
| ฎีกาไม่ชัดแจ้งคืออะไร ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเมื่อฎีกาเพียงคัดลอกคำเบิกความและไม่โต้แย้งเหตุผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์ในการยื่นฎีกาในคดีอาญา โดยเฉพาะการตีความว่าฎีกาที่ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่จะต้องแสดงเหตุผลโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อย่างชัดแจ้งและแสดงให้เห็นว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยพยานหลักฐานคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยเหตุผลในประเด็นใด หากฎีกาเพียงคัดลอกคำเบิกความของพยานมาเสนอซ้ำโดยไม่แสดงข้อบกพร่องของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ย่อมเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบตามกฎหมาย นอกจากนี้คดียังแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดของการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับความผิดที่กฎหมายกำหนดไว้ รวมทั้งหลักการที่ศาลไม่อาจกำหนดโทษให้เบากว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ในกรณีที่เป็นโทษสถานเดียวและศาลได้ลดโทษให้จำเลยจนถึงขอบเขตสูงสุดตามกฎหมายแล้ว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการฎีกาที่เพียงขอให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่หรือคัดลอกคำเบิกความของพยานมาแสดงซ้ำ โดยไม่โต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยพยานหลักฐานคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยเหตุผลในส่วนใด ย่อมเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสังเขป ฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง หลักสำคัญคือ ผู้ฎีกาต้องระบุเหตุผลโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ชัดเจน พร้อมแสดงว่าศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานผิดพลาดอย่างไร หากเพียงยกคำเบิกความหรือข้อเท็จจริงเดิมมากล่าวซ้ำโดยไม่แสดงเหตุแห่งความคลาดเคลื่อนของคำพิพากษา ย่อมไม่เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายและศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ข้อจำกัดในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในความผิดที่กฎหมายกำหนดโทษไว้ตามเกณฑ์ที่ห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง คู่ความย่อมไม่อาจขอให้ศาลฎีกากลับไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ได้อีก ทั้งศาลฎีกายังวางหลักว่า ในกรณีที่กฎหมายกำหนดโทษไว้เพียงสถานเดียวและศาลได้ลดโทษให้จำเลยตามกฎหมายจนถึงขอบเขตสูงสุดแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดโทษให้เบากว่านั้นได้ อธิบายหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง บทบัญญัตินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดมาตรฐานของการยื่นฎีกาให้ศาลฎีกาสามารถตรวจสอบประเด็นที่คู่ความโต้แย้งได้อย่างชัดเจน ผู้ฎีกาจึงต้องระบุข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คลาดเคลื่อน พร้อมอธิบายเหตุผลประกอบอย่างเป็นรูปธรรม มิใช่เพียงคัดลอกคำเบิกความของพยานหรือยืนยันข้อเท็จจริงเดิมแล้วขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยใหม่โดยปราศจากการชี้ให้เห็นว่าคำพิพากษามีข้อบกพร่องในส่วนใด หลักเกณฑ์ดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้การพิจารณาคดีในชั้นฎีกาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการยื่นฎีกาโดยไม่มีประเด็นที่ชัดเจน และคุ้มครองความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เมื่อฎีกาไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนั้นตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา โดยขอให้ลงโทษตามมาตรา 91 มาตรา 277 มาตรา 279 มาตรา 283 ทวิ และมาตรา 317 ในชั้นพิจารณาคดีจำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนเริ่มสืบพยานโจทก์ จำเลยได้ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ส่งผลให้ศาลชั้นต้นนำคำรับสารภาพดังกล่าวมาประกอบการกำหนดโทษและพิจารณาลดโทษตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามกฎหมาย สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ศาลลงโทษจำคุกสองกระทง ส่วนความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยใช้อาวุธ รวมทั้งความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ศาลเห็นว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดตามหลักกฎหมายเรื่องบทลงโทษหลายบท เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพก่อนสืบพยาน ศาลจึงเห็นว่าคำรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษและลดโทษให้ตามกฎหมาย เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว ศาลกำหนดโทษจำคุกตามหลักเกณฑ์การรวมโทษสำหรับความผิดหลายกรรม แม้จำเลยจะได้รับการลดโทษจากการรับสารภาพแล้ว แต่จำเลยยังอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วเห็นพ้องกับข้อวินิจฉัยของศาลชั้นต้นทุกประการ จึงพิพากษายืนทั้งในส่วนของการรับฟังข้อเท็จจริง การวินิจฉัยความผิด และการกำหนดโทษ ภายหลังจากศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยได้ยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา โดยประเด็นสำคัญของฎีกาคือ ขอให้ศาลฎีกากลับไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธอีกครั้ง พร้อมทั้งขอให้ลงโทษสถานเบากว่าที่ศาลล่างทั้งสองกำหนด ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย ประเด็นแรก คือ ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกกระทงละไม่เกินห้าปี จะสามารถฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและโทษที่กำหนดอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ ความผิดฐานดังกล่าวจึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ส่งผลให้ศาลฎีกาไม่อาจนำข้อเท็จจริงในส่วนนี้กลับมาพิจารณาใหม่ได้ ประเด็นที่สอง คือ ฎีกาของจำเลยที่ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาตรวจสอบเนื้อหาฎีกาแล้วพบว่า จำเลยเขียนฎีกาด้วยตนเองและขอให้ศาลฎีกานำคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสามมาพิจารณาข้อเท็จจริงใหม่ว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไว้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม จำเลยมิได้ระบุว่าศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยพยานหลักฐานผิดพลาดในประเด็นใด มิได้แสดงว่าคำพิพากษาขัดต่อเหตุผลหรือคลาดเคลื่อนจากพยานหลักฐานส่วนใด อีกทั้งเนื้อหาฎีกายังมีลักษณะเป็นเพียงการคัดลอกคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสามมากล่าวซ้ำ โดยมิได้เสนอเหตุผลทางกฎหมายหรือข้อโต้แย้งที่ชัดเจนต่อคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ฎีกาดังกล่าวเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง แม้ว่าศาลชั้นต้นจะรับฎีกาในประเด็นนี้ไว้แล้วก็ตาม การรับฎีกาดังกล่าวก็เป็นการรับที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ประเด็นสุดท้าย คือ คำขอของจำเลยที่ให้ศาลฎีกาลงโทษสถานเบาในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งเป็นโทษที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงสถานเดียว และศาลชั้นต้นได้ลดโทษให้จำเลยกระทงละกึ่งหนึ่งจากการรับสารภาพตามกฎหมายจนถึงขอบเขตสูงสุดแล้ว จึงไม่มีอำนาจกำหนดโทษให้เบากว่านั้นได้อีก ด้วยเหตุนี้คำขอให้ลงโทษสถานเบาจึงไม่มีเหตุที่จะรับฟังได้ หลักกฎหมายที่ปรากฏจากคำวินิจฉัย คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่าการยื่นฎีกาในคดีอาญาไม่ใช่เพียงการขอให้ศาลฎีกากลับไปพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดใหม่ แต่ผู้ฎีกาจะต้องแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานคลาดเคลื่อนอย่างไร และเหตุใดจึงควรได้รับการแก้ไข หากฎีกามีเพียงการยืนยันข้อเท็จจริงเดิมหรือคัดลอกคำเบิกความของพยานมาเสนอซ้ำโดยไม่มีการโต้แย้งเหตุผลของคำพิพากษา ย่อมไม่เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายและศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้ ในกรณีที่กฎหมายจำกัดสิทธิในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง หรือในกรณีที่ศาลได้ลดโทษให้ถึงขอบเขตสูงสุดตามกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาย่อมไม่อาจก้าวล่วงหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ได้ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักความแน่นอนของกระบวนพิจารณาและขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาในการตรวจสอบคำพิพากษาของศาลล่างตามที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเคร่งครัด. วิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาคดีอาญาในชั้นฎีกาว่า ศาลฎีกาไม่ได้ทำหน้าที่เป็นศาลที่พิจารณาข้อเท็จจริงใหม่ทุกกรณี หากแต่เป็นศาลที่ตรวจสอบว่าคำพิพากษาของศาลล่างเป็นไปตามหลักกฎหมายและหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้หรือไม่ ดังนั้น การยื่นฎีกาจะต้องมีลักษณะเป็นการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์โดยตรง พร้อมระบุให้เห็นอย่างชัดเจนว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยเหตุผล หรือคลาดเคลื่อนจากพยานหลักฐานในประเด็นใด การยกข้อเท็จจริงเดิมหรือคำเบิกความของพยานมากล่าวซ้ำโดยไม่เชื่อมโยงกับข้อบกพร่องของคำพิพากษา ย่อมไม่ก่อให้เกิดประเด็นที่ศาลฎีกาจะนำมาวินิจฉัยได้ เพราะไม่ถือเป็นฎีกาที่มีเหตุผลตามที่กฎหมายกำหนด คำวินิจฉัยยังแสดงให้เห็นว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาไว้แล้ว ศาลฎีกาก็ยังมีอำนาจตรวจสอบได้ด้วยตนเองว่าฎีกานั้นเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากเห็นว่าเนื้อหาฎีกาไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย แม้จะมีคำสั่งรับฎีกามาก่อนก็ตาม หลักการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการคัดกรองคดีที่จะเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปเฉพาะประเด็นที่มีข้อโต้แย้งตามกฎหมายอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ศาลฎีกายังยืนยันหลักการเกี่ยวกับการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงว่า เมื่อกฎหมายกำหนดข้อจำกัดในการฎีกาไว้ คู่ความไม่อาจหลีกเลี่ยงข้อจำกัดดังกล่าวด้วยการเปลี่ยนรูปแบบการโต้แย้งหรือขอให้ศาลฎีกากลับไปประเมินพยานหลักฐานใหม่ เพราะการพิจารณาว่าพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงใด เป็นอำนาจของศาลที่พิจารณาคดีมาโดยตรงและศาลอุทธรณ์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว เจตนารมณ์ของบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง จากคำพิพากษานี้สามารถเห็นเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ได้อย่างชัดเจน กล่าวคือ กฎหมายมุ่งหมายให้การฎีกาเป็นการเสนอประเด็นข้อกฎหมายหรือข้อโต้แย้งที่มีความชัดเจนและตรวจสอบได้ มิใช่เป็นการเปิดโอกาสให้คู่ความนำข้อเท็จจริงเดิมกลับมาขอให้ศาลฎีกาพิจารณาซ้ำอีกครั้งโดยไม่มีเหตุผลรองรับ หากยอมให้กระทำได้ ย่อมทำให้กระบวนพิจารณาในชั้นฎีกาไม่แตกต่างจากการพิจารณาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ ซึ่งขัดต่อโครงสร้างของระบบศาลและหลักความเด็ดขาดของการวินิจฉัยข้อเท็จจริง ส่วนข้อจำกัดในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มุ่งหมายให้คดีที่ผ่านการพิจารณาจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้วเกิดความมั่นคงแน่นอนในส่วนของข้อเท็จจริงตามที่กฎหมายกำหนด ไม่เปิดโอกาสให้มีการโต้แย้งข้อเท็จจริงอย่างไม่สิ้นสุด อันเป็นการรักษาความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม พร้อมทั้งกำหนดขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาให้สอดคล้องกับบทบาทของศาลสูงสุดในการวินิจฉัยประเด็นตามที่กฎหมายเปิดช่องไว้เท่านั้น ในส่วนของการกำหนดโทษ คำพิพากษายังสะท้อนหลักการว่าศาลต้องใช้โทษภายใต้กรอบที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อกฎหมายกำหนดโทษไว้เพียงสถานเดียว ศาลย่อมไม่มีอำนาจกำหนดโทษในระดับที่ต่ำกว่านั้น และเมื่อศาลได้ลดโทษจากเหตุรับสารภาพจนถึงขอบเขตสูงสุดตามกฎหมายแล้ว ย่อมไม่สามารถลดโทษลงได้อีก แม้จำเลยจะร้องขอให้ลงโทษสถานเบาก็ตาม วิเคราะห์เหตุผลของศาลฎีกา เหตุผลสำคัญที่ศาลฎีกาใช้ในการวินิจฉัยคดีนี้อยู่ที่การพิจารณาเนื้อหาของฎีกาโดยตรง มิใช่เพียงดูว่าจำเลยได้ยื่นฎีกาหรือไม่ ศาลตรวจสอบแล้วเห็นว่าเนื้อหาฎีกาไม่มีการโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ว่าผิดพลาดในส่วนใด ไม่มีการอธิบายว่าพยานหลักฐานชิ้นใดถูกประเมินคลาดเคลื่อน หรือเหตุผลของศาลอุทธรณ์ขัดต่อข้อเท็จจริงอย่างไร ตรงกันข้าม เนื้อหาฎีกากลับเป็นเพียงการคัดลอกคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสามมาเสนออีกครั้งเพื่อขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ การดำเนินการเช่นนี้จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของการฎีกาที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลฎีกายังแยกวินิจฉัยอย่างชัดเจนระหว่างประเด็นที่กฎหมายห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงกับประเด็นที่ฎีกาไม่ชอบตามมาตรา 216 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ศาลใช้หลักข้อจำกัดของการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ส่วนสำหรับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ศาลตรวจสอบรูปแบบและเนื้อหาของฎีกาแล้วเห็นว่าไม่เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่รับวินิจฉัย ทั้งสองประเด็นเป็นคนละเหตุผล แม้ผลสุดท้ายจะทำให้ศาลฎีกาไม่รับข้อโต้แย้งของจำเลยเช่นเดียวกันก็ตาม ในประเด็นคำขอให้ลงโทษสถานเบา ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนว่าศาลชั้นต้นได้ลดโทษให้จำเลยจากการรับสารภาพแล้วตามที่กฎหมายบัญญัติ และเป็นการลดโทษในระดับสูงสุดที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ดำเนินการได้ อีกทั้งความผิดดังกล่าวเป็นความผิดที่กฎหมายกำหนดโทษไว้เพียงสถานเดียว ศาลจึงไม่มีอำนาจกำหนดโทษในระดับที่ต่ำกว่ากรอบของกฎหมาย เหตุผลดังกล่าวทำให้คำขอของจำเลยไม่อาจรับฟังได้ และศาลฎีกาเห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ผลของคำพิพากษาต่อการปฏิบัติในคดีอาญา คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อการจัดทำฎีกาในคดีอาญา เพราะแสดงให้เห็นว่าผู้ฎีกาจะต้องมุ่งโต้แย้งเหตุผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อย่างเป็นระบบ ระบุประเด็นที่เห็นว่าศาลวินิจฉัยคลาดเคลื่อน พร้อมเชื่อมโยงกับพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง การกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเดิมหรือการนำคำเบิกความของพยานมากล่าวซ้ำโดยไม่แสดงข้อบกพร่องของคำพิพากษา ย่อมไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลฎีการับวินิจฉัย อีกประการหนึ่ง คำพิพากษานี้ยืนยันว่าการรับฎีกาของศาลชั้นต้นไม่ทำให้ศาลฎีกาต้องรับวินิจฉัยโดยอัตโนมัติ ศาลฎีกายังคงมีหน้าที่ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของฎีกาอีกชั้นหนึ่ง หากเห็นว่าฎีกาไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัยได้ แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาไว้แล้วก็ตาม หลักการดังกล่าวจึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายในการจัดทำฎีกาให้ครบถ้วน ชัดเจน และเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าศาลฎีกาจะใช้อำนาจภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งในเรื่องการรับฎีกา การพิจารณาขอบเขตของปัญหาที่ฎีกาได้ และการกำหนดโทษที่ไม่อาจเกินหรือฝ่าฝืนบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดไว้. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่ มาตรา 279 วรรคสาม มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง และมาตรา 317 วรรคสาม โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามมาตรา 91 สำหรับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี และความผิดฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 จำเลยรับสารภาพก่อนสืบพยาน ศาลจึงลดโทษให้ตามมาตรา 78 และเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงลงโทษจำคุก 50 ปี ตามมาตรา 91 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาแล้วเห็นว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงและใช้บทกฎหมายได้ถูกต้อง ทั้งในส่วนของการวินิจฉัยความผิด การกำหนดบทลงโทษ การใช้หลักกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท การลงโทษหลายกรรม และการลดโทษจากการรับสารภาพ จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นทุกประการ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร เป็นคดีที่กฎหมายห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ส่วนฎีกาที่จำเลยขอให้ศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่เกี่ยวกับความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธนั้น มีลักษณะเพียงคัดลอกคำเบิกความของผู้เสียหายและไม่ได้โต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยพยานหลักฐานคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยเหตุผลในส่วนใด จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย อีกทั้งเห็นว่าศาลล่างได้ลดโทษให้จำเลยตามกฎหมายจนถึงขอบเขตสูงสุดแล้ว จึงไม่อาจกำหนดโทษให้เบากว่านั้นได้ และพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญของกระบวนพิจารณาในชั้นฎีกาว่า สิทธิในการฎีกาเป็นสิทธิที่ต้องใช้ภายใต้เงื่อนไขและข้อจำกัดที่กฎหมายกำหนด มิใช่สิทธิที่จะขอให้ศาลฎีกากลับไปประเมินข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่ทุกกรณี ผู้ฎีกาจึงมีหน้าที่ต้องแสดงให้ศาลเห็นอย่างชัดแจ้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มีข้อบกพร่องทางข้อกฎหมายหรือมีการวินิจฉัยพยานหลักฐานคลาดเคลื่อนในประเด็นใด พร้อมอธิบายเหตุผลสนับสนุนอย่างเป็นระบบ การกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเดิมหรือการคัดลอกคำเบิกความของพยานมาเสนอซ้ำโดยไม่โต้แย้งเหตุผลของคำพิพากษา ย่อมไม่เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ก่อให้เกิดประเด็นที่ศาลฎีกาจะรับไว้พิจารณา อีกประการหนึ่ง คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างกรณีที่กฎหมายจำกัดสิทธิในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงกับกรณีที่ฎีกาไม่เป็นไปตามรูปแบบและเนื้อหาที่กฎหมายกำหนด แม้ทั้งสองกรณีจะมีผลทำให้ศาลฎีกาไม่รับข้อโต้แย้งของผู้ฎีกาเช่นเดียวกัน แต่มีพื้นฐานทางกฎหมายแตกต่างกัน กล่าวคือ กรณีแรกเกิดจากข้อห้ามตามบทบัญญัติของกฎหมาย ส่วนกรณีหลังเกิดจากความบกพร่องของเนื้อหาฎีกาเอง ซึ่งผู้ฎีกาไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงความผิดพลาดของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ คำพิพากษายังสะท้อนหลักความเคร่งครัดในการกำหนดโทษทางอาญา เมื่อกฎหมายกำหนดโทษไว้เพียงสถานเดียว ศาลไม่มีอำนาจกำหนดโทษต่ำกว่าที่กฎหมายบัญญัติ และเมื่อศาลได้ใช้เหตุบรรเทาโทษโดยลดโทษจากการรับสารภาพจนถึงขอบเขตสูงสุดที่กฎหมายอนุญาตแล้ว ศาลฎีกาย่อมไม่อาจลดโทษลงได้อีก แม้จำเลยจะร้องขอก็ตาม หลักการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการใช้ดุลพินิจของศาลต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด และไม่อาจขยายอำนาจของศาลเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ โดยสรุป คดีนี้มีคุณค่าในทางวิชาการด้านกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เนื่องจากแสดงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการยื่นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย ขอบเขตการตรวจสอบของศาลฎีกา ข้อจำกัดในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง และหลักการกำหนดโทษตามบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งล้วนเป็นหลักพื้นฐานที่ผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายและผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมควรทำความเข้าใจและนำไปใช้ให้ถูกต้องในการดำเนินคดีอาญา คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง หมายความว่าอย่างไร คำตอบ ฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง หมายถึง ฎีกาที่ผู้ฎีกาไม่สามารถแสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์มีข้อบกพร่องหรือคลาดเคลื่อนในประเด็นใด โดยเฉพาะเมื่อฎีกาเป็นการขอให้ศาลฎีกากลับไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ แต่กลับไม่โต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือคลาดเคลื่อนจากพยานหลักฐานส่วนใด ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าเนื้อหาฎีกาของจำเลยมีลักษณะเป็นเพียงการคัดลอกคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสามมากล่าวซ้ำ พร้อมขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงอีกครั้ง โดยมิได้เสนอเหตุผลทางกฎหมายหรือข้อโต้แย้งต่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยตรง จึงถือว่าฎีกาไม่มีความชัดแจ้งตามที่กฎหมายกำหนดและไม่เป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แม้ว่าศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาไว้ก่อนแล้วก็ตาม เพราะศาลฎีกายังคงมีอำนาจตรวจสอบได้ว่าฎีกานั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายหรือไม่ 2. คำถาม เหตุใดการคัดลอกคำเบิกความของพยานมาใส่ในฎีกาเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลฎีการับวินิจฉัย คำตอบ การนำคำเบิกความของพยานหรือข้อเท็จจริงเดิมที่ปรากฏในสำนวนมากล่าวซ้ำ ไม่ใช่การแสดงเหตุแห่งการฎีกาตามที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากศาลฎีกามีหน้าที่พิจารณาประเด็นที่ผู้ฎีกาโต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วินิจฉัยผิดพลาด มิใช่ทำหน้าที่ประเมินข้อเท็จจริงทั้งหมดใหม่ทุกครั้ง ผู้ฎีกาจึงต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าศาลอุทธรณ์รับฟังพยานหลักฐานผิดในส่วนใด ใช้เหตุผลไม่ถูกต้องอย่างไร หรือวินิจฉัยคลาดเคลื่อนจากพยานหลักฐานตรงประเด็นใด คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยเพียงคัดลอกคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสามมาเสนออีกครั้ง โดยไม่ได้เชื่อมโยงกับข้อบกพร่องของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นที่ศาลฎีกาจะรับไว้พิจารณา และถือว่าเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง 3. คำถาม เมื่อศาลชั้นต้นรับฎีกาไว้แล้ว ศาลฎีกาจำเป็นต้องรับวินิจฉัยทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็น เพราะการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาไว้ มิได้ทำให้ศาลฎีกาต้องรับวินิจฉัยในทุกประเด็นโดยอัตโนมัติ ศาลฎีกายังคงมีหน้าที่ตรวจสอบด้วยตนเองว่าฎีกาที่ส่งขึ้นมานั้นเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ทั้งในด้านรูปแบบ เนื้อหา และข้อจำกัดที่กฎหมายบัญญัติไว้ หากตรวจสอบแล้วเห็นว่าฎีกาไม่มีการโต้แย้งเหตุผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อย่างชัดเจน หรือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจไม่รับวินิจฉัยได้ คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะแม้ศาลชั้นต้นจะรับฎีกาของจำเลยในประเด็นดังกล่าวไว้แล้ว แต่ศาลฎีกาเห็นว่าฎีกาไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบตามมาตรา 216 วรรคหนึ่ง จึงวินิจฉัยว่าการรับฎีกาของศาลชั้นต้นในประเด็นนั้นไม่ชอบ และไม่รับวินิจฉัยในที่สุด 4. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยให้เบากว่าที่ศาลล่างกำหนดได้ แม้จำเลยจะขอให้ลงโทษสถานเบา คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกำหนดโทษต้องอยู่ภายใต้กรอบที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด ไม่อาจใช้ดุลพินิจลดโทษเกินกว่าที่กฎหมายเปิดช่องให้กระทำได้ ในคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นความผิดที่กฎหมายกำหนดโทษไว้ในลักษณะที่ศาลต้องใช้โทษตามบทบัญญัติดังกล่าว และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นก็ได้ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จนถึงขอบเขตสูงสุดที่กฎหมายอนุญาตแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ส่วนศาลฎีกาเห็นว่าการลดโทษได้ดำเนินการครบถ้วนตามบทบัญญัติของกฎหมายแล้ว จึงไม่มีอำนาจกำหนดโทษให้ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือให้เบากว่าที่ศาลล่างวางไว้ หลักการนี้สะท้อนให้เห็นว่าศาลต้องใช้ดุลพินิจภายในขอบเขตของกฎหมายเท่านั้น และไม่อาจลดโทษเพราะเหตุอื่นนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติรองรับไว้ 5. คำถาม คดีนี้ให้หลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการยื่นฎีกาในคดีอาญาไว้อย่างไร คำตอบ หลักกฎหมายสำคัญที่ปรากฏจากคดีนี้ คือ ผู้ฎีกาจะต้องกำหนดประเด็นโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ชัดเจน พร้อมอธิบายว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานคลาดเคลื่อนในส่วนใด และเหตุใดจึงควรได้รับการแก้ไข มิใช่เพียงนำข้อเท็จจริงเดิมหรือคำเบิกความของพยานมากล่าวซ้ำแล้วขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยใหม่ เพราะการกระทำเช่นนั้นไม่ถือเป็นการแสดงเหตุแห่งฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง นอกจากนี้คดียังยืนยันว่า หากกฎหมายกำหนดข้อจำกัดในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจะไม่ก้าวล่วงข้อจำกัดดังกล่าว และหากศาลล่างได้กำหนดโทษตามกรอบที่กฎหมายบัญญัติพร้อมลดโทษให้จำเลยจนถึงระดับสูงสุดที่กฎหมายอนุญาตแล้ว ศาลฎีกาย่อมไม่อาจกำหนดโทษให้เบากว่านั้นได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการจัดทำฎีกาคดีอาญา โดยแสดงให้เห็นว่าการยื่นฎีกาจะต้องมีทั้งความชัดเจน ความเป็นเหตุเป็นผล และอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของกฎหมาย จึงจะทำให้ศาลฎีการับไว้พิจารณาและวินิจฉัยในเนื้อหาของคดีได้อย่างแท้จริง. บทสรุป คำพิพากษาศาลฎีกานี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การยื่นฎีกาในคดีอาญาจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ ทั้งในด้านรูปแบบและเนื้อหาของฎีกา ผู้ฎีกาต้องระบุประเด็นที่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ชัดแจ้ง พร้อมอธิบายว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยเหตุผลในส่วนใด การเพียงคัดลอกคำเบิกความของพยานหรือกล่าวอ้างข้อเท็จจริงเดิมเพื่อขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยใหม่ ย่อมไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายและไม่อาจทำให้ศาลฎีการับวินิจฉัยได้ นอกจากนี้ คดียังยืนยันหลักสำคัญว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งรับฎีกาไว้แล้ว ศาลฎีกายังคงมีอำนาจตรวจสอบได้ว่าฎีกานั้นเป็นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากเห็นว่าฎีกาไม่ชัดแจ้งหรือไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัยได้ ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งศาลฎีกาจะไม่ก้าวล่วงขอบเขตอำนาจดังกล่าว ในส่วนของการกำหนดโทษ คำพิพากษานี้ยืนยันว่าศาลต้องใช้บทลงโทษภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เมื่อกฎหมายกำหนดโทษไว้เพียงสถานเดียว และศาลได้ลดโทษให้จำเลยจากเหตุรับสารภาพจนถึงขอบเขตสูงสุดที่กฎหมายอนุญาตแล้ว ศาลฎีกาย่อมไม่มีอำนาจลดโทษให้ต่ำกว่านั้นได้อีก แม้จำเลยจะร้องขอให้ลงโทษสถานเบาก็ตาม สาระสำคัญของคดีนี้จึงมิได้อยู่เพียงผลของคำพิพากษา แต่ยังเป็นแนวทางสำคัญเกี่ยวกับการจัดทำฎีกาในคดีอาญา โดยชี้ให้เห็นว่าฎีกาที่จะได้รับการวินิจฉัยต้องมีการโต้แย้งเหตุผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อย่างชัดเจน มีประเด็นทางกฎหมายหรือข้อบกพร่องของการวินิจฉัยที่ตรวจสอบได้ และต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอย่างเคร่งครัด จึงจะสามารถเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1729/2569 ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยเขียนฎีกาด้วยตนเอง ขอให้ศาลฎีกา วินิจฉัยในข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายทั้งสามอีกครั้งหนึ่งว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ แต่ตามฎีกาจำเลยดังกล่าวกลับมิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือคลาดเคลื่อนต่อพยานหลักฐานในส่วนใด และเมื่อได้พิจารณา ในเนื้อหาตามฎีกาจำเลยแล้วก็ไม่พอแสดงให้เห็นได้บ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยคดีหรือข้อเท็จจริงผิดพลาดอย่างไร หากแต่มีลักษณะเป็นเพียงการคัดลอกคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสามมากล่าวซ้ำ ถือเป็นฎีกา ที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้มานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317 จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 279 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 10 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธ ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยขู่เข็ญด้วยประการใด ๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ และฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 รวม 3 กระทง จำคุกกระทงละตลอดชีวิต จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 4 ปี 12 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธ จำคุกกระทงละ 25 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 75 ปี แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจาร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละไม่เกินห้าปี ความผิดฐานนี้จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยกระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยเขียนฎีกาด้วยตนเองขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยในข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 และผู้เสียหายที่ 3 อีกครั้งหนึ่งว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ แต่ตามฎีกาจำเลยดังกล่าวกลับมิได้โต้แย้งว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้วินิจฉัยพยานหลักฐานไม่ชอบด้วยเหตุผลหรือคลาดเคลื่อนต่อพยานหลักฐานในส่วนใด และเมื่อได้พิจารณาในเนื้อหาตามฎีกาจำเลยแล้วก็ไม่พอแสดงให้เห็นได้บ้างว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 จะวินิจฉัยคดีหรือข้อเท็จจริงผิดพลาดอย่างไร หากแต่มีลักษณะเป็นเพียงการคัดลอกคำเบิกความพยานโจทก์ทั้งสามมากล่าวซ้ำ ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งและไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยข้อนี้มานั้น จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาในความผิดฐานดังกล่าว เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตามโดยใช้อาวุธ จำคุกกระทงละตลอดชีวิต เป็นการลงโทษตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งมีสถานเดียว และยังลดโทษให้อีกกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ซึ่งเป็นการลดโทษขั้นสูงสุดตามกฎหมายแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่อาจลงโทษจำเลยสถานเบากว่านี้ได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน.
|




.jpg)