
| ซื้อสลากกินแบ่งเกินราคาแล้วไม่ได้รับของ ฟ้องเอาเงินคืนได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยชัด ผู้ที่ร่วมกระทำผิดกฎหมายไม่ถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจฟ้อง
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญว่าด้วยสถานะของผู้เสียหายโดยนิตินัยและอำนาจฟ้องคดีอาญา โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เสียหายมีส่วนร่วมในพฤติการณ์ที่ขัดต่อกฎหมายเสียเอง คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้บุคคลจะได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงหรือไม่ได้รับทรัพย์สินตามที่ตกลงกัน แต่หากการกระทำนั้นตั้งอยู่บนฐานของกิจกรรมที่กฎหมายห้ามโดยชัดแจ้ง เช่น การซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาที่กฎหมายกำหนด ย่อมไม่อาจอ้างตนเป็นผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมายได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าผู้ซื้อซึ่งมีเจตนาหาประโยชน์จากการกระทำที่ผิดกฎหมาย ย่อมไม่มีสิทธิใช้อำนาจศาลเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ดังกล่าว หลักการนี้เป็นการย้ำถึงแนวคิดเรื่องความสุจริตและความสงบเรียบร้อยของสังคมในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาอย่างชัดเจน ข้อเท็จจริง โจทก์ได้เข้าร่วมกลุ่มไลน์ที่จำเลยจัดตั้งขึ้นเพื่อจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลแบบจองล่วงหน้า โดยมีการเสนอขายสลากในราคาฉบับละ 82.50 บาท และ 83 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 80 บาท โจทก์ได้สั่งซื้อจำนวนมากรวมเป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่เกี่ยวข้อง แต่ภายหลังจำเลยไม่ส่งมอบสลากกินแบ่งตามที่ตกลง โจทก์จึงฟ้องคดีอาญาและเรียกเงินคืน คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ตกลงซื้อสลากกินแบ่งในราคาสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่มุ่งหวังผลประโยชน์จากการกระทำที่ผิดกฎหมายโดยชัดแจ้ง จึงถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต และขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เมื่อเป็นเช่นนี้ โจทก์ไม่อาจถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ได้ ส่งผลให้ไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา ศาลจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่แนวคิดเรื่อง “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” ซึ่งต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยชอบด้วยกฎหมาย หากผู้เสียหายมีส่วนร่วมในพฤติการณ์ที่ผิดกฎหมาย ย่อมไม่อาจอ้างสิทธิได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายได้ หลักดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากแนวคิดเรื่องความสุจริตและความสงบเรียบร้อยของสังคม โดยกฎหมายไม่คุ้มครองการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้าม เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล มาตรา 39 มีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมราคาสลากให้เป็นธรรมต่อประชาชน และป้องกันการแสวงหากำไรเกินควร หากปล่อยให้มีการซื้อขายเกินราคา จะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความเป็นธรรมในสังคม ส่วน ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) มีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดสิทธิในการฟ้องคดีเฉพาะผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมาได้ยืนยันหลักการเดียวกันว่า ผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำผิดกฎหมายหรือมีเจตนาไม่สุจริต ย่อมไม่อาจอ้างสิทธิทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องความคุ้มครองได้ ไม่ว่าจะเป็นคดีเกี่ยวกับการพนัน การซื้อขายที่ผิดกฎหมาย หรือธุรกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้าม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งในคดีอาญาและคำขอทางแพ่ง โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนเงิน 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นพ้องว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยเพิ่มเติมว่าโจทก์มีเจตนาร่วมกระทำการที่ขัดต่อกฎหมาย จึงไม่มีสถานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย และไม่มีอำนาจฟ้อง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักการพื้นฐานของกฎหมายอาญาว่า สิทธิในการฟ้องคดีมิใช่สิทธิที่บุคคลจะใช้อ้างได้โดยปราศจากเงื่อนไข หากแต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสุจริตและความชอบด้วยกฎหมาย ผู้ที่มีส่วนร่วมในพฤติการณ์ที่ขัดต่อกฎหมายย่อมไม่อาจเรียกร้องความคุ้มครองจากรัฐได้ หลักดังกล่าวมีความสำคัญต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม และป้องกันไม่ให้กระบวนการยุติธรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาประโยชน์จากการกระทำที่ผิดกฎหมาย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ผู้ที่เข้าร่วมซื้อขายสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาที่สูงกว่ากฎหมายกำหนด จะถือเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” และมีอำนาจฟ้องคดีอาญาหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายโดยชัดแจ้ง และมีเจตนาแสวงหาประโยชน์จากการกระทำที่ต้องห้าม จึงไม่อาจถือเป็นผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมายได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1. ผู้เสียหายโดยนิตินัย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) หมายถึงผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดโดยชอบด้วยกฎหมาย หากผู้เสียหายมีส่วนร่วมในความผิดหรือกระทำโดยไม่สุจริต ย่อมไม่อยู่ในความหมายดังกล่าว 2. การขายสลากเกินราคา พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล มาตรา 39 กำหนดราคาขายสูงสุดของสลากกินแบ่ง หากฝ่าฝืนถือเป็นความผิดทางอาญา และการเข้าร่วมซื้อขายดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การซื้อสลากกินแบ่งเกินราคาถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ และมีผลอย่างไรต่อสิทธิฟ้องคดี คำตอบ การซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในราคาที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งกำหนดราคาสูงสุดไว้เพื่อควบคุมตลาดและป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค เมื่อบุคคลเข้าไปมีส่วนร่วมในธุรกรรมดังกล่าว ย่อมถือว่าได้เข้าร่วมในพฤติการณ์ที่ผิดกฎหมายด้วย แม้จะไม่ได้เป็นผู้ขายโดยตรงก็ตาม ผลทางกฎหมายที่สำคัญคือ บุคคลดังกล่าวจะไม่สามารถอ้างตนเป็นผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมายได้ หากเกิดข้อพิพาท เช่น ถูกหลอกหรือไม่ได้รับสินค้า เพราะการกระทำตั้งต้นเป็นการกระทำที่กฎหมายไม่รับรอง ศาลจึงอาจวินิจฉัยว่าไม่มีอำนาจฟ้อง 2. คำถาม ผู้เสียหายโดยนิตินัยตามกฎหมายหมายถึงอะไร คำตอบ ผู้เสียหายโดยนิตินัยหมายถึงบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำผิดนั้น หลักการนี้มีความสำคัญในการกำหนดสิทธิในการฟ้องคดีอาญา หากบุคคลมีส่วนร่วมในความผิด หรือมีเจตนาร่วมในการกระทำที่กฎหมายห้าม เช่น การซื้อขายสิ่งผิดกฎหมาย บุคคลนั้นจะไม่ถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย และไม่สามารถใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาได้ 3. คำถาม หากถูกหลอกให้โอนเงินซื้อสลากกินแบ่งเกินราคา สามารถฟ้องคดีฉ้อโกงได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดที่ผู้เสียหายต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยจึงจะมีอำนาจฟ้องคดีได้ อย่างไรก็ตาม หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ซื้อมีส่วนร่วมในการกระทำที่ผิดกฎหมายตั้งแต่ต้น เช่น การยอมซื้อสลากกินแบ่งเกินราคาที่กฎหมายกำหนด ย่อมถือว่าการกระทำนั้นมีวัตถุประสงค์ต้องห้าม ผู้ซื้อจึงไม่อาจอ้างตนเป็นผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้จะถูกหลอกหรือไม่ได้รับสลากตามที่ตกลงก็ตาม ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยชัดเจนว่ากฎหมายไม่คุ้มครองผู้ที่แสวงหาประโยชน์จากการกระทำที่ผิดกฎหมาย 4. คำถาม หากโอนเงินไปแล้วแต่ไม่ได้รับสินค้า สามารถฟ้องเรียกเงินคืนทางแพ่งได้หรือไม่ คำตอบ ในทางแพ่ง แม้จะมีหลักเรื่องการคืนทรัพย์สินหรือคืนเงินจากการได้ไปโดยไม่มีมูล แต่หากธุรกรรมตั้งต้นเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือมีวัตถุประสงค์ต้องห้าม เช่น การซื้อขายสลากกินแบ่งเกินราคา ศาลอาจวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ และไม่คุ้มครองสิทธิของคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะฝ่ายที่มีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดแจ้ง ดังนั้นโอกาสเรียกเงินคืนอาจถูกจำกัดอย่างมาก 5. คำถาม การซื้อขายในกลุ่มไลน์ถือเป็นสัญญาที่มีผลตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ การซื้อขายผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น กลุ่มไลน์ สามารถก่อให้เกิดสัญญาได้หากมีองค์ประกอบครบถ้วน ได้แก่ การเสนอ การสนอง และเจตนาผูกพันทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากเนื้อหาของสัญญาขัดต่อกฎหมายหรือมีวัตถุประสงค์ต้องห้าม เช่น การซื้อขายสินค้าที่ผิดกฎหมายหรือเกินราคาที่กฎหมายกำหนด สัญญานั้นย่อมตกเป็นโมฆะ และไม่อาจใช้บังคับได้ 6. คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่คุ้มครองผู้ที่ถูกหลอกในกรณีนี้ คำตอบ เนื่องจากหลักกฎหมายกำหนดว่า กฎหมายจะไม่ให้ความคุ้มครองแก่การกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน การซื้อขายสลากกินแบ่งเกินราคาเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายโดยตรง ผู้ซื้อจึงมีส่วนร่วมในความผิดดังกล่าว ศาลจึงไม่อาจให้ความคุ้มครองแก่สิทธิที่เกิดจากการกระทำผิดกฎหมายได้ แม้จะมีการหลอกลวงเกิดขึ้นก็ตาม 7. คำถาม ศาลฎีกามีอำนาจยกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกามีอำนาจยกประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะไม่ได้ยกขึ้นอ้าง เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อระบบยุติธรรมโดยรวม เช่น เรื่องอำนาจฟ้อง หากศาลเห็นว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ก็สามารถยกขึ้นวินิจฉัยและยกฟ้องได้ทันที 8. คำถาม หลักความสุจริตมีความสำคัญต่อสิทธิฟ้องคดีอย่างไร คำตอบ หลักความสุจริตเป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายที่กำหนดให้บุคคลต้องกระทำการโดยสุจริตและไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย หากบุคคลใดกระทำการโดยมีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย หรือแสวงหาประโยชน์จากการกระทำที่ต้องห้าม ย่อมไม่อาจใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องความคุ้มครองได้ หลักการนี้มีความสำคัญในการรักษาความเป็นธรรมและความน่าเชื่อถือของระบบกฎหมาย อธิบายหลักกฎหมายแยกตามมาตรา ข้อ 1 ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) บทบัญญัตินี้กำหนดนิยามคำว่า “ผู้เสียหาย” ในคดีอาญา โดยหมายถึงบุคคลผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิด และต้องเป็นความเสียหายที่กฎหมายรับรองให้ความคุ้มครองด้วย กล่าวคือ มิใช่เพียงได้รับความเสียหายในทางข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่ต้องเป็นความเสียหายที่เกิดจากสิทธิหรือประโยชน์อันชอบด้วยกฎหมาย หากความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำที่ตนเองมีส่วนร่วมในความผิด หรือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ย่อมไม่อาจถือว่าเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยได้ หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดสิทธิในการฟ้องคดีอาญา เนื่องจากกฎหมายให้อำนาจฟ้องแก่ผู้เสียหายเท่านั้น หากบุคคลใดไม่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว ย่อมไม่มีสิทธิยื่นฟ้องคดีต่อศาล แม้จะได้รับความเสียหายจริงก็ตาม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างสม่ำเสมอว่า บุคคลที่เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เช่น การพนัน การซื้อขายสิ่งของต้องห้าม หรือการทำธุรกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้าม ย่อมไม่อยู่ในความหมายของผู้เสียหายตามมาตรานี้ และไม่อาจใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อเรียกร้องสิทธิของตนได้ หลักดังกล่าวสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งรักษาความสุจริตและความสงบเรียบร้อยของสังคม มิให้บุคคลใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์จากการกระทำที่ผิดกฎหมาย ข้อ 2 พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 มาตรา 39 มาตรานี้กำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยกำหนดราคาสูงสุดของสลากแต่ละฉบับ เพื่อควบคุมราคาจำหน่ายให้เป็นธรรมและป้องกันการเอาเปรียบประชาชน การจำหน่ายหรือเสนอขายสลากกินแบ่งเกินกว่าราคาที่กำหนดไว้ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย และมีโทษปรับเป็นมาตรการลงโทษทางอาญา แม้ผู้ซื้อจะไม่ได้เป็นผู้ขายโดยตรง แต่การเข้าไปซื้อสลากในราคาที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ย่อมถือว่าเป็นการยอมรับและมีส่วนร่วมในพฤติการณ์ที่ฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว เจตนารมณ์ของกฎหมายนี้มิได้มุ่งเพียงลงโทษผู้ขายเท่านั้น แต่ยังมุ่งควบคุมกลไกตลาดโดยรวมเพื่อไม่ให้เกิดการเก็งกำไรหรือบิดเบือนราคาในระบบสลากกินแบ่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง ดังนั้น เมื่อบุคคลใดเข้าร่วมในธุรกรรมที่ขัดต่อมาตรานี้ ย่อมไม่อาจอ้างสิทธิเรียกร้องความคุ้มครองจากกฎหมายได้ เพราะสิทธิที่อ้างนั้นเกิดจากการกระทำที่กฎหมายห้ามโดยชัดแจ้ง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีลักษณะเดียวกันจึงยืนยันหลักว่า กฎหมายจะไม่ให้ความคุ้มครองแก่การกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้าม และไม่เปิดโอกาสให้บุคคลใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับผลของการกระทำที่ผิดกฎหมายดังกล่าว ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3639/2568 การที่โจทก์ตกลงสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยที่ 1 กับพวกประกาศขายพร้อมทั้งแจ้งราคาขายทางไลน์กลุ่ม 60 ก้อน ก้อนละ 200 ฉบับ รวม 12,000 ฉบับ ราคาฉบับละ 82.50 บาท เป็นเงิน 990,000 บาท และโจทก์โอนเงิน 990,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 เพื่อชำระค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว และยังตกลงสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยที่ 1 กับพวกประกาศขายพร้อมทั้งแจ้งราคาทางกลุ่มไลน์กลุ่มอีก 65 ก้อน ก้อนละ 200 ฉบับ รวม 13,000 ฉบับ ราคาฉบับละ 83 บาทเป็นเงิน 1,079,000 บาท และโจทก์โอนเงิน 1,079,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 4 เพื่อชำระค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว ก็เพราะโจทก์จะนำสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าวไปขายต่อ การที่โจทก์สั่งซื้อหรือสั่งจองสลากกินแบ่งรัฐบาลตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกเสนอขายหรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินกว่าฉบับละ 80 บาท ที่มีกำหนดราคาไว้ในสลากกินแบ่งรัฐบาล ตาม พ.ร.บ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 มาตรา 39 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 มาตรา 13 แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่า โจทก์รับข้อเสนอดังกล่าวโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย มิได้เป็นไปโดยสุจริต จะถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมายมิได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และประมวลกฎหมายอาญา พร้อมให้คืนเงิน 2,069,000 บาท ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วรับฟ้อง แต่ภายหลังพิพากษายกฟ้องทั้งคดีอาญาและคำขอทางแพ่ง โจทก์อุทธรณ์และฎีกา ศาลอุทธรณ์ภาค 2 และศาลฎีกาพิพากษายืน ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์เข้าร่วมกลุ่มไลน์ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเปิดรับจองสลากกินแบ่งรัฐบาลล่วงหน้า โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ทำหน้าที่บริหารกลุ่ม รับลูกค้าและเสนอขาย ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 4 เปิดบัญชีรับโอนเงิน โจทก์สั่งซื้อสลากแบบจองข้ามงวดเพื่อไปขายต่อ โดยโอนเงิน 2 ครั้ง รวม 2,069,000 บาท แต่จำเลยไม่ส่งมอบสลาก ประเด็นสำคัญคือ โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การซื้อสลากในราคาฉบับละ 82.50 บาท และ 83 บาท ซึ่งเกินกว่าราคาที่กฎหมายกำหนดไม่เกิน 80 บาท ตาม พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาล มาตรา 39 เป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยชัดแจ้ง และมีโทษทางอาญา แสดงว่าโจทก์มีเจตนาแสวงหาประโยชน์จากการกระทำที่ผิดกฎหมาย มิได้กระทำโดยสุจริต จึงไม่อาจถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความไม่ยกขึ้นฎีกา เมื่อวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้ว ประเด็นอื่นไม่จำต้องพิจารณาอีก ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงิน 2,069,000 บาท แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ และให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกคำขอให้จำเลยทั้งสี่คืนเงินแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า ก่อนเกิดเหตุโจทก์ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากยี่ปั๊วหรือตัวแทนจำหน่ายทั่วไป หลังจากรู้จักจำเลยที่ 1 โจทก์เข้าร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มไลน์ที่จำเลยที่ 1 มอบรหัสให้ชื่อ "กลุ่มห้องโมเดลธุรกิจเพื่อนรายย่อย" และ "กลุ่มจองสลากล่วงหน้าเต็มจำนวน" โจทก์ใช้ชื่อในกลุ่มไลน์ว่า "แมวเหมียวหรือเหมียว" ส่วนจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อว่า "คิงและบอย" จำเลยที่ 2 ใช้ชื่อว่า "ลี่" และจำเลยที่ 3 ใช้ชื่อว่า "โอ๋" จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นผู้จัดการหรือผู้อำนวยการในกลุ่มไลน์ดังกล่าว มีหน้าที่หาลูกค้าซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล นำเสนอข้อมูลข่าวสาร รับโอนเงินค่าสลากกินแบ่งรัฐบาลล่วงหน้า จำเลยที่ 2 และที่ 4 ต่างเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ธนาคาร ท. เพื่อใช้รับโอนเงินที่ได้จากสมาชิกในไลน์กลุ่มดังกล่าว โจทก์ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยที่ 1 ประเภทการจองล่วงหน้าเต็มจำนวน ผ่านทางไลน์ "กลุ่มจองสลากล่วงหน้าเต็มจำนวน" โดยเป็นการจองข้ามงวด ซึ่งต้องโอนเงินล่วงหน้า เพื่อชำระราคาเต็มตามจำนวนที่สั่งจอง โจทก์เริ่มซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลจากจำเลยที่ 1 ครั้งแรกประมาณเดือนกันยายน 2563 แล้วนำไปขายเองที่ร้านขายสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์หน้าห้างสรรพสินค้า ท. โจทก์ไม่เคยขายสลากกินแบ่งรัฐบาลคืนให้แก่จำเลยที่ 1 เมื่อระหว่างวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ถึงวันที่ 29 เมษายน 2564 จำเลยที่ 1 กับพวกได้ประกาศขายสลากกินแบ่งรัฐบาลพร้อมทั้งแจ้งราคาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลทางไลน์กลุ่มดังกล่าวในราคาฉบับละ 82.50 บาท และ 83 บาท โจทก์จึงโอนเงินตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 รวม 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 16 เมษายน 2564 โจทก์โอนเงิน 990,000 บาท ไปเข้าบัญชีธนาคาร ท. ที่มีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของบัญชี ครั้งที่ 2 วันที่ 2 พฤษภาคม 2564 โจทก์โอนเงิน 1,079,000 บาท ไปเข้าบัญชีธนาคาร ท. ที่มีชื่อจำเลยที่ 4 เป็นเจ้าของบัญชี แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบสลากกินแบ่งรัฐบาลตามจำนวนที่โจทก์สั่งจองหรือสั่งซื้อไป สำหรับคดีส่วนแพ่งโจทก์ไม่อุทธรณ์ จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ตกลงสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลที่จำเลยที่ 1 กับพวกประกาศขายพร้อมทั้งแจ้งราคาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลทางไลน์กลุ่มดังกล่าว 60 ก้อน ก้อนละ 200 ฉบับ รวม 12,000 ฉบับ ราคาฉบับละ 82.50 บาท เป็นเงิน 990,000 บาท และโจทก์ได้โอนเงิน 990,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 2 เพื่อเป็นการชำระค่าสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว และโจทก์ยังตกลงสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกประกาศขายพร้อมทั้งแจ้งราคาขายสลากกินแบ่งรัฐบาลทางไลน์กลุ่มดังกล่าวอีก 65 ก้อน ก้อนละ 200 ฉบับ รวม 13,000 ฉบับ ราคาฉบับละ 83 บาท เป็นเงิน 1,079,000 บาท และโจทก์ได้โอนเงิน 1,079,000 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากธนาคารของจำเลยที่ 4 เพื่อเป็นการชำระค่าสั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าว ก็เพราะโจทก์จะนำสลากกินแบ่งรัฐบาลดังกล่าวไปขายต่อ แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งมอบสลากกินแบ่งรัฐบาลตามจำนวนที่โจทก์สั่งจองหรือสั่งซื้อให้โจทก์ได้นั้น เป็นการที่โจทก์สั่งจองหรือสั่งซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกเสนอขาย หรือขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินกว่าฉบับละ 80 บาท ที่มีกำหนดราคาไว้ในสลากกินแบ่งรัฐบาลตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ. 2517 มาตรา 39 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 มาตรา 13 ซึ่งมีโทษปรับอันเป็นโทษทางอาญา แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าโจทก์รับข้อเสนอดังกล่าวโดยมีเจตนามุ่งประสงค์ต่อผลประโยชน์อันเกิดจากการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย มิได้เป็นไปโดยสุจริต จะถือว่าโจทก์เป็นผู้เสียหายโดยชอบด้วยกฎหมายมิได้ โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว ฎีกาข้ออื่นของโจทก์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน |



