ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องซ้ำประกันภัยรถชน สิทธิรับช่วงในคดีละเมิด(ฎีกา 883/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 883/2567, การฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148, การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ มาตรา 144 ป.วิ.พ., สิทธิรับช่วงตาม มาตรา 226 ป.พ.พ., การชำระหนี้โดยสุจริตตาม มาตรา 316 ป.พ.พ., คดีประกันภัยรถยนต์กรณีรถชน, การเรียกค่าสินไหมทดแทนของบริษัทประกันภัย, การวินิจฉัยค่าเสียหายรถยนต์จากหลักฐานซ่อม, ความสัมพันธ์นายจ้าง-ลูกจ้างในคดีละเมิด, ความรับผิดของเจ้าของรถยนต์, การเข้ารับช่วงสิทธิของบริษัทประกันภัยก่อนมีคำพิพากษา

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างบริษัทประกันภัยกับผู้กระทำละเมิดในคดีรถชน ซึ่งมีประเด็นสำคัญหลายประการ เช่น การฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 และ 148 สิทธิของบริษัทประกันภัยในการเข้ารับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยตาม มาตรา 226 และ 880 ป.พ.พ. ลักษณะการชำระหนี้โดยสุจริตตาม มาตรา 316 และความรับผิดร่วมของเจ้าของรถหรือผู้ที่นั่งโดยสารในเหตุละเมิด ข้อวินิจฉัยของศาลฎีกาจึงสะท้อนหลักกฎหมายสำคัญในคดีแพ่งและคดีประกันภัย โดยเฉพาะสถานะของบริษัทประกันภัยที่มิได้เป็นคู่ความในคดีอาญาและผลของการชำระหนี้โดยผู้กระทำละเมิดก่อนทราบการรับช่วงสิทธิของบริษัทประกันภัย

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องบริษัทประกันภัย เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว และไม่อาจเรียกให้จำเลยที่ 2 รับผิดร่วมได้ ให้โจทก์รับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 202,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตรากฎหมาย และให้คืนค่าขึ้นศาลบางส่วนแก่โจทก์ พร้อมกำหนดค่าใช้จ่ายในคดีให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้ เห็นว่าการชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ต่อผู้เอาประกันภัยเป็นการชำระโดยสุจริต ทำให้หนี้ส่วน 200,000 บาทระงับลง บริษัทประกันภัยเรียกคืนไม่ได้ แต่ยังมีสิทธิรับช่วงเฉพาะค่าลากรถ 6,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราเก่าและใหม่ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

สรุปข้อเท็จจริงโดยย่อ

นายตุลาคม เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์ โดยบริษัทประกันภัย (โจทก์) คุ้มครองวงเงิน 200,000 บาท

เกิดอุบัติเหตุรถชนจากการกระทำโดยประมาทและเมาสุราของจำเลยที่ 1

ศาลจังหวัดทุ่งสงในคดีอาญาให้นายตุลาคมได้รับค่าสินไหม 400,000 บาท โดยจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้เป็นงวด ๆ

บริษัทประกันภัยชดใช้เงินให้ผู้เอาประกันภัย 200,000 บาทก่อนศาลพิพากษาคดีอาญา

บริษัทประกันภัยฟ้องจำเลยทั้งสองให้รับผิดคืนเงินตามสิทธิรับช่วง

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์ทั้งประเด็นฟ้องซ้ำ สิทธิรับช่วง และสถานะของจำเลยที่ 2

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า บริษัทประกันภัยมีสิทธิ “รับช่วงสิทธิ” (subrogation) เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้กระทำละเมิดหรือไม่ เมื่อผู้กระทำละเมิดได้ชำระหนี้แก่ผู้เอาประกันภัยไปก่อนโดยสุจริต ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยบทกฎหมายสำคัญ ได้แก่ การฟ้องซ้ำ (มาตรา 144, 148 ป.วิ.พ.) สิทธิรับช่วง (มาตรา 226, 880 ป.พ.พ.) และการชำระหนี้โดยสุจริตที่ทำให้มูลหนี้ระงับ (มาตรา 316 ป.พ.พ.)

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้  key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ฟ้องซ้ำ (มาตรา 144, 148 ป.วิ.พ.)

ใช้เพื่อวินิจฉัยว่าบริษัทประกันภัยฟ้องคดีนี้ซ้ำกับคดีอาญาที่มีการวินิจฉัยค่าเสียหายไปแล้วหรือไม่ ศาลชี้ว่าโจทก์ไม่ได้เป็นคู่ความเดิม จึงไม่เข้าหลักฟ้องซ้ำ

2. สิทธิรับช่วง (มาตรา 226 และ 880 ป.พ.พ.)

บริษัทประกันภัยได้รับสิทธิรับช่วงทันทีเมื่อชำระค่าสินไหมให้ผู้เอาประกันภัย แต่การใช้สิทธิต้องไม่ถูกระงับด้วยการชำระหนี้โดยสุจริตของลูกหนี้

3. การชำระหนี้โดยสุจริต (มาตรา 316 ป.พ.พ.)

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้คือจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้ผู้เอาประกันภัยโดยสุจริต เพราะไม่รู้ว่าบริษัทประกันภัยเข้ารับช่วงสิทธิแล้ว การชำระจึงมีผลทำให้หนี้ระงับ

4. หนี้ระงับเพราะการชำระแก่ผู้ครองสิทธิ

ศาลชี้ว่าการชำระหนี้ตามคำพิพากษาคดีอาญาแก่ผู้เสียหายโดยสุจริตถือเป็นการชำระแก่ผู้ครองสิทธิที่ถูกต้อง บริษัทประกันภัยจึงไม่อาจเรียกคืนเงิน 200,000 บาทได้

5. ความเสียหายคนละส่วน (ค่าลากรถ)

แม้หนี้ค่าเสียหายหลักจะระงับแล้ว แต่ค่าลากรถเป็นความเสียหายคนละส่วนซึ่งจำเลยยังไม่ได้ชำระ จึงเป็นส่วนเดียวที่บริษัทประกันภัยสามารถใช้สิทธิรับช่วงฟ้องเรียกคืนได้

เนื้อหาแบบขยาย 

1. ประเด็นที่หนึ่ง: การฟ้องซ้ำ (มาตรา 144 และ 148 ป.วิ.พ.)

จำเลยอ้างว่า บริษัทประกันภัยฟ้องคดีนี้ซ้ำกับคดีส่วนแพ่งในคดีอาญาที่นายตุลาคมได้ยื่นคำร้อง มาตรา 44/1 ป.วิ.อ.

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

บริษัทประกันภัย ไม่ได้เป็นคู่ความ ในคดีอาญานั้น

การฟ้องครั้งนี้จึงไม่เข้าหลัก “คู่ความเดียวกัน เรื่องเดียวกัน”

ไม่ใช่ฟ้องซ้ำตาม มาตรา 148 ป.วิ.พ.

และไม่ใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม มาตรา 144

ข้อวินิจฉัยนี้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อบุคคลไม่ได้เป็นคู่ความในคดีก่อน หน้า ก็ไม่อาจอ้างเป็น “ฟ้องซ้ำ” ได้

2. ประเด็นที่สอง: สิทธิรับช่วงของบริษัทประกันภัย (มาตรา 226 และ 880 ป.พ.พ.)

บริษัทประกันภัยชดใช้เงินตามกรมธรรม์ให้ผู้เอาประกันภัย วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562

ศาลชี้ว่า

เมื่อบริษัทประกันภัยชดใช้เงินแล้ว

→ สิทธิรับช่วงเกิดทันทีตาม มาตรา 226 และ 880 ป.พ.พ.

แม้จะเกิดก่อนที่ศาลอาญาจะพิพากษากำหนดค่าเสียหาย 400,000 บาท

อย่างไรก็ตาม ความสำคัญอยู่ที่ “ผู้กระทำละเมิดรู้หรือไม่ว่าใครเป็นผู้ครองสิทธิ”

3. ประเด็นที่สาม: การชำระหนี้โดยสุจริต (มาตรา 316 ป.พ.พ.)

ข้อเท็จจริงชัดเจนว่า

จำเลยที่ 1 ไม่ทราบว่าบริษัทประกันภัยได้ชดใช้เงินแทนนายตุลาคม

จำเลยที่ 1 จึงชำระหนี้ให้นายตุลาคมตามคำพิพากษาฯ โดยสุจริต

ผลตามกฎหมาย

การชำระหนี้แก่ผู้ครองสิทธิ “โดยสุจริต”

→ ย่อมสมบูรณ์ตามมาตรา 316 ป.พ.พ.

มูลหนี้จึง “ระงับ”

บริษัทประกันภัยจึงไม่อาจเรียก 200,000 บาท ได้อีก

4. ประเด็นที่สี่: ค่าเสียหายส่วนอื่น (ค่ายกลากรถ)

ค่าลากรถ 6,400 บาท

เป็นความเสียหายคนละส่วน

จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระแก่ผู้เอาประกันภัย

บริษัทประกันภัยชดใช้แทน → จึงรับช่วงได้

ศาลฎีกาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ 6,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามอัตราเก่าและใหม่ตาม พ.ร.ก.แก้ไขดอกเบี้ย พ.ศ.2564

5. ประเด็นที่ห้า: ความรับผิดของจำเลยที่ 2

โจทก์กล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถและเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1

แต่พยานโจทก์พิสูจน์ได้เพียงว่า

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถ

นั่งโดยสารขณะเกิดเหตุ

ศาลฎีกาชี้ว่า

เพียงเท่านี้ไม่พอที่จะฟังว่าเป็นนายจ้าง/ตัวการ

ไม่มีความรับผิดร่วมกัน

จึง ยกฟ้องจำเลยที่ 2

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 

ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

สิทธิรับช่วงบริษัทประกันภัยเกิดขึ้นจริง

แต่จำเลยที่ 1 ชำระโดยสุจริต ม.316 → หนี้ระงับ

บริษัทประกันภัยเรียก 200,000 บาทไม่ได้

แต่เรียกค่ายกลากรถ 6,400 บาทได้

จำเลยที่ 2 ไม่ต้องร่วมรับผิด

ข้อคิดทางกฎหมาย

1. สิทธิรับช่วงของบริษัทประกันภัยเกิดขึ้นทันทีหลังชำระค่าสินไหม

2. แต่ต้องพิสูจน์ว่า ผู้กระทำละเมิดรู้ว่าใครครองสิทธิในขณะชำระ

3. การชำระหนี้โดยสุจริตแก่ผู้ปรากฏเป็นเจ้าของสิทธิ ย่อมทำให้หนี้ระงับ

4. ต้องแยกความเสียหายแต่ละส่วนให้ชัดเจน เพราะอาจก่อสิทธิเรียกคืนต่างกัน

5. การกล่าวอ้างความรับผิดนายจ้างต้องมีพยานยืนยันความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ไม่ใช่แค่เป็นเจ้าของรถ

IRAC 

Issue (ประเด็นปัญหากฎหมาย)

1. ฟ้องของบริษัทประกันภัยเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ (มาตรา 144, 148 ป.วิ.พ.)

2. บริษัทประกันภัยมีสิทธิรับช่วงเรียกค่าสินไหมคืนหรือไม่ (มาตรา 226, 880 ป.พ.พ.)

3. การชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นการชำระโดยสุจริตหรือไม่ (มาตรา 316 ป.พ.พ.)

4. จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในฐานะนายจ้างหรือตัวการหรือไม่

Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ)

มาตรา 144 ป.วิ.พ. ห้ามดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ

มาตรา 148 ป.วิ.พ. ฟ้องซ้ำต้องเป็นคดีเดียวกัน คู่ความเดิม

มาตรา 226 ป.พ.พ. สิทธิรับช่วงเมื่อชำระหนี้แทน

มาตรา 316 ป.พ.พ. การชำระหนี้แก่ผู้ครองสิทธิ โดยสุจริต → หนี้ระงับ

มาตรา 880 ป.พ.พ. สิทธิรับช่วงในคดีละเมิด

หลักความรับผิดนายจ้าง/ตัวการ ต้องมีความสัมพันธ์แห่งการใช้อำนาจควบคุม

Application (การประยุกต์ใช้)

บริษัทประกันภัยไม่ใช่คู่ความในคดีอาญา → ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

บริษัทประกันภัยชำระเงินก่อน → สิทธิรับช่วงเกิดขึ้น

แต่จำเลยที่ 1 ไม่ทราบสิทธิรับช่วง → ชำระหนี้โดยสุจริต → ม.316 ใช้บังคับ

หนี้ 200,000 บาทระงับ บริษัทประกันภัยเรียกไม่ได้

ค่ายลากรถเป็นอีกส่วนหนึ่ง → เรียกคืนได้

จำเลยที่ 2 ไม่มีหลักฐานแสดงความเป็นนายจ้างหรือตัวการ → ไม่ต้องร่วมรับผิด

Conclusion (ข้อสรุป)

บริษัทประกันภัยมีสิทธิรับช่วงตามกฎหมายแต่ใช้สิทธินี้ไม่ได้ในส่วน 200,000 บาทเพราะหนี้ระงับโดยการชำระโดยสุจริตของจำเลยที่ 1 ส่วนค่าเสียหายที่เป็นค่ายกลากรถ 6,400 บาท บริษัทประกันภัยฟ้องเรียกได้ และจำเลยที่ 2 ไม่มีความรับผิดร่วม เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์แห่งนายจ้างหรือตัวการ

สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2567: คดีรถชน ประกันภัย และสิทธิรับช่วงในคดีละเมิด

บทความนี้วิเคราะห์คดีสำคัญเกี่ยวกับสิทธิรับช่วงของบริษัทประกันภัย สิทธิเรียกค่าสินไหมคืน การฟ้องซ้ำ และผลของการชำระหนี้โดยสุจริต ซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่นักกฎหมายและผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับคดีประกันภัยควรศึกษาอย่างยิ่ง

1. ภาพรวมของข้อเท็จจริง

ผู้เอาประกันภัย (นายตุลาคม) ทำประกันภัยรถยนต์คุ้มครอง 200,000 บาท ต่อมาถูกรถกระบะของจำเลยที่ 1 ชนเนื่องจากการขับรถขณะเมาสุรา ศาลจังหวัดทุ่งสงในคดีอาญากำหนดให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ 400,000 บาทแก่ผู้เอาประกันภัย ซึ่งจำเลยชำระเป็นงวด ๆ และการชำระเกิดขึ้นโดยสุจริตเพราะจำเลยไม่ทราบว่าบริษัทประกันภัยได้ชดใช้เงินให้แก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว 200,000 บาท

บริษัทประกันภัยฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าสินไหมคืน รวม 212,295.12 บาท แต่ประเด็นในคดีมีความลุ่มลึก เพราะเกี่ยวพันกับสิทธิรับช่วง การฟ้องซ้ำ และสถานะของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นนายจ้างหรือตัวการหรือไม่

2. ประเด็นฟ้องซ้ำ มาตรา 144 และ 148 ป.วิ.พ.

จำเลยอ้างว่าการฟ้องของบริษัทประกันภัยเป็นฟ้องซ้ำ เนื่องจากมีการวินิจฉัยค่าเสียหายในคดีอาญาแล้ว

แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

บริษัทประกันภัย ไม่ใช่คู่ความเดิม

จึงไม่ใช่ “คู่ความเดียวกันในคดีก่อนหน้า”

ไม่เข้าองค์ประกอบ มาตรา 148

และไม่ถือเป็นกระบวนพิจารณาซ้ำ มาตรา 144

จึงฟังไม่ได้ว่าฟ้องซ้ำ

3. สิทธิรับช่วงของบริษัทประกันภัย ตาม มาตรา 226 และ 880 ป.พ.พ.

เมื่อบริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหม 200,000 บาทให้ผู้เอาประกันภัย

→ สิทธิรับช่วง เกิดขึ้นทันที

อย่างไรก็ดี สิทธินี้จะบังคับใช้ได้ ก็ต่อเมื่อผู้กระทำละเมิดยังไม่ได้ชำระหนี้ให้ผู้ครองสิทธิ หรือทราบว่าเจ้าหนี้เปลี่ยนผู้ครองสิทธิแล้ว

4. การชำระหนี้โดยสุจริต มาตรา 316 ป.พ.พ.

จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้ผู้เอาประกันภัยจากคำพิพากษาคดีอาญา โดยไม่รู้ว่าบริษัทประกันภัยได้ชดใช้เงินในส่วนนี้ไปก่อนแล้ว

ดังนั้น

การชำระหนี้แก่ผู้เอาประกันภัยเป็นการชำระ “แก่ผู้ปรากฏเป็นผู้มีสิทธิโดยสุจริต”

การชำระนั้นจึงสมบูรณ์

มูลหนี้เกี่ยวกับค่าเสียหาย 200,000 บาท ระงับ

บริษัทประกันภัยจึงไม่อาจเรียกคืนส่วนนี้จากจำเลยได้อีก

5. ค่าเสียหายที่ยังเรียกคืนได้: ค่ายกลากรถ 6,400 บาท

ค่าลากรถเป็นคนละส่วนกับค่าเสียหายต่อรถยนต์

จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระให้ผู้เอาประกันภัย

บริษัทประกันภัยชดใช้แทน

→ จึงมีสิทธิรับช่วงเรียกคืนได้เต็มจำนวน

ดอกเบี้ยคิดตามอัตราเก่า (7.5%) จนถึง 10 เม.ย. 2564 และอัตราใหม่ 5% ตั้งแต่ 11 เม.ย. 2564 เป็นต้นไป ตาม พ.ร.ก.แก้ไขดอกเบี้ย 2564

6. ความรับผิดของจำเลยที่ 2

โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้าง/ตัวการ แต่พยานหลักฐานมีเพียง

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถ

และนั่งโดยสารอยู่เท่านั้น

ไม่พอพิสูจน์การใช้บังคับบัญชา จึงยกฟ้องจำเลยที่ 2

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

1. การฟ้องซ้ำจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อคู่ความและเรื่องเป็นชุดเดียวกัน

2. สิทธิรับช่วงของบริษัทประกันภัยเกิดขึ้นทันทีหลังชำระเงิน

3. แต่ผู้กระทำละเมิดอาจทำให้หนี้ระงับได้ หากชำระให้ผู้ครองสิทธิโดยสุจริต

4. ควรแยกประเภทความเสียหายเพื่อพิจารณาว่ารายการใดเรียกคืนได้

5. การอ้างความรับผิดของนายจ้างต้องมีพยานแสดงอำนาจควบคุม ไม่ใช่แค่เป็นเจ้าของรถหรือร่วมโดยสาร

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 883/2567 

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจและผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่ง ต. ผู้เอาประกันภัยยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายในการซ่อมรถยนต์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 โจทก์คดีนี้ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของ ต. ไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 คดีนี้ จึงมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วคู่ความเดียวกันมารื้อฟ้องกันอีก ฟ้องโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำอันจะต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 148 ทั้งมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144

ในคดีอาญาดังกล่าว ต. ผู้เอาประกันภัยได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถยนต์คันเกิดเหตุ โดยอ้างส่งหลักฐานการซ่อมเป็นรายการราคาของอะไหล่แต่ละชิ้นและภาพถ่ายรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งศาลจังหวัดทุ่งสงพิจารณาหลักฐานดังกล่าวแล้ว เห็นว่า รถยนต์ย่อมเสื่อมสภาพลงเพราะการใช้งาน การคิดคำนวนราคาซ่อมไม่อาจคิดคำนวณราคาค่าอะไหล่ทุกชิ้นเป็นเกณฑ์ในการเรียกราคา ทั้งพิจารณาจากสภาพรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย หากทำการซ่อมก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไหล่ทั้งหมด เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้ 400,000 บาท อันเป็นการวินิจฉัยราคาค่าซ่อมรถยนต์จากหลักฐานรายการซ่อมและสภาพความเสียหายที่ปรากฏจากภาพถ่ายรถยนต์คันเกิดเหตุ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จากการตรวจสอบสภาพความเสียหายและประเมินราคาค่าซ่อมรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัย ปรากฏว่าได้รับความเสียหาย 254,463 บาท ตามเอกสารสรุปค่าอะไหล่และใบเสนอราคาความเสียหายของอู่ ซึ่งสูงเกินกว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยที่กำหนดไว้ 200,000 บาท โจทก์จึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยเต็มตามจำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท ตามความผูกพันในสัญญาประกันภัยข้อ 2.1 การชดใช้ความเสียหายต่อรถยนต์ในกรณีรถยนต์เสียหายสิ้นเชิง ค่าเสียหายที่ ต. ได้รับจากจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสง 400,000 บาท และที่ ต. ได้รับจากโจทก์ 200,000 บาท จึงเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์เช่นเดียวกัน การที่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ต. ตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ก่อนวันที่ศาลจังหวัดทุ่งสงมีคำพิพากษาในคดีอาญาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แก่ ต. เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 สิทธิของโจทก์ในการเข้ารับช่วงสิทธิของ ต. เรียกให้จำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัย ย่อมเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และมาตรา 880 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสง ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่ ต. และเข้ารับช่วงสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จาก ต. ก่อนวันที่ศาลจังหวัดทุ่งสงมีคำพิพากษาในคดีอาญา ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ให้แก่ ต. เป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดทุ่งสงที่กำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามคำร้องขอให้บังคับผู้กระทำความผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่ง ตามพฤติการณ์จึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งได้ทำให้แก่ผู้ครองตามปรากฏแห่งสิทธิในมูลหนี้ละเมิดโดยสุจริต การชำระหนี้ดังกล่าวย่อมสมบูรณ์ตามมาตรา 316 แม้โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิจาก ต. ก่อนจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าว แต่สิทธิของโจทก์มีเท่ากับสิทธิของ ต. ผู้เอาประกันภัยที่มีอยู่โดยมูลหนี้ต่อจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 226 วรรคหนึ่ง และการชำระหนี้ในมูลละเมิดสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของ ต. ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำลงนั้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว มูลหนี้ส่วนนี้จึงระงับไป โจทก์ไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดในค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ 200,000 บาท ได้ แต่สำหรับค่าลากรถที่โจทก์ฟ้องเรียกมา 6,400 บาท นั้น เป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ ซึ่งจำเลยที่ 1 ชดใช้ให้แก่ ต. ไปตามคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสง เมื่อโจทก์ได้ชดให้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่ ต. ไป และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่ ต. แล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของ ต. เรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ได้

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 212,295.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 206,400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 202,550 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ และให้คืนค่าขึ้นศาลในอนาคต 100 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์รับประกันภัยรถยนต์จากนายตุลาคม มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี นับตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2562 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2563 โดยคุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์เนื่องจากการชนกับยานพาหนะทางบก 200,000 บาท ต่อครั้ง เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 เวลา 19.15 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะขณะเมาสุราไปตามถนนสายบ้านบ่อล้อ-ลำทับ เมื่อถึงจุดเกิดเหตุบริเวณทางแยกจบกับถนนสายบ่อล้อ-ลำทับ หมู่ที่ 1 ตำบลบางขัน อำเภอบางขัน จังหวัดนครศรีธรรมราช จำเลยที่ 1 ขับรถเลี้ยวขวาเปลี่ยนช่องเดินรถผ่านทางแยกทันทีเป็นเหตุให้เฉี่ยวชนกับรถยนต์ที่นายตุลาคมขับมุ่งหน้าไปทางบ้านเขาขาว ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม 2562 พนักงานอัยการฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลจังหวัดทุ่งสง โดยนายตุลาคมยื่นคำร้องขอให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่ง จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ วันที่ 26 มีนาคม 2563 ศาลจังหวัดทุ่งสงพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน และปรับ 32,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่นายตุลาคม 400,000 บาท จำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวให้แก่นายตุลาคมเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2562 เป็นเงิน 250,000 บาท วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นเงิน 100,000 บาท และวันที่ 4 มิถุนายน 2563 เป็นเงิน 50,000 บาท คดีอาญาดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ส่วนโจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้นายตุลาคม 200,000 บาท เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 และจ่ายค่าลากรถอีก 6,400 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อแรกว่า ฟ้องโจทก์เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำและฟ้องซ้ำกับคดีส่วนแพ่งตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสงหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ และผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งนายตุลาคมผู้เอาประกันภัยยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายในการซ่อมรถยนต์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 โจทก์คดีนี้มิได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 คดีนี้จึงมิใช่เป็นเรื่องที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้วคู่ความเดียวกันมารื้อร้องฟ้องกันอีก ฟ้องโจทก์ไม่เป็นฟ้องซ้ำอันจะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ทั้งมิใช่เป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อต่อไปว่า จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2565 ของศาลจังหวัดทุ่งสง นายตุลาคมผู้เอาประกันภัยยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าซ่อมรถยนต์คันเกิดเหตุโดยอ้างส่งหลักฐานการซ่อมเป็นรายการราคาของอะไหล่แต่ละชิ้นและภาพถ่ายรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งศาลจังหวัดทุ่งสงพิจารณาหลักฐานดังกล่าวแล้วเห็นว่า ราคารถยนต์ย่อมเสื่อมสภาพลงเพราะการใช้งาน การคิดคำนวณราคาค่าซ่อมไม่อาจคิดคำนวณจากราคาค่าอะไหล่ทุกชิ้นเป็นเกณฑ์ในการเรียกราคา ทั้งพิจารณาจากสภาพรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย หากทำการซ่อมก็ไม่จำต้องเปลี่ยนอะไหล่ทั้งหมด เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้ 400,000 บาท อันเป็นการวินิจฉัยราคาค่าซ่อมรถยนต์จากหลักฐานรายการการซ่อมและสภาพความเสียหายที่ปรากฏจากภาพถ่ายรถยนต์คันเกิดเหตุ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า จากการตรวจสอบสภาพความเสียหายและการประเมินราคาค่าซ่อมรถยนต์คันเกิดเหตุของโจทก์ปรากฏว่า รถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยได้รับความเสียหาย 254,463 บาท ซึ่งสูงเกินกว่าจำนวนเงินเอาประกันภัยที่กำหนดไว้ 200,000 บาท โจทก์จึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัยเต็มตามจำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาท ตามความผูกพันในสัญญาประกันภัยข้อ 2.1 การชดใช้ความเสียหายต่อรถยนต์ในกรณีรถยนต์เสียหายสิ้นเชิง ค่าเสียหายที่นายตุลาคมได้รับจากจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสง 400,000 บาท และที่นายตุลาคมได้รับจากโจทก์ 200,000 บาท จึงเป็นค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์เช่นเดียวกัน การที่โจทก์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่นายตุลาคมตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ก่อนวันที่ศาลจังหวัดทุ่งสงมีคำพิพากษาในคดีอาญาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แก่นายตุลาคมเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 สิทธิของโจทก์ในการเข้ารับช่วงสิทธิของนายตุลาคมเรียกให้จำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ที่เอาประกันภัยย่อมเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และมาตรา 880 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสงไม่ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 รู้ว่าโจทก์ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวให้แก่นายตุลาคมและเข้ารับช่วงสิทธิในการเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จากนายตุลาคมก่อนวันที่ศาลจังหวัดทุ่งสงมีคำพิพากษาในคดีอาญา ทั้งการที่จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ให้แก่นายตุลาคมเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดทุ่งสงที่กำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายตามคำร้องขอให้บังคับผู้กระทำความผิดชดใช้ค่าเสียหายในส่วนแพ่ง ตามพฤติการณ์จึงเป็นการชำระหนี้ซึ่งได้ทำให้แก่ผู้ครองตามปรากฏแห่งสิทธิในมูลหนี้ละเมิดโดยสุจริต การชำระหนี้ดังกล่าวย่อมสมบูรณ์ตามมาตรา 316 แม้โจทก์เข้ารับช่วงสิทธิจากนายตุลาคมก่อนจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ดังกล่าว แต่สิทธิของโจทก์มีเท่ากับสิทธิของนายตุลาคม ผู้เอาประกันภัยที่มีอยู่โดยมูลหนี้ต่อจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 226 วรรคหนึ่ง และการชำระหนี้ในมูลละเมิดสำหรับความเสียหายต่อทรัพย์สินของนายตุลาคมซึ่งจำเลยที่ 1 ได้กระทำลงนั้นสมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว มูลหนี้ส่วนนี้จึงระงับไป โจทก์ไม่อาจเรียกให้จำเลยทั้งสองรับผิดในหนี้ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ 200,000 บาท ได้ แต่สำหรับค่ายกลากรถที่โจทก์ฟ้องเรียกมา 6,400 บาท นั้น เป็นค่าเสียหายคนละส่วนกับค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์ซึ่งจำเลยที่ 1 ชดใช้ให้แก่นายตุลาคมไปตามคำพิพากษาคดีอาญาของศาลจังหวัดทุ่งสง เมื่อโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่นายตุลาคมไปและไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้แก่นายตุลาคมแล้ว โจทก์ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของนายตุลาคมเรียกให้จำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้แก่โจทก์ได้ ทางพิจารณาโจทก์นำสืบค่าเสียหายส่วนนี้ว่า โจทก์ชำระค่ายกลากรถที่เอาประกันภัยจากที่เกิดเหตุไปยังสถานีตำรวจภูธรบางชันให้แก่นายตุลาคมซึ่งสำรองจ่ายค่ายกลากรถไปก่อน 4,000 บาท และชำระค่ายกลากรถให้แก่ผู้ยกลากรถจากอำเภอบางชันเข้าอู่พระเวียงอีก 2,400 บาท รวมเป็นเงิน 6,400 บาท จำเลยที่ 1 ไม่นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว เห็นว่า ค่ายกลากรถที่โจทก์เรียกมาเหมาะสมแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวแก่โจทก์ แต่ที่โจทก์ขอเรียกดอกเบี้ยของค่ายกลากรถในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นั้น เมื่อได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จึงกำหนดดอกเบี้ยให้แก่โจทก์อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระค่าเสียหายในเหตุละเมิดครบถ้วนเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์สำหรับค่าเสียหายทุกจำนวนนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อสุดท้ายว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 โดยระบุว่า จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองและใช้ประโยชน์ในรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ และในขณะเดียวกันเป็นนายจ้างหรือตัวการที่ได้จ้างวาน ใช้ หรือมอบหมายหรือเชิดให้จำเลยที่ 1 ขับรถคันดังกล่าวไปในทางการที่จ้าง หรือทางการอันได้รับมอบหมาย หรือที่ตนมีผลประโยชน์ร่วมกันในขณะเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองจึงต้องร่วมกันหรือแทนกันรับผิดต่อโจทก์ แต่ทางนำสืบโจทก์ได้ความแต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองรถยนต์กระบะคันเกิดเหตุ และจำเลยที่ 2 นั่งโดยสารรถยนต์กระบะไปกับจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุเท่านั้น แต่การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และผู้ครอบครองรถยนต์กระบะตามหลักฐานทางทะเบียนและนั่งโดยสารไปกับจำเลยที่ 1 เพียงเท่านี้มิได้แสดงว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างหรือในกิจการที่ได้รับมอบหมายให้ทำแทนแต่อย่างใด เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมานำสืบสนับสนุนว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการซึ่งได้ใช้ จ้างวาน มอบหมายหรือเชิดให้จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะดังกล่าวหรือมีผลประโยชน์ใดร่วมกันกับจำเลยที่ 1 ในการใช้รถยนต์กระบะ พยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นนายจ้างหรือตัวการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 6,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

ในกรณีที่บริษัทประกันภัยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ก่อนที่ศาลจังหวัดทุ่งสงจะมีคำพิพากษาในคดีอาญาให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าซ่อมรถยนต์แก่ผู้เอาประกันภัยนั้น บริษัทประกันภัยจะถือว่ามีสิทธิ “รับช่วงสิทธิ” ของผู้เอาประกันภัยเพื่อเรียกให้จำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดรับผิดชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวได้ตั้งแต่เมื่อใด และสิทธิดังกล่าวจะถูกตัดหรือระงับได้หรือไม่ หากจำเลยที่ 1 ได้ชำระเงินตามคำพิพากษาต่อผู้เอาประกันภัยไปก่อนโดยไม่ทราบว่ามีการรับช่วงสิทธิเกิดขึ้นแล้ว

ธงคำตอบ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง และมาตรา 880 วรรคหนึ่ง เมื่อบริษัทประกันภัยชำระค่าสินไหมทดแทน 200,000 บาทให้ผู้เอาประกันภัยแล้ว สิทธิรับช่วงของบริษัทประกันภัยย่อมเกิดขึ้นทันทีโดยผลของกฎหมาย แต่สิทธิรับช่วงดังกล่าวจะบังคับจำเลยที่ 1 ได้ก็ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้ครองสิทธิโดยสุจริต ในคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ชำระเงินให้ผู้เอาประกันภัยตามคำพิพากษาคดีอาญาโดยสุจริต เพราะไม่ทราบว่าบริษัทประกันภัยได้ชดใช้เงินแทนผู้เอาประกันภัยแล้ว การชำระหนี้ดังกล่าวจึงเป็นการชำระแก่ผู้ครองสิทธิตามปรากฏโดยสุจริตตามมาตรา 316 ทำให้มูลหนี้ในส่วนนี้ระงับลง บริษัทประกันภัยจึงไม่อาจใช้สิทธิรับช่วงเรียกเงิน 200,000 บาทจากจำเลยที่ 1 ได้อีก แม้ว่าสิทธิรับช่วงจะเกิดขึ้นก่อนก็ตาม

ข้อ 2

การที่บริษัทประกันภัยฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนคืน โดยอ้างสิทธิรับช่วงจากผู้เอาประกันภัย และจำเลยต่อสู้ว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีส่วนแพ่งที่ศาลจังหวัดทุ่งสงได้วินิจฉัยในคดีอาญาแล้วนั้น ต้องวินิจฉัยอย่างไรว่าเป็น “ฟ้องซ้ำ” หรือ “ดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 และมาตรา 148 หรือไม่

ธงคำตอบ

หลักฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 ป.วิ.พ. ต้องมีองค์ประกอบสำคัญคือเป็นคดี “เรื่องเดียวกัน” ระหว่าง “คู่ความเดียวกัน” ที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ในคดีนี้ แม้ศาลจังหวัดทุ่งสงจะวินิจฉัยค่าเสียหายในส่วนแพ่งในคดีอาญา แต่บริษัทประกันภัยไม่ได้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว คงมีเพียงผู้เอาประกันภัยที่ยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 ป.วิ.อ. ดังนั้นจึงไม่อาจถือว่าบริษัทประกันภัยเป็นคู่ความเดิม อีกทั้งการฟ้องครั้งนี้มีฐานสิทธิจากสัญญาประกันภัยและสิทธิรับช่วง จึงไม่ใช่ฟ้องเรื่องเดียวกันระหว่างคู่ความเดิม การฟ้องของบริษัทประกันภัยจึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 และไม่ใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตามมาตรา 144 ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้โดยชอบ

ข้อ 3

ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับจำนวนค่าเสียหายจากการซ่อมรถยนต์ โดยศาลจังหวัดทุ่งสงในคดีอาญาได้วินิจฉัยกำหนดค่าเสียหาย 400,000 บาท แต่บริษัทประกันภัยประเมินความเสียหายเพียง 254,463 บาท และชำระเงินตามจำนวนเงินเอาประกันภัย 200,000 บาทนั้น ต้องพิจารณาอย่างไรถึงความสัมพันธ์ของค่าเสียหายทั้งสองส่วน และบริษัทประกันภัยสามารถอ้างสิทธิเรียกคืนจากจำเลยที่ 1 ได้เพียงใด

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าค่าซ่อมรถยนต์ที่ผู้เอาประกันภัยได้รับจากจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาคดีอาญาเป็นค่าเสียหายในมูลละเมิด ส่วนเงิน 200,000 บาทที่บริษัทประกันภัยชำระเป็นค่าสินไหมตามกรมธรรม์ก็เป็นความเสียหายประเภทเดียวกัน คือค่าสินไหมสำหรับความเสียหายต่อรถยนต์จากเหตุชนกัน บริษัทประกันภัยจึงมีสิทธิรับช่วงจากผู้เอาประกันภัยในส่วนนี้ แต่โดยผลของกฎหมายว่าการที่จำเลยที่ 1 ชำระเงินตามคำพิพากษาคดีอาญาไปโดยสุจริตแก่ผู้เอาประกันภัยย่อมทำให้มูลหนี้ดังกล่าวระงับตามมาตรา 316 ป.พ.พ. สิทธิของบริษัทประกันภัยจึงใช้ไม่ได้อีกในส่วนนี้ เพราะการชำระหนี้ของผู้กระทำละเมิดทำโดยสุจริตและสอดคล้องกับคำพิพากษาของศาล อย่างไรก็ดี หากมีความเสียหายประเภทอื่นซึ่งยังไม่ได้รับชำระ เช่น ค่าลากรถ บริษัทประกันภัยยังสามารถใช้สิทธิรับช่วงเพื่อฟ้องเรียกคืนได้

ข้อ 4

ในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าของรถและโดยสารมากับจำเลยที่ 1 ในขณะเกิดเหตุ บริษัทประกันภัยฟ้องว่าเป็นนายจ้างหรือตัวการที่ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดของจำเลยที่ 1 ต้องวินิจฉัยอย่างไรถึงการพิสูจน์ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ว่าเป็นความสัมพันธ์แบบนายจ้าง-ลูกจ้าง หรือตัวการ-ตัวแทนตามกฎหมายละเมิดหรือไม่

ธงคำตอบ

หลักกฎหมายกำหนดให้ผู้ที่จะต้องร่วมรับผิดในฐานะนายจ้างตามมาตรา 425 หรือในฐานะตัวการตามหลักละเมิด ต้องมีข้อเท็จจริงแสดงการใช้อำนาจควบคุม บัญชา หรือมอบหมายให้กระทำการในทางการที่จ้างหรือในกิจการที่ได้รับมอบหมาย ในคดีนี้พยานหลักฐานมีเพียงว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของรถและนั่งโดยสารมากับจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุ แต่ไม่มีพยานหลักฐานใดแสดงว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สั่งให้จำเลยที่ 1 ขับรถ หรือมีอำนาจควบคุมใด ๆ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถเพียงอย่างเดียวไม่อาจถือว่าเป็น “นายจ้าง” หรือ “ตัวการ” ได้ และพฤติการณ์การนั่งโดยสารไม่ได้เป็นการใช้บังคับบัญชาหรือมอบหมายงาน การฟ้องจำเลยที่ 2 จึงไม่มีมูล ศาลฎีกายกฟ้องจำเลยที่ 2

ข้อ 5

ในส่วนของค่าเสียหายเกี่ยวกับค่าลากรถ ซึ่งบริษัทประกันภัยได้ชำระแทนผู้เอาประกันภัย รวม 6,400 บาท แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ชำระส่วนนี้ให้ผู้เอาประกันภัยมาก่อน ต้องวินิจฉัยอย่างไรว่าเป็นความเสียหายประเภทใด และบริษัทประกันภัยสามารถใช้สิทธิรับช่วงเรียกได้หรือไม่ รวมทั้งการคิดดอกเบี้ยควรเป็นอย่างไรภายใต้กฎหมายที่แก้ไขใหม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าค่าลากรถเป็นความเสียหายคนละประเภทจากความเสียหายต่อรถยนต์ที่ศาลจังหวัดทุ่งสงกำหนดค่าซ่อม 400,000 บาท และเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้เอาประกันภัยสำรองจ่ายไปก่อน เมื่อบริษัทประกันภัยชำระแทนแล้ว จึงย่อมมีสิทธิรับช่วงตามมาตรา 226 และ 880 ป.พ.พ. เรียกให้จำเลยที่ 1 ชำระคืนได้ เพราะไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระหนี้ส่วนนี้แก่ผู้เอาประกันภัยแต่อย่างใด ส่วนดอกเบี้ยต้องคิดตามกฎหมายที่ใช้บังคับในช่วงเวลา คือร้อยละ 7.5 ต่อปี จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ตามพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งปรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัดใหม่ โดยไม่กระทบสิทธิดอกเบี้ยก่อนกฎหมายดังกล่าวมีผลใช้บังคับ




อธิบาย “อำนาจฟ้อง” ตามกฎหมาย – ความหมาย & กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

อำนาจฟ้อง & สอบสวนคดีอาญา,นับโทษ, มาตรา 120, (ฎีกา 659-661/2567)
ฎีกา 1760/2568 – คดีเช่าพื้นที่ห้าง & ฟ้องแย้ง (คดีผู้บริโภค)