
| การเพิกถอนคำพิพากษาตามยอม และข้อจำกัดตามมาตรา 145 ป.วิ.พ.
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกระบวนการเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมในคดีครอบครัว ซึ่งเกิดขึ้นจากข้อพิพาทเรื่องการสมรสซ้อนและสิทธิอำนาจปกครองบุตร โจทก์พยายามยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและกระบวนพิจารณา โดยอ้างว่าเงื่อนไขในสัญญาขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำพิพากษาตามยอมที่คู่ความทำต่อหน้าศาลย่อมมีผลผูกพันตามกฎหมาย หากคู่ความเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาภายในกำหนดเวลาเท่านั้น การยื่นคำร้องภายหลังเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ไม่อาจทำให้คำพิพากษาตามยอมเสียไปหรือเพิกถอนได้ ส่งผลให้คำร้องของโจทก์ไม่มีมูลตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงโดยสรุปของคดี คดีนี้เริ่มจากโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างตนกับจำเลยเป็นโมฆะ เนื่องจากตนทราบภายหลังว่าจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับชายอื่นมาก่อนและยังมิได้หย่าขาด อีกทั้งขอให้ศาลกำหนดให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ระหว่างพิจารณา คู่ความทั้งสองได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล โดยมีเงื่อนไขตอนหนึ่งว่า “จะไม่ติดใจการกระทำในอดีต และจะไม่ยกเหตุในอดีตมาเป็นเหตุฟ้องหย่ากันอีก” ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 ทำให้คดีถึงที่สุดในชั้นศาลชั้นต้น ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไปกว่า 5 ปี โจทก์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมด โดยอ้างว่าเงื่อนไขดังกล่าวขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เป็นสัญญาที่ทำขึ้นโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และมีผลทำให้คำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะ จำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ไม่อาจใช้วิธีการเช่นนี้ได้ เพราะคดีถึงที่สุดแล้ว และไม่มีอำนาจตามกฎหมายให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาตามยอม คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิเคราะห์ว่า คำร้องของโจทก์ไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยาน เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายล้วน และเห็นว่าไม่อาจเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมได้ จึงมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญที่ต้องวินิจฉัย 1 คำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันเพียงใดตามกฎหมาย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง • เมื่อคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล • และศาลพิพากษาตามยอมแล้ว • คำพิพากษานั้น “ย่อมผูกพันคู่ความเหมือนคำพิพากษาทั่วไป” ผลคือ ไม่อาจเพิกถอนหรือแก้ไขได้ เว้นแต่คู่ความใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาตามช่องทางกฎหมายที่กำหนดไว้ 2 หากคู่ความเห็นว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบ ต้องใช้วิธีใด ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง บัญญัติทางเดียวว่า • ต้อง “อุทธรณ์หรือฎีกา” เพื่อให้ศาลสูงแก้ไข • และต้องกระทำภายในกำหนดเวลาอุทธรณ์ หากละเลยไม่ใช้สิทธิตามกำหนดเวลา คดีจะถึงที่สุด 3 การยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมภายหลัง พอทำได้หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกายืนยันว่า ไม่สามารถทำได้ เพราะเท่ากับเป็นการทำให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่า ซึ่งเป็นอำนาจของศาลสูงเท่านั้น ศาลชั้นต้นไม่อาจเพิกถอนคำพิพากษาของตนเองได้ ยกเว้นมีบทบัญญัติรับรองโดยเฉพาะ แต่กรณีนี้ไม่มี แม้โจทก์อ้างว่าทราบเหตุใหม่หลังพ้นกำหนดอุทธรณ์ ก็ไม่เป็นเหตุให้เพิกถอนได้ เพราะ • กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจศาลรับพิจารณาเรื่องนี้ • การพิจารณาถูกต้องตามรูปแบบ ไม่ใช่กรณีคำพิพากษาโมฆะโดยตัวบทกฎหมาย หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้ 1. คำพิพากษาตามยอมมีผลถึงที่สุดเหมือนคำพิพากษาปกติ 2. หากเห็นว่าไม่ชอบ ต้องอุทธรณ์หรือฎีกาเท่านั้น 3. เมื่อพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์แล้ว ไม่อาจใช้คำร้องในศาลชั้นต้นเพื่อเพิกถอนได้ 4. เงื่อนไขในสัญญาประนีประนอม แม้อาจถูกมองว่าเกินขอบเขตข้อพิพาท แต่ไม่ทำให้คำพิพากษาตกเป็นโมฆะ 5. ศาลชั้นต้นมีอำนาจเพียงยกคำร้อง ไม่อาจรื้อคดีหรือเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมเอง 6. การกล่าวอ้างว่าขัดต่อศีลธรรมอันดีต้องอยู่ในช่องทาง “อุทธรณ์-ฎีกา” เท่านั้น ข้อคิดทางกฎหมายจากคดีนี้ 1. สัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นเรื่องสำคัญ คู่ความต้องตรวจสอบให้ถี่ถ้วนก่อนลงนาม 2. คำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันสูงมาก และมีทางแก้ไขเพียงช่องทางเดียวคือ “อุทธรณ์หรือฎีกาในเวลา” 3. ไม่ควรปล่อยให้เวลาล่วงเลย เพราะจะทำให้สิทธิในการต่อสู้คดีสิ้นสุด 4. คดีนี้เน้นย้ำหลักความมั่นคงของคำพิพากษา ซึ่งศาลไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น มีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ โดยเห็นว่าไม่อาจเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความหรือคำพิพากษาตามยอมได้ เพราะคดีถึงที่สุดแล้ว และไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยานเพิ่มเติม 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นตรงกันว่าโจทก์ใช้วิธีการไม่ถูกต้องตามกฎหมายวิธีพิจารณา 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ ย้ำว่าคำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันตามมาตรา 145 และหากไม่อุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา ย่อมถึงที่สุด ไม่อาจเพิกถอนได้ คำร้องของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11718/2557 โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาย่อมผูกพันคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง หากโจทก์เห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็มีทางดำเนินคดีต่อไปได้เพียงประการเดียวคือ อุทธรณ์ฎีกาให้ศาลสูงแก้ไขหากเข้ากรณีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 138 วรรคสอง เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์คำพิพากษาตามยอมย่อมถึงที่สุด ไม่อาจถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้อีก การที่โจทก์อ้างว่าคำพิพากษาตามยอมตกเป็นโมฆะเพราะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ดำเนินมาทั้งหมดแล้วยกคดีขึ้นพิจารณาใหม่นั้น ความมุ่งหมายของโจทก์คือต้องการให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่าใช้บังคับไม่ได้ซึ่งมีผลเป็นอย่างเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมซึ่งต้องกระทำโดยศาลสูง โจทก์จะยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาของศาลนั้นเองไม่ได้ แม้โจทก์จะเพิ่งทราบเหตุที่ขอให้เพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ก็ไม่มีกฎหมายรับรองให้ทำได้ คดีเกิดจากโจทก์ฟ้องให้การสมรสกับจำเลยเป็นโมฆะและขอใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว เพราะพบว่าจำเลยเคยจดทะเบียนสมรสกับชายอื่นและยังไม่หย่า ระหว่างพิจารณาคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลมีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องปี 2556 ขอเพิกถอนสัญญาประนีประนอม โดยอ้างว่าเงื่อนไขในข้อ 1 ขัดต่อกฎหมายและความสงบเรียบร้อย ทำให้คำพิพากษาตามยอมไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและให้ศาลวินิจฉัยใหม่ว่า การสมรสเป็นโมฆะ จำเลยคัดค้าน ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้วินิจฉัยได้โดยไม่ต้องไต่สวน และมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมแล้วมีผลผูกพันตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 หากไม่ชอบต้องอุทธรณ์หรือฎีกาตามมาตรา 138 วรรคสอง เมื่อโจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุด ไม่อาจเพิกถอนได้ การยื่นคำร้องภายหลังเพื่อให้คำพิพากษาตามยอมเสียไปไม่มีกฎหมายรองรับ ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องชอบแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถามที่ 1 ถาม: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11718/2557 เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเรื่องใดเป็นสำคัญ ตอบ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11718/2557 เกิดจากคดีที่คู่สมรสมีข้อพิพาทเรื่องการสมรสซ้อนและการใช้อำนาจปกครองบุตร โจทก์ฟ้องขอให้การสมรสระหว่างตนกับจำเลยเป็นโมฆะ เนื่องจากจำเลยได้จดทะเบียนสมรสกับบุคคลอื่นมาก่อนและยังมิได้หย่า ระหว่างพิจารณาคดี คู่ความทั้งสองทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลมีคำพิพากษาตามยอม ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความและกระบวนพิจารณา โดยอ้างว่าเงื่อนไขบางประการขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่าคู่ความสามารถใช้วิธีดังกล่าวเพื่อเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมได้หรือไม่ ภายใต้กรอบของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 2. คำถามที่ 2 ถาม: คำพิพากษาตามยอมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 มีผลผูกพันอย่างไร ตอบ: มาตรา 145 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติว่า เมื่อคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันคู่ความเช่นเดียวกับคำพิพากษาทั่วไปในทุกสาระสำคัญ คำพิพากษาตามยอมถือว่าเป็นที่สุดตามกระบวนกฎหมายวิธีพิจารณา ไม่อาจเพิกถอนหรือแก้ไขได้โดยศาลชั้นต้น เว้นแต่คู่ความจะใช้ช่องทางอุทธรณ์หรือฎีกาต่อศาลที่สูงกว่าในกรณีที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ดำเนินการได้ หลักการนี้มุ่งคุ้มครองความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษาและเสถียรภาพของกระบวนพิจารณาคดี 3. คำถามที่ 3 ถาม: หากคู่ความเห็นว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องดำเนินการอย่างไรตามมาตรา 138 วรรคสอง ป.วิ.พ. ตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากคู่ความเห็นว่าคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชอบหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย คู่ความมีช่องทางดำเนินการเพียงประการเดียว คือ ใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาให้ศาลสูงแก้ไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 138 วรรคสอง ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อคู่ความไม่ใช้สิทธิดังกล่าวภายในกำหนดเวลา คำพิพากษาตามยอมย่อมถือว่าถึงที่สุดและมีผลผูกพันอย่างเด็ดขาด ไม่อาจถูกเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงได้โดยวิธีการอื่น เช่น การยื่นคำร้องภายหลังต่อศาลชั้นต้น 4. คำถามที่ 4 ถาม: คู่ความสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมหรือเพิกถอนกระบวนพิจารณาได้หรือไม่ ตอบ: ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11718/2557 โจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและเพิกถอนสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวมีผลเช่นเดียวกับการขอให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอม ซึ่งเป็นอำนาจของศาลสูงที่ต้องใช้อำนาจผ่านช่องทางอุทธรณ์หรือฎีกาเท่านั้น ศาลชั้นต้นไม่อาจกลับมาพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำพิพากษาของตนเองภายหลังเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว การยื่นคำร้องดังกล่าวจึงเป็นวิธีที่กฎหมายมิได้รับรองและต้องถูกยกคำร้อง 5. คำถามที่ 5 ถาม: การอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน มีผลทำให้คำพิพากษาเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติหรือไม่ ตอบ: แม้โจทก์จะอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมซึ่งมีที่มาจากสัญญาประนีประนอมยอมความขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ศาลฎีกาเห็นว่า การจะอาศัยเหตุดังกล่าวเพื่อทำให้คำพิพากษาตามยอมเสียเปล่าใช้บังคับไม่ได้ ต้องดำเนินการผ่านกระบวนการอุทธรณ์หรือฎีกาต่อศาลสูงภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด หาใช่ใช้วิธีการยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นภายหลังเมื่อคดีถึงที่สุดแล้วไม่ การกล่าวอ้างว่าเป็นโมฆะจึงมิได้มีผลทำให้คำพิพากษาเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติในทางปฏิบัติ หากคู่ความไม่ดำเนินการตามช่องทางที่กฎหมายกำหนด 6. คำถามที่ 6 ถาม: หลักกฎหมายสำคัญที่ได้จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11718/2557 คืออะไร ตอบ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11718/2557 วางหลักชัดเจนว่า คำพิพากษาตามยอมที่เกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลมีผลผูกพันคู่ความอย่างเด็ดขาดตามมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หากคู่ความเห็นว่าไม่ชอบ ต้องใช้สิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาตามมาตรา 138 วรรคสอง ภายในกำหนดเวลา เมื่อคู่ความไม่อุทธรณ์ คำพิพากษาย่อมถึงที่สุด ไม่อาจเพิกถอนหรือเปลี่ยนแปลงได้อีก ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจเพิกถอนคำพิพากษาของตนเองภายหลัง และการอ้างเหตุที่เพิ่งทราบภายหลังพ้นกำหนดเวลาอุทธรณ์ก็ไม่มีกฎหมายรองรับให้ศาลรื้อฟื้นหรือเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมได้ หลักการนี้ตอกย้ำความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษาและเสถียรภาพของกระบวนพิจารณาในระบบยุติธรรมไทย |




