ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิในทางแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทน, ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย, การอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง(ฎีกาที่ 518/2567)

ท นาย อาสา ฟรี

เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

ปรึกษากฎหมายทางแชทไลน์

•  สิทธิในทางแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทน

•  ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย

•  การอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

•  การยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้น

•  ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา

•  ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288

•  กระบวนการตรวจสอบฎีกา

•  หลักการลดโทษในคดีอาญา

•  การอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

•  การยื่นฎีกาต่อศาลชั้นต้น

•  ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา

•  ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288

•  กระบวนการตรวจสอบฎีกา

•  หลักการลดโทษในคดีอาญา

สรุปย่อ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 518/2567 ย่อได้ดังนี้:

ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 72 และลดโทษตาม มาตรา 78 เหลือจำคุก 4 ปี พร้อมยกคำร้องคดีแพ่งที่โจทก์ร่วมเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แก้คำพิพากษาให้จำเลยชดใช้เงินแก่โจทก์ร่วมเป็นค่าสินไหมทดแทนตามที่กำหนด พร้อมดอกเบี้ย แต่จำเลยฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ไม่มีเหตุรอการลงโทษและควรยกคดีแพ่ง

ศาลฎีกาพิจารณาว่าการให้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตฎีกาเป็นไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 และ 223 และดุลพินิจที่ศาลชั้นต้นใช้ในการอนุญาตนั้นชอบด้วยกฎหมาย คำร้องของจำเลยที่อ้างว่าไม่ควรรับโทษและควรยกคดีแพ่งฟังไม่ขึ้น เนื่องจากจำเลยมีส่วนในการทำร้าย และการชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ได้รับความเสียหายเหมาะสมตาม ป.พ.พ. มาตรา 442 และ 223 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

*หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีดังนี้:

1.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 – บัญญัติให้ใช้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งได้โดยอนุโลม หากไม่มีบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเองและเท่าที่พอจะใช้บังคับได้ เป็นหลักที่ช่วยขยายขอบเขตการใช้กฎหมายเพื่อให้ศาลสามารถพิจารณาได้ในกรณีที่มีช่องว่างในกระบวนพิจารณาคดีอาญา

2.มาตรา 216 วรรคสอง – ระบุว่าการยื่นฎีกาต้องทำต่อศาลชั้นต้น ซึ่งศาลชั้นต้นจะมีหน้าที่ตรวจสอบว่าควรจะรับและส่งฎีกาไปยังศาลฎีกาหรือไม่ เป็นขั้นตอนสำคัญในการตรวจสอบความเหมาะสมของคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลสูง

3.มาตรา 218 วรรคหนึ่ง – กำหนดข้อห้ามไม่ให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี เว้นแต่จะมีการขออนุญาตจากผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ การห้ามนี้ทำให้การฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องมีการคัดกรองที่เข้มงวด

4.มาตรา 221 – ระบุถึงขั้นตอนการขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยผู้ยื่นฎีกาต้องขออนุญาตจากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา เพื่อให้การฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

5.มาตรา 223 – บัญญัติให้การยื่นฎีกาต้องทำต่อศาลชั้นต้น และศาลชั้นต้นมีหน้าที่ตรวจสอบความเหมาะสมในการส่งฎีกาต่อไปยังศาลฎีกา เป็นกระบวนการที่ใช้เพื่อประเมินว่าคดีมีความสำคัญหรือซับซ้อนพอที่จะพิจารณาในศาลสูงสุด

6.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม – ระบุว่าเมื่อมีการอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลที่พิจารณาคดีจะต้องส่งคำร้องและสำนวนความไปยังผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาเพื่อพิจารณาอนุญาต เป็นการเสริมหลักการในกระบวนการอาญาให้มีขั้นตอนที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

หลักกฎหมายเหล่านี้ช่วยให้กระบวนการพิจารณาในชั้นฎีกาเป็นไปอย่างเป็นธรรมและชัดเจน โดยมีการตรวจสอบความเหมาะสมของคดีและการคัดกรองปัญหาข้อเท็จจริงอย่างรัดกุม

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 518/2567

การยื่นฎีกาในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 บัญญัติให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจฎีกาว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ศาลชั้นต้น จึงมีอำนาจตรวจฎีกา และเมื่อพิจารณาแล้ว เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด ก็มีอำนาจสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไปในคำฟ้องฎีกาเสียทีเดียวได้ แม้จำเลยจะมิได้ยื่นคำร้องเพื่อขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมาด้วย


****โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 60, 80, 288 และริบของกลาง

*จำเลยให้การต่อสู้อ้างเหตุป้องกัน

*ระหว่างพิจารณา นางเหี้ยง มารดานายสมศักดิ์ ผู้ตาย และเด็กหญิงนาฏยา บุตรผู้ตาย โดยนางสาวปนิตาหรือลสิตา ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โดยให้เรียกนางเหี้ยงว่า โจทก์ร่วมที่ 1 และเรียกเด็กหญิงนาฏยาว่า โจทก์ร่วมที่ 2

*โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องว่าเป็นมารดาของผู้ตายและบุตรของผู้ตาย ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 100,000 บาท และ 1,815,225 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ

*จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยกระทำเพื่อป้องกันตัว จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ร่วมทั้งสอง ขอให้ยกคำร้อง

*ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 72 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 60, 72 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยพลาดและโดยบันดาลโทสะ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ริบของกลาง ยกคำร้องคดีส่วนแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ กับให้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางเหี้ยง และเด็กหญิงนาฏยา

*โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยอุทธรณ์

*ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 20,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และชำระเงิน 240,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินแต่ละจำนวนนับแต่วันที่ 23 กรกฎาคม 2560 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วมทั้งสอง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามที่พระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมทั้งสองขอ ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

*จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง นางสาวปนิตาหรือลสิตา ผู้เสียหาย ทะเลาะวิวาทกับนางสาวธวัลพร น้องของจำเลย เมื่อเหตุการณ์ยุติแล้วจำเลยได้เตะและต่อยผู้เสียหายแล้วชักอาวุธมีดจะแทงผู้เสียหาย แต่มีคนเข้าห้ามไว้ จำเลยจึงขับรถจักรยานยนต์ออกไป จากนั้นนายเกียรติศักดิ์ พี่ชายของผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์มารับผู้เสียหาย แล้วไปจอดหน้าบ้านจำเลยและสอบถามเรื่องที่เกิดขึ้น จำเลยกับพวกเข้ามารุมชกต่อยนายเกียรติศักดิ์ จำเลยใช้อาวุธมีดแทงถูกศีรษะของนายเกียรติศักดิ์ ส่วนนายนิกรณ์ บิดาของจำเลยใช้ไม้ทุบตีนายเกียรติศักดิ์และชกผู้เสียหายหลายครั้ง สักพักหนึ่งมีคนเข้าห้ามไว้ ทั้งสองฝ่ายจึงหยุดทำร้ายร่างกายกัน แต่ยังคงโต้เถียงกัน ระหว่างนั้นนายสมศักดิ์ ผู้ตาย ซึ่งเป็นสามีของผู้เสียหายขับรถกระบะมาที่เกิดเหตุ นายเกียรติศักดิ์บอกผู้ตายว่าถูกจำเลยใช้อาวุธมีดแทงศีรษะ ผู้ตายจึงแย่งไม้จากนายนิกรณ์แล้วตีศีรษะนายนิกรณ์หลายครั้งจนล้มลง จากนั้นจำเลยวิ่งถืออาวุธมีดออกมาจากบ้านที่เกิดเหตุเพื่อจะเข้ามาแทงผู้เสียหาย ผู้ตายใช้ลำตัวเข้าบังผู้เสียหายไว้ คมมีดจึงไม่ถูกผู้เสียหาย แต่ไปถูกบริเวณลิ้นปี่ของผู้ตาย ทำให้อวัยวะภายในช่องอกของผู้ตายเป็นบาดแผลอย่างรุนแรง เป็นเหตุให้ผู้ตายได้รับบาดเจ็บและถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 72 และมาตรา 288 ประกอบมาตรา 60, 72 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยพลาดและโดยบันดาลโทสะ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี ยกคำร้องคดีส่วนแพ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เฉพาะคดีส่วนแพ่งเป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 และชำระเงิน 240,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 2 พร้อมดอกเบี้ย จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาคดีส่วนอาญายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยในคดีส่วนอาญาเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 9 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว และจำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพื่อพิจารณาและอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำฟ้องฎีกาของจำเลยว่า "พิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และรับฎีกาจำเลย สำเนาให้อีกฝ่ายแก้..." ดังนี้ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า ฎีกาของจำเลยชอบด้วยกฎหมายที่ศาลฎีกาจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ ในปัญหานี้ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่ได้บัญญัติวิธีการขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม และมาตรา 252 มาใช้บังคับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ด้วยการยื่นคำร้องขออนุญาตถึงผู้พิพากษานั้น แต่ก็เป็นเพียงนำมาใช้บังคับเท่าที่พอจะใช้บังคับได้เท่านั้น ทั้งเหตุผลที่ต้องให้ผู้ฎีกายื่นคำร้องดังกล่าว ก็เพื่อให้ทราบถึงเจตนาของผู้ยื่นฎีกาว่าประสงค์ให้ผู้พิพากษาคนใดพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เพื่อที่ศาลที่รับคำร้องจะได้ส่งคำร้องพร้อมสำนวนความไปยังผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาและมีคำสั่งต่อไป โดยที่การยื่นฎีกาในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคสอง และมาตรา 223 บัญญัติให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้เป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นตรวจฎีกาว่าควรจะรับส่งขึ้นไปยังศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ศาลชั้นต้นนั้น จึงมีอำนาจตรวจฎีกา และเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด ก็ย่อมมีอำนาจสั่งอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไปในคำฟ้องฎีกาเสียทีเดียวได้ แม้จำเลยจะมิได้ยื่นคำร้องเพื่อขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมาด้วยก็ตาม เพราะถือเป็นดุลพินิจเด็ดขาดของผู้พิพากษาที่สั่งอนุญาต การที่ผู้พิพากษาดังกล่าวตรวจฎีกาแล้วเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง และรับฎีกาของจำเลยไว้ จึงเป็นกรณีที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องตามเจตนารมณ์แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 แล้ว ศาลฎีกาย่อมวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของจำเลยต่อไปได้

*คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี การที่จำเลยกระทำความผิดโดยบันดาลโทสะ ศาลล่างทั้งสองได้กำหนดโทษจำคุก 6 ปี ซึ่งน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดตามที่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 72 ให้อำนาจไว้ ทั้งยังลดโทษให้จำเลยอีกหนึ่งในสาม คงจำคุก 4 ปี อันเป็นโทษที่เหมาะสมแก่สภาพความผิดแล้ว ส่วนพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกันมาก่อนเวลาเกิดเหตุไม่นาน โดยจำเลยเองมีส่วนในการวิวาทโดยใช้มีดเป็นอาวุธทำร้ายร่างกายฝ่ายผู้เสียหายด้วย การที่จำเลยยังคงใช้มีดเป็นอาวุธแทงผู้ตายในเวลาต่อมาอีกเช่นนี้นับว่าเป็นการกระทำที่ร้ายแรง ส่วนการวางเงินต่อศาลเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนก็เป็นเรื่องที่จำเลยต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาอยู่แล้ว แม้จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน หรือไม่เคยเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ หรือยังมีภาระต้องดูแลครอบครัวดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ก็ยังไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น


*ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมทั้งสองหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้ผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดการกระทำความผิดอยู่ด้วย จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย นางเหี้ยงซึ่งเป็นมารดาของผู้ตาย และเด็กหญิงนาฏยาซึ่งเป็นบุตรของผู้ตาย ย่อมไม่มีอำนาจเข้ามาจัดการแทนผู้ตายและไม่มีสิทธิขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก็ตาม แต่บุคคลทั้งสองเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลย จึงเป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิในทางแพ่งและมีสิทธิเรียกร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ตายเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ ส่วนจะกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้มากน้อยเพียงใด ย่อมต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 442 ประกอบมาตรา 223 วรรคหนึ่ง และมาตรา 438 วรรคหนึ่ง ที่ให้พิจารณาว่าความเสียหายนั้นได้เกิดขึ้นเพราะฝ่ายไหนเป็นผู้ก่อยิ่งหย่อนกว่ากันเพียงไร ซึ่งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว แม้ฝ่ายผู้ตายและฝ่ายจำเลยจะมีเหตุทะเลาะวิวาทกันมาก่อน แต่เหตุดังกล่าวยุติไปแล้ว การที่ในเวลาต่อมาผู้ตายใช้ไม้เป็นอาวุธตีทำร้ายนายนิกรณ์ บิดาของจำเลย จนเกิดเหตุคดีนี้ขึ้น ถือได้ว่าผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหายด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่นางเหี้ยงเป็นค่าปลงศพ 60,000 บาท กับค่าขาดไร้อุปการะแก่เด็กหญิงนาฏยา 720,000 บาท โดยให้จำเลยรับผิดในค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวเพียงหนึ่งในสามส่วนพร้อมด้วยดอกเบี้ย นับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนที่จำเลยอ้างว่ามีฐานะยากจนทำนองว่าจำเลยไม่สามารถชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามคำพิพากษาได้ ก็ไม่ใช่เหตุที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นอย่างอื่น ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

*พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

หมายเหตุ

*หลักเกณฑ์ในการอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมีความสำคัญเพื่อป้องกันการใช้สิทธิฎีกาในคดีอาญาโดยไม่จำเป็น และเพื่อรักษาความเป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรม โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังนี้:

1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

กำหนดข้อห้ามในการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง หากศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี การยื่นฎีกาในกรณีนี้ต้องได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ เพื่อเป็นการกลั่นกรองข้อเท็จจริงก่อนเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกา

อธิบาย: มาตรานี้เป็นการจำกัดสิทธิในการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เพื่อให้ศาลใช้เวลาและทรัพยากรในการพิจารณาเฉพาะคดีที่มีความสำคัญหรือมีข้อเท็จจริงที่จำเป็นต้องพิจารณาเพิ่มเติมเท่านั้น

2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221

ระบุว่าผู้ยื่นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องยื่นคำร้องขออนุญาตให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิจารณาอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้

อธิบาย: มาตรานี้กำหนดขั้นตอนการขออนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โดยการยื่นคำร้องนี้เป็นการแสดงเจตนาให้ศาลทราบว่าผู้ยื่นประสงค์ให้มีการพิจารณาในระดับศาลฎีกา

3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคสอง

บัญญัติให้การยื่นฎีกาต้องทำต่อศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นตรวจสอบฎีกาว่าควรรับหรือไม่ก่อนที่จะส่งไปยังศาลฎีกา

อธิบาย: ขั้นตอนนี้ทำให้ศาลชั้นต้นทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการพิจารณาความเหมาะสมของคำร้องฎีกา เพื่อให้การส่งเรื่องขึ้นศาลฎีกาเป็นไปอย่างรอบคอบ

4. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม

แม้บทบัญญัตินี้จะอยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่นำมาใช้กับคดีอาญาโดยอนุโลมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 15 ซึ่งระบุว่าผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือมีส่วนในคำพิพากษาต้องพิจารณาและอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสม

อธิบาย: มาตรา 224 วรรคสามทำให้มีหลักเกณฑ์ในการส่งคำร้องให้ผู้พิพากษาที่เกี่ยวข้องได้พิจารณา เป็นการขยายความครอบคลุมของกระบวนพิจารณา

5. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15

อนุญาตให้นำบทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลมในคดีอาญาในกรณีที่ไม่มีกฎหมายอาญาบัญญัติไว้โดยตรง

อธิบาย: มาตรานี้ช่วยให้ศาลสามารถนำบทบัญญัติกฎหมายแพ่งมาใช้เพื่อเสริมกระบวนพิจารณาคดีอาญาให้สมบูรณ์และเป็นธรรมมากขึ้น

สรุป: หลักเกณฑ์ในการอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมีขั้นตอนที่ต้องผ่านการพิจารณาอนุญาตจากศาลชั้นต้นหรือศาลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แน่ใจว่าการยื่นฎีกามีความจำเป็นและมีข้อเท็จจริงที่ควรพิจารณาต่อไปในศาลฎีกา ขั้นตอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ช่วยป้องกันการใช้สิทธิในทางที่ไม่เหมาะสมและรักษาความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม. 




อุทธรณ์ฎีกา

การอุทธรณ์คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการทำได้แค่ไหน กรณีโต้แย้งพยานหลักฐานเข้าข้อยกเว้นหรือไม่
การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้ามหรือไม่ในคดีขับไล่ที่ดิน และศาลฎีกายกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้เพียงใด
ศาลอุทธรณ์ต้องตรวจข้อเท็จจริงเองหรือไม่ แม้อุทธรณ์เฉพาะโทษ คดีอาญาโทษหนักและอำนาจศาลฎีกายกปัญหาขึ้นวินิจฉัยเอง
ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้หรือไม่ หากยื่นเกินกำหนดเพราะทนายอ่านคำสั่งศาลผิดและอ้างเหตุสุดวิสัย ศาลจะรับฟังเพียงใดตามกฎหมายวิธีพิจารณา
สิทธิอุทธรณ์และความเป็นที่สุดของคำสั่งปรับผู้ประกันในคดีอาญา
การเพิกถอนคำพิพากษาตามยอม และข้อจำกัดตามมาตรา 145 ป.วิ.พ.
ฟ้องรวมกันใช้สิทธิเฉพาะตัวต้องแยกทุนทรัพย์(ฎีกาที่ 4784/2539)
ถอนฎีกาในคดีอาญาแล้วคดีถึงที่สุดวันไหน หากผู้ประกันยังไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาล
การขออนุญาตฎีกา & บทลงโทษการยื่นผิดขั้นตอน(ฎีกา ครพ. 1020/2567)
วินิจฉัยฎีกา/ถอนยึดทรัพย์,การฎีกาโดยไม่ขออนุญาต (ฎีกา ครพ.ยช. 647/2567)
วิเคราะห์คดีลักทรัพย์+ปลอมเอกสาร & ปรับโทษ,ห้ามฎีกาข้อเท็จจริง (ฎีกา 722/2567)
(ฎีกาที่ 3716/2567) การฎีกาโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริงและการรอการลงโทษจำคุก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4235/2567 การผิดเงื่อนไขคุมประพฤติจากสัญญาประนีประนอมยอมความ และข้อจำกัดสิทธิในการฎีกา
คดีความผิดฐานกระทำชำเราและกระทำอนาจารเด็ก พร้อมวิเคราะห์ข้อกฎหมายเรื่องการรับฎีกา(ฎีกาที่ 7207/2567)
อำนาจอุทธรณ์คดีปลอมเอกสารและข้อจำกัดในศาลแขวง(ฎีกาที่ 7212/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2549 : การเรียกคืนของหมั้นและสินสอด กับข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์และฎีกา
การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวงต้องได้รับอนุญาต: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567
ผู้ตายมีส่วนประมาทในอุบัติเหตุ, การประมาทร่วมในคดีแพ่ง, ขาดนัดยื่นคำให้การ, การอุทธรณ์
จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่าไม่ได้มีการไตร่ตรองเพื่อเจตนาฆ่า, โทษประหารชีวิตศาลลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
ฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์, ฟ้องไม่สมบูรณ์, ข้อกำหนดลายมือชื่อในคำฟ้อง,
การยื่นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง มาตรา 218, ความผิดหลายกรรม มาตรา 91,
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 ถอนทนายความแล้ว
สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
เป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษา | ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การอุทธรณ์หรือฎีกาต้องเป็นไปตามลำดับชั้นของศาล
ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องจำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาได้เพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวพันเป็นอันเดียวกัน
ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อยห้ามโจทก์ฎีกา
ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์
มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนไม่ชอบ
ห้ามโจทก์อุทธรณ์ความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
การดำเนินการะบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกา
ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลา