
| การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวงต้องได้รับอนุญาต: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567
การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวงต้องได้รับอนุญาต: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567 คำนำบทความ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีอาญาที่พิจารณาในศาลแขวง โดยมีประเด็นสำคัญคือ การที่โจทก์ร่วมไม่ได้ขออนุญาตอุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทำให้การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ ทั้งนี้ ศาลฎีกายืนยันว่าคดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไปที่ฎีกาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
สรุปฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงโดยไม่ได้ขอหรือได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 22 ทวิ ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ศาลชั้นต้นจะรับอุทธรณ์ไว้ แต่ไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตอย่างชัดแจ้ง จึงเป็นการกระทำที่ผิดขั้นตอน ส่งผลให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมโดยชอบแล้ว ส่วนคำร้องขออนุญาตฎีกา ศาลเห็นว่าคดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไปซึ่งฎีกาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต จึงให้ยกคำร้องดังกล่าว และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
สรุปข้อเท็จจริงของคดี •คดีนี้รวมสองสำนวนโดยโจทก์ร่วมกันฟ้องจำเลยสองรายในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ฉ้อโกง) •ผู้เสียหาย นายโสพณ ยื่นขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม และศาลชั้นต้นอนุญาต •จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง •โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น •ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าการอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่มีคำสั่งอนุญาตอุทธรณ์จากผู้พิพากษาตามที่กฎหมายกำหนด •โจทก์ร่วมยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา แต่ศาลฎีกายกคำร้องขออนุญาตฎีกาเนื่องจากไม่เข้าลักษณะที่ต้องได้รับอนุญาต
ประเด็นทางกฎหมายที่น่าสนใจ 🔹 การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวงต้องได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 22 ทวิ และมาตรา 4 ที่ให้นำ ป.วิ.พ. มาตรา 224 มาใช้โดยอนุโลม การอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องได้รับ “คำอนุญาต” จากผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีหรือผู้ลงนามในคำพิพากษาศาลชั้นต้น ❗ หากไม่มีการขออนุญาต หรือไม่มีคำสั่งอนุญาต การอุทธรณ์ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย 🔹 คำสั่งรับอุทธรณ์โดยไม่มีการอนุญาต = โมฆะ ในคดีนี้ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเพียงแต่สั่งว่า “รับอุทธรณ์” โดยไม่มีถ้อยคำแสดงว่า “อนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้” ถือว่าไม่ครบถ้วนตามบทบัญญัติ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม และศาลฎีกาเห็นพ้องว่า การกระทำของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา •ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไปที่สามารถฎีกาได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลฎีกา •อย่างไรก็ตาม การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมโดยไม่มีคำสั่งอนุญาตอย่างชัดเจน ถือว่าผิดบทบัญญัติแห่งกฎหมาย •การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงของโจทก์ร่วมจึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ชอบแล้ว •ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
ขยายความหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง มาตรา 22 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ “ในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวง ต้องได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา หรือความเห็นแย้ง” จุดมุ่งหมายของบทบัญญัตินี้คือการคัดกรองไม่ให้คดีปริมาณมากเกินไปเข้าสู่ชั้นอุทธรณ์ โดยเฉพาะในคดีที่ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาอยู่แล้ว มาตรา 224 วรรคสาม ป.วิ.พ. (ใช้โดยอนุโลม) “คำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ต้องยื่นต่อผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคำอุทธรณ์” หากไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนนี้ การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจถูกยกคำร้องได้
ข้อคิดทางกฎหมายจากคำพิพากษานี้ •⚖️ ทนายความต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการอุทธรณ์คดีที่เริ่มต้นในศาลแขวง ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีการยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ข้อเท็จจริง และได้รับคำสั่งอนุญาตอย่างถูกต้อง •📜 การที่ศาลชั้นต้น “รับอุทธรณ์” ไม่เท่ากับ “อนุญาตให้อุทธรณ์ข้อเท็จจริง” จำเป็นต้องดูถ้อยคำชัดเจน •⛔ หากละเลยขั้นตอน อาจทำให้สิทธิในการอุทธรณ์ของลูกความเสียไปอย่างถาวร •💡 ศึกษาคำพิพากษานี้เป็นกรณีตัวอย่างที่สำคัญในการวางกลยุทธ์ทางคดี โดยเฉพาะในคดีเล็กที่เริ่มต้นในศาลแขวง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567 คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 คู่ความที่อุทธรณ์ต้องได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามมาตรา 22 ทวิ โดยยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ถึงผู้พิพากษาดังกล่าวพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสาม ซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 และผู้พิพากษาที่มีอำนาจได้สั่งคำร้องอนุญาตให้คู่ความนั้นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ หรือกรณีที่มิได้ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ต่อผู้พิพากษาดังกล่าวโดยตรง แต่ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวได้มีคำสั่งขณะตรวจรับอุทธรณ์ว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้อุทธรณ์ จึงจะเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย
คดีนี้ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า รับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม สำเนาให้จำเลยทั้งสองแก้ โดยไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนั้น ชอบแล้ว
อนึ่ง ที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขออนุญาตฎีกา เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไป การฎีกาจึงอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยฎีกาตาม ป.วิ.อ. ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 4 มิใช่เป็นคดีที่มีบทบัญญัติให้การฎีกากระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา จึงให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกา
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยเรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่าโจทก์ และเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ระหว่างพิจารณา นายโสพณ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม โจทก์ร่วมฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า คดีของโจทก์ร่วมต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เนื่องจากโจทก์ร่วมไม่ได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ทวิ โดยต้องให้ผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลแขวงอนุญาตให้อุทธรณ์ โจทก์ร่วมไม่ได้ดำเนินการเกี่ยวกับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 จะเกิดสิทธิให้คู่ความสามารถยื่นอุทธรณ์กรณีมีการขออนุญาตหรือได้รับอนุญาตให้อุทธรณ์จากผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามมาตรา 22 ทวิ นั้น ในการขออนุญาตอุทธรณ์คู่ความผู้ขอต้องยื่นคำร้องถึงผู้พิพากษานั้นพร้อมกับคำฟ้องอุทธรณ์ต่อศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสาม ซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และผู้พิพากษาที่มีอำนาจได้สั่งคำร้องอนุญาตให้คู่ความนั้นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ หรือกรณีที่มิได้มีการยื่นคำร้องขออนุญาตต่อผู้พิพากษาดังกล่าวโดยตรง แต่ผู้พิพากษาผู้มีอำนาจมีคำสั่งขณะตรวจรับอุทธรณ์ว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์และอนุญาตให้คู่ความฝ่ายนั้นอุทธรณ์ จึงจะเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่คดีนี้ผู้พิพากษาที่พิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเพียงว่า โจทก์ร่วมยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยายรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม สำเนาให้จำเลยทั้งสองแก้ภายใน 15 วัน นับแต่วันได้รับสำเนา ไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมจึงเป็นการกระทำโดยผิดหลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่ศาลชั้นต้นรับอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเป็นการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมนั้น จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ที่โจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขออนุญาตฎีกา เห็นว่า คดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไป การฎีกาจึงอยู่ภายใต้บทบัญญัติว่าด้วยฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 มิใช่เป็นคดีที่มีบทบัญญัติให้การฎีกากระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา จึงให้ยกคำร้องขออนุญาตฎีกา พิพากษายืน
หลักกฎหมายที่เป็นหัวใจของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8122 - 8123/2567 คือ มาตรา 22 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 โดยมีบทบัญญัติเกี่ยวกับ "การอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่พิจารณาในศาลแขวง" ซึ่งต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและได้รับ “อนุญาต” จากผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีนั้นก่อน จึงจะสามารถอุทธรณ์ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย 🧾 ตัวอย่างประกอบจากคดีจริง ในคดีนี้: •โจทก์ร่วมอุทธรณ์ข้อเท็จจริง โดยไม่มีคำร้องขออนุญาตจากผู้พิพากษาศาลแขวง •ศาลชั้นต้นเพียง “รับอุทธรณ์” โดยไม่ได้มี “คำสั่งอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง” ตามที่กฎหมายกำหนด •ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่า การอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่วินิจฉัยและพิพากษายกอุทธรณ์ •ศาลฎีกายืนตาม โดยวางแนวคำวินิจฉัยชัดเจนว่า “คำสั่งรับอุทธรณ์” โดยไม่มี “คำอนุญาต” มิใช่การอนุญาตโดยชอบ
💡 ข้อคิดจากหลักกฎหมายนี้ •การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในคดีศาลแขวงต้องได้รับอนุญาตก่อนเสมอ •ทนายความควรตรวจสอบให้แน่ชัดว่า ได้มีการยื่นคำร้อง และมีคำสั่งอนุญาตชัดเจนหรือไม่ •หากละเลย จะทำให้สิทธิลูกความเสียหาย และอาจถูกตีตกตั้งแต่ศาลอุทธรณ์โดยไม่วินิจฉัยประเด็นสำคัญ
กรอบวิเคราะห์ฎีกา (IRAC) ✅ I – Issue (ประเด็นปัญหา) การอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในข้อเท็จจริงจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม่มีคำสั่งอนุญาตอุทธรณ์จากผู้พิพากษาศาลแขวง ✅ R – Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ) •พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ มาตรา 22 และ 22 ทวิ •มาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าวที่ให้นำ ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคสาม มาใช้โดยอนุโลม ✅ A – Application (การวิเคราะห์) โจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ข้อเท็จจริงตามขั้นตอน และผู้พิพากษาศาลแขวงก็ไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตไว้ชัดเจนเพียงพอ แม้ศาลชั้นต้นจะ “รับอุทธรณ์” ก็ไม่ถือว่าเป็นการอนุญาตอย่างถูกต้อง ✅ C – Conclusion (ข้อสรุป) การอุทธรณ์ข้อเท็จจริงของโจทก์ร่วมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกาพิพากษายกอุทธรณ์และฎีกาชอบแล้ว
|




