
| ฟ้องซ้ำประกันภัยรถชน สิทธิรับช่วงในคดีละเมิด(ฎีกา 883/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างบริษัทประกันภัยกับผู้กระทำละเมิดในคดีรถชน ซึ่งมีประเด็นสำคัญหลายประการ เช่น การฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 และ 148 สิทธิของบริษัทประกันภัยในการเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยตาม มาตรา 226 และ 880 ป.พ.พ. ลักษณะการชำระหนี้โดยสุจริตตาม มาตรา 316 และความรับผิดร่วมของเจ้าของรถหรือผู้ที่นั่งโดยสารในเหตุละเมิด ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกาจึงสะท้อนหลักกฎหมายสำคัญในคดีแพ่งและคดีประกันภัย โดยเฉพาะสถานะของบริษัทประกันภัยที่มิได้เป็นคู่ความในคดีอาญาและผลของการชำระหนี้โดยผู้กระทำละเมิดก่อนทราบการรับช่วงสิทธิของบริษัทประกันภัย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องบริษัทประกันภัย เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว และไม่อาจเรียกให้จำเลยที่ 2 รับผิดร่วมได้ ให้โจทก์รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 202,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตรากฎหมาย และให้คืนค่าขึ้นศาลบางส่วนแก่โจทก์ พร้อมกำหนดค่าใช้จ่ายในคดีให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้ เห็นว่าการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อผู้เอาประกันภัยเป็นการชำระโดยสุจริต ทำให้หนี้ส่วน 200,000 บาทระงับลง บริษัทประกันภัยเรียกคืนไม่ได้ แต่ยังมีสิทธิรับช่วงเฉพาะค่าลากรถ 6,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราเก่าและใหม่ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อเท็จจริงโดยย่อ • นายตุลาคม เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์ โดยบริษัทประกันภัย (โจทก์) คุ้มครองวงเงิน 200,000 บาท • เกิดอุบัติเหตุรถชนจากการกระทำโดยประมาทและเมาสุราของจำเลยที่ 1 • ศาลจังหวัดทุ่งสงในคดีอาญาให้นายตุลาคมได้รับค่าสินไหม 400,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้เป็นงวด ๆ • บริษัทประกันภัยชดใช้เงินให้ผู้เอาประกันภัย 200,000 บาทก่อนศาลพิพากษาคดีอาญา • บริษัทประกันภัยฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดคืนเงินตามสิทธิรับช่วง • ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระ • จำเลยฎีกา • ศาลฎีกาพิเคราะห์ทั้งประเด็นฟ้องซ้ำ สิทธิรับช่วง และสถานะของจำเลยที่ 2 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า บริษัทประกันภัยมีสิทธิ “รับช่วงสิทธิ” (subrogation) เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิดหรือไม่ เมื่อผู้กระทำละเมิดได้ชำระหนี้แก่ผู้เอาประกันภัยไปก่อนโดยสุจริต ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยบทกฎหมายสำคัญ ได้แก่ การฟ้องซ้ำ (มาตรา 144, 148 ป.วิ.พ.) สิทธิรับช่วง (มาตรา 226, 880 ป.พ.พ.) และการชำระหนี้โดยสุจริตที่ทำให้มูลหนี้ระงับ (มาตรา 316 ป.พ.พ.) มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ฟ้องซ้ำ (มาตรา 144, 148 ป.วิ.พ.) ใช้เพื่อวินิจฉัยว่าบริษัทประกันภัยฟ้องคดีนี้ซ้ำกับคดีอาญาที่มีการวินิจฉัยค่าเสียหายไปแล้วหรือไม่ ศาลชี้ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นคู่ความเดิม จึงไม่เข้าหลักฟ้องซ้ำ 2. สิทธิรับช่วง (มาตรา 226 และ 880 ป.พ.พ.) บริษัทประกันภัยได้รับสิทธิรับช่วงทันทีเมื่อชำระค่าสินไหมให้ผู้เอาประกันภัย แต่การใช้สิทธิต้องไม่ถูกระงับด้วยการชำระหนี้โดยสุจริตของลูกหนี้ 3. การชำระหนี้โดยสุจริต (มาตรา 316 ป.พ.พ.) ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้คือจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้ผู้เอาประกันภัยโดยสุจริต เพราะไม่รู้ว่าบริษัทประกันภัยเข้ารับช่วงสิทธิแล้ว การชำระจึงมีผลทำให้หนี้ระงับ 4. หนี้ระงับเพราะการชำระแก่ผู้ครองสิทธิ ศาลชี้ว่าการชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีอาญาแก่ผู้เสียหายโดยสุจริตถือเป็นการชำระแก่ผู้ครองสิทธิที่ถูกต้อง บริษัทประกันภัยจึงไม่อาจเรียกคืนเงิน 200,000 บาทได้ 5. ความเสียหายคนละส่วน (ค่าลากรถ) แม้หนี้ค่าเสียหายหลักจะระงับแล้ว แต่ค่าลากรถเป็นความเสียหายคนละส่วนซึ่งจำเลยยังไม่ได้ชำระ จึงเป็นส่วนเดียวที่บริษัทประกันภัยสามารถใช้สิทธิรับช่วงฟ้องเรียกคืนได้ เนื้อหาแบบขยาย 1. ประเด็นที่หนึ่ง: การฟ้องซ้ำ (มาตรา 144 และ 148 ป.วิ.พ.) จำเลยอ้างว่า บริษัทประกันภัยฟ้องคดีนี้ซ้ำกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาที่นายตุลาคมได้ยื่นคำร้อง มาตรา 44/1 ป.วิ.อ. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า • บริษัทประกันภัย ไม่ได้เป็นคู่ความ ในคดีอาญานั้น • การฟ้องครั้งนี้จึงไม่เข้าหลัก “คู่ความเดียวกัน เรื่องเดียวกัน” • ไม่ใช่ฟ้องซ้ำตาม มาตรา 148 ป.วิ.พ. • และไม่ใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม มาตรา 144 ข้อวินิจฉัยนี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อบุคคลไม่ได้เป็นคู่ความในคดีก่อน หน้า ก็ไม่อาจอ้างเป็น “ฟ้องซ้ำ” ได้ 2. ประเด็นที่สอง: สิทธิรับช่วงของบริษัทประกันภัย (มาตรา 226 และ 880 ป.พ.พ.) บริษัทประกันภัยชดใช้เงินตามกรมธรรม์ให้ผู้เอาประกันภัย วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ศาลชี้ว่า • เมื่อบริษัทประกันภัยชดใช้เงินแล้ว → สิทธิรับช่วงเกิดทันทีตาม มาตรา 226 และ 880 ป.พ.พ. • แม้จะเกิดก่อนที่ศาลอาญาจะพิพากษากำหนดค่าเสียหาย 400,000 บาท อย่างไรก็ตาม ความสำคัญอยู่ที่ “ผู้กระทำละเมิดรู้หรือไม่ว่าใครเป็นผู้ครองสิทธิ” 3. ประเด็นที่สาม: การชำระหนี้โดยสุจริต (มาตรา 316 ป.พ.พ.) ข้อเท็จจริงชัดเจนว่า • จำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าบริษัทประกันภัยได้ชดใช้เงินแทนนายตุลาคม • จำเลยที่ 1 จึงชำระหนี้ให้นายตุลาคมตามคำพิพากษาฯ โดยสุจริต ผลตามกฎหมาย • การชำระหนี้แก่ผู้ครองสิทธิ “โดยสุจริต” → ย่อมสมบูรณ์ตามมาตรา 316 ป.พ.พ. • มูลหนี้จึง “ระงับ” • บริษัทประกันภัยจึงไม่อาจเรียก 200,000 บาท ได้อีก 4. ประเด็นที่สี่: ค่าเสียหายส่วนอื่น (ค่ายกลากรถ) ค่าลากรถ 6,400 บาท • เป็นความเสียหายคนละส่วน • จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระแก่ผู้เอาประกันภัย • บริษัทประกันภัยชดใช้แทน → จึงรับช่วงได้ • ศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ 6,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราเก่าและใหม่ตาม พ.ร.ก.แก้ไขดอกเบี้ย พ.ศ.2564 5. ประเด็นที่ห้า: ความรับผิดของจำเลยที่ 2 โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถและเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 แต่พยานโจทก์พิสูจน์ได้เพียงว่า • จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถ • นั่งโดยสารขณะเกิดเหตุ ศาลฎีกาชี้ว่า • เพียงเท่านี้ไม่พอที่จะฟังว่าเป็นนายจ้าง/ตัวการ • ไม่มีความรับผิดร่วมกัน • จึง ยกฟ้องจำเลยที่ 2 คำวินิจฉัยของศาลฎีกา • ไม่เป็นฟ้องซ้ำ • สิทธิรับช่วงบริษัทประกันภัยเกิดขึ้นจริง • แต่จำเลยที่ 1 ชำระโดยสุจริต ม.316 → หนี้ระงับ • บริษัทประกันภัยเรียก 200,000 บาทไม่ได้ • แต่เรียกค่ายกลากรถ 6,400 บาทได้ • จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิด ข้อคิดทางกฎหมาย 1. สิทธิรับช่วงของบริษัทประกันภัยเกิดขึ้นทันทีหลังชำระค่าสินไหม 2. แต่ต้องพิสูจน์ว่า ผู้กระทำละเมิดรู้ว่าใครครองสิทธิในขณะชำระ 3. การชำระหนี้โดยสุจริตแก่ผู้ปรากฏเป็นเจ้าของสิทธิ ย่อมทำให้หนี้ระงับ 4. ต้องแยกความเสียหายแต่ละส่วนให้ชัดเจน เพราะอาจก่อสิทธิเรียกคืนต่างกัน 5. การกล่าวอ้างความรับผิดนายจ้างต้องมีพยานยืนยันความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ไม่ใช่แค่เป็นเจ้าของรถ IRAC Issue (ประเด็นปัญหากฎหมาย) 1. ฟ้องของบริษัทประกันภัยเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ (มาตรา 144, 148 ป.วิ.พ.) 2. บริษัทประกันภัยมีสิทธิรับช่วงเรียกค่าสินไหมคืนหรือไม่ (มาตรา 226, 880 ป.พ.พ.) 3. การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นการชำระโดยสุจริตหรือไม่ (มาตรา 316 ป.พ.พ.) 4. จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในฐานะนายจ้างหรือตัวการหรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ) • มาตรา 144 ป.วิ.พ. ห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ • มาตรา 148 ป.วิ.พ. ฟ้องซ้ำต้องเป็นคดีเดียวกัน คู่ความเดิม • มาตรา 226 ป.พ.พ. สิทธิรับช่วงเมื่อชำระหนี้แทน • มาตรา 316 ป.พ.พ. การชำระหนี้แก่ผู้ครองสิทธิ โดยสุจริต → หนี้ระงับ • มาตรา 880 ป.พ.พ. สิทธิรับช่วงในคดีละเมิด • หลักความรับผิดนายจ้าง/ตัวการ ต้องมีความสัมพันธ์แห่งการใช้อำนาจควบคุม Application (การประยุกต์ใช้) • บริษัทประกันภัยไม่ใช่คู่ความในคดีอาญา → ไม่เป็นฟ้องซ้ำ • บริษัทประกันภัยชำระเงินก่อน → สิทธิรับช่วงเกิดขึ้น • แต่จำเลยที่ 1 ไม่ทราบสิทธิรับช่วง → ชำระหนี้โดยสุจริต → ม.316 ใช้บังคับ • หนี้ 200,000 บาทระงับ บริษัทประกันภัยเรียกไม่ได้ • ค่ายลากรถเป็นอีกส่วนหนึ่ง → เรียกคืนได้ • จำเลยที่ 2 ไม่มีหลักฐานแสดงความเป็นนายจ้างหรือตัวการ → ไม่ต้องร่วมรับผิด Conclusion (ข้อสรุป) บริษัทประกันภัยมีสิทธิรับช่วงตามกฎหมายแต่ใช้สิทธินี้ไม่ได้ในส่วน 200,000 บาทเพราะหนี้ระงับโดยการชำระโดยสุจริตของจำเลยที่ 1 ส่วนค่าเสียหายที่เป็นค่ายกลากรถ 6,400 บาท บริษัทประกันภัยฟ้องเรียกได้ และจำเลยที่ 2 ไม่มีความรับผิดร่วม เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์แห่งนายจ้างหรือตัวการ สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2567: คดีรถชน ประกันภัย และสิทธิรับช่วงในคดีละเมิด บทความนี้วิเคราะห์คดีสำคัญเกี่ยวกับสิทธิรับช่วงของบริษัทประกันภัย สิทธิเรียกค่าสินไหมคืน การฟ้องซ้ำ และผลของการชำระหนี้โดยสุจริต ซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่นักกฎหมายและผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับคดีประกันภัยควรศึกษาอย่างยิ่ง 1. ภาพรวมของข้อเท็จจริง ผู้เอาประกันภัย (นายตุลาคม) ทำประกันภัยรถยนต์คุ้มครอง 200,000 บาท ต่อมาถูกรถกระบะของจำเลยที่ 1 ชนเนื่องจากการขับรถขณะเมาสุรา ศาลจังหวัดทุ่งสงในคดีอาญากำหนดให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ 400,000 บาทแก่ผู้เอาประกันภัย ซึ่งจำเลยชำระเป็นงวด ๆ และการชำระเกิดขึ้นโดยสุจริตเพราะจำเลยไม่ทราบว่าบริษัทประกันภัยได้ชดใช้เงินให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว 200,000 บาท บริษัทประกันภัยฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าสินไหมคืน รวม 212,295.12 บาท แต่ประเด็นในคดีมีความลุ่มลึก เพราะเกี่ยวพันกับสิทธิรับช่วง การฟ้องซ้ำ และสถานะของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นนายจ้างหรือตัวการหรือไม่ 2. ประเด็นฟ้องซ้ำ มาตรา 144 และ 148 ป.วิ.พ. จำเลยอ้างว่าการฟ้องของบริษัทประกันภัยเป็นฟ้องซ้ำ เนื่องจากมีการวินิจฉัยค่าเสียหายในคดีอาญาแล้ว แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า • บริษัทประกันภัย ไม่ใช่คู่ความเดิม • จึงไม่ใช่ “คู่ความเดียวกันในคดีก่อนหน้า” • ไม่เข้าองค์ประกอบ มาตรา 148 • และไม่ถือเป็นกระบวนพิจารณาซ้ำ มาตรา 144 จึงฟังไม่ได้ว่าฟ้องซ้ำ 3. สิทธิรับช่วงของบริษัทประกันภัย ตาม มาตรา 226 และ 880 ป.พ.พ. เมื่อบริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหม 200,000 บาทให้ผู้เอาประกันภัย → สิทธิรับช่วง เกิดขึ้นทันที อย่างไรก็ดี สิทธินี้จะบังคับใช้ได้ ก็ต่อเมื่อผู้กระทำละเมิดยังไม่ได้ชำระหนี้ให้ผู้ครองสิทธิ หรือทราบว่าเจ้าหนี้เปลี่ยนผู้ครองสิทธิแล้ว 4. การชำระหนี้โดยสุจริต มาตรา 316 ป.พ.พ. จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้ผู้เอาประกันภัยจากคำพิพากษาคดีอาญา โดยไม่รู้ว่าบริษัทประกันภัยได้ชดใช้เงินในส่วนนี้ไปก่อนแล้ว ดังนั้น • การชำระหนี้แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นการชำระ “แก่ผู้ปรากฏเป็นผู้มีสิทธิโดยสุจริต” • การชำระนั้นจึงสมบูรณ์ • มูลหนี้เกี่ยวกับค่าเสียหาย 200,000 บาท ระงับ บริษัทประกันภัยจึงไม่อาจเรียกคืนส่วนนี้จากจำเลยได้อีก 5. ค่าเสียหายที่ยังเรียกคืนได้: ค่ายกลากรถ 6,400 บาท ค่าลากรถเป็นคนละส่วนกับค่าเสียหายต่อรถยนต์ • จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระให้ผู้เอาประกันภัย • บริษัทประกันภัยชดใช้แทน → จึงมีสิทธิรับช่วงเรียกคืนได้เต็มจำนวน ดอกเบี้ยคิดตามอัตราเก่า (7.5%) จนถึง 10 เม.ย. 2564 และอัตราใหม่ 5% ตั้งแต่ 11 เม.ย. 2564 เป็นต้นไป ตาม พ.ร.ก.แก้ไขดอกเบี้ย 2564 6. ความรับผิดของจำเลยที่ 2 โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้าง/ตัวการ แต่พยานหลักฐานมีเพียง • จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถ • และนั่งโดยสารอยู่เท่านั้น ไม่พอพิสูจน์การใช้บังคับบัญชา จึงยกฟ้องจำเลยที่ 2 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. การฟ้องซ้ำจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อคู่ความและเรื่องเป็นชุดเดียวกัน 2. สิทธิรับช่วงของบริษัทประกันภัยเกิดขึ้นทันทีหลังชำระเงิน 3. แต่ผู้กระทำละเมิดอาจทำให้หนี้ระงับได้ หากชำระให้ผู้ครองสิทธิโดยสุจริต 4. ควรแยกประเภทความเสียหายเพื่อพิจารณาว่ารายการใดเรียกคืนได้ 5. การอ้างความรับผิดของนายจ้างต้องมีพยานแสดงอำนาจควบคุม ไม่ใช่แค่เป็นเจ้าของรถหรือร่วมโดยสาร คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2567 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจและผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่ง ต. ผู้เอาประกันภัยยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายในการซ่อมรถยนต์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของ ต. ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 คดีนี้ จึงมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วคู่ความเดียวกันมารื้อฟ้องกันอีก ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ทั้งมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 ในคดีอาญาดังกล่าว ต. ผู้เอาประกันภัยได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถยนต์คันเกิดเหตุ โดยอ้างส่งหลักฐานการซ่อมเป็นรายการราคาของอะไหล่แต่ละชิ้นและภาพถ่ายรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งศาลจังหวัดทุ่งสงพิจารณาหลักฐานดังกล่าวแล้ว เห็นว่า รถยนต์ย่อมเสื่อมสภาพลงเพราะการใช้งาน การคิดคำนวนราคาซ่อมไม่อาจคิดคำนวณราคาค่าอะไหล่ทุกชิ้นเป็นเกณฑ์ในการเรียกราคา ทั้งพิจารณาจากสภาพรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย หากทำการซ่อมก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไหล่ทั้งหมด เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้ 400,000 บาท อันเป็นการวินิจฉัยราคาค่าซ่อมรถยนต์จากหลักฐานรายการซ่อมและสภาพความเสียหายที่ปรากฏจากภาพถ่ายรถยนต์คันเกิดเหตุ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จากการตรวจสอบสภาพความเสียหายและประเมินราคาค่าซ่อมรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย ปรากฏว่าได้รับความเสียหาย 254,463 บาท ตามเอกสารสรุปค่าอะไหล่และใบเสนอราคาความเสียหายของอู่ ซึ่งสูงเกินกว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยที่กำหนดไว้ 200,000 บาท โจทก์จึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยเต็มตามจำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท ตามความผูกพันในสัญญาประกันภัยข้อ 2.1 การชดใช้ความเสียหายต่อรถยนต์ในกรณีรถยนต์เสียหายสิ้นเชิง ค่าเสียหายที่ ต. ได้รับจากจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสง 400,000 บาท และที่ ต. ได้รับจากโจทก์ 200,000 บาท จึงเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์เช่นเดียวกัน การที่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ต. ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ก่อนวันที่ศาลจังหวัดทุ่งสงมีคำพิพากษาในคดีอาญาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แก่ ต. เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 สิทธิของโจทก์ในการเข้ารับช่วงสิทธิของ ต. เรียกให้จำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัย ย่อมเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และมาตรา 880 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสง ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่ ต. และเข้ารับช่วงสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จาก ต. ก่อนวันที่ศาลจังหวัดทุ่งสงมีคำพิพากษาในคดีอาญา ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ให้แก่ ต. เป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดทุ่งสงที่กำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามคำร้องขอให้บังคับผู้กระทำความผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่ง ตามพฤติการณ์จึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งได้ทำให้แก่ผู้ครองตามปรากฏแห่งสิทธิในมูลหนี้ละเมิดโดยสุจริต การชำระหนี้ดังกล่าวย่อมสมบูรณ์ตามมาตรา 316 แม้โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิจาก ต. ก่อนจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าว แต่สิทธิของโจทก์มีเท่ากับสิทธิของ ต. ผู้เอาประกันภัยที่มีอยู่โดยมูลหนี้ต่อจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 226 วรรคหนึ่ง และการชำระหนี้ในมูลละเมิดสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ต. ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำลงนั้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว มูลหนี้ส่วนนี้จึงระงับไป โจทก์ไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดในค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ 200,000 บาท ได้ แต่สำหรับค่าลากรถที่โจทก์ฟ้องเรียกมา 6,400 บาท นั้น เป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ชดใช้ให้แก่ ต. ไปตามคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสง เมื่อโจทก์ได้ชดให้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่ ต. ไป และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่ ต. แล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของ ต. เรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ได้ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 212,295.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 206,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 202,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์จากนายตุลาคม มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2562 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2563 โดยคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์เนื่องจากการชนกับยานพาหนะทางบก 200,000 บาท ต่อครั้ง เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 เวลา 19.15 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะขณะเมาสุราไปตามถนนสายบ้านบ่อล้อ-ลำทับ เมื่อถึงจุดเกิดเหตุบริเวณทางแยกจบกับถนนสายบ่อล้อ-ลำทับ หมู่ที่ 1 ตำบลบางขัน อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวขวาเปลี่ยนช่องเดินรถผ่านทางแยกทันทีเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่นายตุลาคมขับมุ่งหน้าไปทางบ้านเขาขาว ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2562 พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดทุ่งสง โดยนายตุลาคมยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่ง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ วันที่ 26 มีนาคม 2563 ศาลจังหวัดทุ่งสงพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน และปรับ 32,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายตุลาคม 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวให้แก่นายตุลาคมเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2562 เป็นเงิน 250,000 บาท วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นเงิน 100,000 บาท และวันที่ 4 มิถุนายน 2563 เป็นเงิน 50,000 บาท คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ส่วนโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้นายตุลาคม 200,000 บาท เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 และจ่ายค่าลากรถอีก 6,400 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟ้องซ้ำกับคดีส่วนแพ่งตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสงหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งนายตุลาคมผู้เอาประกันภัยยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายในการซ่อมรถยนต์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 โจทก์คดีนี้มิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 คดีนี้จึงมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วคู่ความเดียวกันมารื้อร้องฟ้องกันอีก ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ทั้งมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2565 ของศาลจังหวัดทุ่งสง นายตุลาคมผู้เอาประกันภัยยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถยนต์คันเกิดเหตุโดยอ้างส่งหลักฐานการซ่อมเป็นรายการราคาของอะไหล่แต่ละชิ้นและภาพถ่ายรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งศาลจังหวัดทุ่งสงพิจารณาหลักฐานดังกล่าวแล้วเห็นว่า ราคารถยนต์ย่อมเสื่อมสภาพลงเพราะการใช้งาน การคิดคำนวณราคาค่าซ่อมไม่อาจคิดคำนวณจากราคาค่าอะไหล่ทุกชิ้นเป็นเกณฑ์ในการเรียกราคา ทั้งพิจารณาจากสภาพรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย หากทำการซ่อมก็ไม่จำต้องเปลี่ยนอะไหล่ทั้งหมด เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้ 400,000 บาท อันเป็นการวินิจฉัยราคาค่าซ่อมรถยนต์จากหลักฐานรายการการซ่อมและสภาพความเสียหายที่ปรากฏจากภาพถ่ายรถยนต์คันเกิดเหตุ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จากการตรวจสอบสภาพความเสียหายและการประเมินราคาค่าซ่อมรถยนต์คันเกิดเหตุของโจทก์ปรากฏว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย 254,463 บาท ซึ่งสูงเกินกว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยที่กำหนดไว้ 200,000 บาท โจทก์จึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยเต็มตามจำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท ตามความผูกพันในสัญญาประกันภัยข้อ 2.1 การชดใช้ความเสียหายต่อรถยนต์ในกรณีรถยนต์เสียหายสิ้นเชิง ค่าเสียหายที่นายตุลาคมได้รับจากจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสง 400,000 บาท และที่นายตุลาคมได้รับจากโจทก์ 200,000 บาท จึงเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์เช่นเดียวกัน การที่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายตุลาคมตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ก่อนวันที่ศาลจังหวัดทุ่งสงมีคำพิพากษาในคดีอาญาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แก่นายตุลาคมเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 สิทธิของโจทก์ในการเข้ารับช่วงสิทธิของนายตุลาคมเรียกให้จำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยย่อมเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และมาตรา 880 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสงไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่นายตุลาคมและเข้ารับช่วงสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จากนายตุลาคมก่อนวันที่ศาลจังหวัดทุ่งสงมีคำพิพากษาในคดีอาญา ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ให้แก่นายตุลาคมเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดทุ่งสงที่กำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามคำร้องขอให้บังคับผู้กระทำความผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่ง ตามพฤติการณ์จึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งได้ทำให้แก่ผู้ครองตามปรากฏแห่งสิทธิในมูลหนี้ละเมิดโดยสุจริต การชำระหนี้ดังกล่าวย่อมสมบูรณ์ตามมาตรา 316 แม้โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิจากนายตุลาคมก่อนจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าว แต่สิทธิของโจทก์มีเท่ากับสิทธิของนายตุลาคม ผู้เอาประกันภัยที่มีอยู่โดยมูลหนี้ต่อจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 226 วรรคหนึ่ง และการชำระหนี้ในมูลละเมิดสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของนายตุลาคมซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำลงนั้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว มูลหนี้ส่วนนี้จึงระงับไป โจทก์ไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดในหนี้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ 200,000 บาท ได้ แต่สำหรับค่ายกลากรถที่โจทก์ฟ้องเรียกมา 6,400 บาท นั้น เป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ซึ่งจำเลยที่ 1 ชดใช้ให้แก่นายตุลาคมไปตามคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสง เมื่อโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่นายตุลาคมไปและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่นายตุลาคมแล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของนายตุลาคมเรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ได้ ทางพิจารณาโจทก์นำสืบค่าเสียหายส่วนนี้ว่า โจทก์ชำระค่ายกลากรถที่เอาประกันภัยจากที่เกิดเหตุไปยังสถานีตำรวจภูธรบางชันให้แก่นายตุลาคมซึ่งสำรองจ่ายค่ายกลากรถไปก่อน 4,000 บาท และชำระค่ายกลากรถให้แก่ผู้ยกลากรถจากอำเภอบางชันเข้าอู่พระเวียงอีก 2,400 บาท รวมเป็นเงิน 6,400 บาท จำเลยที่ 1 ไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นว่า ค่ายกลากรถที่โจทก์เรียกมาเหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ แต่ที่โจทก์ขอเรียกดอกเบี้ยของค่ายกลากรถในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น เมื่อได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงกำหนดดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระค่าเสียหายในเหตุละเมิดครบถ้วนเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์สำหรับค่าเสียหายทุกจำนวนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โดยระบุว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ และในขณะเดียวกันเป็นนายจ้างหรือตัวการที่ได้จ้างวาน ใช้ หรือมอบหมายหรือเชิดให้จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปในทางการที่จ้าง หรือทางการอันได้รับมอบหมาย หรือที่ตนมีผลประโยชน์ร่วมกันในขณะเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันหรือแทนกันรับผิดต่อโจทก์ แต่ทางนำสืบโจทก์ได้ความแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ และจำเลยที่ 2 นั่งโดยสารรถยนต์กระบะไปกับจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุเท่านั้น แต่การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองรถยนต์กระบะตามหลักฐานทางทะเบียนและนั่งโดยสารไปกับจำเลยที่ 1 เพียงเท่านี้มิได้แสดงว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างหรือในกิจการที่ได้รับมอบหมายให้ทำแทนแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการซึ่งได้ใช้ จ้างวาน มอบหมายหรือเชิดให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะดังกล่าวหรือมีผลประโยชน์ใดร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ในการใช้รถยนต์กระบะ พยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ในกรณีที่บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ก่อนที่ศาลจังหวัดทุ่งสงจะมีคำพิพากษาในคดีอาญาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แก่ผู้เอาประกันภัยนั้น บริษัทประกันภัยจะถือว่ามีสิทธิ “รับช่วงสิทธิ” ของผู้เอาประกันภัยเพื่อเรียกให้จำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวได้ตั้งแต่เมื่อใด และสิทธิดังกล่าวจะถูกตัดหรือระงับได้หรือไม่ หากจำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินตามคำพิพากษาต่อผู้เอาประกันภัยไปก่อนโดยไม่ทราบว่ามีการรับช่วงสิทธิเกิดขึ้นแล้ว ธงคำตอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และมาตรา 880 วรรคหนึ่ง เมื่อบริษัทประกันภัยชำระค่าสินไหมทดแทน 200,000 บาทให้ผู้เอาประกันภัยแล้ว สิทธิรับช่วงของบริษัทประกันภัยย่อมเกิดขึ้นทันทีโดยผลของกฎหมาย แต่สิทธิรับช่วงดังกล่าวจะบังคับจำเลยที่ 1 ได้ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้ครองสิทธิโดยสุจริต ในคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้ผู้เอาประกันภัยตามคำพิพากษาคดีอาญาโดยสุจริต เพราะไม่ทราบว่าบริษัทประกันภัยได้ชดใช้เงินแทนผู้เอาประกันภัยแล้ว การชำระหนี้ดังกล่าวจึงเป็นการชำระแก่ผู้ครองสิทธิตามปรากฏโดยสุจริตตามมาตรา 316 ทำให้มูลหนี้ในส่วนนี้ระงับลง บริษัทประกันภัยจึงไม่อาจใช้สิทธิรับช่วงเรียกเงิน 200,000 บาทจากจำเลยที่ 1 ได้อีก แม้ว่าสิทธิรับช่วงจะเกิดขึ้นก่อนก็ตาม ข้อ 2 การที่บริษัทประกันภัยฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนคืน โดยอ้างสิทธิรับช่วงจากผู้เอาประกันภัย และจำเลยต่อสู้ว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีส่วนแพ่งที่ศาลจังหวัดทุ่งสงได้วินิจฉัยในคดีอาญาแล้วนั้น ต้องวินิจฉัยอย่างไรว่าเป็น “ฟ้องซ้ำ” หรือ “ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมาตรา 148 หรือไม่ ธงคำตอบ หลักฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 ป.วิ.พ. ต้องมีองค์ประกอบสำคัญคือเป็นคดี “เรื่องเดียวกัน” ระหว่าง “คู่ความเดียวกัน” ที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ในคดีนี้ แม้ศาลจังหวัดทุ่งสงจะวินิจฉัยค่าเสียหายในส่วนแพ่งในคดีอาญา แต่บริษัทประกันภัยไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คงมีเพียงผู้เอาประกันภัยที่ยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 ป.วิ.อ. ดังนั้นจึงไม่อาจถือว่าบริษัทประกันภัยเป็นคู่ความเดิม อีกทั้งการฟ้องครั้งนี้มีฐานสิทธิจากสัญญาประกันภัยและสิทธิรับช่วง จึงไม่ใช่ฟ้องเรื่องเดียวกันระหว่างคู่ความเดิม การฟ้องของบริษัทประกันภัยจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 และไม่ใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้โดยชอบ ข้อ 3 ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายจากการซ่อมรถยนต์ โดยศาลจังหวัดทุ่งสงในคดีอาญาได้วินิจฉัยกำหนดค่าเสียหาย 400,000 บาท แต่บริษัทประกันภัยประเมินความเสียหายเพียง 254,463 บาท และชำระเงินตามจำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาทนั้น ต้องพิจารณาอย่างไรถึงความสัมพันธ์ของค่าเสียหายทั้งสองส่วน และบริษัทประกันภัยสามารถอ้างสิทธิเรียกคืนจากจำเลยที่ 1 ได้เพียงใด ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าค่าซ่อมรถยนต์ที่ผู้เอาประกันภัยได้รับจากจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาคดีอาญาเป็นค่าเสียหายในมูลละเมิด ส่วนเงิน 200,000 บาทที่บริษัทประกันภัยชำระเป็นค่าสินไหมตามกรมธรรม์ก็เป็นความเสียหายประเภทเดียวกัน คือค่าสินไหมสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์จากเหตุชนกัน บริษัทประกันภัยจึงมีสิทธิรับช่วงจากผู้เอาประกันภัยในส่วนนี้ แต่โดยผลของกฎหมายว่าการที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามคำพิพากษาคดีอาญาไปโดยสุจริตแก่ผู้เอาประกันภัยย่อมทำให้มูลหนี้ดังกล่าวระงับตามมาตรา 316 ป.พ.พ. สิทธิของบริษัทประกันภัยจึงใช้ไม่ได้อีกในส่วนนี้ เพราะการชำระหนี้ของผู้กระทำละเมิดทำโดยสุจริตและสอดคล้องกับคำพิพากษาของศาล อย่างไรก็ดี หากมีความเสียหายประเภทอื่นซึ่งยังไม่ได้รับชำระ เช่น ค่าลากรถ บริษัทประกันภัยยังสามารถใช้สิทธิรับช่วงเพื่อฟ้องเรียกคืนได้ ข้อ 4 ในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของรถและโดยสารมากับจำเลยที่ 1 ในขณะเกิดเหตุ บริษัทประกันภัยฟ้องว่าเป็นนายจ้างหรือตัวการที่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 ต้องวินิจฉัยอย่างไรถึงการพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ว่าเป็นความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง หรือตัวการ-ตัวแทนตามกฎหมายละเมิดหรือไม่ ธงคำตอบ หลักกฎหมายกำหนดให้ผู้ที่จะต้องร่วมรับผิดในฐานะนายจ้างตามมาตรา 425 หรือในฐานะตัวการตามหลักละเมิด ต้องมีข้อเท็จจริงแสดงการใช้อำนาจควบคุม บัญชา หรือมอบหมายให้กระทำการในทางการที่จ้างหรือในกิจการที่ได้รับมอบหมาย ในคดีนี้พยานหลักฐานมีเพียงว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถและนั่งโดยสารมากับจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุ แต่ไม่มีพยานหลักฐานใดแสดงว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งให้จำเลยที่ 1 ขับรถ หรือมีอำนาจควบคุมใด ๆ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถเพียงอย่างเดียวไม่อาจถือว่าเป็น “นายจ้าง” หรือ “ตัวการ” ได้ และพฤติการณ์การนั่งโดยสารไม่ได้เป็นการใช้บังคับบัญชาหรือมอบหมายงาน การฟ้องจำเลยที่ 2 จึงไม่มีมูล ศาลฎีกายกฟ้องจำเลยที่ 2 ข้อ 5 ในส่วนของค่าเสียหายเกี่ยวกับค่าลากรถ ซึ่งบริษัทประกันภัยได้ชำระแทนผู้เอาประกันภัย รวม 6,400 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระส่วนนี้ให้ผู้เอาประกันภัยมาก่อน ต้องวินิจฉัยอย่างไรว่าเป็นความเสียหายประเภทใด และบริษัทประกันภัยสามารถใช้สิทธิรับช่วงเรียกได้หรือไม่ รวมทั้งการคิดดอกเบี้ยควรเป็นอย่างไรภายใต้กฎหมายที่แก้ไขใหม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าค่าลากรถเป็นความเสียหายคนละประเภทจากความเสียหายต่อรถยนต์ที่ศาลจังหวัดทุ่งสงกำหนดค่าซ่อม 400,000 บาท และเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้เอาประกันภัยสำรองจ่ายไปก่อน เมื่อบริษัทประกันภัยชำระแทนแล้ว จึงย่อมมีสิทธิรับช่วงตามมาตรา 226 และ 880 ป.พ.พ. เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระคืนได้ เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ส่วนนี้แก่ผู้เอาประกันภัยแต่อย่างใด ส่วนดอกเบี้ยต้องคิดตามกฎหมายที่ใช้บังคับในช่วงเวลา คือร้อยละ 7.5 ต่อปี จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งปรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่ โดยไม่กระทบสิทธิดอกเบี้ยก่อนกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ |
อำนาจฟ้อง & สอบสวนคดีอาญา,นับโทษ, มาตรา 120, (ฎีกา 659-661/2567) ฎีกา 1760/2568 คดีเช่าพื้นที่ห้าง & ฟ้องแย้ง (คดีผู้บริโภค) |




