ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวงต้องได้รับอนุญาต: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567

ทนาย ลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ปรึกษากฎหมายทางแชทไลน์ 

การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวงต้องได้รับอนุญาต: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567

คำนำบทความ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่พิจารณาในศาลแขวง โดยมีประเด็นสำคัญคือ การที่โจทก์ร่วมไม่ได้ขออนุญาตอุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทำให้การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ ทั้งนี้ ศาลฎีกายืนยันว่าคดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไปที่ฎีกาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์


สรุปฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงโดยไม่ได้ขอหรือได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 22 ทวิ ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ศาลชั้นต้นจะรับอุทธรณ์ไว้ แต่ไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตอย่างชัดแจ้ง จึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอน ส่งผลให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมโดยชอบแล้ว

ส่วนคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไปซึ่งฎีกาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต จึงให้ยกคำร้องดังกล่าว และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์


สรุปข้อเท็จจริงของคดี

•คดีนี้รวมสองสำนวนโดยโจทก์ร่วมกันฟ้องจำเลยสองรายในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ฉ้อโกง)

•ผู้เสียหาย นายโสพณ ยื่นขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม และศาลชั้นต้นอนุญาต

•จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

•โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น

•ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าการอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่มีคำสั่งอนุญาตอุทธรณ์จากผู้พิพากษาตามที่กฎหมายกำหนด

•โจทก์ร่วมยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา แต่ศาลฎีกายกคำร้องขออนุญาตฎีกาเนื่องจากไม่เข้าลักษณะที่ต้องได้รับอนุญาต


ประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจ

🔹 การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวงต้องได้รับอนุญาต

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 22 ทวิ และมาตรา 4 ที่ให้นำ ป.วิ.พ. มาตรา 224 มาใช้โดยอนุโลม การอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องได้รับ “คำอนุญาต” จากผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีหรือผู้ลงนามในคำพิพากษาศาลชั้นต้น

❗ หากไม่มีการขออนุญาต หรือไม่มีคำสั่งอนุญาต การอุทธรณ์ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย

🔹 คำสั่งรับอุทธรณ์โดยไม่มีการอนุญาต = โมฆะ

ในคดีนี้ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเพียงแต่สั่งว่า “รับอุทธรณ์” โดยไม่มีถ้อยคำแสดงว่า “อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้” ถือว่าไม่ครบถ้วนตามบทบัญญัติ

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม และศาลฎีกาเห็นพ้องว่า การกระทำของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย


คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

•ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไปที่สามารถฎีกาได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลฎีกา

•อย่างไรก็ตาม การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมโดยไม่มีคำสั่งอนุญาตอย่างชัดเจน ถือว่าผิดบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

•การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ชอบแล้ว

•ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์


ขยายความหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 22 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ

“ในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวง ต้องได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือความเห็นแย้ง”

จุดมุ่งหมายของบทบัญญัตินี้คือการคัดกรองไม่ให้คดีปริมาณมากเกินไปเข้าสู่ชั้นอุทธรณ์ โดยเฉพาะในคดีที่ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาอยู่แล้ว

มาตรา 224 วรรคสาม ป.วิ.พ. (ใช้โดยอนุโลม)

“คำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ต้องยื่นต่อผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคำอุทธรณ์”

หากไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนนี้ การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจถูกยกคำร้องได้


ข้อคิดทางกฎหมายจากคำพิพากษานี้

•⚖️ ทนายความต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการอุทธรณ์คดีที่เริ่มต้นในศาลแขวง ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ข้อเท็จจริง และได้รับคำสั่งอนุญาตอย่างถูกต้อง

•📜 การที่ศาลชั้นต้น “รับอุทธรณ์” ไม่เท่ากับ “อนุญาตให้อุทธรณ์ข้อเท็จจริง” จำเป็นต้องดูถ้อยคำชัดเจน

•⛔ หากละเลยขั้นตอน อาจทำให้สิทธิในการอุทธรณ์ของลูกความเสียไปอย่างถาวร

•💡 ศึกษาคำพิพากษานี้เป็นกรณีตัวอย่างที่สำคัญในการวางกลยุทธ์ทางคดี โดยเฉพาะในคดีเล็กที่เริ่มต้นในศาลแขวง


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567

คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความที่อุทธรณ์ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามมาตรา 22 ทวิ โดยยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ถึงผู้พิพากษาดังกล่าวพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสาม ซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 และผู้พิพากษาที่มีอำนาจได้สั่งคำร้องอนุญาตให้คู่ความนั้นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ หรือกรณีที่มิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ต่อผู้พิพากษาดังกล่าวโดยตรง แต่ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวได้มีคำสั่งขณะตรวจรับอุทธรณ์ว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ จึงจะเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย


คดีนี้ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า รับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม สำเนาให้จำเลยทั้งสองแก้ โดยไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนั้น ชอบแล้ว


อนึ่ง ที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขออนุญาตฎีกา เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไป การฎีกาจึงอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยฎีกาตาม ป.วิ.อ. ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 มิใช่เป็นคดีที่มีบทบัญญัติให้การฎีกากระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา จึงให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกา


คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341

ระหว่างพิจารณา นายโสพณ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมฎีกา


ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ร่วมต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เนื่องจากโจทก์ร่วมไม่ได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ทวิ โดยต้องให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลแขวงอนุญาตให้อุทธรณ์ โจทก์ร่วมไม่ได้ดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 จะเกิดสิทธิให้คู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์กรณีมีการขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามมาตรา 22 ทวิ นั้น ในการขออนุญาตอุทธรณ์คู่ความผู้ขอต้องยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม ซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และผู้พิพากษาที่มีอำนาจได้สั่งคำร้องอนุญาตให้คู่ความนั้นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ หรือกรณีที่มิได้มีการยื่นคำร้องขออนุญาตต่อผู้พิพากษาดังกล่าวโดยตรง แต่ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจมีคำสั่งขณะตรวจรับอุทธรณ์ว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้คู่ความฝ่ายนั้นอุทธรณ์ จึงจะเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่คดีนี้ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเพียงว่า โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม สำเนาให้จำเลยทั้งสองแก้ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับสำเนา ไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำโดยผิดหลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น


อนึ่ง ที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขออนุญาตฎีกา เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไป การฎีกาจึงอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 มิใช่เป็นคดีที่มีบทบัญญัติให้การฎีกากระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา จึงให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกา

พิพากษายืน


หลักกฎหมายที่เป็นหัวใจของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567 คือ 

มาตรา 22 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 โดยมีบทบัญญัติเกี่ยวกับ "การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่พิจารณาในศาลแขวง" ซึ่งต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและได้รับ “อนุญาต” จากผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีนั้นก่อน จึงจะสามารถอุทธรณ์ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

🧾 ตัวอย่างประกอบจากคดีจริง

ในคดีนี้:

•โจทก์ร่วมอุทธรณ์ข้อเท็จจริง โดยไม่มีคำร้องขออนุญาตจากผู้พิพากษาศาลแขวง

•ศาลชั้นต้นเพียง “รับอุทธรณ์” โดยไม่ได้มี “คำสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง” ตามที่กฎหมายกำหนด

•ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่า การอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่วินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์

•ศาลฎีกายืนตาม โดยวางแนวคำวินิจฉัยชัดเจนว่า “คำสั่งรับอุทธรณ์” โดยไม่มี “คำอนุญาต” มิใช่การอนุญาตโดยชอบ


💡 ข้อคิดจากหลักกฎหมายนี้

•การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวงต้องได้รับอนุญาตก่อนเสมอ

•ทนายความควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่า ได้มีการยื่นคำร้อง และมีคำสั่งอนุญาตชัดเจนหรือไม่

•หากละเลย จะทำให้สิทธิลูกความเสียหาย และอาจถูกตีตกตั้งแต่ศาลอุทธรณ์โดยไม่วินิจฉัยประเด็นสำคัญ


กรอบวิเคราะห์ฎีกา (IRAC)

✅ I – Issue (ประเด็นปัญหา)

การอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อเท็จจริงจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม่มีคำสั่งอนุญาตอุทธรณ์จากผู้พิพากษาศาลแขวง

✅ R – Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ)

•พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 22 และ 22 ทวิ

•มาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าวที่ให้นำ ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสาม มาใช้โดยอนุโลม

✅ A – Application (การวิเคราะห์)

โจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ข้อเท็จจริงตามขั้นตอน และผู้พิพากษาศาลแขวงก็ไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตไว้ชัดเจนเพียงพอ แม้ศาลชั้นต้นจะ “รับอุทธรณ์” ก็ไม่ถือว่าเป็นการอนุญาตอย่างถูกต้อง

✅ C – Conclusion (ข้อสรุป)

การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงของโจทก์ร่วมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกาพิพากษายกอุทธรณ์และฎีกาชอบแล้ว

 

 

การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวงต้องได้รับอนุญาต: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567 คำนำบทความ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่พิจารณาในศาลแขวง โดยมีประเด็นสำคัญคือ การที่โจทก์ร่วมไม่ได้ขออนุญาตอุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทำให้การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ ทั้งนี้ ศาลฎีกายืนยันว่าคดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไปที่ฎีกาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

 



อุทธรณ์ฎีกา

การอุทธรณ์คำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการทำได้แค่ไหน กรณีโต้แย้งพยานหลักฐานเข้าข้อยกเว้นหรือไม่
การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้ามหรือไม่ในคดีขับไล่ที่ดิน และศาลฎีกายกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้เพียงใด
ศาลอุทธรณ์ต้องตรวจข้อเท็จจริงเองหรือไม่ แม้อุทธรณ์เฉพาะโทษ คดีอาญาโทษหนักและอำนาจศาลฎีกายกปัญหาขึ้นวินิจฉัยเอง
ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ได้หรือไม่ หากยื่นเกินกำหนดเพราะทนายอ่านคำสั่งศาลผิดและอ้างเหตุสุดวิสัย ศาลจะรับฟังเพียงใดตามกฎหมายวิธีพิจารณา
สิทธิอุทธรณ์และความเป็นที่สุดของคำสั่งปรับผู้ประกันในคดีอาญา
การเพิกถอนคำพิพากษาตามยอม และข้อจำกัดตามมาตรา 145 ป.วิ.พ.
ฟ้องรวมกันใช้สิทธิเฉพาะตัวต้องแยกทุนทรัพย์(ฎีกาที่ 4784/2539)
ถอนฎีกาในคดีอาญาแล้วคดีถึงที่สุดวันไหน หากผู้ประกันยังไม่ส่งตัวจำเลยต่อศาล
การขออนุญาตฎีกา & บทลงโทษการยื่นผิดขั้นตอน(ฎีกา ครพ. 1020/2567)
วินิจฉัยฎีกา/ถอนยึดทรัพย์,การฎีกาโดยไม่ขออนุญาต (ฎีกา ครพ.ยช. 647/2567)
วิเคราะห์คดีลักทรัพย์+ปลอมเอกสาร & ปรับโทษ,ห้ามฎีกาข้อเท็จจริง (ฎีกา 722/2567)
(ฎีกาที่ 3716/2567) การฎีกาโจทก์ร่วมในปัญหาข้อเท็จจริงและการรอการลงโทษจำคุก
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4235/2567 การผิดเงื่อนไขคุมประพฤติจากสัญญาประนีประนอมยอมความ และข้อจำกัดสิทธิในการฎีกา
คดีความผิดฐานกระทำชำเราและกระทำอนาจารเด็ก พร้อมวิเคราะห์ข้อกฎหมายเรื่องการรับฎีกา(ฎีกาที่ 7207/2567)
อำนาจอุทธรณ์คดีปลอมเอกสารและข้อจำกัดในศาลแขวง(ฎีกาที่ 7212/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2549 : การเรียกคืนของหมั้นและสินสอด กับข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์และฎีกา
ผู้ตายมีส่วนประมาทในอุบัติเหตุ, การประมาทร่วมในคดีแพ่ง, ขาดนัดยื่นคำให้การ, การอุทธรณ์
จำเลยไม่มีสิทธิฎีกาว่าไม่ได้มีการไตร่ตรองเพื่อเจตนาฆ่า, โทษประหารชีวิตศาลลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต
ฟ้องของโจทก์ไม่มีลายมือชื่อโจทก์, ฟ้องไม่สมบูรณ์, ข้อกำหนดลายมือชื่อในคำฟ้อง,
สิทธิในทางแพ่งเรียกค่าสินไหมทดแทน, ผู้ตายไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย, การอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง(ฎีกาที่ 518/2567)
การยื่นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง มาตรา 218, ความผิดหลายกรรม มาตรา 91,
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องที่ 2 ถอนทนายความแล้ว
สาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย
เป็นฎีกาที่ไม่ได้คัดค้านคำพิพากษา | ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
การอุทธรณ์หรือฎีกาต้องเป็นไปตามลำดับชั้นของศาล
ศาลฎีกามีอำนาจยกฟ้องจำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ฎีกาได้เพราะข้อเท็จจริงเกี่ยวพันเป็นอันเดียวกัน
ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อยห้ามโจทก์ฎีกา
ทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์
มิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นจึงถึงที่สุด
ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งเดือนไม่ชอบ
ห้ามโจทก์อุทธรณ์ความผิดฐานเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา
การดำเนินการะบวนพิจารณาในชั้นอุทธรณ์และฎีกา
ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลา