ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องความผิดตามกฎหมายคุ้มครองเด็กหรือไม่ และคำขอค่าสินไหมในคดีอาญายังดำเนินต่อได้เพียงใด

ผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กหรือไม่, ความผิดตามกฎหมายคุ้มครองเด็กเป็นความผิดต่อรัฐ, รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายในคดีคุ้มครองเด็ก, ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, ฟ้องคดีอาญาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก, คดีครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก, ชักจูงเด็กให้กระทำการลามกอนาจาร, ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา, คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา, อำนาจศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47, ศาลฎีกายกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเอง, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจฟ้องของผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 โดยมีประเด็นสำคัญว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย บุคคลผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำจึงอาจไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามกฎหมายดังกล่าวด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับอำนาจของศาลฎีกาในการยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา ตลอดจนผลของการไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนคดีอาญาต่อคำขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่ง และการพิจารณาว่าพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่

สาระสำคัญที่สุดของคดี

พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 กำหนดให้การปกป้องและคุ้มครองเด็กเป็นหน้าที่ของรัฐ

ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐ และรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย

โจทก์ที่ 1 จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก

ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา

อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้การที่โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ไม่ทำให้คำขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งตกไป เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ยังมีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14

ศาลจึงยังมีอำนาจวินิจฉัยความรับผิดทางแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47

คำถามที่น่าสนใจ

1. ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกระทำต่อเด็กมีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กด้วยตนเองหรือไม่

2. หากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก คำขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งต้องตกไปด้วยหรือไม่

3. หากคู่ความไม่ได้ยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกาสามารถยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่

ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท

คดีนี้เป็นคดีสองสำนวนซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยกำหนดให้โจทก์ในสำนวนแรกเป็นโจทก์ที่ 1 โจทก์ในสำนวนหลังเป็นโจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองเป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตามลำดับ

โจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 พร้อมขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

โจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (17) มาตรา 83 มาตรา 91 และมาตรา 287/1 รวมทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 4 มาตรา 26 และมาตรา 78

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงมีคำสั่งประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ และให้การในส่วนแพ่งว่าไม่ได้กระทำความผิด จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/1 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (9) โดยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

สำหรับฐานร่วมกันครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก ศาลลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี และฐานร่วมกันชักจูงให้เด็กแสดงหรือกระทำการอันมีลักษณะลามกอนาจาร 2 กระทง จำคุกกระทงละคนละ 2 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลกำหนด

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (9) และมาตรา 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ประเด็นที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองคือ มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาและประเด็นสำคัญ

ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องการรอการลงโทษว่า จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและไม่เคยถอนคำให้การเดิม การกระทำของจำเลยทั้งสองนอกจากสร้างความเสื่อมเสียแก่โจทก์ที่ 1 และครอบครัวแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง

แม้จำเลยทั้งสองจะชดใช้ค่าเสียหายมาแล้วบางส่วน แต่เป็นการชดใช้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องรับผิดอยู่แล้ว ส่วนเหตุที่จำเลยทั้งสองไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน มีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นตามที่ยกขึ้นอ้าง ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 และวินิจฉัยว่าฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้ยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเอง โดยเห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้การปกป้องคุ้มครองเด็กเป็นหน้าที่ของรัฐ และกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้รัฐดำเนินการคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐ ซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย

โจทก์ที่ 1 จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546

การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าว และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา แต่เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

สำหรับคำขอในส่วนแพ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกต่างหากว่า แม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก แต่โจทก์ที่ 1 ยังมีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14

ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดในทางแพ่งได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ตกไป

เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาคดีในส่วนแพ่ง คดีในส่วนนั้นจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

หลักสำคัญประการแรกคือฐานะของผู้เสียหายในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ซึ่งมีผลโดยตรงต่ออำนาจฟ้อง ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาลักษณะของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แล้วเห็นว่า กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้การปกป้องคุ้มครองเด็กเป็นหน้าที่ของรัฐ ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้จึงเป็นความผิดต่อรัฐ และรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าว

ผลจากหลักดังกล่าวทำให้โจทก์ที่ 1 แม้จะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุแห่งคดี ก็ไม่อยู่ในฐานะผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ด้วยตนเอง

หลักสำคัญประการที่สองคือ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องในคดีนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงไม่จำเป็นต้องรอให้คู่ความยกปัญหาขึ้นฎีกาก่อน แต่สามารถยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

หลักสำคัญประการที่สามคือ ต้องพิจารณาคดีอาญาและคำขอในส่วนแพ่งแยกจากกันตามฐานแห่งอำนาจทางกฎหมาย ในคดีนี้ แม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก แต่ยังมีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14

ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงยังมีอำนาจวินิจฉัยความรับผิดในทางแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 และคำขอค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ที่ 1 ไม่ตกไปเพราะเหตุที่ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กเพียงอย่างเดียว

หลักสำคัญประการที่สี่คือ การพิจารณาว่าจะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวม ในคดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับความร้ายแรงของการกระทำ ผลกระทบต่อโจทก์ที่ 1 และครอบครัว รวมทั้งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม

แม้จำเลยทั้งสองจะไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน มีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว และได้ชดใช้ค่าเสียหายมาแล้วบางส่วน แต่ศาลเห็นว่าเหตุเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุก เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีทั้งหมด

แนววินิจฉัยและผลทางกฎหมายของคดี

คดีนี้แสดงให้เห็นว่า การพิจารณาอำนาจฟ้องต้องตรวจสอบลักษณะของกฎหมายที่กำหนดความผิดและฐานะของผู้เสียหายตามกฎหมายนั้นโดยเฉพาะ

สำหรับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐ และรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ผลของการไม่มีอำนาจฟ้องความผิดดังกล่าวต้องพิจารณาแยกจากคำขอส่วนแพ่ง ในคดีนี้คำขอส่วนแพ่งไม่ตกไป เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ยังมีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 และมีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 รองรับการวินิจฉัยความรับผิดทางแพ่ง

คดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาที่ศาลฎีกาสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา

ส่วนการรอการลงโทษจำคุกนั้น ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาความร้ายแรงของพฤติการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นสำคัญ เหตุส่วนตัวของจำเลยและการชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุก

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กและความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ลงโทษรวมจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลกำหนด

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (9) และมาตรา 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสอง แต่ยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเอง และเห็นว่าโจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 จึงไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดดังกล่าว ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนนี้ ส่วนคำขอทางแพ่งไม่ตกไป และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้มีความสำคัญในเรื่องฐานะผู้เสียหายและอำนาจฟ้องคดีอาญา โดยแสดงให้เห็นว่า การที่บุคคลได้รับผลกระทบจากการกระทำมิได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะมีอำนาจฟ้องความผิดตามกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นเสมอไป แต่ต้องพิจารณาว่ากฎหมายที่กำหนดความผิดนั้นให้ฐานะผู้เสียหายแก่บุคคลใด

ในคดีนี้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 กำหนดให้การปกป้องคุ้มครองเด็กเป็นหน้าที่ของรัฐ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐ และรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ส่งผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดในส่วนนี้ด้วยตนเอง

อีกประการหนึ่ง คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการแยกพิจารณาอำนาจฟ้องคดีอาญาออกจากคำขอในส่วนแพ่ง เพราะแม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก แต่ยังมีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ทำให้ศาลยังมีอำนาจวินิจฉัยความรับผิดในทางแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47

ดังนั้น ผลของการไม่มีอำนาจฟ้องความผิดฐานหนึ่งต้องพิจารณาจากฐานแห่งอำนาจฟ้องและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับคำขอส่วนแพ่งในคดีนั้นโดยเฉพาะ ไม่ควรสรุปผลจากคดีนี้ไปใช้กับทุกกรณีโดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงและฐานกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 หรือไม่ และหากไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดดังกล่าว คำขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งจะตกไปด้วยหรือไม่

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัย ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มาตรา 47 มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้

1. ความผิดต่อรัฐ

พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 กำหนดให้รัฐมีหน้าที่ดำเนินการปกป้องคุ้มครองเด็ก ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยในคดีนี้ว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐ และรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วยตนเอง

2. คำขอส่วนแพ่งไม่ตกไปในคดีนี้

แม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก แต่โจทก์ที่ 1 ยังมีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 และศาลมีอำนาจวินิจฉัยความรับผิดทางแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 คำขอค่าสินไหมทดแทนในคดีนี้จึงไม่ตกไป

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำเกี่ยวกับเด็กสามารถฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กได้เองหรือไม่

คำตอบ

ตามแนววินิจฉัยในคดีนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 กำหนดให้การปกป้องคุ้มครองเด็กเป็นหน้าที่ของรัฐ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐ และรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องความผิดในส่วนนี้

2. คำถาม

หากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก คำขอค่าสินไหมทดแทนต้องตกไปด้วยหรือไม่

คำตอบ

ในคดีนี้คำขอค่าสินไหมทดแทนไม่ตกไป เพราะแม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก แต่ยังมีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 และศาลมีอำนาจวินิจฉัยความรับผิดทางแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47

3. คำถาม

ศาลฎีกาสามารถยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ หากคู่ความไม่ได้ยกขึ้นฎีกา

คำตอบ

ได้ หากปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ในคดีนี้ศาลฎีกามีอำนาจยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา

4. คำถาม

การชดใช้ค่าเสียหายและการไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเพียงพอให้ศาลรอการลงโทษหรือไม่

คำตอบ

ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่ายังไม่เพียงพอ เนื่องจากพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง การกระทำส่งผลกระทบต่อโจทก์ที่ 1 ครอบครัว และความสงบเรียบร้อยของสังคม ส่วนการชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนเป็นการชดใช้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องรับผิดอยู่แล้ว ขณะที่การไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนและการมีภาระเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุก

หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย

หลักสำคัญของคดีนี้ต้องแยกพิจารณาระหว่างอำนาจฟ้องคดีอาญากับคำขอในส่วนแพ่ง การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นความผิดต่อรัฐและรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวไม่ได้ทำให้คำขอส่วนแพ่งตกไปในคดีนี้ เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ยังมีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 และศาลมีอำนาจวินิจฉัยความรับผิดทางแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47

ดังนั้น การพิจารณาว่าคำขอส่วนแพ่งจะตกไปหรือไม่ จึงต้องพิจารณาฐานแห่งอำนาจฟ้องและบทบัญญัติที่รองรับคำขอส่วนแพ่งของคดีนั้นโดยเฉพาะ ไม่ควรนำผลของคดีนี้ไปสรุปเป็นหลักทั่วไปว่าการไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาบางฐานจะไม่มีผลต่อคำขอส่วนแพ่งในทุกกรณี

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ   

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9544-9545/2568

พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องดำเนินการในการปกป้องคุ้มครองเด็กและกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าวมาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

คำขอของโจทก์ที่ 1 ในส่วนแพ่ง แม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แต่โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ซึ่งศาลมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดในส่วนแพ่งได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ตกไป

คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2

โจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1

โจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (17), 83, 91, 287/1 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 4, 26, 78

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ และให้การในส่วนแพ่งว่าไม่ได้กระทำความผิดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/1 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (9) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันชักจูงให้เด็กแสดงหรือกระทำการอันมีลักษณะลามกอนาจาร 2 กระทง จำคุกกระทงละคนละ 2 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 พฤษภาคม 2565) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ทั้งนี้ ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ตามพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (9), 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า วันที่ 6 ธันวาคม 2565 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โดยไม่เคยถอนคำให้การเดิมที่เคยให้การปฏิเสธต่อศาลชั้นต้นและให้การรับสารภาพตามที่ฎีกาแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองนอกจากจะเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้แก่โจทก์ที่ 1 และครอบครัวแล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่สำนึกในสิ่งที่ทำ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จะได้ชดใช้ค่าเสียหายมาแล้วบางส่วน แต่เป็นการชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 อยู่แล้ว การที่จำเลยทั้งสองไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นตามที่อ้างมาในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องดำเนินการในการปกป้องคุ้มครองเด็กและกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าวมาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับคำขอของโจทก์ที่ 1 ในส่วนแพ่ง แม้โจทก์ที่ 1 จะไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แต่โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ซึ่งศาลมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดในทางแพ่งได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ตกไป ทั้งจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาคดีส่วนแพ่ง จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

อำนาจฟ้องคดีอาญา, ความผิดต่อรัฐ, คดีคุ้มครองเด็ก  ผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องความผิดตามกฎหมายคุ้มครองเด็กหรือไม่ และคำขอค่าสินไหมในคดีอาญายังดำเนินต่อได้เพียงใด  การฟ้องคดีอาญาผิดฐานอำนาจฟ้องอาจทำให้ศาลยกฟ้องได้ แม้คดีจะผ่านการพิจารณามาถึงชั้นฎีกาแล้ว  คดีนี้โจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กและกฎหมายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ศาลชั้นต้นประทับฟ้องและพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง




อธิบาย “อำนาจฟ้อง” ตามกฎหมาย – ความหมาย & กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้องคดีตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ได้หรือไม่ เมื่อความผิดเป็นความผิดต่อรัฐตามกฎหมายคุ้มครองเด็ก
นิติบุคคลฟ้องคดีอาญาฐานผู้ประกอบวิชาชีพออกแบบอาคารโดยมิชอบได้หรือไม่ เมื่อความเสียหายเป็นเพียงความเสียหายทางทรัพย์สินและไม่ใช่อันตรายต่อชีวิตหรือร่างกาย
ฟ้องเรียกเงินกู้ที่เกิดจากสวัสดิการซื้อบ้านตามสัญญาจ้างงาน ต้องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการก่อนฟ้องศาลหรือไม่ และศาลจะมีอำนาจรับฟ้องเพียงใด
ฟ้องเพิกถอนพินัยกรรมทำได้หรือไม่ หากมีคดีตั้งผู้จัดการมรดกอยู่ก่อน ศาลฎีกาวางหลักฟ้องซ้อนและอำนาจฟ้องไว้อย่างไร
สิทธิฟ้องของผู้ไร้ความสามารถและการแก้ไขข้อบกพร่องตามกฎหมายฟ้องคดีละเมิดแทนได้หรือไม่เมื่อยังไม่มีผู้อนุบาล
ผู้จัดการมรดกมีสิทธิร้องทุกข์แทนผู้ตายได้หรือไม่ เมื่อความผิดเกิดก่อนตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยอำนาจฟ้องในคดียักยอกทรัพย์อย่างไร
คนเสมือนไร้ความสามารถฟ้องคดีเองได้หรือไม่ ผู้พิทักษ์มีอำนาจเพียงใด และผลทางกฎหมายของการฟ้องโดยไม่มีอำนาจฟ้อง
ซื้อสลากกินแบ่งเกินราคาแล้วไม่ได้รับของ ฟ้องเอาเงินคืนได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยชัด ผู้ที่ร่วมกระทำผิดกฎหมายไม่ถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ไม่มีอำนาจฟ้อง
การฟ้องคดีผู้บริโภคและอำนาจฟ้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจากการบรรยายฟ้องผิดสัญญา
อำนาจฟ้องคดีแบ่งมรดกและการฟ้องผู้จัดการมรดกผิดตัว,ป.พ.พ. มาตรา 1364,(ฎีกา 4727/2566)
อำนาจไต่สวน ป.ป.ช. หลังพ้นตำแหน่ง เกิน 2 ปี 5 ปี ยังฟ้องคดีทุจริตได้หรือไม่(ฎีกา 5076-5079/2566)
บริษัทประกันฟ้องเรียกค่าเสียหายซ้ำได้หรือไม่? ผู้ก่อเหตุชำระแล้วหนี้ระงับหรือยัง และเจ้าของรถต้องร่วมรับผิดหรือไม่ในคดีละเมิด
อำนาจฟ้อง & สอบสวนคดีอาญา,นับโทษ, มาตรา 120, (ฎีกา 659-661/2567)