
| ฟ้องรวมกันใช้สิทธิเฉพาะตัวต้องแยกทุนทรัพย์(ฎีกาที่ 4784/2539)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิเฉพาะตัวของโจทก์หลายคนในการฟ้องคดีละเมิดจากการเสียชีวิตอันเกิดจากการรักษาพยาบาล และหลักการแยกคิดทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละรายเพื่อพิจารณาสิทธิในการฎีกา ศาลฎีกาวางแนววินิจฉัยว่าการฟ้องรวมกันในคดีเดียวมิได้ทำให้ทุนทรัพย์รวมกันเป็นก้อนเดียว หากแต่ต้องพิจารณาแยกเป็นรายบุคคลตามสิทธิของแต่ละโจทก์ และเมื่อทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละรายไม่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. เมื่อโจทก์หลายคนใช้สิทธิเฉพาะตัวฟ้องคดีละเมิด ต้องนับทุนทรัพย์รวมหรือแยกกัน 2. การฟ้องรวมในคดีเดียวมีผลต่อสิทธิในการฎีกาหรือไม่ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 3. ศาลพิจารณาค่าขาดไร้อุปการะและค่าปลงศพของทายาทผู้เสียชีวิตอย่างไรจึงเป็นธรรม ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ 4 คน ได้แก่ สามีและบุตรผู้เยาว์ของผู้ตาย ฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยซึ่งเป็นพยาบาล ผู้บังคับบัญชา และโรงพยาบาล จากเหตุผู้ตายถึงแก่ความตายหลังคลอดบุตร โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่อ พยุงผู้ตายไปห้องสุขาโดยขาดความระมัดระวังจนผู้ตายล้มศีรษะกระแทกพื้นเสียชีวิต ทำให้โจทก์ต้องเสียค่าปลงศพและขาดไร้อุปการะ ประเด็นข้อพิพาทสำคัญ ประเด็นสำคัญมิได้อยู่เพียงความรับผิดจากการละเมิด แต่รวมถึงประเด็นทางกระบวนพิจารณาว่า เมื่อโจทก์หลายคนใช้สิทธิเฉพาะตัวฟ้องรวมกันมา ต้องนับทุนทรัพย์อย่างไร และจำเลยมีสิทธิฎีกาในข้อเท็จจริงหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะตัวฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทน แม้จะฟ้องรวมกันในคดีเดียว ก็ต้องแยกคิดทุนทรัพย์เป็นรายบุคคล ไม่อาจนำยอดรวมทั้งหมดมาพิจารณาเป็นทุนทรัพย์ก้อนเดียวได้ เมื่อพิจารณาแล้วพบว่าทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนไม่เกินสองแสนบาท การฎีกาที่โต้แย้งข้อเท็จจริงจึงเป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยและยกฎีกาของจำเลย หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ ศาลฎีกายืนยันหลักการสำคัญว่า สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เสียหายแต่ละราย การฟ้องรวมเป็นเพียงความสะดวกในทางกระบวนพิจารณา ไม่อาจเปลี่ยนแปลงฐานะของทุนทรัพย์หรือขยายสิทธิในการฎีกาได้ อีกทั้งเป็นการคุ้มครองหลักการจำกัดชั้นพิจารณาคดี เพื่อไม่ให้คดีข้อเท็จจริงเล็กน้อยเข้าสู่ศาลฎีกาโดยไม่จำเป็น สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการแยกพิจารณาสิทธิของคู่ความแต่ละรายอย่างเคร่งครัด การเข้าใจหลักการแยกทุนทรัพย์และข้อห้ามฎีกาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายในการวางกลยุทธ์คดีและประเมินแนวทางต่อสู้คดีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4784/2539 โจทก์ทั้งสี่ต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวฟ้องให้จำเลยที่ 4 กับพวก ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดให้แก่โจทก์ทั้งสี่แม้จะฟ้องรวมกันมา ก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกันเป็นราย ๆ ไป โจทก์ทั้งสี่ฟ้องเรียกค่าปลงศพ 20,000 บาท และฟ้อง เรียกค่าขาดไร้อุปการะโดยโจทก์ที่ 1 เรียกมา 50,000 บาท โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เรียกมา 400,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แต่ละคนเรียกร้องจำนวนเท่าใด แต่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ต่างก็เป็น บุตรผู้เยาว์ของผู้ตาย ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แต่ละคนคงไม่แตกต่างกันมาก จึงพออนุมานได้ว่าค่าขาดไร้อุปการะ ที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เรียกร้องมารวมกับค่าปลงศพ ที่แต่ละคนเรียกร้องมามีจำนวนไม่เกินคนละสองแสนบาทและค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 เรียกร้องมาไม่เกินสองแสนบาทเช่นกัน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่จากการกระทำโดยประมาทเลินเล่อ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการเสียชีวิตเกิดจากความประมาทของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิด 3. ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 4 โดยวินิจฉัยว่าฎีกาเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามกฎหมาย เนื่องจากทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละรายไม่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางสุบรรณ์ ผู้ตาย โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 1 และผู้ตาย เมื่อวันที่14 กันยายน 2532 ผู้ตายเข้ารับการทำคลอดโดยการใช้ยาสลบให้หมดสติที่โรงพยาบาลตำรวจ หลังจากนั้นได้พักฟื้นที่ห้องผู้ป่วยจนกระทั่งวันที่ 15 กันยายน 2532 เวลาประมาณ 13 นาฬิกาผู้ตายมีอาการปวดปัสสาวะแต่ไม่อาจช่วยเหลือตนเองได้เนื่องจากสุขภาพร่างกายอ่อนเพลียจึงขอให้ญาติที่มาเยี่ยมแจ้งแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่พยาบาลอยู่ในขณะนั้นช่วยเหลือเป็นเวลาเดียวกับที่หมดเวลาเยี่ยมผู้ป่วย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงให้ญาติของผู้ตายออกจากห้องผู้ป่วย และจำเลยที่ 1 พยุงผู้ตายลงจากเตียงพาเดินไปห้องสุขา ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังอย่างผู้ประกอบวิชาชีพ ทำให้ผู้ตายเป็นลมหมดสติ ล้มลงศีรษะกระแทกพื้นบริเวณหน้าห้องสุขาถึงแก่ความตาย เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 470,000 บาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ควบคุมกำกับดูแลการปฏิบัติงานในหน้าที่ของจำเลยที่ 1แต่หาได้ใช้ความระมัดระวังไม่ ปล่อยปละละเลยมิได้ใช้อำนาจหน้าที่สั่งการควบคุมการปฏิบัติงานของจำเลยที่ 1 จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 4 ในฐานะตัวการของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งการละเมิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต่อโจทก์ทั้งสี่ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้เงินจำนวน 470,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 35,250 บาท และนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จากรายงานการตรวจศพของสถาบันนิติเวชวิทยาพบว่าผู้ตายมีกล้ามเนื้อหัวใจวายตายเก่าเป็นบางส่วนกรวยไตฝ่อตัวเล็กน้อย ทำให้มีโอกาสหน้ามืดและเป็นลมได้สูงกว่าคนปกติที่ได้รับการผ่าตัดเช่นผู้ตาย ซึ่งข้อบกพร่องนี้ทั้งแพทย์พยาบาลและจำเลยที่ 1 ไม่มีโอกาสรู้มาก่อนการตายของผู้ตายเป็นเพราะความบกพร่องของอวัยวะสำคัญของผู้ตายเอง หาใช่เกิดจากการบกพร่องของอวัยวะสำคัญของผู้ตายเอง หาใช่เกิดจากการบกพร่องต่อหน้าที่หรือความประมาทเลินเล่อของจำเลยทั้งสี่แต่อย่างใดไม่ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ โจทก์ทั้งสี่ไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดไร้อุปการะและค่าใช้จ่ายในการปลงศพ ทั้งค่าเสียหายที่เรียกร้องมาสูงเกินกว่าสภาพปกติ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 450,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 15 กันยายน 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสี่ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 จำเลยที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า โจทก์ทั้งสี่ต่างใช้สิทธิเฉพาะตัวฟ้องให้จำเลยที่ 4 กับพวกร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในมูลละเมิดให้แก่โจทก์แต่ละคน แม้โจทก์ทั้งสี่จะฟ้องรวมกันมา ก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละแยกกันเป็นราย ๆ ไปจากคำฟ้องของโจทก์ทั้งสี่ปรากฏว่าโจทก์ทั้งสี่ฟ้องเรียกค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพร่วมกันมาเป็นเงิน 20,000 บาท และโจทก์ทั้งสี่ฟ้องเรียกค่าขาดไร้อุปการะโดยโจทก์ที่ 1 ฟ้องเรียกมาเป็นเงิน 50,000 บาท โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ฟ้องเรียกรวมกันมาเป็นเงิน 400,000 บาทโดยไม่ปรากฏว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แต่ละคนเรียกร้องค่าขาดไร้อุปการะเป็นเงินจำนวนเท่าใด แต่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ต่างก็เป็นบุตรผู้เยาว์ของผู้ตาย ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 แต่ละคนคงไม่แตกต่างกันมาก จึงพออนุมานได้ว่าค่าขาดไร้อุปการะที่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เรียกร้องมารวมกับค่าปลงศพและค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพ ที่แต่ละคนเรียกร้องมามีจำนวนไม่เกินคนละสองแสนบาท และค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 เรียกร้องมาไม่เกินสองแสนบาทเช่นกัน ซึ่งเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ทั้งสี่นี้ในส่วนที่เกี่ยวกับค่าปลงศพค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพและค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชำระตามฟ้อง ส่วนค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์ที่ 1 ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 4 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดเป็นเงิน 30,000 บาท โดยศาลอุทธรณ์ฟังว่าการที่ผู้ตายถึงแก่ความตายเป็นผลมาจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 4 ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 4 ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่ตามฟ้อง โดยอ้างว่าการที่ผู้ตายถึงแก่ความตายมิได้เกิดจากการกระทำโดยละเมิดของจำเลยที่ 1 และโจทก์ทั้งสี่มิได้รับความเสียหายตามจำนวนเงินที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ ฎีกาของจำเลยที่ 4 จึงเป็นฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงเมื่อจำนวนทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาทจึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 4 ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 4 ขึ้นมานั้นเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาของจำเลยที่ 4 หมายเหตุ คดีที่โจทก์หลายคนใช้สิทธิเฉพาะตัวของโจทก์แต่ละคนฟ้องรวมกันมาในคดีเดียวกันนั้นต้องแยกคิดทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกออกจากกัน ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 6483/2538ประชุมใหญ่ คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นค่าใช้จ่ายในการปลงศพและค่าขาดไร้อุปการะรวมกันมาเป็นเงินทั้งสิ้น470,000 บาท แม้ไม่ได้แยกรายละเอียดว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการปลงศพเท่าไร ค่าขาดไร้อุปการะของโจทก์แต่ละคนเป็นเงินเท่าไร แต่เมื่อเป็นการฟ้องโดยใช้สิทธิเฉพาะตัวของโจทก์แต่ละคนก็ไม่ทำให้สิทธิในการฎีกาเปลี่ยนไปแต่อย่างใดศาลฎีกาจึงคำนวณแยกคิดทุนทรัพย์ที่เรียกร้องของโจทก์แต่ละคนออกจากกัน และแม้จำเลยที่ 4 เป็นฝ่ายฎีกาแต่ฝ่ายเดียวก็แยกคิดทุนทรัพย์ระหว่างจำเลยที่ 4 กับโจทก์แต่ละคนเช่นเดียวกัน ไพโรจน์ วายุภาพ |




