ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




นิติบุคคลฟ้องคดีอาญาฐานผู้ประกอบวิชาชีพออกแบบอาคารโดยมิชอบได้หรือไม่ เมื่อความเสียหายเป็นเพียงความเสียหายทางทรัพย์สินและไม่ใช่อันตรายต่อชีวิตหรือร่างกาย

นิติบุคคลเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาได้หรือไม่ ผู้เสียหายโดยตรงตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา อำนาจฟ้องคดีอาญาของบริษัทเอกชน ความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งวิชาชีพ การออกแบบก่อสร้างอาคารที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ ความรับผิดของผู้ออกแบบอาคารตามกฎหมายอาญา ความแตกต่างระหว่างความเสียหายทางแพ่งและทางอาญา ภยันตรายต่อชีวิตและร่างกายตามมาตรา 227 การวินิจฉัยปัญหาความสงบเรียบร้อยโดยศาลฎีกา อำนาจศาลฎีกายกปัญหาขึ้นวินิจฉัยเอง 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายเรื่องผู้เสียหายในคดีอาญาและอำนาจฟ้องคดีของนิติบุคคลในความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน โดยมีประเด็นสำคัญว่าบริษัทผู้ว่าจ้างออกแบบอาคารซึ่งได้รับความเสียหายจากการออกแบบก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ จนต้องหยุดงานก่อสร้าง รื้อถอนอาคาร และแก้ไขแบบก่อสร้างใหม่ จะมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายอาญาและมีอำนาจฟ้องผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าความผิดดังกล่าวเป็นความผิดที่มุ่งคุ้มครองชีวิตและร่างกายของบุคคลหรือประชาชนเป็นสำคัญ ผู้ที่จะเป็นผู้เสียหายจึงต้องเป็นบุคคลที่ได้รับอันตรายโดยตรงจากภยันตรายที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง ส่วนนิติบุคคลซึ่งได้รับเพียงความเสียหายทางทรัพย์สินจากการรื้อถอนและแก้ไขงานก่อสร้าง ไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาฐานดังกล่าว และต้องใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งเท่านั้น อันเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างความเสียหายที่กฎหมายอาญามุ่งคุ้มครองกับความเสียหายทางทรัพย์สินที่ต้องได้รับการเยียวยาตามกฎหมายแพ่ง 

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์เป็นบริษัทจำกัดซึ่งว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ออกแบบก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่ โดยจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ดำเนินงานออกแบบทางวิศวกรรมตามสัญญาว่าจ้าง โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 3 ไม่มีความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์ในการออกแบบและคำนวณแบบอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นวิศวกรระดับภาคีวิศวกรซึ่งไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะออกแบบอาคารบางประเภทตามข้อบังคับสภาวิศวกร แต่กลับได้รับมอบหมายให้ดำเนินการออกแบบงานวิศวกรรมดังกล่าว

ต่อมาบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างได้ดำเนินการก่อสร้างตามแบบที่ได้รับจากจำเลยที่ 1 แต่พบว่าแบบก่อสร้างและรายการคำนวณมีข้อผิดพลาด ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและหลักวิชาการด้านวิศวกรรม อีกทั้งไม่เป็นไปตามวิธีการที่วิศวกรพึงปฏิบัติในการออกแบบและคำนวณแบบ ส่งผลให้อาคารที่ก่อสร้างขึ้นไม่มีความมั่นคงแข็งแรงและไม่มีความปลอดภัยเพียงพอตามหลักวิศวกรรมโครงสร้าง จำเป็นต้องหยุดการก่อสร้าง รื้อถอนส่วนที่ก่อสร้างไปแล้ว และจัดทำแบบโครงสร้างใหม่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงิน 31,000,179.16 บาท จึงนำคดีมาฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งวิชาชีพจนก่อให้เกิดภยันตรายแก่ประชาชน 

ประเด็นข้อพิพาทสำคัญของคดี

ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยมิใช่เรื่องความถูกต้องของการออกแบบอาคารหรือความรับผิดทางวิศวกรรมเป็นหลัก แต่เป็นปัญหากฎหมายว่าด้วยสถานะของโจทก์ว่าเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่ และมีอำนาจฟ้องคดีอาญาฐานดังกล่าวได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อความเสียหายที่โจทก์อ้างเป็นความเสียหายทางทรัพย์สินจากการรื้อถอนอาคารและการแก้ไขงานก่อสร้าง มิใช่อันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของบุคคลตามวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติที่นำมาฟ้องคดี นอกจากนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับอำนาจของศาลฎีกาในการยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นเป็นประเด็นฎีกาก็ตาม รวมถึงอำนาจในการขยายผลคำพิพากษาไปถึงจำเลยรายอื่นซึ่งคดียุติไปแล้ว 

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาเริ่มวินิจฉัยจากลักษณะของความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 โดยเห็นว่าความผิดฐานดังกล่าวเป็นความผิดในหมวดความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ซึ่งเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตและร่างกายของบุคคลหรือประชาชนจากการที่ผู้ประกอบวิชาชีพละเว้นหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือมาตรฐานแห่งวิชาชีพอันพึงต้องปฏิบัติ กฎหมายมิได้มุ่งคุ้มครองผลประโยชน์ทางทรัพย์สินของผู้ว่าจ้างเป็นสำคัญ แต่เน้นการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดแก่ชีวิตและร่างกายของบุคคลซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากการประกอบวิชาชีพที่ขาดมาตรฐานหรือขาดความระมัดระวังตามสมควร 

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า การที่บุคคลใดจะมีฐานะเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีอาญาในความผิดดังกล่าวได้นั้น จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิด และความเสียหายนั้นต้องเป็นความเสียหายประเภทเดียวกับที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง กล่าวคือ ต้องเป็นผู้ที่ได้รับอันตรายเป็นพิเศษจากภยันตรายที่เกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นแก่ชีวิตและร่างกายอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งวิชาชีพนั้น การจะพิจารณาว่าบุคคลใดเป็นผู้เสียหายหรือไม่ จึงต้องพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ถูกกล่าวอ้างประกอบด้วย มิใช่พิจารณาเพียงว่าบุคคลนั้นได้รับผลกระทบหรือได้รับความเสียหายอย่างใดอย่างหนึ่งจากการกระทำของจำเลยหรือไม่ 

เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องโดยสรุปว่า จำเลยที่ 1 ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ซึ่งไม่มีคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ หรือสิทธิทางวิชาชีพเพียงพอ เป็นผู้ออกแบบงานวิศวกรรมตามสัญญาว่าจ้าง ต่อมาเมื่อมีการก่อสร้างตามแบบดังกล่าว ผู้รับเหมาก่อสร้างพบข้อผิดพลาดในแบบก่อสร้างและรายการคำนวณหลายประการ ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและหลักวิชาการด้านวิศวกรรม ส่งผลให้อาคารไม่มีความมั่นคงแข็งแรงและไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ จำเป็นต้องหยุดการก่อสร้าง รื้อถอนส่วนที่ก่อสร้างไปแล้ว และแก้ไขแบบโครงสร้างใหม่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินกว่า 31 ล้านบาท 

แม้ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องจะระบุว่าอาคารที่ออกแบบไม่มีความมั่นคงแข็งแรงและไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าความเสียหายที่โจทก์อ้างเป็นเพียงความเสียหายทางทรัพย์สินที่เกิดจากการต้องหยุดงานก่อสร้าง รื้อถอนอาคาร และปรับปรุงแก้ไขแบบก่อสร้างใหม่เท่านั้น มิใช่ความเสียหายที่เกิดจากการได้รับอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายของบุคคลใดโดยตรง ความเสียหายดังกล่าวจึงเป็นเพียงความเสียหายทางสัญญาระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างออกแบบ ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งได้ แต่ไม่ทำให้โจทก์มีสถานะเป็นผู้เสียหายในความผิดอาญาตามมาตรา 227 แต่อย่างใด 

ศาลฎีกายังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า ผู้เสียหายในความผิดตามมาตรา 227 ต้องเป็นบุคคลที่สามารถได้รับอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายจากภยันตรายที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง ดังนั้นผู้เสียหายจึงต้องเป็นบุคคลธรรมดา เพราะมีชีวิตและร่างกายซึ่งอาจได้รับอันตรายจากการออกแบบหรือก่อสร้างที่ไม่ปลอดภัยได้ ส่วนนิติบุคคลย่อมไม่อาจได้รับอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา แม้นิติบุคคลจะได้รับความเสียหายทางทรัพย์สินจำนวนมากเพียงใด ก็ไม่ใช่ความเสียหายประเภทที่กฎหมายมาตรา 227 มุ่งคุ้มครอง จึงไม่อาจถือเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานดังกล่าวได้ 

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดมิใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญานี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นเป็นประเด็นฎีกาก็ตาม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เมื่อวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นตามฎีกาของโจทก์อีกต่อไป 

นอกจากนี้ ศาลฎีกายังเห็นว่าเหตุที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเป็นเหตุที่เกี่ยวกับลักษณะคดีทั้งเรื่อง มิได้เป็นเหตุเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เท่านั้น แม้ว่าจำเลยที่ 3 และที่ 4 จะมิได้อุทธรณ์และคดีจะยุติไปแล้วสำหรับจำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาก็ยังมีอำนาจขยายผลแห่งคำพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 ประกอบมาตรา 225 เพราะเป็นเหตุที่มีผลกระทบต่อฐานะของคดีโดยรวมทั้งคดี มิใช่เป็นเหตุเฉพาะตัวของจำเลยรายใดรายหนึ่ง 

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับผลแห่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และพิพากษาแก้เพิ่มเติมให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย ส่งผลให้จำเลยทั้งสี่พ้นจากความรับผิดในคดีอาญานี้ทั้งหมด โดยศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ความเสียหายทางทรัพย์สินของนิติบุคคลจากการออกแบบก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ อาจเป็นมูลเหตุแห่งการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งได้ แต่ไม่ทำให้นิติบุคคลมีฐานะเป็นผู้เสียหายในความผิดตามมาตรา 227 และไม่มีอำนาจนำคดีอาญาฐานดังกล่าวมาฟ้องต่อศาลได้ 

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้ในคดี

คดีนี้มีความสำคัญในทางกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นอย่างยิ่ง เพราะแม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิด และแม้ประเด็นที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้กันในชั้นอุทธรณ์และฎีกาจะเกี่ยวข้องกับความรับผิดของจำเลย แต่ศาลฎีกากลับเริ่มต้นการวินิจฉัยจากปัญหาเบื้องต้นที่สำคัญที่สุด คือ การพิจารณาว่าโจทก์มีสถานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายหรือไม่ และมีอำนาจนำคดีอาญามาฟ้องต่อศาลได้หรือไม่ ทั้งนี้เพราะการมีอำนาจฟ้องเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการดำเนินคดี หากผู้ฟ้องไม่มีอำนาจฟ้องแล้ว ศาลย่อมไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยกระทำผิดหรือไม่ หรือมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยหรือไม่ เพราะคดีไม่อาจดำเนินต่อไปได้ตั้งแต่ต้น 

หลักกฎหมายประการแรกที่ศาลฎีกานำมาใช้ คือ หลักเรื่อง “ผู้เสียหายโดยตรง” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยศาลพิจารณาว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 เป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ซึ่งกฎหมายมุ่งคุ้มครองชีวิตและร่างกายของบุคคล มิใช่มุ่งคุ้มครองทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของผู้ว่าจ้างออกแบบอาคาร ดังนั้น ผู้ที่จะมีฐานะเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีได้ จึงต้องเป็นบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภยันตรายที่กฎหมายมุ่งป้องกัน กล่าวคือ เป็นผู้ที่ได้รับหรืออาจได้รับอันตรายต่อชีวิตและร่างกายจากการที่ผู้ประกอบวิชาชีพไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพนั้น ไม่ใช่บุคคลที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือทางทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว 

หลักดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญของกฎหมายอาญาว่า มิใช่ทุกคนที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำใดจะมีฐานะเป็นผู้เสียหายในความผิดอาญาทุกประเภท แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความเสียหายที่อยู่ในขอบเขตแห่งการคุ้มครองของบทบัญญัติที่นำมาฟ้องหรือไม่ หากความเสียหายที่เกิดขึ้นอยู่นอกวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติดังกล่าว บุคคลนั้นก็อาจไม่มีสถานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย แม้ว่าจะได้รับความเสียหายจริงก็ตาม 

เมื่อศาลฎีกานำหลักดังกล่าวมาปรับใช้กับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ศาลเห็นว่าโจทก์เป็นบริษัทจำกัด ซึ่งเป็นนิติบุคคล ไม่ใช่บุคคลธรรมดา และความเสียหายที่โจทก์อ้างเกิดจากการต้องหยุดงานก่อสร้าง รื้อถอนอาคาร และแก้ไขแบบก่อสร้างใหม่ ทำให้สูญเสียเงินจำนวนกว่า 31 ล้านบาท ความเสียหายเช่นนี้เป็นเพียงความเสียหายทางทรัพย์สินและเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจจากการดำเนินโครงการก่อสร้างเท่านั้น ไม่ใช่ความเสียหายที่เกี่ยวกับชีวิตหรือร่างกายซึ่งเป็นสิ่งที่มาตรา 227 มุ่งคุ้มครอง ศาลจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีฐานะเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าว แม้จะได้รับความเสียหายจำนวนมากก็ตาม 

หลักกฎหมายประการที่สองที่ปรากฏอย่างชัดเจนในคดีนี้ คือ การแยกความแตกต่างระหว่าง “ความเสียหายทางอาญา” กับ “ความเสียหายทางแพ่ง” ศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย แต่ศาลวินิจฉัยว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความเสียหายตามสัญญาและเป็นข้อพิพาททางแพ่งระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างออกแบบ ซึ่งอาจก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือความรับผิดตามสัญญาได้ แต่ไม่ใช่ความเสียหายที่ทำให้โจทก์กลายเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาตามมาตรา 227 การวินิจฉัยเช่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นว่าความรับผิดทางแพ่งและความรับผิดทางอาญาเป็นคนละเรื่องกัน และการมีสิทธิฟ้องคดีแพ่งไม่ได้หมายความว่าจะมีสิทธิฟ้องคดีอาญาเสมอไป 

อีกหลักหนึ่งที่ศาลฎีกาเน้นในคดีนี้ คือ หลักเรื่องปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลเห็นว่าปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาพื้นฐานของกระบวนพิจารณา ซึ่งมีผลต่อความชอบด้วยกฎหมายของคดีทั้งคดี จึงเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความจะไม่ได้ยกขึ้นเป็นประเด็นฎีกา ศาลฎีกาก็ยังมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้ศาลพิพากษาคดีโดยอาศัยกระบวนพิจารณาที่ขาดเงื่อนไขพื้นฐานทางกฎหมาย และเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักนิติธรรม 

นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นหลักสำคัญเกี่ยวกับผลของคำพิพากษาที่ขยายไปถึงจำเลยรายอื่น แม้จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะมิได้อุทธรณ์จนคดียุติไปแล้วสำหรับบุคคลทั้งสอง แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตั้งแต่ต้น เหตุดังกล่าวย่อมมีผลกระทบต่อโครงสร้างของคดีทั้งเรื่อง มิใช่เป็นเหตุเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 เท่านั้น ศาลฎีกาจึงสามารถขยายผลแห่งคำพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้ด้วย เพื่อให้ผลของคำพิพากษาสอดคล้องกับสภาพแห่งคดีและหลักความยุติธรรม ไม่ให้เกิดกรณีที่จำเลยบางคนต้องรับโทษจากคดีที่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ในขณะที่จำเลยอีกบางคนได้รับประโยชน์จากข้อกฎหมายเดียวกัน 

เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องในคดี

จากแนววินิจฉัยของศาลฎีกา จะเห็นได้ว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการประกอบวิชาชีพเฉพาะทางที่ต้องอาศัยความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมาตรฐานทางวิชาการในระดับสูง โดยเฉพาะวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบ ก่อสร้าง หรือควบคุมสิ่งปลูกสร้างซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อชีวิตและร่างกายของประชาชนได้ หากผู้ประกอบวิชาชีพไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานที่กฎหมายหรือวิชาชีพกำหนดไว้ 

เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้จึงมิใช่เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ทางการค้าของผู้ว่าจ้าง หรือเพื่อชดเชยความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดจากความผิดพลาดในการดำเนินงาน แต่เพื่อป้องกันมิให้ประชาชนได้รับอันตรายต่อชีวิตและร่างกายจากการประกอบวิชาชีพที่ขาดความระมัดระวังหรือขาดมาตรฐานทางวิชาชีพ การตีความว่าผู้เสียหายต้องเป็นผู้ที่ได้รับอันตรายโดยตรงต่อชีวิตหรือร่างกาย จึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายและขอบเขตแห่งการคุ้มครองที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ 

ขณะเดียวกัน กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่กำหนดให้ผู้เสียหายต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากความผิด ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดสิทธิในการดำเนินคดีอาญาให้อยู่เฉพาะบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากความผิดในลักษณะที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองอย่างแท้จริง เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลที่มีเพียงผลประโยชน์ทางอ้อมหรือได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจเข้ามาใช้กระบวนการอาญาเป็นเครื่องมือในการเรียกร้องผลประโยชน์ทางแพ่ง อันจะทำให้ขอบเขตของกฎหมายอาญาขยายกว้างเกินกว่าที่กฎหมายมุ่งหมายไว้ 

อธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดี

ข้อ 1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4)

มาตรา 2 (4) เป็นบทบัญญัติที่กำหนดความหมายของคำว่า “ผู้เสียหาย” ในคดีอาญา โดยผู้เสียหายต้องเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานใดฐานหนึ่งโดยตรง มิใช่เพียงผู้ที่ได้รับผลกระทบทางอ้อมหรือได้รับความเสียหายในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น หลักการสำคัญของมาตรานี้อยู่ที่การพิจารณาว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นความเสียหายที่อยู่ในขอบเขตแห่งการคุ้มครองของกฎหมายที่ถูกละเมิดหรือไม่ หากกฎหมายมุ่งคุ้มครองชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ หรือสิทธิประเภทใด ผู้เสียหายก็ต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิดังกล่าว ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 เป็นความผิดที่มุ่งคุ้มครองชีวิตและร่างกายของประชาชน ดังนั้นผู้เสียหายจึงต้องเป็นบุคคลที่ได้รับอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายจากการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานวิชาชีพ เมื่อโจทก์เป็นบริษัทจำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคลและได้รับเพียงความเสียหายทางทรัพย์สินจากการต้องรื้อถอนและแก้ไขงานก่อสร้าง จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาฐานดังกล่าว หลักกฎหมายข้อนี้เป็นแกนสำคัญที่สุดของคำพิพากษา เพราะเป็นเหตุที่ทำให้ศาลฎีกายกฟ้องคดีทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไป 

ข้อ 2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2)

มาตรา 28 (2) กำหนดให้ผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้ด้วยตนเอง หลักการนี้เป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดสามารถใช้สิทธิดำเนินคดีอาญาได้โดยตรงโดยไม่จำเป็นต้องรอให้อัยการเป็นผู้ฟ้องทุกกรณี อย่างไรก็ตาม สิทธิในการฟ้องคดีดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีฐานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายเสียก่อน หากไม่มีสถานะเป็นผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) ก็ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 28 (2) ด้วย ในคดีนี้แม้โจทก์จะเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการก่อสร้างอาคารตามแบบที่อ้างว่าผิดพลาดและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนและแก้ไขงานก่อสร้างจำนวนมาก แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) สิทธิในการฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 28 (2) จึงไม่เกิดขึ้นตามไปด้วย ผลคือโจทก์ไม่สามารถดำเนินคดีอาญานี้ในฐานะโจทก์เอกชนได้ แม้จะเป็นผู้รับภาระความเสียหายทางเศรษฐกิจโดยตรงก็ตาม 

ข้อ 3 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง

มาตรา 195 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลฎีกาหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นเป็นข้อฎีกาก็ตาม หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรม และป้องกันไม่ให้มีการพิพากษาคดีโดยฝ่าฝืนหลักกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานของคดี ในคดีนี้คู่ความมิได้ฎีกาในประเด็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อย เพราะหากผู้ฟ้องไม่มีอำนาจฟ้อง คดีย่อมไม่อาจดำเนินต่อไปได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยเอง และเมื่อวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายและไม่มีอำนาจฟ้อง จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นในฎีกาของโจทก์อีกต่อไป บทบัญญัตินี้จึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้ศาลสามารถตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคดีได้อย่างครบถ้วน แม้คู่ความจะมิได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นต่อสู้กันก็ตาม 

ข้อ 4 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213

มาตรา 213 เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้ศาลสามารถขยายผลของคำพิพากษาไปถึงจำเลยหรือคู่ความรายอื่นได้ หากเหตุที่ศาลวินิจฉัยนั้นเป็นเหตุในลักษณะคดี มิใช่เป็นเหตุเฉพาะตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หลักการดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้เกิดความเสมอภาคและความเป็นธรรมในการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ให้เกิดกรณีที่จำเลยบางคนได้รับประโยชน์จากข้อกฎหมายเดียวกัน ในขณะที่จำเลยอีกบางคนต้องรับผลเสียเพียงเพราะไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกา ในคดีนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นผู้ยื่นอุทธรณ์จนศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 4 มิได้อุทธรณ์และคดียุติไปแล้วสำหรับบุคคลทั้งสอง แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตั้งแต่ต้น เหตุดังกล่าวเป็นเหตุที่กระทบต่อคดีทั้งเรื่อง มิใช่เป็นเหตุเฉพาะตัวของจำเลยคนใดคนหนึ่ง ศาลฎีกาจึงอาศัยมาตรา 213 ขยายผลแห่งคำพิพากษาให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับประโยชน์จากคำวินิจฉัยเดียวกันด้วย ส่งผลให้มีการยกฟ้องจำเลยทั้งสี่คนโดยเท่าเทียมกัน 

ข้อ 5 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225

มาตรา 225 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้นำหลักการบางประการที่ใช้ในชั้นอุทธรณ์มาใช้บังคับในชั้นฎีกาด้วย โดยเฉพาะในเรื่องอำนาจของศาลฎีกาในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย และการขยายผลคำพิพากษาไปถึงจำเลยหรือคู่ความรายอื่นในกรณีที่เหตุแห่งคำพิพากษาเป็นเหตุในลักษณะคดี ในคดีนี้ศาลฎีกาอ้างมาตรา 225 ประกอบมาตรา 195 วรรคสอง เพื่อยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเอง และอ้างมาตรา 225 ประกอบมาตรา 213 เพื่อขยายผลคำพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 แม้คดีจะยุติไปแล้วสำหรับบุคคลทั้งสอง บทบัญญัตินี้จึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ศาลฎีกาสามารถแก้ไขผลของคดีให้ถูกต้องตามกฎหมายได้อย่างครบถ้วน และป้องกันไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการได้รับประโยชน์จากคำพิพากษาของศาลสูงสุด 

ข้อ 6 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227

มาตรา 227 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดความรับผิดทางอาญาของผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือมาตรฐานแห่งวิชาชีพ แต่กลับละเว้นหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าว จนเป็นเหตุให้เกิดภยันตรายหรืออาจเกิดภยันตรายแก่ประชาชน กฎหมายมาตรานี้อยู่ในหมวดความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน และมีวัตถุประสงค์สำคัญในการคุ้มครองชีวิตและร่างกายของบุคคล มิใช่เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ทางทรัพย์สินของผู้ว่าจ้างหรือคู่สัญญา ในคดีนี้ศาลฎีกาได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่าผู้เสียหายในความผิดตามมาตรา 227 ต้องเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากภยันตรายที่อาจเกิดแก่ชีวิตและร่างกายอันเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งวิชาชีพ ดังนั้นแม้โจทก์จะได้รับความเสียหายจากการต้องรื้อถอนอาคารและแก้ไขงานก่อสร้างเป็นเงินจำนวนมาก แต่ความเสียหายดังกล่าวเป็นเพียงความเสียหายทางทรัพย์สิน มิใช่ความเสียหายต่อชีวิตหรือร่างกายตามที่กฎหมายมาตรา 227 มุ่งคุ้มครอง จึงไม่ก่อให้เกิดสถานะผู้เสียหายในความผิดอาญาฐานนี้ และไม่ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้ ศาลฎีกาจึงวางหลักสำคัญไว้ว่าความเสียหายจากการออกแบบหรือก่อสร้างที่ผิดพลาดอาจก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องในทางแพ่ง แต่ไม่จำเป็นต้องก่อให้เกิดสิทธิฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 227 เสมอไป ทั้งนี้ต้องพิจารณาด้วยว่าผู้ฟ้องเป็นบุคคลที่อยู่ในขอบเขตการคุ้มครองของบทบัญญัติดังกล่าวหรือไม่เป็นสำคัญ 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงมีคำสั่งประทับฟ้องไว้พิจารณา ต่อมาภายหลังการสืบพยาน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ประกอบมาตรา 83 โดยลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 100,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 3 จำคุก 1 ปี และปรับ 60,000 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 6 เดือน และปรับ 30,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 4 จำคุก 1 ปี และปรับ 60,000 บาท ลดโทษหนึ่งในสามเหลือจำคุก 8 เดือน และปรับ 40,000 บาท พร้อมรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไว้คนละ 2 ปี 

2. ศาลอุทธรณ์

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าควรแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ส่วนนอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่งผลให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 พ้นจากความรับผิดในคดีนี้ ขณะที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ยังคงต้องรับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เนื่องจากมิได้อุทธรณ์คดี 

3. ศาลฎีกา

โจทก์ฎีกาต่อสู้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 เป็นความผิดที่มุ่งคุ้มครองชีวิตและร่างกายของประชาชน ผู้ที่จะเป็นผู้เสียหายและมีอำนาจฟ้องคดีได้จึงต้องเป็นผู้ได้รับอันตรายโดยตรงต่อชีวิตหรือร่างกายจากการกระทำความผิดดังกล่าว โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลได้รับเพียงความเสียหายทางทรัพย์สินจากการต้องรื้อถอนและแก้ไขงานก่อสร้าง จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องคดี ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้เพิ่มเติมจากศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย ส่งผลให้จำเลยทั้งสี่พ้นจากความรับผิดในคดีอาญานี้ทั้งหมด 

สาระสำคัญของคำพิพากษาในภาพรวม

คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า การพิจารณาว่าบุคคลใดเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา ต้องพิจารณาจากวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติที่นำมาฟ้องประกอบด้วย มิใช่พิจารณาเพียงว่าบุคคลนั้นได้รับความเสียหายหรือไม่ หากกฎหมายมุ่งคุ้มครองชีวิตและร่างกาย ผู้เสียหายก็ต้องเป็นผู้ที่ได้รับอันตรายต่อชีวิตและร่างกายโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้น ความเสียหายทางทรัพย์สินหรือความเสียหายทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดสถานะผู้เสียหายในความผิดดังกล่าวได้ นอกจากนี้ ศาลฎีกายังยืนยันหลักการว่าปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อยที่ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และหากเหตุแห่งคำพิพากษาเป็นเหตุในลักษณะคดี ศาลย่อมมีอำนาจขยายผลแห่งคำพิพากษาไปถึงจำเลยรายอื่นได้ แม้คดีจะยุติไปแล้วสำหรับบุคคลนั้นก็ตาม อันเป็นหลักสำคัญในการรักษาความถูกต้องของกระบวนพิจารณาและความเสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้สะท้อนหลักพื้นฐานสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่า การเป็นผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์หนึ่งไม่ได้หมายความว่าจะมีสถานะเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาทุกกรณี การพิจารณาสถานะผู้เสียหายต้องพิจารณาประกอบกับวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ถูกกล่าวอ้างด้วย หากความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความเสียหายประเภทที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง บุคคลนั้นย่อมไม่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย แม้จะได้รับความเสียหายจริงและมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมากเพียงใดก็ตาม 

คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ทางทรัพย์สินของผู้ว่าจ้างหรือคู่สัญญา แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตและร่างกายของประชาชนจากภยันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการประกอบวิชาชีพโดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายหรือวิชาชีพกำหนดไว้ ดังนั้นแม้การออกแบบอาคารที่ผิดพลาดจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงแก่ผู้ว่าจ้าง แต่หากความเสียหายดังกล่าวเป็นเพียงความเสียหายทางทรัพย์สิน ก็ไม่ทำให้ผู้ว่าจ้างมีฐานะเป็นผู้เสียหายในความผิดตามมาตรา 227 ได้ 

หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจำแนกขอบเขตระหว่างความรับผิดทางแพ่งกับความรับผิดทางอาญา เพราะในทางปฏิบัติมักมีกรณีที่ผู้เสียหายทางเศรษฐกิจพยายามใช้กระบวนการอาญาเป็นเครื่องมือกดดันหรือเรียกร้องสิทธิจากคู่สัญญา แต่ศาลฎีกาวางหลักไว้ว่าหากความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความเสียหายตามสัญญาหรือความเสียหายทางทรัพย์สิน การเยียวยาย่อมต้องดำเนินการผ่านกระบวนการทางแพ่ง เว้นแต่จะปรากฏองค์ประกอบแห่งความผิดอาญาและผู้ฟ้องมีสถานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายในความผิดนั้นจริง การมีความเสียหายจึงไม่ใช่หลักเกณฑ์เพียงพอที่จะก่อให้เกิดอำนาจฟ้องคดีอาญาได้ 

อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญในเชิงหลักวิชากฎหมาย คือ การตีความคำว่า “ผู้เสียหายโดยตรง” ศาลฎีกาใช้แนวคิดว่าผู้เสียหายต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงต่อประโยชน์ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง มิใช่เพียงได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการกระทำดังกล่าว หลักการนี้ช่วยป้องกันมิให้ขอบเขตของผู้เสียหายในคดีอาญาขยายกว้างเกินสมควร และช่วยรักษาความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของประชาชนกับการจำกัดการใช้กระบวนการอาญาให้อยู่ภายในวัตถุประสงค์ที่กฎหมายกำหนดไว้ 

คำพิพากษานี้ยังตอกย้ำบทบาทของศาลฎีกาในการคุ้มครองความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรม โดยศาลสามารถยกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นเป็นประเด็นฎีกา เพราะปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการดำเนินคดี หากปล่อยให้คดีดำเนินต่อไปทั้งที่ผู้ฟ้องไม่มีอำนาจฟ้อง ย่อมส่งผลกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณาทั้งหมด หลักการนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการรักษาหลักนิติธรรมและความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา 

นอกจากนี้ คดียังเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้หลักเหตุในลักษณะคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเปิดโอกาสให้ศาลขยายผลแห่งคำพิพากษาไปถึงจำเลยรายอื่นที่มิได้อุทธรณ์หรือฎีกาได้ เมื่อเหตุแห่งคำพิพากษานั้นเป็นเหตุที่มีผลต่อคดีทั้งเรื่อง มิใช่เป็นเหตุเฉพาะตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หลักการดังกล่าวช่วยป้องกันความไม่เป็นธรรมที่อาจเกิดขึ้นจากความแตกต่างด้านกระบวนพิจารณา และทำให้ผลของคำพิพากษาสอดคล้องกับสภาพแห่งคดีโดยรวมอย่างแท้จริง 

ในเชิงปฏิบัติ คำพิพากษานี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบธุรกิจ เจ้าของโครงการก่อสร้าง ผู้ว่าจ้างวิศวกร สถาปนิก หรือผู้ประกอบวิชาชีพอื่นที่อยู่ภายใต้มาตรฐานวิชาชีพเฉพาะทางว่า หากได้รับความเสียหายจากการปฏิบัติงานที่ไม่ได้มาตรฐาน จำเป็นต้องพิจารณาให้ชัดเจนก่อนว่าความเสียหายดังกล่าวอยู่ในขอบเขตของความรับผิดทางแพ่งหรือความรับผิดทางอาญา และตนมีสถานะเป็นผู้เสียหายในความผิดอาญานั้นหรือไม่ การเลือกใช้ช่องทางทางกฎหมายที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นย่อมช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินคดีและเพิ่มโอกาสในการได้รับการเยียวยาที่เหมาะสมตามกฎหมาย 

กล่าวโดยสรุป แก่นสำคัญของคำพิพากษานี้มิได้อยู่ที่การวินิจฉัยคุณภาพของงานออกแบบอาคารหรือความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพเป็นหลัก แต่อยู่ที่การกำหนดขอบเขตของคำว่า “ผู้เสียหาย” และ “อำนาจฟ้องคดีอาญา” โดยศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ความเสียหายทางทรัพย์สินของนิติบุคคลจากการออกแบบหรือก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ อาจเป็นมูลเหตุแห่งการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งได้ แต่ไม่ทำให้นิติบุคคลมีสถานะเป็นผู้เสียหายในความผิดตามมาตรา 227 และไม่ก่อให้เกิดอำนาจฟ้องคดีอาญาฐานดังกล่าว อันเป็นแนววินิจฉัยที่มีความสำคัญต่อการตีความกฎหมายอาญาและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในอนาคตอย่างยิ่ง 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า นิติบุคคลซึ่งได้รับความเสียหายทางทรัพย์สินจากการออกแบบอาคารที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ จะมีสถานะเป็น “ผู้เสียหาย” และมีอำนาจฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดตามมาตรา 227 เป็นความผิดที่มุ่งคุ้มครองชีวิตและร่างกายของประชาชน มิใช่คุ้มครองทรัพย์สินของผู้ว่าจ้าง ดังนั้นผู้เสียหายจึงต้องเป็นผู้ที่ได้รับอันตรายโดยตรงต่อชีวิตหรือร่างกายจากภยันตรายที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพ เมื่อโจทก์เป็นนิติบุคคลและได้รับเพียงความเสียหายทางทรัพย์สินจากการรื้อถอนและแก้ไขงานก่อสร้าง จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายและไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาฐานดังกล่าว 

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4)

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความโดยสรุป

ผู้เสียหายโดยตรง

หัวใจสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความคำว่า “ผู้เสียหาย” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โดยศาลฎีกาวางหลักว่า ผู้เสียหายต้องเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายโดยตรงต่อประโยชน์ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง ไม่ใช่เพียงผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจหรือทางทรัพย์สินจากเหตุการณ์เดียวกัน ในคดีนี้กฎหมายที่นำมาฟ้องคือมาตรา 227 ซึ่งมุ่งคุ้มครองชีวิตและร่างกายของประชาชน ดังนั้นผู้เสียหายจึงต้องเป็นบุคคลที่ได้รับอันตรายหรือเสี่ยงต่ออันตรายดังกล่าวโดยตรง มิใช่นิติบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากต้นทุนการก่อสร้างหรือค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนอาคาร 

ความเสียหายทางทรัพย์สินไม่ก่อให้เกิดอำนาจฟ้องตามมาตรา 227

ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า แม้โจทก์จะได้รับความเสียหายเป็นเงินกว่า 31 ล้านบาทจากการหยุดงานก่อสร้าง การรื้อถอนอาคาร และการแก้ไขแบบโครงสร้างใหม่ แต่ความเสียหายดังกล่าวเป็นเพียงความเสียหายทางทรัพย์สินและเป็นข้อพิพาทตามสัญญาระหว่างผู้ว่าจ้างกับผู้รับจ้างออกแบบเท่านั้น ความเสียหายประเภทนี้อาจก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่งได้ แต่ไม่ทำให้ผู้ได้รับความเสียหายมีสถานะเป็นผู้เสียหายในความผิดตามมาตรา 227 และไม่ก่อให้เกิดอำนาจฟ้องคดีอาญา เพราะกฎหมายมาตรานี้มิได้ตราขึ้นเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของคู่สัญญา แต่ตราขึ้นเพื่อป้องกันภยันตรายต่อชีวิตและร่างกายของประชาชนเป็นสำคัญ 

สรุปแก่นคำพิพากษาในประโยคเดียว

นิติบุคคลที่ได้รับเพียงความเสียหายทางทรัพย์สินจากการออกแบบก่อสร้างที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ ไม่ใช่ผู้เสียหายในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 และไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาฐานดังกล่าว แม้จะได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมากก็ตาม 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม นิติบุคคลสามารถเป็นผู้เสียหายในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ได้หรือไม่

คำตอบ นิติบุคคลจะมีฐานะเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาได้หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากลักษณะของสิทธิหรือประโยชน์ที่กฎหมายบทนั้นมุ่งคุ้มครองเป็นสำคัญ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าความผิดตามมาตรา 227 เป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองชีวิตและร่างกายของบุคคลจากการที่ผู้ประกอบวิชาชีพไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือมาตรฐานแห่งวิชาชีพ ดังนั้นผู้เสียหายจึงต้องเป็นบุคคลที่ได้รับอันตรายหรือเสี่ยงต่ออันตรายต่อชีวิตและร่างกายโดยตรงจากการกระทำดังกล่าว เมื่อนิติบุคคลไม่มีชีวิตและร่างกายที่จะได้รับอันตรายตามลักษณะที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง แม้จะได้รับความเสียหายทางทรัพย์สินจากเหตุการณ์เดียวกันก็ไม่ทำให้มีสถานะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ได้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาดังกล่าว 

2 คำถาม เหตุใดความเสียหายกว่า 31 ล้านบาทจึงไม่เพียงพอให้โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีอาญา

คำตอบ ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้รับความเสียหาย แต่ศาลพิจารณาว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความเสียหายประเภทใดและอยู่ในขอบเขตการคุ้มครองของกฎหมายที่นำมาฟ้องหรือไม่ ในคดีนี้โจทก์อ้างว่าต้องหยุดงานก่อสร้าง รื้อถอนอาคาร และแก้ไขแบบโครงสร้างใหม่จนได้รับความเสียหายเป็นเงินจำนวนมาก อย่างไรก็ตามความเสียหายดังกล่าวเป็นความเสียหายทางทรัพย์สินและเป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการดำเนินโครงการก่อสร้าง มิใช่ความเสียหายต่อชีวิตหรือร่างกายซึ่งเป็นสิ่งที่มาตรา 227 มุ่งคุ้มครอง ดังนั้นแม้จำนวนความเสียหายจะสูงเพียงใด ก็ไม่อาจเปลี่ยนลักษณะของความเสียหายให้กลายเป็นความเสียหายประเภทที่กฎหมายอาญาบทนี้มุ่งคุ้มครองได้ ศาลจึงเห็นว่าความเสียหายดังกล่าวอาจเป็นมูลเรียกร้องในทางแพ่งได้ แต่ไม่ก่อให้เกิดอำนาจฟ้องคดีอาญา 

3 คำถาม ผู้เสียหายโดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหมายถึงอะไร

คำตอบ หลักผู้เสียหายโดยตรงเป็นหลักสำคัญในการกำหนดว่าบุคคลใดจะมีสิทธิใช้กระบวนการอาญาได้ ผู้เสียหายโดยตรงไม่ได้หมายถึงทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์หนึ่ง แต่หมายถึงบุคคลที่ได้รับความเสียหายต่อสิทธิหรือประโยชน์ที่กฎหมายบทนั้นมุ่งคุ้มครองโดยตรง ในคดีนี้ศาลฎีกาอธิบายว่าความผิดตามมาตรา 227 มุ่งคุ้มครองชีวิตและร่างกายของประชาชน ดังนั้นผู้เสียหายจึงต้องเป็นบุคคลที่ได้รับหรืออาจได้รับอันตรายต่อชีวิตและร่างกายจากการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพ หากบุคคลใดได้รับเพียงความเสียหายทางทรัพย์สินหรือความเสียหายทางธุรกิจ แม้จะเป็นผลโดยตรงจากการกระทำของจำเลย ก็ยังไม่ถือเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ เพราะไม่ได้รับความเสียหายในลักษณะที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง หลักดังกล่าวเป็นเกณฑ์สำคัญที่ศาลใช้วินิจฉัยอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ 

4 คำถาม หากอาคารที่ออกแบบผิดพลาดยังไม่ถล่มและยังไม่มีผู้บาดเจ็บ จะถือว่ามีความผิดตามมาตรา 227 หรือไม่

คำตอบ คำพิพากษานี้มิได้วินิจฉัยโดยตรงว่าจำเลยกระทำความผิดตามมาตรา 227 หรือไม่ เนื่องจากศาลฎีกาวินิจฉัยเสียก่อนว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง อย่างไรก็ตามจากเหตุผลในคำพิพากษาจะเห็นได้ว่ามาตรา 227 เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันภยันตรายต่อประชาชนจากการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแห่งวิชาชีพ ประเด็นสำคัญในคดีนี้จึงไม่ใช่ว่ามีอาคารถล่มหรือมีผู้ได้รับบาดเจ็บแล้วหรือไม่ แต่เป็นเรื่องสถานะของผู้ฟ้องคดีว่ามีอำนาจฟ้องหรือไม่ เมื่อศาลเห็นว่าโจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย ศาลจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยต่อว่าพฤติการณ์ของจำเลยครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ดังนั้นคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในเรื่องอำนาจฟ้องมากกว่าการวินิจฉัยเนื้อหาแห่งความผิด 

5 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงสามารถยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเองได้

คำตอบ โดยหลักแล้วศาลฎีกาจะวินิจฉัยเฉพาะประเด็นที่คู่ความยกขึ้นฎีกา แต่กฎหมายเปิดช่องให้ศาลฎีกายกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะไม่ได้หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมา ในคดีนี้ศาลเห็นว่าปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาพื้นฐานของกระบวนพิจารณา เพราะหากผู้ฟ้องไม่มีอำนาจฟ้อง คดีทั้งหมดก็ไม่อาจดำเนินต่อไปได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นแม้โจทก์จะฎีกาเฉพาะประเด็นอื่น ศาลฎีกาก็ยังมีอำนาจตรวจสอบเรื่องอำนาจฟ้องได้เอง เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหายตามมาตรา 2 (4) ศาลจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและไม่จำเป็นต้องพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป หลักการนี้มีความสำคัญต่อการรักษาความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม 

6 คำถาม เพราะเหตุใดศาลฎีกาจึงยกฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ทั้งที่ไม่ได้อุทธรณ์

คำตอบ ปกติแล้วจำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ย่อมไม่ได้รับประโยชน์จากคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกา แต่กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้ในกรณีที่เหตุแห่งคำพิพากษาเป็นเหตุในลักษณะคดี มิใช่เป็นเหตุเฉพาะตัวของจำเลยคนใดคนหนึ่ง ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตั้งแต่ต้น เหตุดังกล่าวกระทบต่อคดีทั้งเรื่องและมีผลต่อจำเลยทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน มิได้เป็นเหตุเฉพาะตัวของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่เป็นผู้อุทธรณ์เท่านั้น ดังนั้นแม้จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะไม่ได้อุทธรณ์และคดีจะยุติไปแล้วสำหรับบุคคลทั้งสอง ศาลฎีกาก็ยังสามารถขยายผลแห่งคำพิพากษาให้ได้รับประโยชน์จากข้อกฎหมายเดียวกันได้ ส่งผลให้จำเลยทั้งสี่ได้รับการยกฟ้องโดยมีผลสอดคล้องกันทั้งคดี 

7 คำถาม ความเสียหายตามสัญญาแตกต่างจากความเสียหายในคดีอาญาอย่างไร

คำตอบ คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างความรับผิดทางแพ่งกับความรับผิดทางอาญาอย่างชัดเจน ความเสียหายตามสัญญาเกิดจากการที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องจนอีกฝ่ายได้รับความเสียหาย เช่น ค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนอาคารหรือค่าใช้จ่ายในการแก้ไขงานก่อสร้าง ส่วนความเสียหายในคดีอาญาจะต้องเป็นความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิหรือประโยชน์ที่กฎหมายอาญาบทนั้นมุ่งคุ้มครองโดยตรง ในคดีนี้แม้โจทก์จะได้รับความเสียหายจากการออกแบบที่อ้างว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ แต่ความเสียหายดังกล่าวเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจและเป็นผลจากความสัมพันธ์ตามสัญญา จึงเป็นเรื่องที่ต้องเรียกร้องกันในทางแพ่ง ไม่ใช่เหตุที่ทำให้เกิดอำนาจฟ้องคดีอาญาตามมาตรา 227 แต่อย่างใด 

8 คำถาม หลักกฎหมายที่สำคัญที่สุดจากคำพิพากษานี้คืออะไร

คำตอบ หลักกฎหมายที่สำคัญที่สุดของคดีนี้คือ การพิจารณาสถานะผู้เสียหายต้องดูทั้งลักษณะความเสียหายและวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติที่นำมาฟ้องประกอบกัน ไม่ใช่ดูเพียงว่าผู้ฟ้องได้รับความเสียหายหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่าผู้เสียหายในคดีอาญาต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายต่อประโยชน์ที่กฎหมายบทนั้นมุ่งคุ้มครองโดยตรง เมื่อมาตรา 227 มุ่งคุ้มครองชีวิตและร่างกาย ผู้เสียหายจึงต้องเป็นผู้ที่ได้รับอันตรายหรือเสี่ยงต่ออันตรายดังกล่าวโดยตรง ไม่ใช่นิติบุคคลที่ได้รับเพียงความเสียหายทางทรัพย์สิน หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดขอบเขตของอำนาจฟ้องคดีอาญา การแยกความแตกต่างระหว่างสิทธิฟ้องทางแพ่งกับสิทธิฟ้องทางอาญา และการรักษาวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของกฎหมายอาญาไม่ให้ถูกนำไปใช้เกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1327/2568

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 227 อันเป็นความผิดในลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ลงโทษแก่ผู้ที่ละเว้นไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการแห่งวิชาชีพนั้น ๆ เพื่อคุ้มครองมิให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและร่างกายบุคคลอื่นหรือประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายคุ้มครอง โจทก์หรือบุคคลใดจะเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีในความผิดฐานดังกล่าวได้ ต้องปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้น หมายความว่า เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษอันเป็นอันตรายจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งวิชาชีพนั้น ที่กฎหมายคุ้มครอง ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ ต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากภยันตรายอันเป็นอันตรายที่อาจเกิดแก่ชีวิตและร่างกาย เนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำตามวิชาชีพการออกแบบก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างในคดีเท่านั้น ผู้เสียหายจึงต้องเป็นบุคคลธรรมดา โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่อาจได้รับอันตรายดังกล่าวจากการกระทำความผิดได้ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในฐานความผิดนี้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย แม้คดียุติแล้วโดยไม่ได้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 และ 225

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์และเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 100,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 3 และที่ 4 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 60,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 30,000 บาท จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปแล้วบางส่วน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 40,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 อันเป็นความผิดในลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ลงโทษแก่ผู้ที่ละเว้นไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการแห่งวิชาชีพนั้น ๆ เพื่อคุ้มครองมิให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและร่างกายบุคคลอื่นหรือประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง โจทก์หรือบุคคลใดจะเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีในความผิดฐานดังกล่าวได้ ต้องปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้น ซึ่งหมายความว่าเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษอันเป็นอันตรายจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งวิชาชีพนั้น ๆ ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดตกลงว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจเป็นผู้ออกแบบก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่ของโจทก์ จำเลยที่ 1 ทราบดีว่า จำเลยที่ 3 ไม่เคยออกแบบและไม่เคยคำนวณแบบก่อสร้างอาคารสำนักงานในโครงการขนาดใหญ่ ทั้งไม่มีความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์ในการออกแบบและคำนวณแบบอาคารสำนักงานขนาดใหญ่มาก่อน ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นเพียงวิศวกรระดับภาคีวิศวกร ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะออกแบบอาคารหอประชุมและศูนย์กีฬาในร่ม ตามข้อบังคับสภาวิศวกร แต่จำเลยที่ 1 กลับมอบหมายให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 เป็นผู้ออกแบบงานวิศวกรรมโยธาตามสัญญาว่าจ้างที่ทำกับโจทก์ ต่อมาบริษัท ส. ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างได้ก่อสร้างตามแบบก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบให้แก่โจทก์ แต่วิศวกรของบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างพบว่าแบบก่อสร้างมีความผิดพลาดทั้งแบบและรายการคำนวณ ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพตามหลักเกณฑ์ที่วิศวกรรมสถานกำหนด และไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ อีกทั้งไม่เป็นไปตามวิธีการที่วิศวกรพึงกระทำในการออกแบบและคำนวณแบบ อาคารที่ก่อสร้างไม่มีความมั่นคงแข็งแรงและไม่มีความปลอดภัยเพียงพอตามหลักวิศวกรรมโครงสร้าง จนต้องหยุดงานก่อสร้าง รื้อถอนอาคาร ที่ได้ก่อสร้างไปแล้ว และปรับปรุงแก้ไขแบบโครงสร้างอาคารใหม่ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 31,000,179.16 บาท ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากภยันตรายอันเป็นอันตรายที่อาจเกิดแก่ชีวิตและร่างกาย เนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำตามวิชาชีพการออกแบบก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างในคดีนี้เท่านั้น ผู้เสียหายจึงต้องเป็นบุคคลธรรมดา โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่อาจได้รับอันตรายดังกล่าวจากการกระทำความผิดได้ จึงมิใช่ผู้เสียหายในฐานความผิดนี้ ความเสียหายของโจทก์จากการก่อสร้างตามแบบก่อสร้างที่ออกแบบโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำการตามวิชาชีพของจำเลยทั้งสี่ จนเป็นเหตุให้อาคารที่ก่อสร้างไม่มีความมั่นคงแข็งแรงทั้งไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ ต้องรื้อถอนออกตามฟ้องเป็นเพียงความเสียหายตามสัญญาที่ต้องเรียกร้องกันในคดีส่วนแพ่งเท่านั้น ไม่ทำให้โจทก์มีฐานะเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ และกรณีเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย แม้คดียุติไปแล้วโดยมิได้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

บริษัทเสียหายกว่า 31 ล้านบาทจากแบบก่อสร้างผิดพลาด แต่เหตุใดศาลฎีกากลับวินิจฉัยว่าไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญา  คดีนี้บริษัทผู้ว่าจ้างอ้างว่าแบบก่อสร้างอาคารมีข้อผิดพลาด ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ ทำให้อาคารไม่มีความมั่นคงแข็งแรง ต้องหยุดก่อสร้าง รื้อถอน และแก้ไขแบบใหม่ จนได้รับความเสียหายกว่า 31 ล้านบาท




อธิบาย “อำนาจฟ้อง” ตามกฎหมาย – ความหมาย & กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ฟ้องเรียกเงินกู้ที่เกิดจากสวัสดิการซื้อบ้านตามสัญญาจ้างงาน ต้องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อนฟ้องศาลหรือไม่ และศาลจะมีอำนาจรับฟ้องเพียงใด
ฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมทำได้หรือไม่ หากมีคดีตั้งผู้จัดการมรดกอยู่ก่อน ศาลฎีกาวางหลักฟ้องซ้อนและอำนาจฟ้องไว้อย่างไร
สิทธิฟ้องของผู้ไร้ความสามารถและการแก้ไขข้อบกพร่องตามกฎหมายฟ้องคดีละเมิดแทนได้หรือไม่เมื่อยังไม่มีผู้อนุบาล
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิร้องทุกข์แทนผู้ตายได้หรือไม่ เมื่อความผิดเกิดก่อนตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยอำนาจฟ้องในคดียักยอกทรัพย์อย่างไร
คนเสมือนไร้ความสามารถฟ้องคดีเองได้หรือไม่ ผู้พิทักษ์มีอำนาจเพียงใด และผลทางกฎหมายของการฟ้องโดยไม่มีอำนาจฟ้อง
ซื้อสลากกินแบ่งเกินราคาแล้วไม่ได้รับของ ฟ้องเอาเงินคืนได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยชัด ผู้ที่ร่วมกระทำผิดกฎหมายไม่ถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจฟ้อง
การฟ้องคดีผู้บริโภคและอำนาจฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการบรรยายฟ้องผิดสัญญา
อำนาจฟ้องคดีแบ่งมรดกและการฟ้องผู้จัดการมรดกผิดตัว,ป.พ.พ. มาตรา 1364,(ฎีกา 4727/2566)
อำนาจไต่สวน ป.ป.ช. หลังพ้นตำแหน่ง เกิน 2 ปี 5 ปี ยังฟ้องคดีทุจริตได้หรือไม่(ฎีกา 5076-5079/2566)
บริษัทประกันฟ้องเรียกค่าเสียหายซ้ำได้หรือไม่? ผู้ก่อเหตุชำระแล้วหนี้ระงับหรือยัง และเจ้าของรถต้องร่วมรับผิดหรือไม่ในคดีละเมิด
อำนาจฟ้อง & สอบสวนคดีอาญา,นับโทษ, มาตรา 120, (ฎีกา 659-661/2567)