว่าสิ้นสุด

4) มาตรา 248 (เดิม) ไม่ใช่เครื่องมือทดแทน 

จำเลยใช้ช่องทางผิด โดยยื่นคำร้องตามมาตรา 248 (เดิม) ซึ่งใช้ในข้อเท็จจริง แต่ไม่ใช่ คำร้องอนุญาตฎีกา ทำให้การยื่นไม่ชอบ

5) ไม่รับฎีกาเนื่องจากผิดรูปแบบ 

แม้คดีแพ่งจะมีเนื้อหาเรื่องค่าเช่าและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง แต่ประเด็นชี้ขาดคือ ขั้นตอนผิด = ไม่รับฎีกา ศาลไม่เข้าเนื้อหาเลย

สรุปให้จำง่ายที่สุด

คดีนี้ไม่ได้แพ้เพราะข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายแพ่ง แต่แพ้เพราะผิดขั้นตอนยื่นฎีกา

ยื่นผิดแบบ = เสียสิทธิ ถึงแม้คดีมีเหตุผลก็ตาม

มาตรา 247 คือหัวใจ → ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมคำฟ้องฎีกาใน 1 เดือน

ประเด็นปัญหากฎหมาย

จำเลยยื่นฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย จะถือว่าชอบหรือไม่?

คำวินิจฉัยศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง: การฎีกาคดีแพ่งต้องได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

วรรคสอง: ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมคำฟ้องฎีกา ภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาอุทธรณ์

จำเลยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาตามกฎหมาย แต่ยื่นคำร้องให้ผู้พิพากษารับรองฎีกาแทน ซึ่งไม่ถือเป็นการขออนุญาตฎีกา ศาลจึงมีคำสั่งไม่รับฎีกา และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา

วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

1) ข้อบังคับว่าด้วยการยื่นฎีกาเป็นเรื่องขั้นตอนสำคัญ

การไม่ได้ปฏิบัติตาม ป.วิ.พ. ม.247 ทำให้ศาลไม่มีอำนาจพิจารณาฎีกา

2) ความแตกต่างระหว่าง “ขอให้รับรองฎีกา” และ “คำร้องขออนุญาตฎีกา”

คำร้องรับรองฎีกา (ม.248 เดิม) ใช้ในกรณีประเด็นข้อเท็จจริง

คำร้องขออนุญาตฎีกา (ม.247) ใช้เพื่อขอสิทธิฎีกา

กรณีนี้จำเลยหยิบใช้ช่องทางผิด

3) กำหนดเวลาถือเป็นสาระสำคัญ

การยื่นไม่ทันหรือยื่นผิดรูปแบบ = สิทธิฎีกาสิ้นสุด

IRAC วิเคราะห์คดี

Issue (ประเด็น):

จำเลยยื่นฎีกาโดยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาภายในกำหนดเวลา ศาลฎีกาจะรับฎีกาหรือไม่

Rule (กฎหมายที่เกี่ยวข้อง):

ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง-สอง กำหนดให้

การฎีกาต้องได้รับอนุญาต

ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตพร้อมคำฟ้องฎีกาใน 1 เดือน

มาตรา 248 (เดิม) ใช้เฉพาะรับรองฎีกาประเด็นข้อเท็จจริง

Application (ข้อเท็จจริงเข้ากับกฎหมาย):

จำเลยยื่นคำร้องให้ผู้พิพากษารับรองฎีกา แต่ไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา จึงฝ่าฝืนขั้นตอนตามมาตรา 247

Conclusion (ข้อสรุป):

ศาลฎีกามีคำสั่ง ไม่รับฎีกา และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา

ข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำว่า ขั้นตอนการยื่นฎีกาเป็นสาระสำคัญที่สุด

การยื่นคำร้องผิดช่องทาง = สิทธิในคดีสูญทันที แม้ข้อเท็จจริงมีน้ำหนักเพียงใด

นักกฎหมายต้องระวังเรื่องกำหนดเวลาและรูปแบบการยื่นคำร้อง

มาตรา 247 เป็นหัวใจของการขอฎีกาในคดีแพ่งยุคใหม่ หลังยกเลิกระบบรับรองฎีกาตามมาตรา 248 เดิม

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

✅ ประเด็นคำถามที่ 1 — ขั้นตอนการขออนุญาตฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247

คำถาม

ในคดีฟ้องเรียกค่าเช่าที่ดิน ค่ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และค่าเสียหายรายเดือน ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 155,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และย้ายออกจากที่ดินเช่า ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยจึงยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 (เดิม) แต่ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาภายในกำหนดเวลาตามมาตรา 247 วรรคสอง

ให้วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นการยื่นฎีกาอย่างชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาฎีกาหรือไม่เพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

กรณีนี้ จำเลยยื่นฎีกาโดยไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งกำหนดโดยชัดแจ้งว่า

“การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ต้องได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และการขออนุญาตฎีกาต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษา”

แต่จำเลยกลับยื่นเพียงคำร้องให้ผู้พิพากษารับรองฎีกาตามมาตรา 248 (เดิม) ซึ่งเป็นกลไกทางกฎหมายสำหรับ “การรับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง” ในระบบเดิม และ ไม่ใช่การขออนุญาตฎีกาตามมาตรา 247 จึงไม่อาจถือว่าเป็นการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาแทนได้

เมื่อจำเลยไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกาตามรูปแบบและกำหนดเวลา ถือว่า เป็นการยื่นฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจพิจารณาฎีกา และต้องสั่ง ไม่รับฎีกา

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามขั้นตอนการอุทธรณ์ฎีกาอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการคุ้มครองสิทธิทางกระบวนพิจารณา

✅ ประเด็นคำถามที่ 2 — ความแตกต่างระหว่างคำร้องตามมาตรา 247 กับ 248 (เดิม)

คำถาม

ในคดีที่จำเลยแพ้คดีเช่าที่ดินและถูกสั่งให้รื้อถอนอาคารออกจากที่ดิน พร้อมชำระค่าเสียหายรายเดือน จำเลยยื่นฎีกาโดยแนบเพียงคำร้องให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาตามมาตรา 248 (เดิม) โดยสำคัญผิดคิดว่าเป็นการขออนุญาตฎีกา ให้พิจารณาเปรียบเทียบและอธิบายความแตกต่างระหว่างมาตรา 247 กับมาตรา 248 (เดิม) และวินิจฉัยว่าเหตุใดการกระทำของจำเลยจึงทำให้เสียสิทธิในการฎีกา

ธงคำตอบ

มาตรา 247 วรรคหนึ่งและวรรคสอง กำหนดให้

คดีแพ่งที่ฎีกาต่อศาลฎีกาได้ ต้อง ได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ต้องยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา พร้อมคำฟ้องฎีกา ภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ขณะที่มาตรา 248 (เดิม) ซึ่งต่อมาถูกยกเลิก ใช้ในระบบเดิม สำหรับกรณีต้องการให้ผู้พิพากษารับรองฎีกาเกี่ยวกับปัญหาข้อเท็จจริง โดยไม่เกี่ยวกับการขออนุญาตฎีกาคดีทั่วไปในระบบปัจจุบัน

ดังนั้น การที่จำเลยยื่นเพียงคำร้องต่อผู้พิพากษาให้รับรองฎีกาตามมาตรา 248 (เดิม) ไม่อาจแทนการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญตามมาตรา 247 ได้

เมื่อจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องตามที่กฎหมายกำหนดในเวลาที่กำหนด จึงเป็นการผิดขั้นตอนสำคัญทางกฎหมาย ทำให้จำเลย เสียสิทธิฎีกาโดยสิ้นเชิง และศาลฎีกามีคำสั่งไม่รับฎีกา ซึ่งสอดคล้องกับหลักดุลยพินิจและเจตนารมณ์การจำกัดชั้นฎีกาเพื่อคัดคดีที่มีสาระสำคัญทางกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงสุดเท่านั้น

🎯 สรุป

คดีนี้ไม่ได้แพ้เพราะข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายแพ่ง แต่แพ้เพราะผิดขั้นตอนยื่นฎีกา

มาตรา 247 ต้องยื่น พร้อมคำฟ้องฎีกา ภายใน 1 เดือน

ยื่นผิดแบบตามมาตรา 248 เดิม → เสียสิทธิทันที

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 “การฎีกาคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทําได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคําร้องพร้อมกับคําฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคําพิพากษาหรือคําสั่งในคดีนั้นภายในกําหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคําพิพากษาหรือคําสั่งของศาลอุทธรณ์ แล้วให้ศาลชั้นต้นรีบส่งคําร้องพร้อมคําฟ้องฎีกาดังกล่าวไปยังศาลฎีกา และให้ศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยคําร้องให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว”


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ครพ. 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์" เมื่อจำเลยยื่นฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับรองฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 (เดิม) ซึ่งคำร้องดังกล่าวไม่อาจแปลความหรือถือว่าเป็นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา จึงเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกามาด้วย อันเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 155,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินที่เช่า พร้อมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินเสร็จสิ้น และให้จำเลยรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างพร้อมปรับสภาพที่ดินแปลงดังกล่าวให้กลับสภาพเดิมคืนแก่โจทก์โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายแต่ฝ่ายเดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 155,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรือในอัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 สิงหาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ 1,500 ตารางเมตร กว้าง 25 เมตร ยาว 60 เมตร ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งค่าย อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง พร้อมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวเสร็จสิ้น และให้จำเลยรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างพร้อมปรับสภาพที่ดินแปลงดังกล่าวให้กลับสภาพเดิมคืนแก่โจทก์โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายฝ่ายเดียว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้รับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 (เดิม) พร้อมฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2566

ศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์" เมื่อจำเลยยื่นฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับรองฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 (เดิม) ซึ่งคำร้องดังกล่าวไม่อาจแปลความหรือถือว่าเป็นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา จึงเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกามาด้วย อันเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

1) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 881/2540 — “ยื่นให้ผู้พิพากษารับรองฎีกา (ข้อเท็จจริง) ไม่ใช่ ‘ขออนุญาตฎีกา’ ตามระบบใหม่”

Quick Summary:

คดีนี้สะท้อนความสับสนที่พบได้บ่อย หลังการปฏิรูประบบฎีกา โดยคู่ความ ยื่นฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นรับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง (ตามแนวทางเดิมที่อาศัย มาตรา 248 เดิม) ซึ่ง ไม่ใช่ กลไก “ขออนุญาตฎีกา” ตาม มาตรา 247 ในระบบปัจจุบัน ประเด็นนี้ทำให้ ศาลชั้นต้นออกคำสั่งในทางที่คลาดเคลื่อน และนำไปสู่ผลคือ ไม่รับฎีกา ด้วยเหตุผิดขั้นตอน คำพิพากษาฉบับนี้จึงมีคุณค่าทางปฏิบัติสูงสำหรับการร่างคำร้องและกำหนด ผู้มีอำนาจอนุญาต (ศาลฎีกา) รวมถึง ศาลปลายทาง ในการโต้แย้งเมื่อถูกไม่รับฎีกา ทั้งยังตอกย้ำว่า “การอ้างอิงระบบรับรองฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงแบบเดิม (ม.248 เดิม) ใช้แทน ระบบ ‘อนุญาตฎีกา’ ของ มาตรา 247 ไม่ได้” และหาก ยื่นผิดแบบ/ผิดศาล/ผิดกำหนดเวลา สิทธิในชั้นฎีกาจะ สิ้นสุดลง แม้ในเนื้อหาจะยังมีปัญหากฎหมายที่ควรได้รับการทบทวนอยู่ก็ตาม

2) คำสั่งคำร้องที่ ครพ. 233/2567 — “อำนาจอนุญาตอยู่ที่ศาลฎีกาเท่านั้น: ศาลชั้นต้นรับรองให้ไม่ได้”

Quick Summary:

กรณี ครพ. 233/2567 เน้นให้เห็นภาพชัดว่า อำนาจอนุญาตให้ฎีกาเป็นอำนาจของศาลฎีกาเพียงศาลเดียว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 การที่ศาลชั้นต้น (หรือแม้แต่ศาลอุทธรณ์) มีคำสั่งว่าฎีกานั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงอนุญาตให้ฎีกาและสั่งรับฎีกา ย่อมเป็น คำสั่งไม่ชอบ เพราะ หน้าที่ศาลชั้นต้น มีเพียงรับคำร้อง/คำฟ้องฎีกาและ ส่งต่อ ไปยังศาลฎีกาให้พิจารณาคำร้องขออนุญาตเท่านั้น แนววินิจฉัยนี้จึง “ล็อกขั้นตอน” ให้คู่ความ/ทนาย ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา + คำฟ้องฎีกา ไปยังศาลชั้นต้น ภายใน 1 เดือนนับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แล้วรอศาลฎีกาเป็นผู้ สั่งรับหรือไม่รับ เอง หากใครอาศัย “ใบอนุญาต” จากศาลชั้นต้นแทน ก็เสี่ยง ถูกสั่งไม่รับฎีกา โดยทันที หลักนี้ช่วยลดการผิดพลาดในคดีแพ่งที่กำลังจะเข้าสู่ชั้นฎีกา และเป็นกรณีศึกษาเชิงขั้นตอนที่ควรแนบในบทความเพื่อเทียบกับ ครพ. 1020/2567 

3) ฎีกา ครพ.ยช. 647/2567

✅ Quick Summary 

คดีนี้เกี่ยวกับการบังคับคดีหลังคำพิพากษาหย่าและแบ่งทรัพย์สินถึงที่สุดแล้ว จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลขอเพิกถอนคำสั่งถอนการยึดทรัพย์โดยอ้างว่าลงลายมือชื่อโดยสำคัญผิดและไม่มีเจตนาจะถอนการยึด หลังจากนั้นจำเลยยังยื่นคำร้องซ้ำอีกครั้ง โดยอ้างเหตุเดียวกัน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยกคำร้อง เนื่องจากคำร้องยื่นเกินกำหนดเวลา 15 วันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 295 และการยื่นซ้ำขัด ป.วิ.พ. มาตรา 144 กรณีคดีถึงที่สุดแล้ว จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.แก้ไข ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 27) พ.ศ.2558

เมื่อจำเลยฎีกาโดย ไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมคำฟ้องฎีกา ตามมาตรา 244/1 และ 247 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ มาตรา 182/1 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาไม่ชอบ ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจรับฎีกา อำนาจสั่งรับฎีกาเป็นของศาลฎีกาเท่านั้น

แก่นคำพิพากษา: แม้คู่ความอ้างความสำคัญผิดในการถอนยึดทรัพย์ หากกระบวนพิจารณาถึงที่สุดแล้วและไม่ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาตามแบบ ศาลฎีกาไม่อาจรับฎีกาได้ หลักการนี้สะท้อนระบบ “อนุญาตให้ฎีกา” ที่ยึดถือความเข้มงวดทางรูปแบบเพื่อความมั่นคงแห่งคำพิพากษา

4) ฎีกา 4976/2561

✅ Quick Summary

คดีนี้ฟ้องบังคับคดีตามคำพิพากษาเดิมที่ถึงที่สุดก่อน พ.ร.บ.แก้ไข ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 27) มีผลใช้บังคับ ต่อมาผู้ซื้อทรัพย์ในกระบวนการขายทอดตลาดยื่นคำร้องต่อศาลให้ขับไล่จำเลยและบริวารจากที่ดิน แต่ยื่นผิดศาล ศาลชั้นต้นจึงยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตาม มาตรา 223 ทวิ (เดิม)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคำร้องดังกล่าวยื่นเมื่อปี 2560 หลังการบังคับใช้ระบบ “อนุญาตฎีกา” ตามมาตรา 244/1 และ 247 แล้ว การใช้มาตรา 223 ทวิ (เดิม) จึงไม่ชอบ เพราะถูกยกเลิกไปแล้ว คดีนี้ต้องดำเนินการตามระบบใหม่ ผู้ร้องใช้ช่องทางอุทธรณ์/ฎีกาผิดแบบ ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกาต่อศาลฎีกาโดยตรง

ศาลฎีกาจึงยกเลิกคำสั่งศาลชั้นต้น และส่งเรื่องกลับให้ดำเนินการตามลำดับชั้นศาลโดยชอบ

แก่นคำพิพากษา: การเปลี่ยนผ่านระบบฎีกาจาก “ใบรับรองฎีกา” เป็น “อนุญาตฎีกา” มีผลผูกพันแน่นอน คู่ความไม่อาจอาศัยบทบัญญัติเก่าแม้จะเข้าใจผิด กรณีนี้ตอกย้ำว่าการดำเนินกระบวนวิธีพิจารณาต้องสอดคล้องกับกฎหมายที่ใช้บังคับในวันยื่นคำร้อง

หมายเหตุ

 

สำนักงานศาลฎีกาเผยแพร่บทความอธิบาย แนวทางเมื่อมีคำสั่ง “ไม่อนุญาตให้ฎีกา/ไม่รับฎีกา” ว่าหากคู่ความเห็นว่าคำสั่งดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือ ขัดรัฐธรรมนูญ สามารถใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญเพื่อ โต้แย้ง ได้ในบางกรณี บทความนี้ช่วยเติมเต็มภาพรวมระบบ “leave to appeal” หลังการแก้ไขกฎหมาย พ.ศ.2558 โดยเน้นว่าคำสั่งของศาลฎีกาในเรื่องอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ฎีกานั้น เป็นที่สุดในทางกระบวน เว้นแต่จะมีประเด็นระดับรัฐธรรมนูญเข้ามาเกี่ยวข้อง เหมาะสำหรับแนบบทความของคุณเพื่ออธิบาย “ทางออกสุดท้าย” และ ขอบเขต การทบทวนคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกาในบริบทระบบไทยสมัยใหม่

 



อุทธรณ์ฎีกา

สิทธิอุทธรณ์และความเป็นที่สุดของคำสั่งปรับผู้ประกันในคดีอาญา
การเพิกถอนคำพิพากษาตามยอม และข้อจำกัดตามมาตรา 145 ป.วิ.พ.
ฟ้องรวมกันใช้สิทธิเฉพาะตัวต้องแยกทุนทรัพย์(ฎีกาที่ 4784/2539)
ถอนฎีกาในคดีอาญาแล้วคดีถึงที่สุดวันไหน หากผู้ประกันยังไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาล
วินิจฉัยฎีกา/ถอนยึดทรัพย์,การฎีกาโดยไม่ขออนุญาต (ฎีกา ครพ.ยช. 647/2567)
วิเคราะห์คดีลักทรัพย์+ปลอมเอกสาร & ปรับโทษ,ห้ามฎีกาข้อเท็จจริง (ฎีกา 722/2567)
(ฎีกาที่ 3716/2567) การฎีกาโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริงและการรอการลงโทษจำคุก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4235/2567 การผิดเงื่อนไขคุมประพฤติจากสัญญาประนีประนอมยอมความ และข้อจำกัดสิทธิในการฎีกา
คดีความผิดฐานกระทำชำเราและกระทำอนาจารเด็ก พร้อมวิเคราะห์ข้อกฎหมายเรื่องการรับฎีกา(ฎีกาที่ 7207/2567)
อำนาจอุทธรณ์คดีปลอมเอกสารและข้อจำกัดในศาลแขวง(ฎีกาที่ 7212/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2549 : การเรียกคืนของหมั้นและสินสอด กับข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์และฎีกา
การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวงต้องได้รับอนุญาต: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567
ผู้ตายมีส่วนประมาทในอุบัติเหตุ, การประมาทร่วมในคดีแพ่ง, ขาดนัดยื่นคำให้การ, การอุทธรณ์
จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่าไม่ได้มีการไตร่ตรองเพื่อเจตนาฆ่า, โทษประหารชีวิตศาลลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
ฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์, ฟ้องไม่สมบูรณ์, ข้อกำหนดลายมือชื่อในคำฟ้อง,
สิทธิในทางแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทน, ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย, การอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง(ฎีกาที่ 518/2567)
การยื่นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง มาตรา 218, ความผิดหลายกรรม มาตรา 91,
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 ถอนทนายความแล้ว
สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
เป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษา | ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การอุทธรณ์หรือฎีกาต้องเป็นไปตามลำดับชั้นของศาล
ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องจำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาได้เพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวพันเป็นอันเดียวกัน
ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อยห้ามโจทก์ฎีกา
ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์
มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนไม่ชอบ
ห้ามโจทก์อุทธรณ์ความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
การดำเนินการะบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกา
ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลา