ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การเพิกถอนคำพิพากษาตามยอม และข้อจำกัดตามมาตรา 145 ป.วิ.พ.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11718/2557, การเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145, เงื่อนไขการอุทธรณ์ฎีกาคำพิพากษาตามยอมตามมาตรา 138 วรรคสอง, การทำสัญญาประนีประนอมยอมความ, ข้อจำกัดในการเพิกถอนคำพิพากษาตามยอม, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการสมรสซ้อน, การใช้อำนาจปกครองบุตรตามกฎหมายครอบครัว, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับคำพิพากษาถึงที่สุด, การตีความเรื่องขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดี, การเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ

        ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกระบวนการเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมในคดีครอบครัว ซึ่งเกิดขึ้นจากข้อพิพาทเรื่องการสมรสซ้อนและสิทธิอำนาจปกครองบุตร โจทก์พยายามยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและกระบวนพิจารณา โดยอ้างว่าเงื่อนไขในสัญญาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำพิพากษาตามยอมที่คู่ความทำต่อหน้าศาลย่อมมีผลผูกพันตามกฎหมาย หากคู่ความเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาภายในกำหนดเวลาเท่านั้น การยื่นคำร้องภายหลังเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ไม่อาจทำให้คำพิพากษาตามยอมเสียไปหรือเพิกถอนได้ ส่งผลให้คำร้องของโจทก์ไม่มีมูลตามกฎหมาย

ข้อเท็จจริงโดยสรุปของคดี

คดีนี้เริ่มจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างตนกับจำเลยเป็นโมฆะ เนื่องจากตนทราบภายหลังว่าจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับชายอื่นมาก่อนและยังมิได้หย่าขาด อีกทั้งขอให้ศาลกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว

ระหว่างพิจารณา คู่ความทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล โดยมีเงื่อนไขตอนหนึ่งว่า “จะไม่ติดใจการกระทำในอดีต และจะไม่ยกเหตุในอดีตมาเป็นเหตุฟ้องหย่ากันอีก” ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 ทำให้คดีถึงที่สุดในชั้นศาลชั้นต้น

ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไปกว่า 5 ปี โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมด โดยอ้างว่าเงื่อนไขดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และมีผลทำให้คำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะ

จำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่อาจใช้วิธีการเช่นนี้ได้ เพราะคดีถึงที่สุดแล้ว และไม่มีอำนาจตามกฎหมายให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาตามยอม

คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นพิเคราะห์ว่า คำร้องของโจทก์ไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยาน เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายล้วน และเห็นว่าไม่อาจเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมได้ จึงมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน

ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญที่ต้องวินิจฉัย

1 คำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันเพียงใดตามกฎหมาย

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง

เมื่อคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล

และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว

คำพิพากษานั้น “ย่อมผูกพันคู่ความเหมือนคำพิพากษาทั่วไป”

ผลคือ ไม่อาจเพิกถอนหรือแก้ไขได้ เว้นแต่คู่ความใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาตามช่องทางกฎหมายที่กำหนดไว้

2 หากคู่ความเห็นว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบ ต้องใช้วิธีใด

ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง

บัญญัติทางเดียวว่า

ต้อง “อุทธรณ์หรือฎีกา” เพื่อให้ศาลสูงแก้ไข

และต้องกระทำภายในกำหนดเวลาอุทธรณ์

หากละเลยไม่ใช้สิทธิตามกำหนดเวลา คดีจะถึงที่สุด

3 การยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมภายหลัง พอทำได้หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกายืนยันว่า

ไม่สามารถทำได้

เพราะเท่ากับเป็นการทำให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่า ซึ่งเป็นอำนาจของศาลสูงเท่านั้น

ศาลชั้นต้นไม่อาจเพิกถอนคำพิพากษาของตนเองได้ ยกเว้นมีบทบัญญัติรับรองโดยเฉพาะ แต่กรณีนี้ไม่มี

แม้โจทก์อ้างว่าทราบเหตุใหม่หลังพ้นกำหนดอุทธรณ์ ก็ไม่เป็นเหตุให้เพิกถอนได้ เพราะ

กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจศาลรับพิจารณาเรื่องนี้

การพิจารณาถูกต้องตามรูปแบบ ไม่ใช่กรณีคำพิพากษาโมฆะโดยตัวบทกฎหมาย

หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้

1. คำพิพากษาตามยอมมีผลถึงที่สุดเหมือนคำพิพากษาปกติ

2. หากเห็นว่าไม่ชอบ ต้องอุทธรณ์หรือฎีกาเท่านั้น

3. เมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้ว ไม่อาจใช้คำร้องในศาลชั้นต้นเพื่อเพิกถอนได้

4. เงื่อนไขในสัญญาประนีประนอม แม้อาจถูกมองว่าเกินขอบเขตข้อพิพาท แต่ไม่ทำให้คำพิพากษาตกเป็นโมฆะ

5. ศาลชั้นต้นมีอำนาจเพียงยกคำร้อง ไม่อาจรื้อคดีหรือเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมเอง

6. การกล่าวอ้างว่าขัดต่อศีลธรรมอันดีต้องอยู่ในช่องทาง “อุทธรณ์-ฎีกา” เท่านั้น

ข้อคิดทางกฎหมายจากคดีนี้

1. สัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นเรื่องสำคัญ คู่ความต้องตรวจสอบให้ถี่ถ้วนก่อนลงนาม

2. คำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันสูงมาก และมีทางแก้ไขเพียงช่องทางเดียวคือ “อุทธรณ์หรือฎีกาในเวลา”

3. ไม่ควรปล่อยให้เวลาล่วงเลย เพราะจะทำให้สิทธิในการต่อสู้คดีสิ้นสุด

4. คดีนี้เน้นย้ำหลักความมั่นคงของคำพิพากษา ซึ่งศาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น มีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ โดยเห็นว่าไม่อาจเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความหรือคำพิพากษาตามยอมได้ เพราะคดีถึงที่สุดแล้ว และไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยานเพิ่มเติม

2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นตรงกันว่าโจทก์ใช้วิธีการไม่ถูกต้องตามกฎหมายวิธีพิจารณา

3. ศาลฎีกา วินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ ย้ำว่าคำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันตามมาตรา 145 และหากไม่อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา ย่อมถึงที่สุด ไม่อาจเพิกถอนได้ คำร้องของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11718/2557

โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็มีทางดำเนินคดีต่อไปได้เพียงประการเดียวคือ อุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงแก้ไขหากเข้ากรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมย่อมถึงที่สุด ไม่อาจถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก การที่โจทก์อ้างว่าคำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินมาทั้งหมดแล้วยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่นั้น ความมุ่งหมายของโจทก์คือต้องการให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่าใช้บังคับไม่ได้ซึ่งมีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมซึ่งต้องกระทำโดยศาลสูง โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาของศาลนั้นเองไม่ได้ แม้โจทก์จะเพิ่งทราบเหตุที่ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ก็ไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้

คดีเกิดจากโจทก์ฟ้องให้การสมรสกับจำเลยเป็นโมฆะและขอใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว เพราะพบว่าจำเลยเคยจดทะเบียนสมรสกับชายอื่นและยังไม่หย่า ระหว่างพิจารณาคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551

ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องปี 2556 ขอเพิกถอนสัญญาประนีประนอม โดยอ้างว่าเงื่อนไขในข้อ 1 ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อย ทำให้คำพิพากษาตามยอมไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและให้ศาลวินิจฉัยใหม่ว่า การสมรสเป็นโมฆะ จำเลยคัดค้าน

ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้วินิจฉัยได้โดยไม่ต้องไต่สวน และมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมแล้วมีผลผูกพันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 หากไม่ชอบต้องอุทธรณ์หรือฎีกาตามมาตรา 138 วรรคสอง เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุด ไม่อาจเพิกถอนได้ การยื่นคำร้องภายหลังเพื่อให้คำพิพากษาตามยอมเสียไปไม่มีกฎหมายรองรับ ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องชอบแล้ว

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถามที่ 1

ถาม: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11718/2557 เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเรื่องใดเป็นสำคัญ

ตอบ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11718/2557 เกิดจากคดีที่คู่สมรสมีข้อพิพาทเรื่องการสมรสซ้อนและการใช้อำนาจปกครองบุตร โจทก์ฟ้องขอให้การสมรสระหว่างตนกับจำเลยเป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับบุคคลอื่นมาก่อนและยังมิได้หย่า ระหว่างพิจารณาคดี คู่ความทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลมีคำพิพากษาตามยอม ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและกระบวนพิจารณา โดยอ้างว่าเงื่อนไขบางประการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่าคู่ความสามารถใช้วิธีดังกล่าวเพื่อเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมได้หรือไม่ ภายใต้กรอบของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

2. คำถามที่ 2

ถาม: คำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 มีผลผูกพันอย่างไร

ตอบ: มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติว่า เมื่อคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันคู่ความเช่นเดียวกับคำพิพากษาทั่วไปในทุกสาระสำคัญ คำพิพากษาตามยอมถือว่าเป็นที่สุดตามกระบวนกฎหมายวิธีพิจารณา ไม่อาจเพิกถอนหรือแก้ไขได้โดยศาลชั้นต้น เว้นแต่คู่ความจะใช้ช่องทางอุทธรณ์หรือฎีกาต่อศาลที่สูงกว่าในกรณีที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ดำเนินการได้ หลักการนี้มุ่งคุ้มครองความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษาและเสถียรภาพของกระบวนพิจารณาคดี

3. คำถามที่ 3

ถาม: หากคู่ความเห็นว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องดำเนินการอย่างไรตามมาตรา 138 วรรคสอง ป.วิ.พ.

ตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากคู่ความเห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย คู่ความมีช่องทางดำเนินการเพียงประการเดียว คือ ใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาให้ศาลสูงแก้ไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อคู่ความไม่ใช้สิทธิดังกล่าวภายในกำหนดเวลา คำพิพากษาตามยอมย่อมถือว่าถึงที่สุดและมีผลผูกพันอย่างเด็ดขาด ไม่อาจถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงได้โดยวิธีการอื่น เช่น การยื่นคำร้องภายหลังต่อศาลชั้นต้น

4. คำถามที่ 4

ถาม: คู่ความสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมหรือเพิกถอนกระบวนพิจารณาได้หรือไม่

ตอบ: ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11718/2557 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวมีผลเช่นเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอม ซึ่งเป็นอำนาจของศาลสูงที่ต้องใช้อำนาจผ่านช่องทางอุทธรณ์หรือฎีกาเท่านั้น ศาลชั้นต้นไม่อาจกลับมาพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาของตนเองภายหลังเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว การยื่นคำร้องดังกล่าวจึงเป็นวิธีที่กฎหมายมิได้รับรองและต้องถูกยกคำร้อง

5. คำถามที่ 5

ถาม: การอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน มีผลทำให้คำพิพากษาเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติหรือไม่

ตอบ: แม้โจทก์จะอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมซึ่งมีที่มาจากสัญญาประนีประนอมยอมความขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การจะอาศัยเหตุดังกล่าวเพื่อทำให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่าใช้บังคับไม่ได้ ต้องดำเนินการผ่านกระบวนการอุทธรณ์หรือฎีกาต่อศาลสูงภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด หาใช่ใช้วิธีการยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายหลังเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วไม่ การกล่าวอ้างว่าเป็นโมฆะจึงมิได้มีผลทำให้คำพิพากษาเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติในทางปฏิบัติ หากคู่ความไม่ดำเนินการตามช่องทางที่กฎหมายกำหนด

6. คำถามที่ 6

ถาม: หลักกฎหมายสำคัญที่ได้จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11718/2557 คืออะไร

ตอบ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11718/2557 วางหลักชัดเจนว่า คำพิพากษาตามยอมที่เกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลมีผลผูกพันคู่ความอย่างเด็ดขาดตามมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หากคู่ความเห็นว่าไม่ชอบ ต้องใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาตามมาตรา 138 วรรคสอง ภายในกำหนดเวลา เมื่อคู่ความไม่อุทธรณ์ คำพิพากษาย่อมถึงที่สุด ไม่อาจเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงได้อีก ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจเพิกถอนคำพิพากษาของตนเองภายหลัง และการอ้างเหตุที่เพิ่งทราบภายหลังพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์ก็ไม่มีกฎหมายรองรับให้ศาลรื้อฟื้นหรือเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมได้ หลักการนี้ตอกย้ำความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษาและเสถียรภาพของกระบวนพิจารณาในระบบยุติธรรมไทย




อุทธรณ์ฎีกา

สิทธิอุทธรณ์และความเป็นที่สุดของคำสั่งปรับผู้ประกันในคดีอาญา
ฟ้องรวมกันใช้สิทธิเฉพาะตัวต้องแยกทุนทรัพย์(ฎีกาที่ 4784/2539)
ถอนฎีกาในคดีอาญาแล้วคดีถึงที่สุดวันไหน หากผู้ประกันยังไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาล
การขออนุญาตฎีกา & บทลงโทษการยื่นผิดขั้นตอน(ฎีกา ครพ. 1020/2567)
วินิจฉัยฎีกา/ถอนยึดทรัพย์,การฎีกาโดยไม่ขออนุญาต (ฎีกา ครพ.ยช. 647/2567)
วิเคราะห์คดีลักทรัพย์+ปลอมเอกสาร & ปรับโทษ,ห้ามฎีกาข้อเท็จจริง (ฎีกา 722/2567)
(ฎีกาที่ 3716/2567) การฎีกาโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริงและการรอการลงโทษจำคุก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4235/2567 การผิดเงื่อนไขคุมประพฤติจากสัญญาประนีประนอมยอมความ และข้อจำกัดสิทธิในการฎีกา
คดีความผิดฐานกระทำชำเราและกระทำอนาจารเด็ก พร้อมวิเคราะห์ข้อกฎหมายเรื่องการรับฎีกา(ฎีกาที่ 7207/2567)
อำนาจอุทธรณ์คดีปลอมเอกสารและข้อจำกัดในศาลแขวง(ฎีกาที่ 7212/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2549 : การเรียกคืนของหมั้นและสินสอด กับข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์และฎีกา
การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวงต้องได้รับอนุญาต: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567
ผู้ตายมีส่วนประมาทในอุบัติเหตุ, การประมาทร่วมในคดีแพ่ง, ขาดนัดยื่นคำให้การ, การอุทธรณ์
จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่าไม่ได้มีการไตร่ตรองเพื่อเจตนาฆ่า, โทษประหารชีวิตศาลลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
ฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์, ฟ้องไม่สมบูรณ์, ข้อกำหนดลายมือชื่อในคำฟ้อง,
สิทธิในทางแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทน, ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย, การอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง(ฎีกาที่ 518/2567)
การยื่นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง มาตรา 218, ความผิดหลายกรรม มาตรา 91,
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 ถอนทนายความแล้ว
สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
เป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษา | ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การอุทธรณ์หรือฎีกาต้องเป็นไปตามลำดับชั้นของศาล
ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องจำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาได้เพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวพันเป็นอันเดียวกัน
ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อยห้ามโจทก์ฎีกา
ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์
มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนไม่ชอบ
ห้ามโจทก์อุทธรณ์ความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
การดำเนินการะบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกา
ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลา