ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้หรือไม่ หากยื่นเกินกำหนดเพราะทนายอ่านคำสั่งศาลผิดและอ้างเหตุสุดวิสัย ศาลจะรับฟังเพียงใดตามกฎหมายวิธีพิจารณา

การขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในคดีอาญา, เหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8, การขยายระยะเวลาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23, การนำมาตรา 23 มาใช้ในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15, ทนายอ่านคำสั่งศาลผิดถือเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่, ความบกพร่องของทนายกับสิทธิอุทธรณ์ของคู่ความ, การยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดเวลาที่ศาลอนุญาต, พฤติการณ์พิเศษในการขอขยายเวลา, หลักระมัดระวังตามสมควรของผู้ดำเนินคดี, ไม่อนุญาตขยายระยะเวลาครั้งที่สาม 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักการขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในคดีอาญา และขอบเขตของคำว่า เหตุสุดวิสัย ว่าจะต้องเป็นเหตุที่ผู้ขอไม่อาจป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้ แม้ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วเพียงใด คดีนี้มีประเด็นสำคัญว่า เมื่อทนายความของโจทก์ร่วมตรวจดูคำสั่งศาลผิด เข้าใจคลาดเคลื่อนว่าได้รับอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ทั้งที่ศาลอนุญาตเพียงถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 แล้วจึงมายื่นคำร้องขอขยายเวลาเป็นครั้งที่ 3 ภายหลังสิ้นกำหนด โดยอ้างว่าเข้าใจวันผิดและติดปฏิบัติงานในคดีอื่น จะถือเป็นเหตุสุดวิสัยได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสาระสำคัญของเหตุสุดวิสัยมิได้อยู่เพียงว่ามีอุปสรรคเกิดขึ้น แต่ต้องเป็นอุปสรรคที่มิได้เกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของผู้ขอเอง หากเกิดจากความไม่รอบคอบ การจัดการงานไม่เหมาะสม หรือการละเลยไม่ตรวจสอบคำสั่งศาล ย่อมไม่อาจยกขึ้นอ้างเป็นเหตุสุดวิสัยได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินกระบวนพิจารณา การนับระยะเวลา และมาตรฐานความระมัดระวังของทนายความและคู่ความในคดี

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

   คดีนี้สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มาตรา 288 และมาตรา 358 โดยกำหนดโทษจำคุก 18 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมจำนวน 303150 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ หลังมีคำพิพากษา โจทก์ร่วมมีความประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ จึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2567 ทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 โดยขอยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 อ้างเหตุว่ามีนัดสืบพยานจำนวนมากในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2567

ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น โดยเข้าใจว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ตามที่ขอไว้ แต่เมื่อปรากฏภายหลังว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตในคำร้องขอขยายระยะเวลาครั้งที่ 2 เพียงให้ยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 อุทธรณ์ที่ยื่นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 จึงพ้นกำหนดเวลา ทนายโจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 โดยขอยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ตามที่ขอไว้เดิม โดยอ้างว่าหลงผิดตรวจตัวเลขในคำสั่งศาลคลาดเคลื่อน และในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ต้องไปทำหน้าที่สืบพยานที่ศาลอื่น

ประเด็นข้อพิพาทที่ศาลฎีกาวินิจฉัย

   ประเด็นสำคัญของคดีมิใช่ความผิดของจำเลยในคดีอาญาเดิม หากแต่เป็นปัญหากระบวนพิจารณาว่า คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 ซึ่งยื่นภายหลังสิ้นกำหนดเวลาที่ศาลอนุญาตไว้แล้วนั้น จะรับฟังได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อผู้ร้องอ้างเหตุว่าเข้าใจวันสิ้นกำหนดผิดจากการตรวจคำสั่งศาล และติดภารกิจว่าความในคดีอื่น ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า เหตุดังกล่าวเป็นเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หรือไม่

ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ 3 ชั้นพร้อมกัน คือ หนึ่ง การขอขยายระยะเวลาภายหลังสิ้นกำหนดต้องเข้าเงื่อนไขยกเว้นเท่านั้น สอง เหตุสุดวิสัยต้องเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร และสาม หากเหตุที่อ้างเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของผู้ร้องเองหรือทนายความของผู้ร้อง ย่อมไม่อาจยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นเหตุสุดวิสัยได้

คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา

   ศาลชั้นต้นเห็นว่า กรณีของโจทก์ร่วมไม่เป็นเหตุสุดวิสัย จึงยกคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 ศาลมองว่าการยื่นคำร้องภายหลังสิ้นกำหนดเวลาที่ได้รับอนุญาตแล้ว ต้องมีเหตุยกเว้นอย่างแท้จริง มิใช่เป็นเพียงความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือความไม่พร้อมในการจัดการงานของทนายความ

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กลับเห็นต่าง โดยพิพากษากลับเป็นว่าอนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 ได้ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ตามขอ แสดงว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังเหตุที่โจทก์ร่วมยกขึ้นอ้างว่าเป็นอุปสรรคเพียงพอที่จะผ่อนคลายข้อเคร่งครัดเรื่องกำหนดเวลา

ศาลฎีกากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยวินิจฉัยว่า การผิดพลาดจากการอ่านคำสั่งศาลไม่รอบคอบ การรับงานจำนวนมากจนไม่มีเวลาตรวจสอบคำสั่งศาล การไม่มอบหมายให้บุคคลอื่นไปตรวจสอบคำสั่ง และการไปว่าความในคดีอื่นโดยไม่มายื่นอุทธรณ์เองหรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นยื่นแทน ล้วนเป็นความบกพร่องในการทำหน้าที่ของทนายโจทก์ร่วมเองทั้งสิ้น จึงไม่เป็นเหตุสุดวิสัย ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลใช้

   หลักกฎหมายสำคัญที่สุดในคดีนี้อยู่ที่ ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และนิยามเหตุสุดวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 8 โดยมาตรา 23 วางหลักว่า ระยะเวลาที่กฎหมายหรือศาลกำหนดเพื่อให้คู่ความดำเนินกระบวนพิจารณาใด หากจะขอขยายเวลา ต้องยื่นก่อนสิ้นกำหนด และต้องมีพฤติการณ์พิเศษ แต่หากเลยกำหนดแล้ว จะขยายได้เฉพาะกรณีเหตุสุดวิสัยเท่านั้น ส่วนมาตรา 15 แห่ง ป.วิ.อ. เป็นบทเชื่อมให้สามารถนำหลักในวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้แก่คดีอาญาได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับวิธีพิจารณาความอาญา

คำว่าเหตุสุดวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 8 มิได้หมายถึงเฉพาะภัยธรรมชาติหรือเหตุอันเกิดจากภายนอกเท่านั้น แต่รวมถึงเหตุใด ๆ ที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้บุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้นจะใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว จุดที่ศาลฎีกาเน้นอย่างมากในคดีนี้คือ การพิจารณาว่าเหตุนั้นเกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของผู้ร้องเองหรือไม่ หากเป็นผลจากการจัดการงานที่ไม่ดี การละเลยหน้าที่ หรือการไม่ตรวจสอบข้อมูลที่ตนควรตรวจสอบ ย่อมไม่เข้าหลักเหตุสุดวิสัย

กล่าวอีกนัยหนึ่ง เหตุสุดวิสัยในทางกระบวนพิจารณาเป็นข้อยกเว้นที่ใช้ตีความอย่างเคร่งครัด เพราะเกี่ยวกับความแน่นอนของกำหนดเวลา หากเปิดช่องกว้างเกินไป ระยะเวลาตามกฎหมายจะหมดความศักดิ์สิทธิ์ กระทบต่อความเป็นระเบียบและความแน่นอนของกระบวนพิจารณาในภาพรวม

เจตนารมณ์ของมาตราที่เกี่ยวข้อง

   ป.พ.พ. มาตรา 8 มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดมาตรฐานกลางของคำว่าเหตุสุดวิสัยในระบบกฎหมายไทย โดยให้ศาลใช้เกณฑ์ภาวะวิสัยและความระมัดระวังตามสมควรเป็นตัววัด มิใช่อาศัยเพียงความรู้สึกหรือความยากลำบากส่วนตัวของผู้กล่าวอ้าง เจตนารมณ์ของมาตรานี้จึงมุ่งคัดแยกเหตุที่ผู้ประสบเหตุไม่อาจควบคุมได้จริง ออกจากเหตุที่เกิดจากความสะเพร่าหรือความบกพร่องของตน

ป.วิ.พ. มาตรา 23 มีเจตนารมณ์เพื่อรักษาวินัยของการดำเนินคดีและความแน่นอนของกำหนดเวลาในกระบวนพิจารณา โดยยอมให้มีการผ่อนคลายได้ในกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษก่อนสิ้นกำหนด หรือมีเหตุสุดวิสัยหลังสิ้นกำหนดเท่านั้น การวางหลักเช่นนี้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองทั้งประสิทธิภาพของศาลและความเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย มิให้ฝ่ายหนึ่งใช้การขอขยายเวลาบ่อยครั้งเป็นเครื่องมือยืดคดีโดยไม่มีเหตุสมควร

ป.วิ.อ. มาตรา 15 มีเจตนารมณ์เชิงระบบ คือเปิดให้คดีอาญาสามารถอาศัยหลักในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้ในประเด็นที่กฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ทำให้กระบวนพิจารณามีความครบถ้วนและสอดคล้องกัน ในคดีนี้จึงนำหลักเรื่องขยายระยะเวลาและเหตุสุดวิสัยของวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในคดีอาญาได้

วิเคราะห์เชิงลึกว่าทำไมศาลฎีกาจึงไม่รับฟังว่าเป็นเหตุสุดวิสัย

   ศาลฎีกาแยกวิเคราะห์เหตุที่โจทก์ร่วมอ้างออกเป็นหลายชั้น และทุกชั้นล้วนสะท้อนความบกพร่องของทนายความ มิใช่เหตุอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประการแรก การอ่านคำสั่งศาลผิด เป็นการผิดพลาดในการตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวกับสิทธิอุทธรณ์โดยตรง ซึ่งเป็นหน้าที่พื้นฐานของทนายความ ประการที่สอง การรับงานมากจนไม่มีเวลาตรวจสอบคำสั่งศาล เป็นปัญหาการบริหารงาน ไม่ใช่เหตุภายนอกที่ไม่อาจป้องกันได้ ประการที่สาม การไม่มอบหมายให้ผู้อื่นไปตรวจสอบคำสั่งหรือดำเนินการแทน ทั้งที่สามารถจัดการได้ เป็นการละเลยต่อทางเลือกที่สมควรทำ ประการที่สี่ การไปว่าความในคดีอื่นในวันที่ใกล้ครบกำหนด โดยไม่มายื่นอุทธรณ์เองหรือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นยื่นแทน แสดงถึงการไม่จัดลำดับความสำคัญของงานที่มีกำหนดเวลาตายตัว

ศาลฎีกาจึงถือว่าทั้งหมดนี้เป็นเหตุที่เกิดจากการจัดการและการตัดสินใจของทนายโจทก์ร่วมเอง มิใช่อุปสรรคที่แม้ใช้ความระมัดระวังแล้วก็ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้ การจะอ้างเหตุสุดวิสัยได้ ต้องเป็นเหตุที่แม้บุคคลในฐานะและภาวะเช่นเดียวกันจะดำเนินการอย่างรอบคอบที่สุดแล้ว ก็ยังไม่อาจป้องกันได้ เช่น เหตุฉุกเฉินแท้จริง เหตุขัดข้องร้ายแรงที่อยู่นอกอำนาจควบคุม หรือเหตุที่ทำให้ไม่อาจยื่นคำร้องหรือดำเนินกระบวนพิจารณาได้จริงโดยปราศจากความผิดของผู้ร้อง

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องและหลักทั่วไปจากแนววินิจฉัย

   แม้ในคดีนี้ข้อความที่ส่งมาไม่ได้ระบุเลขคำพิพากษาอื่นโดยตรง แต่แนวที่ศาลฎีกาวางไว้สอดคล้องกับหลักทั่วไปในคดีวิธีพิจารณาว่า เรื่องกำหนดเวลาเป็นเรื่องสำคัญและต้องเคร่งครัด การผ่อนคลายให้เฉพาะกรณีที่แสดงได้ชัดว่ามีเหตุสุดวิสัยจริง และผู้กล่าวอ้างมิได้มีส่วนก่อให้เกิดเหตุหรือปล่อยปละละเลยจนเกิดผลนั้น หลักนี้พบได้ทั่วไปในคดีที่มีข้อพิพาทเรื่องอุทธรณ์หรือฎีกาพ้นกำหนดเวลา การส่งคำคู่ความล่าช้า หรือการดำเนินกระบวนพิจารณาหลังครบกำหนด

แนวคำพิพากษาโดยทั่วไปมักถือว่า ความผิดพลาดทางธุรการของสำนักงานทนาย ความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องวันครบกำหนด การจัดระบบเอกสารไม่ดี การติดภารกิจว่าความในคดีอื่น หรือการมิได้ตรวจสอบคำสั่งศาลอย่างใกล้ชิด เป็นเรื่องที่อยู่ในขอบเขตควบคุมของผู้ประกอบวิชาชีพและไม่อาจยกขึ้นอ้างเป็นเหตุสุดวิสัยได้ เว้นแต่จะมีสถานการณ์พิเศษจริงที่พิสูจน์ได้ว่าพ้นวิสัยของผู้เกี่ยวข้องทุกประการ

ผลกระทบของคำพิพากษานี้ต่อการปฏิบัติงานของทนายความและคู่ความ

   คำพิพากษานี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อวิชาชีพทนายความและการบริหารคดี เพราะตอกย้ำว่าหน้าที่ตรวจสอบกำหนดเวลา คำสั่งศาล และการวางแผนยื่นคำคู่ความเป็นภาระรับผิดชอบโดยตรงของผู้ดำเนินคดี หากผิดพลาดเพราะความไม่รอบคอบ ย่อมกระทบต่อสิทธิของลูกความอย่างร้ายแรง และศาลจะไม่ผ่อนปรนเพียงเพราะมีภาระงานมากหรือเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

สำหรับคู่ความ คำพิพากษานี้ชี้ให้เห็นว่าการพึ่งพาทนายความมิได้ทำให้พ้นจากผลของการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดพลาดเสมอไป เพราะเมื่อความบกพร่องของทนายเป็นเหตุให้พ้นกำหนดเวลา สิทธิอุทธรณ์หรือสิทธิในกระบวนพิจารณาอาจสูญเสียไปได้จริง จึงควรมีการติดตามความคืบหน้าของคดี ตรวจสอบวันครบกำหนด และประสานงานกับทนายอย่างใกล้ชิด

ข้อสรุปทางกฎหมายของคดี

   แก่นของคดีนี้คือ การตีความคำว่าเหตุสุดวิสัยในบริบทของการขอขยายระยะเวลาภายหลังสิ้นกำหนด โดยศาลฎีกาวางหลักเคร่งครัดว่า แม้เหตุสุดวิสัยไม่จำกัดเฉพาะภัยธรรมชาติหรือเหตุจากภายนอก แต่จะต้องเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้จริง และต้องไม่เกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของผู้กล่าวอ้างเอง เมื่อเหตุที่อ้างเกิดจากการอ่านคำสั่งศาลผิด การบริหารงานไม่เหมาะสม การไม่ตรวจสอบคำสั่ง หรือการไม่จัดให้มีผู้ยื่นคำอุทธรณ์ภายในกำหนด จึงไม่เข้าหลักเหตุสุดวิสัย การขอขยายระยะเวลาครั้งที่ 3 หลังสิ้นกำหนดย่อมไม่อาจอนุญาตได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   มีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 โดยเห็นว่าเหตุที่อ้างว่าอ่านคำสั่งศาลคลาดเคลื่อนและติดปฏิบัติหน้าที่ในคดีอื่น ไม่เป็นเหตุสุดวิสัยตามกฎหมาย จึงยกคำร้อง

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษากลับ อนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 ได้ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ตามที่ขอไว้เดิม ส่งผลให้อุทธรณ์ที่ยื่นเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 อยู่ในกำหนดเวลาตามที่ศาลอุทธรณ์เห็นสมควรผ่อนผัน

3. ศาลฎีกา

   พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยว่า การอ่านคำสั่งศาลผิด การรับงานมาก การไม่ตรวจสอบคำสั่งศาล และการไม่มอบหมายให้ผู้อื่นยื่นอุทธรณ์แทน ล้วนเป็นความบกพร่องของทนายโจทก์ร่วมเอง ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 และ ป.พ.พ. มาตรา 8

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หลักเรื่องเหตุสุดวิสัยมิใช่ข้อยกเว้นที่คู่ความจะหยิบยกขึ้นอ้างได้โดยง่าย หากแต่เป็นข้อยกเว้นที่ต้องพิสูจน์อย่างเคร่งครัดว่ามีอุปสรรคซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจควบคุม และแม้ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วก็ยังไม่อาจป้องกันได้ ข้อบกพร่องในการจัดการคดี การละเลยตรวจสอบคำสั่งศาล การคำนวณวันผิด หรือการรับภาระงานเกินกำลัง ล้วนเป็นความเสี่ยงทางวิชาชีพที่ผู้ดำเนินคดีต้องรับผิดชอบเอง มิอาจผลักภาระดังกล่าวไปให้หลักเหตุสุดวิสัยช่วยเยียวยาได้

ในเชิงนิติวิธี คำพิพากษานี้ย้ำว่า กำหนดระยะเวลาในกระบวนพิจารณามีสถานะเป็นกลไกคุ้มครองความแน่นอนของกระบวนการยุติธรรม การตีความบทกฎหมายที่เปิดทางให้ขยายเวลาได้จึงต้องเคร่งครัดและจำกัดเฉพาะกรณีจำเป็นจริง มิฉะนั้นจะกระทบต่อหลักความแน่นอน ความเสมอภาคของคู่ความ และประสิทธิภาพของกระบวนพิจารณาโดยรวม ดังนั้น ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายต้องถือกำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญเชิงโครงสร้างของคดี มิใช่เพียงรายละเอียดทางธุรการ

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายหลังสิ้นกำหนดเวลา จะได้รับอนุญาตได้หรือไม่ เมื่อเหตุที่อ้างเป็นเพียงความผิดพลาดของทนายความในการตรวจดูคำสั่งศาลและการจัดการงานในสำนักงาน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เหตุสุดวิสัยตามกฎหมายจะต้องเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว และที่สำคัญต้องไม่เกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของผู้ขอเอง

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

   เป็นบทกฎหมายหลักเกี่ยวกับการขอขยายระยะเวลาในการดำเนินกระบวนพิจารณา โดยวางหลักว่าหากพ้นกำหนดแล้วจะขยายได้เฉพาะกรณีเหตุสุดวิสัยเท่านั้น

2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8

   เป็นบทนิยามคำว่าเหตุสุดวิสัย ซึ่งศาลนำมาใช้อธิบายมาตรฐานการพิจารณาว่า เหตุที่อ้างนั้นต้องเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ใช้ความระมัดระวังตามสมควร

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. เหตุสุดวิสัย

   เป็นหัวใจของคดีนี้โดยตรง ศาลย้ำว่าการจะอ้างเหตุสุดวิสัยได้ ต้องเป็นเหตุที่พ้นวิสัยควบคุมและไม่เกิดจากความบกพร่องของผู้กล่าวอ้างเอง ความสะเพร่า อ่านคำสั่งผิด หรือจัดการงานไม่ดี ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย

2. ความบกพร่องของทนายความ

   ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า ความผิดพลาดของทนายในการตรวจคำสั่งศาล การรับงานมากเกินไป และการไม่จัดให้มีผู้ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนด เป็นความบกพร่องในการทำหน้าที่ จึงไม่อาจใช้เป็นเหตุขยายเวลาภายหลังสิ้นกำหนดได้

คำถามที่พบบ่อย FAQ

1. คำถาม การอ่านคำสั่งศาลผิดจนยื่นอุทธรณ์เกินกำหนด ถือเป็นเหตุสุดวิสัยได้หรือไม่

   คำตอบ

   โดยหลักแล้ว การอ่านคำสั่งศาลผิดหรือเข้าใจวันสิ้นกำหนดคลาดเคลื่อน เพราะตรวจสอบเอกสารไม่รอบคอบ ไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัยตามกฎหมาย เหตุสุดวิสัยจะต้องเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ผู้เกี่ยวข้องจะใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว แต่หากสาเหตุเกิดจากความสะเพร่า ความไม่ละเอียดรอบคอบ หรือการละเลยหน้าที่ตรวจสอบเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับสิทธิอุทธรณ์ ย่อมเป็นความบกพร่องของผู้ดำเนินคดีเอง ซึ่งไม่อาจยกขึ้นอ้างเพื่อขอขยายระยะเวลาภายหลังสิ้นกำหนดได้ หลักนี้สำคัญอย่างยิ่งในคดีวิธีพิจารณา เพราะกำหนดระยะเวลาเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายวางไว้เพื่อรักษาความแน่นอนของกระบวนพิจารณาและความเป็นธรรมต่อคู่ความทุกฝ่าย หากศาลยอมรับความผิดพลาดเชิงวิชาชีพหรือความไม่รอบคอบทั่วไปว่าเป็นเหตุสุดวิสัย ก็ย่อมทำให้ข้อกำหนดเรื่องระยะเวลาขาดความศักดิ์สิทธิ์และเปิดช่องให้เกิดการยืดคดีโดยไม่จำเป็น คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า เมื่อความผิดพลาดเกิดจากการอ่านคำสั่งศาลผิดเอง แม้จะอ้างว่าเข้าใจโดยสุจริตก็ไม่เพียงพอที่จะถือเป็นเหตุสุดวิสัยได้

2. คำถาม ทนายความรับงานจำนวนมากจนไม่มีเวลาตรวจสอบคำสั่งศาล จะใช้เป็นเหตุขอขยายเวลาได้หรือไม่

   คำตอบ

   การที่ทนายความรับงานไว้มากจนไม่มีเวลาตรวจสอบคำสั่งศาลหรือดำเนินการยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา ไม่ใช่เหตุสุดวิสัยตามกฎหมาย เพราะเป็นเรื่องการบริหารจัดการภาระงานของผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งอยู่ในขอบเขตที่สามารถคาดหมายและควบคุมได้ ผู้รับดำเนินคดีมีหน้าที่จัดระบบงาน ตรวจวันนัด วันครบกำหนด และคำสั่งศาลให้ถูกต้อง รวมทั้งต้องวางแผนสำรองหากมีภารกิจซ้ำซ้อน การอ้างว่าติดว่าความหลายคดีหรืองานล้นมือ จึงเป็นเพียงข้อเท็จจริงที่สะท้อนความไม่พร้อมในการจัดการสำนักงานหรือการจัดลำดับความสำคัญของงาน มิใช่อุปสรรคที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ร้องโดยแท้ เมื่อกฎหมายอนุญาตให้ขยายเวลาหลังสิ้นกำหนดได้เฉพาะกรณีเหตุสุดวิสัย ศาลย่อมต้องตรวจสอบอย่างเคร่งครัดว่า เหตุที่อ้างนั้นเป็นสิ่งที่แม้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้วก็ยังหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือไม่ หากเป็นเรื่องที่ผู้ร้องสามารถป้องกันได้ด้วยการบริหารจัดการงาน การมอบหมายงาน หรือการเตรียมบุคคลอื่นให้ดำเนินการแทน ย่อมไม่เข้าเกณฑ์เหตุสุดวิสัย

3. คำถาม เหตุสุดวิสัยจำเป็นต้องเป็นภัยธรรมชาติหรือเหตุภายนอกอย่างร้ายแรงเท่านั้นหรือไม่

   คำตอบ

   ไม่จำเป็น เหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 ไม่ได้จำกัดเฉพาะภัยธรรมชาติ อุบัติเหตุรุนแรง หรือเหตุการณ์จากภายนอกเท่านั้น แต่หมายถึงเหตุใด ๆ ที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้บุคคลผู้ต้องประสบเหตุจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรแล้วก็ตาม ดังนั้นในทางทฤษฎี เหตุสุดวิสัยอาจเกิดได้จากหลายรูปแบบ ทั้งทางกายภาพ ทางเทคนิค หรือทางสถานการณ์ แต่ข้อสำคัญที่สุดอยู่ที่การพิสูจน์ว่า เหตุนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงและมิได้เกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของผู้กล่าวอ้างเอง คดีนี้ศาลฎีกาได้เน้นประเด็นนี้อย่างชัดเจน กล่าวคือ แม้เหตุสุดวิสัยจะไม่จำเป็นต้องเป็นภัยธรรมชาติ แต่หากต้นเหตุแห่งความล่าช้าเกิดจากความไม่รอบคอบในการตรวจคำสั่งศาล การไม่จัดให้มีคนยื่นคำอุทธรณ์แทน หรือการรับภาระงานมากเกินไป ย่อมไม่ใช่เหตุสุดวิสัยอยู่ดี เพราะยังเป็นเหตุที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถป้องกันหรือจัดการได้ด้วยความระมัดระวังตามมาตรฐานวิชาชีพ

4. คำถาม หากทนายติดว่าความในคดีอื่นจนมาศาลไม่ทัน จะถือเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่

   คำตอบ

   โดยหลักแล้ว การที่ทนายความต้องไปปฏิบัติงานหรือว่าความในคดีอื่น ไม่ถือเป็นเหตุสุดวิสัย หากยังมีทางเลือกอื่นที่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามกำหนดเวลาได้ เช่น มอบอำนาจให้ทนายร่วม บุคคลอื่น หรือแม้แต่ตัวความดำเนินการยื่นคำคู่ความแทนภายในกำหนดเวลา ศาลฎีกามองว่าการไปทำงานคดีอื่นเป็นเรื่องปกติในวิชาชีพทนาย มิใช่เหตุผิดปกติที่ไม่อาจคาดหมายได้ หากทนายทราบวันครบกำหนดล่วงหน้าแต่ไม่เตรียมการรองรับ ก็เป็นความบกพร่องของผู้ดำเนินคดีเอง การอ้างภารกิจในคดีอื่นจึงไม่ทำให้พ้นจากหน้าที่ที่จะต้องรักษาสิทธิของลูกความในคดีนี้ หลักนี้สะท้อนว่า ในทางกระบวนพิจารณา ศาลให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบเชิงระบบของผู้ดำเนินคดีอย่างมาก ผู้ร้องต้องแสดงให้เห็นว่าไม่มีทางเลือกใดเหลืออยู่จริง ไม่ใช่เพียงแค่ว่าตนติดภารกิจหรือไม่สะดวกจะมาดำเนินการด้วยตนเอง หากยังมีช่องทางให้ยื่นภายในเวลาได้ แต่ผู้ร้องหรือทนายไม่ดำเนินการ ช่องว่างดังกล่าวย่อมเป็นความบกพร่อง ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย

5. คำถาม การขอขยายระยะเวลาหลังสิ้นกำหนดเวลาที่ศาลอนุญาตไปแล้ว ทำได้ในกรณีใด

   คำตอบ

   การขอขยายระยะเวลาหลังสิ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายหรือศาลกำหนดไว้แล้ว เป็นกรณีพิเศษที่กฎหมายยอมรับอย่างจำกัดมาก โดยหลักตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ผู้ขอต้องแสดงให้ได้ว่ามีเหตุสุดวิสัยจริง มิใช่เพียงพฤติการณ์พิเศษทั่วไป เพราะหากเป็นพฤติการณ์พิเศษแต่ยังอยู่ก่อนวันครบกำหนด ผู้ร้องต้องยื่นคำขอเสียก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เมื่อเลยกำหนดแล้ว ระดับของเหตุที่กฎหมายยอมรับจะเข้มงวดขึ้นทันที กล่าวคือ ต้องเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้จะใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว และต้องไม่เกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของผู้ขอเอง ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้ร้องอย่างเต็มที่ หากพิสูจน์ไม่ได้ ศาลย่อมไม่อนุญาตให้ขยายเวลา คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าการเข้าใจวันผิดจากการอ่านคำสั่งคลาดเคลื่อน และการติดภารกิจว่าความในคดีอื่น ไม่เพียงพอที่จะยกระดับเป็นเหตุสุดวิสัยได้ จึงไม่อาจขอขยายเวลาภายหลังสิ้นกำหนดให้มีผลย้อนหลังได้

6. คำถาม ทำไมศาลจึงถือว่าความบกพร่องของทนายผูกพันตัวความด้วย

   คำตอบ

   ในกระบวนพิจารณา ทนายความเป็นผู้รับมอบอำนาจหรือผู้แทนในการดำเนินคดีแทนคู่ความ การกระทำหรือการละเลยของทนายในขอบเขตหน้าที่ จึงมีผลกระทบต่อสิทธิของตัวความโดยตรง หลักนี้ตั้งอยู่บนเหตุผลว่า หากศาลไม่ถือให้การดำเนินคดีของทนายผูกพันตัวความ ระบบวิธีพิจารณาจะขาดความแน่นอนและเปิดโอกาสให้คู่ความอ้างความผิดพลาดของผู้แทนเพื่อหลีกเลี่ยงผลทางกระบวนพิจารณาได้ไม่รู้จบ อย่างไรก็ดี มิได้หมายความว่าตัวความไม่มีสิทธิได้รับความคุ้มครองเลย หากความบกพร่องนั้นถึงขั้นเป็นเหตุสุดวิสัยจริงและพิสูจน์ได้ว่าตัวความหรือทนายไม่อาจป้องกันได้ ศาลย่อมพิจารณาตามข้อเท็จจริง แต่ในคดีนี้ ศาลเห็นว่าความผิดพลาดทั้งหมดอยู่ในวิสัยที่ทนายสามารถป้องกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านคำสั่งศาล การตรวจสอบวันครบกำหนด การจัดคนไปยื่นคำอุทธรณ์ หรือการบริหารภาระงาน ดังนั้นจึงถือว่าเป็นความบกพร่องของฝ่ายโจทก์ร่วมเอง ผลทางกระบวนพิจารณาจึงต้องตกแก่ฝ่ายนั้น

7. คำถาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 มีบทบาทอย่างไรในคดีนี้

   คำตอบ

   ป.วิ.อ. มาตรา 15 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่เปิดทางให้นำหลักในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในคดีอาญาได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในคดีนี้ ประเด็นเรื่องการขอขยายระยะเวลาและเงื่อนไขของเหตุสุดวิสัยมิได้มีบทบัญญัติในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่วางรายละเอียดไว้ครบถ้วนเช่นเดียวกับวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลจึงนำ ป.วิ.พ. มาตรา 23 มาใช้ผ่านบทเชื่อมของ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เพื่อวินิจฉัยว่าคำร้องขอขยายระยะเวลาครั้งที่ 3 ของโจทก์ร่วมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ นี่สะท้อนให้เห็นบทบาทของมาตรา 15 ในฐานะเครื่องมือเชื่อมระบบวิธีพิจารณาทั้งสองแขนงเข้าด้วยกัน ทำให้ศาลสามารถอาศัยหลักทั่วไปเรื่องกำหนดเวลาและเหตุสุดวิสัยจากคดีแพ่งมาปรับใช้กับคดีอาญาได้อย่างมีเหตุผลและเป็นระบบ จึงเป็นมาตราที่มีน้ำหนักทางเทคนิควิธีพิจารณาสูงมาก

8. คำถาม คดีนี้ให้นัยสำคัญอะไรแก่ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายและผู้มีคดีความ

   คำตอบ

   นัยสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตอกย้ำว่า เรื่องกำหนดระยะเวลาไม่ใช่เรื่องปลีกย่อยทางธุรการ แต่เป็นหัวใจของสิทธิในกระบวนพิจารณา ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายต้องมีระบบติดตามกำหนดเวลา ตรวจสอบคำสั่งศาล และจัดการแทนลูกความอย่างรอบคอบ เพราะความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจทำให้สิทธิอุทธรณ์หรือสิทธิทางกระบวนพิจารณาสำคัญสูญสิ้นได้โดยถาวร ขณะเดียวกันตัวความเองก็ควรติดตามความคืบหน้าของคดี ไม่ปล่อยให้ทุกอย่างอยู่ในความรับรู้ของทนายฝ่ายเดียว คดีนี้ยังสอนอีกว่า ศาลจะไม่ใช้หลักเมตตาหรือความสงสารแทนหลักกฎหมาย หากเหตุที่อ้างยังอยู่ในขอบเขตที่ผู้ร้องสามารถป้องกันได้ ศาลย่อมวินิจฉัยตามหลักเคร่งครัดของบทบัญญัติ เพื่อรักษาความแน่นอน ความเสมอภาค และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในคดีที่มีการขอขยายเวลาเกินกว่าหนึ่งครั้ง ศาลยิ่งต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่ามีเหตุสมควรแท้จริงเพียงใด

อธิบายหลักกฎหมายแยกตามมาตรา

ข้อ 1 ป.พ.พ. มาตรา 8

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 เป็นบทนิยามคำว่า เหตุสุดวิสัย ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกฎหมายทั้งระบบ เพราะมิได้ใช้เฉพาะคดีแพ่ง แต่ศาลยังนำไปใช้อธิบายความหมายของเหตุสุดวิสัยในกฎหมายสาขาอื่นได้ด้วยเมื่อมีความจำเป็น มาตรานี้บัญญัติว่า เหตุสุดวิสัยหมายถึงเหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น หลักสำคัญของมาตรานี้จึงมีอยู่ 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก ต้องมีเหตุเกิดขึ้นจริงหรือใกล้จะเกิดขึ้นจริง ประการที่สอง เหตุนั้นต้องเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ และประการที่สาม ผู้ประสบเหตุต้องได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว เกณฑ์การพิจารณาจึงมิใช่ความรู้สึกส่วนตัวของผู้กล่าวอ้าง แต่เป็นมาตรฐานเชิงภาวะวิสัยว่าบุคคลในฐานะและภาวะเช่นเดียวกัน หากใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว จะยังสามารถป้องกันเหตุนั้นได้หรือไม่ หากป้องกันได้แต่ไม่ทำ ย่อมไม่เป็นเหตุสุดวิสัย คดีนี้ศาลฎีกานำมาตรา 8 มาใช้อธิบายว่า แม้เหตุสุดวิสัยไม่จำเป็นต้องเป็นภัยธรรมชาติ แต่ต้องไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของผู้กล่าวอ้างเอง ดังนั้นการอ่านคำสั่งศาลผิด การไม่ตรวจสอบวันครบกำหนด หรือการบริหารงานไม่เหมาะสม จึงไม่อยู่ในความหมายของเหตุสุดวิสัย เพราะยังอยู่ในวิสัยที่ป้องกันได้หากใช้ความระมัดระวังตามสมควร มาตรา 8 จึงเป็นหลักคัดแยกอย่างชัดเจนระหว่างเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงกับเหตุที่เกิดจากความสะเพร่าหรือการละเลยของบุคคล

ข้อ 2 ป.วิ.พ. มาตรา 23

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการขยายระยะเวลาที่กฎหมายหรือศาลกำหนดเพื่อให้คู่ความดำเนินกระบวนพิจารณา โดยวางหลักสำคัญว่า หากประสงค์จะขอขยายเวลา ต้องดำเนินการก่อนสิ้นระยะเวลานั้น และต้องมีพฤติการณ์พิเศษเป็นเหตุสมควร แต่หากเลยกำหนดเวลาไปแล้ว การจะขอให้ศาลอนุญาตย้อนหลังได้ ต้องเป็นกรณีเหตุสุดวิสัยเท่านั้น จุดเด่นของมาตรานี้คือการแบ่งระดับเหตุที่ใช้ขยายเวลาออกเป็นสองชั้นอย่างชัดเจน ชั้นแรกคือก่อนครบกำหนด ใช้เพียงพฤติการณ์พิเศษก็อาจเพียงพอ ชั้นที่สองคือหลังครบกำหนด ต้องถึงระดับเหตุสุดวิสัยเท่านั้น กฎหมายวางหลักเช่นนี้เพื่อรักษาความแน่นอนของกำหนดเวลาในกระบวนพิจารณา มิให้คู่ความยืดเยื้อคดีโดยง่าย และเพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมต่อคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งด้วย ในการตีความมาตรา 23 ศาลมักเคร่งครัดอย่างยิ่ง เพราะกำหนดเวลาถือเป็นกลไกสำคัญของกระบวนพิจารณา หากศาลผ่อนคลายโดยไม่มีเหตุหนักแน่น จะทำให้ระบบเสียระเบียบและเปิดช่องให้เกิดการอ้างเหตุล่าช้าโดยไม่จำเป็น คดีนี้ศาลฎีกานำมาตรา 23 มาวินิจฉัยว่า คำร้องขอขยายระยะเวลาครั้งที่ 3 ของโจทก์ร่วมซึ่งยื่นหลังวันที่ศาลอนุญาตไว้แล้ว จะอนุญาตได้ก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยจริง แต่เมื่อข้อเท็จจริงชี้ว่าความล่าช้าเกิดจากความไม่รอบคอบของทนายในการอ่านคำสั่งศาล การรับงานมากเกินไป และการไม่จัดให้มีผู้ยื่นอุทธรณ์แทน จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 23

ข้อ 3 ป.วิ.อ. มาตรา 15

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 มีลักษณะเป็นบทเชื่อมระบบกฎหมาย โดยเปิดทางให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในคดีอาญาได้เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หลักการของมาตรานี้มีความสำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติรายละเอียดทุกเรื่องไว้ครบถ้วนเหมือนวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อเกิดประเด็นทางกระบวนพิจารณาที่คดีอาญาไม่มีบทเฉพาะรองรับ ศาลจึงอาศัยมาตรา 15 เพื่อนำหลักในวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้เสริมอย่างเหมาะสม คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจน เนื่องจากข้อพิพาทอยู่ที่การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ภายหลังสิ้นกำหนด ซึ่งวิธีพิจารณาความแพ่งมีหลักในมาตรา 23 รองรับไว้อย่างเป็นระบบ ศาลจึงนำมาตรา 23 มาใช้ผ่าน ป.วิ.อ. มาตรา 15 แล้วพิจารณาประกอบกับนิยามเหตุสุดวิสัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 8 ผลคือศาลสามารถใช้มาตรฐานเดียวกันในเรื่องกำหนดเวลาและเหตุสุดวิสัยกับคดีอาญาได้อย่างมีเหตุผล มาตรา 15 จึงมีบทบาทสำคัญเชิงโครงสร้าง คือทำให้การตีความและอุดช่องว่างทางวิธีพิจารณาเป็นไปโดยสอดคล้องกัน ไม่ปล่อยให้เกิดความคลุมเครือในประเด็นที่กฎหมายอาญาไม่ได้บัญญัติไว้โดยละเอียด และช่วยให้ศาลสามารถรักษาความสมดุลระหว่างความเป็นธรรมแก่คู่ความกับความเป็นระเบียบของกระบวนพิจารณาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3400/2568 

การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาทั้งปวงไม่ว่าที่กฎหมายหรือศาลเป็นผู้กำหนดก็ดี เพื่อให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ก่อนสิ้นระยะเวลานั้น ให้พึงทำได้เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย แม้เหตุสุดวิสัยไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุอันเกิดจากภัยธรรมชาติ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 8 ที่บัญญัติว่า "คำว่า "เหตุสุดวิสัย" หมายความว่าเหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น" แต่ข้อสำคัญที่จะต้องพิจารณาการเป็นเหตุสุดวิสัยหรือไม่นั้น จะต้องไม่เป็นความผิดหรือความบกพร่องของผู้ขอหรือผู้กล่าวอ้าง การผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รอบคอบของทนายโจทก์ร่วมในการตรวจดูวันที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก็ดี รวมทั้งการรับงานไว้มากจนไม่มีเวลามาตรวจสอบคำสั่งศาลในเรื่องที่ตนเองยื่นคำร้องไว้ก็ดี การไม่ได้มอบหมายให้บุคคลอื่นมาตรวจสอบคำสั่งอนุญาตของศาลชั้นต้นว่าอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันใดก็ดี ทั้งการไปปฏิบัติงานหรือว่าความในคดีอื่นของทนายโจทก์ร่วมโดยไม่มายื่นอุทธรณ์หรือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นหรือตัวความมายื่นแทนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็ดี ล้วนเป็นความบกพร่องในการทำหน้าที่ของทนายโจทก์ร่วมเองทั้งสิ้น ถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

ฎีกาย่อ

คดีนี้เริ่มจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 288 และ 358 ลงโทษจำคุก 18 ปี แต่จำเลยรับสารภาพจึงลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 ปี และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 303,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี โจทก์ร่วมประสงค์อุทธรณ์ จึงยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์ 2 ครั้ง โดยครั้งที่ 2 ขอให้ยื่นได้ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 แต่ศาลชั้นต้นอนุญาตเพียงถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ต่อมาโจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 โดยเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ายังอยู่ในกำหนด จึงยื่นคำร้องขอขยายเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 3 ศาลชั้นต้นเห็นว่าไม่มีเหตุสุดวิสัยจึงยกคำร้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ อนุญาตให้ขยายเวลาได้ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ตามที่ขอ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขอขยายระยะเวลาภายหลังสิ้นกำหนดจะทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 โดยเหตุสุดวิสัยต้องเป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรแล้ว และที่สำคัญต้องไม่เกิดจากความผิดหรือความบกพร่องของผู้กล่าวอ้างเอง กรณีนี้การที่ทนายโจทก์ร่วมตรวจดูคำสั่งศาลผิด รับงานมากจนไม่มีเวลาตรวจสอบ ไม่มอบหมายให้ผู้อื่นตรวจคำสั่งหรือยื่นอุทธรณ์แทน และไปว่าความคดีอื่นในวันครบกำหนด ล้วนเป็นความบกพร่องของทนายโจทก์ร่วมเอง ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3

ฎีกาฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2566 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 288, 358 จำคุก 18 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 ปี กับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 303,150 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ร่วมมีความประสงค์จะยื่นอุทธรณ์ จึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2566 ต่อมาวันที่ 24 มกราคม 2567 ทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 โดยจะขอยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 อ้างว่าทนายโจทก์ร่วมมีนัดสืบพยานในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2567 เป็นจำนวนมาก ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้นโดยเข้าใจว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ตามคำขอ แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 ว่า อนุญาตให้โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ได้ภายในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเกินระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นอนุญาต ทนายโจทก์ร่วมจึงยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 3 โดยขอยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ตามที่ขอไว้เดิม

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีไม่มีเหตุสุดวิสัย ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 ได้ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ตามขอ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า คำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ของโจทกร่วมในครั้งที่ 3 ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ที่โจทก์ร่วมอ้างว่า โจทก์ร่วมหลงผิด ตรวจสอบตัวเลขในคำสั่งแล้วเข้าใจผิดพลาดไปว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์ได้ถึงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ประกอบกับวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 ทนายโจทก์ร่วมไปทำหน้าที่สืบพยานที่ศาลอื่นนั้น ถือว่ากรณีเป็นเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หรือไม่ เห็นว่า การยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาทั้งปวงไม่ว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือที่ศาลเป็นผู้กำหนดก็ดี เพื่อให้ดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ ก่อนสิ้นระยะเวลานั้น แต่การขยายเช่นว่านี้ให้พึงทำได้เมื่อมีพฤติการณ์พิเศษ และศาลได้มีคำสั่งหรือคู่ความมีคำขอขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลานั้น เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุสุดวิสัย คำว่าเหตุสุดวิสัยนั้น หมายถึงเหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งขยายระยะเวลาหรือคู่ความมีคำขอเช่นว่านั้นได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นในคดีนี้ได้กำหนด คือวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 แม้เหตุสุดวิสัยไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุอันเกิดจากภัยธรรมชาติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 8 ที่บัญญัติว่า "คำว่า "เหตุสุดวิสัย" หมายความว่า เหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น" แต่ข้อสำคัญที่จะต้องพิจารณามีว่าการเป็นเหตุสุดวิสัยตามที่ยกขึ้นกล่าวอ้างหรือไม่นั้น จะต้องไม่เป็นความผิดหรือความบกพร่องของผู้ขอหรือผู้กล่าวอ้าง ถ้าเป็นความผิดหรือความบกพร่องนั้น เป็นเรื่องที่เกิดจากโจทก์ร่วมเอง โจทก์ร่วมไม่อาจที่จะนำขึ้นมากล่าวอ้างได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย การผิดพลาดที่เกิดจากความไม่รอบคอบของทนายโจทก์ร่วมในการตรวจดูวันที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก็ดี รวมทั้งการรับงานไว้มากจนไม่มีเวลามาตรวจสอบคำสั่งศาลในเรื่องที่ตนเองยื่นคำร้องไว้ก็ดี การไม่ได้มอบหมายให้บุคคลอื่นมาตรวจสอบคำสั่งอนุญาตของศาลชั้นต้นว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันใดก็ดี ทั้งการไปปฏิบัติงานหรือว่าความในคดีอื่นของทนายโจทก์ร่วมโดยไม่มายื่นอุทธรณ์หรือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นหรือตัวความมายื่นแทนภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็ดี ล้วนเป็นความบกพร่องในการทำหน้าที่ของทนายโจทก์ร่วมเองทั้งสิ้น คำร้องของโจทก์ร่วมในครั้งที่ 3 ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 จึงถือไม่ได้ว่าเป็นกรณีที่มีเหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 3 ฉบับลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567




อุทธรณ์ฎีกา

การอุทธรณ์คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการทำได้แค่ไหน กรณีโต้แย้งพยานหลักฐานเข้าข้อยกเว้นหรือไม่
การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้ามหรือไม่ในคดีขับไล่ที่ดิน และศาลฎีกายกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้เพียงใด
ศาลอุทธรณ์ต้องตรวจข้อเท็จจริงเองหรือไม่ แม้อุทธรณ์เฉพาะโทษ คดีอาญาโทษหนักและอำนาจศาลฎีกายกปัญหาขึ้นวินิจฉัยเอง
สิทธิอุทธรณ์และความเป็นที่สุดของคำสั่งปรับผู้ประกันในคดีอาญา
การเพิกถอนคำพิพากษาตามยอม และข้อจำกัดตามมาตรา 145 ป.วิ.พ.
ฟ้องรวมกันใช้สิทธิเฉพาะตัวต้องแยกทุนทรัพย์(ฎีกาที่ 4784/2539)
ถอนฎีกาในคดีอาญาแล้วคดีถึงที่สุดวันไหน หากผู้ประกันยังไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาล
การขออนุญาตฎีกา & บทลงโทษการยื่นผิดขั้นตอน(ฎีกา ครพ. 1020/2567)
วินิจฉัยฎีกา/ถอนยึดทรัพย์,การฎีกาโดยไม่ขออนุญาต (ฎีกา ครพ.ยช. 647/2567)
วิเคราะห์คดีลักทรัพย์+ปลอมเอกสาร & ปรับโทษ,ห้ามฎีกาข้อเท็จจริง (ฎีกา 722/2567)
(ฎีกาที่ 3716/2567) การฎีกาโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริงและการรอการลงโทษจำคุก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4235/2567 การผิดเงื่อนไขคุมประพฤติจากสัญญาประนีประนอมยอมความ และข้อจำกัดสิทธิในการฎีกา
คดีความผิดฐานกระทำชำเราและกระทำอนาจารเด็ก พร้อมวิเคราะห์ข้อกฎหมายเรื่องการรับฎีกา(ฎีกาที่ 7207/2567)
อำนาจอุทธรณ์คดีปลอมเอกสารและข้อจำกัดในศาลแขวง(ฎีกาที่ 7212/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2549 : การเรียกคืนของหมั้นและสินสอด กับข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์และฎีกา
การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวงต้องได้รับอนุญาต: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567
ผู้ตายมีส่วนประมาทในอุบัติเหตุ, การประมาทร่วมในคดีแพ่ง, ขาดนัดยื่นคำให้การ, การอุทธรณ์
จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่าไม่ได้มีการไตร่ตรองเพื่อเจตนาฆ่า, โทษประหารชีวิตศาลลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
ฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์, ฟ้องไม่สมบูรณ์, ข้อกำหนดลายมือชื่อในคำฟ้อง,
สิทธิในทางแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทน, ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย, การอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง(ฎีกาที่ 518/2567)
การยื่นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง มาตรา 218, ความผิดหลายกรรม มาตรา 91,
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 ถอนทนายความแล้ว
สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
เป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษา | ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การอุทธรณ์หรือฎีกาต้องเป็นไปตามลำดับชั้นของศาล
ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องจำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาได้เพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวพันเป็นอันเดียวกัน
ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อยห้ามโจทก์ฎีกา
ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์
มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนไม่ชอบ
ห้ามโจทก์อุทธรณ์ความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
การดำเนินการะบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกา
ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลา