
| การฟ้องคดีผู้บริโภคและอำนาจฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการบรรยายฟ้องผิดสัญญา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญในคดีผู้บริโภคว่าด้วย “อำนาจฟ้องของผู้ประกอบธุรกิจ” เมื่อคู่สัญญามีสัญญาเช่าพื้นที่หลายฉบับและมีการบรรยายคำฟ้องผิดฉบับ ทำให้ศาลต้องตรวจสอบว่าคำฟ้องเดิมมีสภาพเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ที่มุ่งให้การฟ้องร้องต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องอย่างเคร่งครัด มิใช่ยกข้ออ้างเกี่ยวกับสัญญาอีกฉบับหนึ่งมาประกอบคำฟ้องโดยไม่ได้บรรยายเป็นเหตุแห่งการฟ้องตั้งแต่ต้น เมื่อคำฟ้องเดิมไม่ชอบ แม้ต่อมาจะยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเพื่อเพิ่มรายละเอียดของสัญญาอีกฉบับก็ไม่สามารถทำให้คำฟ้องที่ไม่ชอบกลับกลายเป็นฟ้องที่สมบูรณ์ได้ ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยถึงผลทางกระบวนพิจารณาโดยตรง ทั้งต่อสิทธิของโจทก์ การรับฟ้องแย้งของจำเลย รวมถึงความสมบูรณ์ของกระบวนพิจารณาในศาลล่างทุกชั้น นับเป็นคดีที่ชี้ให้เห็นถึงความเข้มงวดของกฎหมายผู้บริโภคในการตรวจสอบสถานะและอำนาจฟ้องของผู้ประกอบธุรกิจก่อนเข้าสู่เนื้อหาของสัญญาใด ๆ สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้มีต้นกำเนิดจากความสัมพันธ์ทางสัญญาระหว่างโจทก์ ผู้ประกอบธุรกิจศูนย์การค้า และจำเลย ผู้เช่าพื้นที่เพื่อประกอบธุรกิจ โดยคู่สัญญาได้ทำสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการกัน สองฉบับ ได้แก่ (1) ห้องหมายเลข FM-B002 (2) ห้องหมายเลข FM-B003 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในฐานะผู้บริโภคเพื่อขอให้บังคับชำระค่าเช่า ค่าบริการ ค่าภาษีโรงเรือน และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ โดย “บรรยายคำฟ้อง” ว่าเป็นการฟ้องตามสัญญาของห้อง FM-B002 พร้อมแนบสัญญาของห้องดังกล่าวเป็นเอกสารท้ายฟ้อง และกำหนดทุนทรัพย์ตามสัญญาฉบับนั้น แต่ในเนื้อหาและเอกสารท้ายคำฟ้อง โจทก์กลับอ้างใบแจ้งหนี้ หนังสือบอกกล่าว และตารางคำนวณหนี้ที่เป็นของห้อง FM-B003 ซึ่งไม่ได้ถูกบรรยายเป็นเหตุแห่งการฟ้องตั้งแต่ต้น จำเลยให้การปฏิเสธและยื่น ฟ้องแย้ง เกี่ยวกับสัญญาห้อง FM-B003 ขอให้โจทก์คืนเงินประกันสัญญา ต่อมาเมื่อศาลชั้นต้นรับฟ้องแย้งแล้ว โจทก์จึงยื่นคำร้องขอ แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง โดยขอเพิ่มสัญญาของห้อง FM-B003 เข้ามา แต่ไม่ได้ขอแก้ไขทุนทรัพย์ตามกฎหมายผู้บริโภค มาตรา 20 ศาลชั้นต้นสืบพยานฝ่ายโจทก์และจำเลยจนเสร็จและพิพากษาให้จำเลยต้องชำระหนี้ตามฟ้อง พร้อมทั้งยกฟ้องแย้งของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ โดยถือว่าคำฟ้องเดิมมีข้อบกพร่องถึงขั้น “ไม่มีคำฟ้อง” โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และการฟ้องแย้งของจำเลยก็ต้องตกไปเช่นกัน โจทก์ฎีกา แต่ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าสิทธิฟ้องของโจทก์ไม่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้น เพราะคำฟ้องบรรยายเหตุฟ้องเพียงสัญญาห้อง FM-B002 แต่กลับนำสืบและอ้างเอกสารเกี่ยวกับสัญญาห้อง FM-B003 ซึ่งเป็นสัญญาคนละชุด สัญญาแยกบัญชีค่าเช่า และมีฐานสิทธิคนละส่วน จึงไม่ใช่เพียงข้อผิดหลงที่แก้ได้ จึงถือว่าไม่มีคำฟ้องเดิมและไม่มีสิทธิฟ้องแย้งตามกฎหมายผู้บริโภค ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 คำวินิจฉัยของศาล ประเด็นที่ 1 คำฟ้องของโจทก์ตามสัญญาห้อง FM-B002 เป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่า คำฟ้องต้องบรรยายข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องและคำขอบังคับให้ถูกต้องตามมาตรา 20 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค โดยต้องสอดคล้องกับเอกสารท้ายฟ้องและพยานหลักฐานที่นำสืบตลอดกระบวน เมื่อโจทก์ ฟ้องตามสัญญาห้อง FM-B002 แต่ อ้างเอกสารและนำสืบเกี่ยวกับ FM-B003 อันเป็นคนละสัญญาและคิดค่าใช้จ่ายแยกกัน จึงเป็นการฟ้องที่ ไม่ตรงเหตุฟ้อง และไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 9 และมาตรา 20 วรรคสองที่อนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องได้เฉพาะกรณี “คำฟ้องไม่ชัดเจนหรือขาดข้อความสำคัญ” ศาลสรุปว่า คำฟ้องเดิมไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่า ‘ไม่มีคำฟ้อง’ ตั้งแต่ต้น ประเด็นที่ 2 โจทก์สามารถขอแก้ไขคำฟ้องโดยเพิ่มสัญญา FM-B003 ภายหลังได้หรือไม่ ศาลเห็นว่า การแก้คำฟ้องต้องมีคำฟ้องเดิมที่ชอบตามกฎหมายเป็นพื้นฐานก่อน หากคำฟ้องเดิมไม่ชอบ ย่อมแก้ไขให้กลายเป็นคำฟ้องที่ชอบไม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาไปแล้วก็ตาม อ้างอิงบทกฎหมาย: • มาตรา 20 และ 21 พ.ร.บ.ผู้บริโภค • มาตรา 142(5) ป.วิ.พ. (ศาลยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้) ดังนั้น คำร้องขอแก้ไขคำฟ้องของโจทก์ “ไม่อาจรับฟังได้” ประเด็นที่ 3 คำฟ้องแย้งของจำเลยยังมีผลอยู่หรือไม่ ตามหลักการฟ้องแย้ง (มาตรา 20–21 พ.ร.บ.ผู้บริโภค) จำเลยจะฟ้องแย้งได้ “เมื่อมีคำฟ้องเดิมที่ชอบด้วยกฎหมาย” เมื่อศาลวินิจฉัยว่า “ไม่มีคำฟ้องเดิมตั้งแต่ต้น” จึงย่อมมีผลว่า จำเลยก็ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องแย้งเช่นกัน วิเคราะห์หลักกฎหมายเบื้องต้น (1) หลักการเรื่อง “เหตุแห่งการฟ้อง” ต้องชัดเจนและสอดคล้องกับฐานสัญญาที่อ้าง กฎหมายผู้บริโภคกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องบรรยายเหตุฟ้องอย่างครบถ้วน ชัดเจน ไม่คลุมเครือ และต้องสอดคล้องกับเอกสารท้ายคำฟ้องอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคเสียเปรียบในการต่อสู้คดี ในคดีนี้ ห้อง FM-B002 และ FM-B003 มีสถานะเป็น สัญญาคนละฉบับ มีค่าใช้จ่ายแยกกัน และสิทธิเกิดแยกกัน ไม่อาจสลับอ้างหรือใช้เหตุฟ้องของสัญญาหนึ่งไปใช้ในอีกสัญญาได้ ดังนั้น การบรรยายเหตุฟ้องผิดฉบับจึงมีผลเป็น การขาดองค์ประกอบของคำฟ้อง ตามกฎหมาย (2) แนวคิดสำคัญของคำว่า “คำฟ้องไม่มีมาตั้งแต่ต้น” ศาลฎีกาให้ความหมายว่า คำฟ้องที่ไม่ชอบเข้าข่าย “ไม่มี” คือ • ฟ้องโดยไม่เกิดสิทธิฟ้อง • ฟ้องเหตุผิดสัญญาจนไม่อาจระบุฐานสิทธิได้ • ฟ้องสัญญาฉบับหนึ่งแต่ไปนำสืบสัญญาอีกฉบับหนึ่ง • ไม่ใช่เพียงข้อบกพร่องทางรูปแบบ แต่กระทบต่อสาระสำคัญของสิทธิฟ้อง แนวคิดนี้เข้มงวดเป็นพิเศษในคดีผู้บริโภค เนื่องจากต้องคุ้มครองจำเลยซึ่งเป็นผู้บริโภค (3) การแก้ไขคำฟ้องไม่สามารถใช้เพื่อ “เปลี่ยนฐานคดี” มาตรา 20 และ 21 อนุญาตให้แก้ไขคำฟ้องในบางกรณีเท่านั้น แต่ ไม่อนุญาตให้แก้ไขเพื่อเปลี่ยนเหตุฟ้องหรือสัญญาที่เป็นฐานแห่งคดี เพราะเป็นการเปลี่ยนสาระสำคัญของการฟ้อง การขอเพิ่มสัญญา FM-B003 ภายหลังจึงไม่ชอบ (4) การนำสืบที่ไม่ตรงเหตุฟ้องถือเป็นข้อบกพร่องเชิงสาระสำคัญ โจทก์นำสืบเฉพาะหนี้ของสัญญา FM-B003 โดยไม่พิสูจน์หนี้ตาม FM-B002 เลย ทำให้คำฟ้องขาดมูลความจริงรองรับ ถือเป็นข้อบกพร่องขั้นสาระสำคัญตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 วิเคราะห์กฎหมาย 1 ลักษณะของการฟ้องคดีผู้บริโภคและภาระของผู้ประกอบธุรกิจ พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ได้วางหลักสำคัญคือ — ผู้ประกอบธุรกิจต้องฟ้องให้ “ถูกต้อง ครบถ้วน ชัดเจน” — ต้องบรรยายเหตุฟ้องตรงกับสิทธิที่อ้าง — ต้องแนบเอกสารที่เกี่ยวข้อง และต้องพิสูจน์สิทธิที่กล่าวอ้าง ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องโดยอ้างสัญญาห้อง FM-B002 แต่กลับใช้เอกสารและนำสืบเกี่ยวกับหนี้ตามสัญญา FM-B003 ซึ่งเป็นคนละสัญญา มีข้อกำหนดการชำระเงินต่างหาก และมีสิทธิหน้าที่แยกกันโดยสิ้นเชิง จึงไม่อยู่ในขอบเขตของการฟ้องคดีเดิม หลักกฎหมายผู้บริโภคเน้นความคุ้มครองผู้บริโภคเป็นสำคัญ ศาลจึงต้องเคร่งครัดในการตรวจสอบองค์ประกอบของคำฟ้อง ถ้าคำฟ้อง บรรยายเหตุฟ้องคลาดเคลื่อนจนไม่อาจยืนยันฐานสิทธิ ได้ ก็ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายโดยตัวของมันเอง 2 ความหมายทางนิติวิธีของ “คำฟ้องไม่มีตั้งแต่ต้น” และความแตกต่างกับ “คำฟ้องบกพร่องที่แก้ได้”** ศาลฎีกาให้หลักวินิจฉัยที่ชัดเจนว่า • หากคำฟ้องไม่ระบุข้อเท็จจริงสำคัญ • หรือระบุเหตุฟ้องผิดฐานจนไม่สามารถดำเนินกระบวนพิจารณาต่อได้ • หรือฟ้องฐานสัญญาหนึ่งแต่พิสูจน์อีกสัญญาหนึ่ง กรณีดังกล่าว ไม่ใช่ข้อบกพร่องที่แก้ได้ ตามมาตรา 9 หรือมาตรา 20 วรรคสอง เพราะไม่ใช่ “ความคลาดเคลื่อนเชิงรูปแบบ” หากแต่เป็น ความบกพร่องเชิงสาระสำคัญของสิทธิฟ้อง เมื่อคำฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น ผลคือ คำฟ้องถือว่าไม่มี และ ไม่อาจอาศัยการแก้ไขคำฟ้องในภายหลังเพื่อทำให้มันชอบได้ หลักนี้มีความเข้มงวดพิเศษในคดีผู้บริโภค เพราะคดีนี้เป็นเขตอำนาจเฉพาะที่ต้องคุ้มครองจำเลยผู้บริโภค 3 การแก้ไขคำฟ้องไม่อาจเปลี่ยนฐานคดีตามมาตรา 20 และ 21 การแก้คำฟ้องสามารถทำได้เฉพาะ • เพิ่มถ้อยคำ • แก้ความไม่ชัดเจน • เพิ่มสาระบางส่วนที่ขาด เมื่อไม่กระทบ “ฐานแห่งคดี” แต่ในคดีนี้ การขอแก้ไขคำฟ้องเพื่อเพิ่มสัญญาห้อง FM-B003 เป็นการ • เปลี่ยนเหตุฟ้อง • เปลี่ยนสัญญาที่อาศัยเป็นมูล • เปลี่ยนพยานหลักฐาน • เปลี่ยนทุนทรัพย์ ศาลวินิจฉัยว่า เป็นการเปลี่ยนคดีโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่การแก้ไขคำฟ้อง จึงเป็นการกระทำที่ไม่อาจทำให้คำฟ้องเดิมกลับมาชอบได้ 4 ผลกระทบต่อสิทธิในการฟ้องแย้ง การฟ้องแย้งเป็นสิทธิที่เกิด “บนฐานของคำฟ้องเดิม” (มาตรา 20 พ.ร.บ.ผู้บริโภค) เมื่อ — คำฟ้องเดิมไม่มี — ไม่ชอบด้วยกฎหมาย — ไม่มีฐานคดีใด ๆ ให้จำเลยต่อสู้ ผลคือ ฟ้องแย้งต้องตกไปโดยปริยาย ศาลฎีกาเน้นว่า สิทธิต่าง ๆ ในคดีผู้บริโภคถูกกำหนดโดยเงื่อนไขแห่งคำฟ้อง หากคำฟ้องไม่เกิด สิทธิต่าง ๆ ที่ตามมาจึงไม่อาจเกิดได้ 5 หลักกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย (มาตรา 142(5) ป.วิ.พ.) ประเด็นอำนาจฟ้องและความสมบูรณ์ของคำฟ้อง ถือเป็น “ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน” จึงให้ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้ไม่มีคู่ความยกประเด็นดังกล่าว โดยอาศัย • มาตรา 142(5) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง • มาตรา 50 และ 55 พ.ร.บ.ผู้บริโภค ในคดีนี้ ศาลเห็นว่าหากไม่วินิจฉัยเรื่องอำนาจฟ้อง จะทำให้คดีดำเนินไปโดยพื้นฐานที่ผิด ซึ่งกระทบกระบวนยุติธรรมโดยรวม 6 ความเชื่อมโยงกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกา แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในหลายคดีได้ยืนยันหลักว่า • คำฟ้องต้องอ้างมูลแห่งคดีให้ครบถ้วน • ไม่อาจนำพยานหลักฐานอื่นที่ไม่ตรงมูลฟ้องมาใช้ • คำฟ้องที่ไม่แสดงเหตุฟ้องชัดเจนถือว่าไม่ชอบ แนวนี้สอดคล้องกับคดีปัจจุบันที่มีการฟ้องโดยอ้างสัญญาหนึ่ง แต่พิสูจน์อีกสัญญาหนึ่ง ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าขัดหลักมูลฟ้องอย่างชัดเจน และเข้าข่ายคำฟ้องที่เป็นโมฆะโดยสภาพ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ค่าเช่า ค่าบริการ และภาษีตามที่โจทก์ฟ้อง พร้อมยกฟ้องแย้งของจำเลย โดยเห็นว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องตามสัญญาเช่าห้อง FM-B002 ต่อมาในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตรวจสอบองค์ประกอบคำฟ้องและเห็นว่าคำฟ้องเดิมของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะบรรยายเหตุฟ้องตามสัญญา FM-B002 แต่กลับนำสืบและอ้างพยานเกี่ยวกับสัญญา FM-B003 ซึ่งเป็นสัญญาคนละฉบับ จึงเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องแย้ง ไม่รับคำแก้ฟ้องแย้ง ไม่อนุญาตให้แก้ไขคำฟ้อง และพิพากษายกฟ้องโจทก์ เมื่อโจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ว่า เมื่อคำฟ้องเดิมไม่ชอบถือว่าไม่มีคำฟ้องตั้งแต่ต้น การฟ้องแย้งย่อมตกไป และไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องให้ชอบด้วยกฎหมายได้ ข้อคิดทางกฎหมาย 1. คำฟ้องในคดีผู้บริโภคต้องบรรยายเหตุฟ้องอย่างชัดเจนและสอดคล้องกับสัญญาที่เป็นมูลแห่งคดี การอ้างเหตุผิดสัญญาถือเป็นข้อบกพร่องเชิงสาระสำคัญ ไม่ใช่เพียงความไม่ชัดเจนที่แก้ไขได้ 2. คำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายถือว่า “ไม่มีคำฟ้องตั้งแต่ต้น” ไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมให้กลับกลายเป็นคำฟ้องที่สมบูรณ์ได้ แม้ศาลชั้นต้นจะได้รับคำฟ้องไว้แล้วก็ตาม 3. การฟ้องแย้งในคดีผู้บริโภคต้องอาศัยคำฟ้องเดิมที่ชอบเป็นเงื่อนไขสำคัญ หากคำฟ้องเดิมไม่มีผล ฟ้องแย้งย่อมหมดสิทธิยื่นโดยปริยาย 4. ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกามีอำนาจยกประเด็นอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย เพื่อคุ้มครองระบบยุติธรรมและผู้บริโภค 5. การนำสืบที่ไม่ตรงกับเหตุฟ้องทำให้คำฟ้องขาดมูลตามกฎหมาย และอาจส่งผลให้คดีทั้งหมดเป็นโมฆะโดยสภาพ แม้คู่ความจะไม่ยกประเด็นก็ตาม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำฟ้องผู้ประกอบธุรกิจที่บรรยายเหตุฟ้องผิดสัญญาถือว่าเป็นโมฆะหรือไม่ คำตอบ ถือเป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและอาจถือว่า “ไม่มีคำฟ้อง” ตั้งแต่ต้น หากเหตุฟ้องไม่ตรงกับสัญญาที่อ้างเป็นมูลคดี และไม่ใช่การบกพร่องเชิงรูปแบบที่แก้ไขได้ตามมาตรา 9 หรือ 20 ของ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค 2. การฟ้องแย้งของจำเลยยังมีผลอยู่หรือไม่เมื่อคำฟ้องเดิมไม่ชอบ คำตอบ ไม่มีผล เพราะการฟ้องแย้งต้องอาศัยคำฟ้องเดิมที่ชอบด้วยกฎหมายเป็นหลัก หากคำฟ้องเดิมถือว่าไม่มีตั้งแต่ต้น ฟ้องแย้งจึงไม่อาจเกิดได้ตามมาตรา 20–21 ของ พ.ร.บ.ผู้บริโภค ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1760/2568 โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้บริโภคโดยมีข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอบังคับ ตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการสำหรับห้องหมายเลข FM-B002 ในศูนย์การค้าของโจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้งเกี่ยวกับสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการสำหรับห้องหมายเลข FM-B003 ที่จำเลยทำสัญญาเช่ากับโจทก์อีกสัญญาหนึ่งด้วย เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฟ้องแย้งแล้ว โจทก์จึงยื่นคำให้การแก้ฟ้องแย้งและยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องเกี่ยวกับสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการสำหรับห้องหมายเลข FM-B003 โดยไม่ได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมทุนทรัพย์ เมื่อพิจารณาสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องหมายเลข FM-B002 กับสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องหมายเลข FM-B003 เป็นสัญญาที่ทำคนละฉบับ การคิดค่าเช่าและค่าบริการคิดแยกต่างหากจากกัน และการยื่นคำฟ้องคดีนี้ โจทก์บรรยายคำฟ้องโดยมีข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอบังคับชัดเจนว่าเป็นการฟ้องบังคับตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องเลขที่ FM-B002 โดยแนบสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องหมายเลข FM-B002 เป็นเอกสารท้ายคำฟ้อง แต่โจทก์อ้างใบแจ้งหนี้ค่าเช่า ภาษีโรงเรือนค่าบริการของห้องหมายเลข FM-B003 ที่อ้างว่าค้างชำระ สำเนาหนังสือบอกกล่าวขอให้ชำระค่าเช่า ค่าบริการ ค่าภาษีโรงเรือนและค่าภาษีมูลค่าเพิ่มตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องหมายเลข FM-B003 สำเนาตารางคำนวณทุนทรัพย์โดยอ้างเลขที่ใบแจ้งหนี้ตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องหมายเลข FM-B003 เป็นสำเนาเอกสารท้ายคำฟ้องเท่านั้น และในชั้นสืบพยานโจทก์ก็นำสืบว่าจำเลยค้างชำระค่าเช่าค่าบริการ ค่าภาษีโรงเรือนตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องหมายเลข FM-B003 โดยมิได้นำสืบว่าจำเลยผิดนัดผิดสัญญาค้างชำระค่าเช่า ค่าบริการและค่าภาษีโรงเรือนตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการห้องหมายเลข FM-B002 แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงเป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีรวมทั้งคำขอบังคับของโจทก์ตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องหมายเลข FM-B002 จึงยังไม่มีการโต้แย้งสิทธิที่จะทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องคดีตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 และอำนาจฟ้องของโจทก์ดังกล่าวไม่ใช่ข้อผิดระเบียบหรือผิดหลงในการดำเนินกระบวนพิจารณาของคู่ความฝ่ายใดซึ่งจะทำให้ศาลมีคำสั่งให้คู่ความที่ดำเนินกระบวนพิจารณาผิดระเบียบหรือผิดหลงนั้นทำการแก้ไขให้ถูกต้องภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่ศาลเห็นสมควรกำหนด และไม่ใช่เรื่องคำฟ้องไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่องอันจะทำให้ศาลมีคำสั่งให้โจทก์แก้ไขคำฟ้องในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนได้ ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 9 และมาตรา 20 วรรคสอง เมื่อโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องทำให้คำฟ้องเดิมไม่มีตั้งแต่ต้น ดังนั้น การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องตามสัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการของห้องหมายเลข FM-B003 เข้ามาภายหลังเพื่อให้คำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายย่อมไม่ชอบตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 20 และมาตรา 21 แม้การแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องของโจทก์ดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิจารณาและมีคำพิพากษาไปแล้ว กรณีจึงพอถือได้ว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง และอำนาจในการพิจารณาสั่งตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าวเป็นวิธีพิจารณาศาลชั้นต้นก็ตาม แต่บทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคในศาลชั้นต้นต้องนำไปใช้บังคับแก่การพิจารณาและการชี้ขาดตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์และในชั้นฎีกาโดยอนุโลมตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 50 และมาตรา 55 เมื่อศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาเห็นสมควร ศาลจะยกข้อเหล่านั้นขึ้นวินิจฉัยและพิพากษาไปก็ได้ ทั้งนี้ตามบทบัญญัติใน ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ดังนั้น เมื่อคำฟ้องเดิมของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าไม่มีคำฟ้องเดิม โจทก์จึงไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้อง และเมื่อไม่มีคำฟ้องเดิมตั้งแต่แรก ย่อมทำให้จำเลยไม่มีอำนาจฟ้องแย้งตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 20 และมาตรา 21 โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระเงิน 53,479.20 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปีจากต้นเงิน 49,003.44 บาทตั้งแต่วันฟ้อง โดยจำเลยให้การปฏิเสธและฟ้องแย้ง ขอให้โจทก์คืนเงินประกัน 20,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งและยื่นขอแก้ไขคำฟ้องเพื่อเพิ่มสัญญาห้อง FM-B003 โดยจำนวนเงินเรียกร้องเดิมคงเดิม ศาลชั้นต้นสืบพยานคู่ความและพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้อง พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียม และยกฟ้องแย้งจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่าคำฟ้องเดิมของโจทก์ไม่ชอบ เพราะฟ้องตามสัญญา FM-B002 แต่กลับอ้างเอกสารและนำสืบเกี่ยวกับ FM-B003 ซึ่งเป็นสัญญาคนละฉบับ ทำให้เหตุฟ้องไม่ตรงตามที่บรรยายไว้ จึงเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องแย้ง ไม่รับคำให้การแก้ฟ้องแย้ง ไม่อนุญาตให้แก้คำฟ้อง และพิพากษายกฟ้องโจทก์ พร้อมคืนค่าขึ้นศาลแก่จำเลย โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า การฟ้องต้องบรรยายเหตุฟ้องให้ตรงกับสัญญาที่เป็นมูลคดี เมื่อโจทก์ฟ้องตาม FM-B002 แต่ใช้อ้างอิงและสืบข้อเท็จจริงของ FM-B003 จึงถือว่าคำฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายตั้งแต่ต้น และไม่ใช่ข้อบกพร่องที่แก้ไขได้ตามมาตรา 9 หรือ 20 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค การขอแก้ไขคำฟ้องภายหลังจึงทำไม่ได้ และเพราะคำฟ้องเดิมไม่มีตั้งแต่ต้น จำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้งด้วย ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ |




