
| ผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องความผิดตามกฎหมายคุ้มครองเด็กหรือไม่ และคำขอค่าสินไหมในคดีอาญายังดำเนินต่อได้เพียงใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอำนาจฟ้องของผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 โดยมีประเด็นสำคัญว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย บุคคลผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำจึงอาจไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามกฎหมายดังกล่าวด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับอำนาจของศาลฎีกาในการยกปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา ตลอดจนผลของการไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนคดีอาญาต่อคำขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่ง และการพิจารณาว่าพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ สาระสำคัญที่สุดของคดี พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 กำหนดให้การปกป้องและคุ้มครองเด็กเป็นหน้าที่ของรัฐ ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐ และรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้การที่โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ไม่ทำให้คำขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งตกไป เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ยังมีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ศาลจึงยังมีอำนาจวินิจฉัยความรับผิดทางแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 คำถามที่น่าสนใจ 1. ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการกระทำต่อเด็กมีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กด้วยตนเองหรือไม่ 2. หากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก คำขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งต้องตกไปด้วยหรือไม่ 3. หากคู่ความไม่ได้ยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลฎีกาสามารถยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท คดีนี้เป็นคดีสองสำนวนซึ่งศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยกำหนดให้โจทก์ในสำนวนแรกเป็นโจทก์ที่ 1 โจทก์ในสำนวนหลังเป็นโจทก์ที่ 2 และเรียกจำเลยทั้งสองเป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ตามลำดับ โจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 พร้อมขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (17) มาตรา 83 มาตรา 91 และมาตรา 287/1 รวมทั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 4 มาตรา 26 และมาตรา 78 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงมีคำสั่งประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ และให้การในส่วนแพ่งว่าไม่ได้กระทำความผิด จึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/1 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 และมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (9) โดยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับฐานร่วมกันครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก ศาลลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี และฐานร่วมกันชักจูงให้เด็กแสดงหรือกระทำการอันมีลักษณะลามกอนาจาร 2 กระทง จำคุกกระทงละคนละ 2 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลกำหนด จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (9) และมาตรา 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ประเด็นที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองคือ มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาและประเด็นสำคัญ ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องการรอการลงโทษว่า จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธและไม่เคยถอนคำให้การเดิม การกระทำของจำเลยทั้งสองนอกจากสร้างความเสื่อมเสียแก่โจทก์ที่ 1 และครอบครัวแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยทั้งสองจะชดใช้ค่าเสียหายมาแล้วบางส่วน แต่เป็นการชดใช้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งจำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องรับผิดอยู่แล้ว ส่วนเหตุที่จำเลยทั้งสองไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน มีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นตามที่ยกขึ้นอ้าง ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 และวินิจฉัยว่าฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้ยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเอง โดยเห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้การปกป้องคุ้มครองเด็กเป็นหน้าที่ของรัฐ และกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้รัฐดำเนินการคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐ ซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าว และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหานี้ขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา แต่เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับคำขอในส่วนแพ่ง ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกต่างหากว่า แม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก แต่โจทก์ที่ 1 ยังมีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดในทางแพ่งได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าวหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ตกไป เมื่อจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาคดีในส่วนแพ่ง คดีในส่วนนั้นจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง หลักสำคัญประการแรกคือฐานะของผู้เสียหายในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ซึ่งมีผลโดยตรงต่ออำนาจฟ้อง ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาลักษณะของพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แล้วเห็นว่า กฎหมายดังกล่าวกำหนดให้การปกป้องคุ้มครองเด็กเป็นหน้าที่ของรัฐ ความผิดตามพระราชบัญญัตินี้จึงเป็นความผิดต่อรัฐ และรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหายในความผิดดังกล่าว ผลจากหลักดังกล่าวทำให้โจทก์ที่ 1 แม้จะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเหตุแห่งคดี ก็ไม่อยู่ในฐานะผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ด้วยตนเอง หลักสำคัญประการที่สองคือ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องในคดีนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงไม่จำเป็นต้องรอให้คู่ความยกปัญหาขึ้นฎีกาก่อน แต่สามารถยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 หลักสำคัญประการที่สามคือ ต้องพิจารณาคดีอาญาและคำขอในส่วนแพ่งแยกจากกันตามฐานแห่งอำนาจทางกฎหมาย ในคดีนี้ แม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก แต่ยังมีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงยังมีอำนาจวินิจฉัยความรับผิดในทางแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 และคำขอค่าสินไหมทดแทนของโจทก์ที่ 1 ไม่ตกไปเพราะเหตุที่ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กเพียงอย่างเดียว หลักสำคัญประการที่สี่คือ การพิจารณาว่าจะรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยหรือไม่ต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวม ในคดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับความร้ายแรงของการกระทำ ผลกระทบต่อโจทก์ที่ 1 และครอบครัว รวมทั้งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม แม้จำเลยทั้งสองจะไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน มีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว และได้ชดใช้ค่าเสียหายมาแล้วบางส่วน แต่ศาลเห็นว่าเหตุเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุก เมื่อพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีทั้งหมด แนววินิจฉัยและผลทางกฎหมายของคดี คดีนี้แสดงให้เห็นว่า การพิจารณาอำนาจฟ้องต้องตรวจสอบลักษณะของกฎหมายที่กำหนดความผิดและฐานะของผู้เสียหายตามกฎหมายนั้นโดยเฉพาะ สำหรับพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐ และรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดดังกล่าว ขณะเดียวกัน ผลของการไม่มีอำนาจฟ้องความผิดดังกล่าวต้องพิจารณาแยกจากคำขอส่วนแพ่ง ในคดีนี้คำขอส่วนแพ่งไม่ตกไป เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ยังมีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 และมีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 รองรับการวินิจฉัยความรับผิดทางแพ่ง คดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่า ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาที่ศาลฎีกาสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา ส่วนการรอการลงโทษจำคุกนั้น ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาความร้ายแรงของพฤติการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นสำคัญ เหตุส่วนตัวของจำเลยและการชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุก สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็กและความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ลงโทษรวมจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลกำหนด 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (9) และมาตรา 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยทั้งสอง แต่ยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเอง และเห็นว่าโจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายในความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 จึงไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดดังกล่าว ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนนี้ ส่วนคำขอทางแพ่งไม่ตกไป และนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้มีความสำคัญในเรื่องฐานะผู้เสียหายและอำนาจฟ้องคดีอาญา โดยแสดงให้เห็นว่า การที่บุคคลได้รับผลกระทบจากการกระทำมิได้หมายความว่าบุคคลนั้นจะมีอำนาจฟ้องความผิดตามกฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้นเสมอไป แต่ต้องพิจารณาว่ากฎหมายที่กำหนดความผิดนั้นให้ฐานะผู้เสียหายแก่บุคคลใด ในคดีนี้พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 กำหนดให้การปกป้องคุ้มครองเด็กเป็นหน้าที่ของรัฐ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐ และรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ส่งผลให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดในส่วนนี้ด้วยตนเอง อีกประการหนึ่ง คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการแยกพิจารณาอำนาจฟ้องคดีอาญาออกจากคำขอในส่วนแพ่ง เพราะแม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก แต่ยังมีอำนาจฟ้องตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ทำให้ศาลยังมีอำนาจวินิจฉัยความรับผิดในทางแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 ดังนั้น ผลของการไม่มีอำนาจฟ้องความผิดฐานหนึ่งต้องพิจารณาจากฐานแห่งอำนาจฟ้องและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับคำขอส่วนแพ่งในคดีนั้นโดยเฉพาะ ไม่ควรสรุปผลจากคดีนี้ไปใช้กับทุกกรณีโดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริงและฐานกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้เสียหายที่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 หรือไม่ และหากไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดดังกล่าว คำขอค่าสินไหมทดแทนในส่วนแพ่งจะตกไปด้วยหรือไม่ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัย ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) มาตรา 47 มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ 1. ความผิดต่อรัฐ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 กำหนดให้รัฐมีหน้าที่ดำเนินการปกป้องคุ้มครองเด็ก ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยในคดีนี้ว่า ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐ และรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 จึงไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวด้วยตนเอง 2. คำขอส่วนแพ่งไม่ตกไปในคดีนี้ แม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก แต่โจทก์ที่ 1 ยังมีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 และศาลมีอำนาจวินิจฉัยความรับผิดทางแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 คำขอค่าสินไหมทดแทนในคดีนี้จึงไม่ตกไป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำเกี่ยวกับเด็กสามารถฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กได้เองหรือไม่ คำตอบ ตามแนววินิจฉัยในคดีนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 กำหนดให้การปกป้องคุ้มครองเด็กเป็นหน้าที่ของรัฐ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นความผิดต่อรัฐ และรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้องความผิดในส่วนนี้ 2. คำถาม หากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก คำขอค่าสินไหมทดแทนต้องตกไปด้วยหรือไม่ คำตอบ ในคดีนี้คำขอค่าสินไหมทดแทนไม่ตกไป เพราะแม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก แต่ยังมีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 และศาลมีอำนาจวินิจฉัยความรับผิดทางแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 3. คำถาม ศาลฎีกาสามารถยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ หากคู่ความไม่ได้ยกขึ้นฎีกา คำตอบ ได้ หากปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ในคดีนี้ศาลฎีกามีอำนาจยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา 4. คำถาม การชดใช้ค่าเสียหายและการไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนเพียงพอให้ศาลรอการลงโทษหรือไม่ คำตอบ ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่ายังไม่เพียงพอ เนื่องจากพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง การกระทำส่งผลกระทบต่อโจทก์ที่ 1 ครอบครัว และความสงบเรียบร้อยของสังคม ส่วนการชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนเป็นการชดใช้ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องรับผิดอยู่แล้ว ขณะที่การไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนและการมีภาระเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวยังไม่เป็นเหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุก หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้ต้องแยกพิจารณาระหว่างอำนาจฟ้องคดีอาญากับคำขอในส่วนแพ่ง การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นความผิดต่อรัฐและรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ทำให้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ผลดังกล่าวไม่ได้ทำให้คำขอส่วนแพ่งตกไปในคดีนี้ เนื่องจากโจทก์ที่ 1 ยังมีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 และศาลมีอำนาจวินิจฉัยความรับผิดทางแพ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 ดังนั้น การพิจารณาว่าคำขอส่วนแพ่งจะตกไปหรือไม่ จึงต้องพิจารณาฐานแห่งอำนาจฟ้องและบทบัญญัติที่รองรับคำขอส่วนแพ่งของคดีนั้นโดยเฉพาะ ไม่ควรนำผลของคดีนี้ไปสรุปเป็นหลักทั่วไปว่าการไม่มีอำนาจฟ้องคดีอาญาบางฐานจะไม่มีผลต่อคำขอส่วนแพ่งในทุกกรณี ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9544-9545/2568 พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องดำเนินการในการปกป้องคุ้มครองเด็กและกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าวมาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คำขอของโจทก์ที่ 1 ในส่วนแพ่ง แม้โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตาม พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แต่โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ซึ่งศาลมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดในส่วนแพ่งได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ตกไป คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยที่ 1 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 โจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (17), 83, 91, 287/1 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 4, 26, 78 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องคดีที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ และให้การในส่วนแพ่งว่าไม่ได้กระทำความผิดจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287/1 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (9) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันครอบครองสื่อลามกอนาจารเด็ก จำคุกคนละ 2 ปี ฐานร่วมกันชักจูงให้เด็กแสดงหรือกระทำการอันมีลักษณะลามกอนาจาร 2 กระทง จำคุกกระทงละคนละ 2 เดือน รวมจำคุกคนละ 2 ปี 4 เดือน ข้อหาอื่นให้ยก ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 25 พฤษภาคม 2565) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 1 ทั้งนี้ ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยได้ตามพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ที่ 1 ให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ที่ 1 โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยทั้งสองใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มาตรา 26 (9), 78 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์เป็นพับ จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า วันที่ 6 ธันวาคม 2565 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ โดยไม่เคยถอนคำให้การเดิมที่เคยให้การปฏิเสธต่อศาลชั้นต้นและให้การรับสารภาพตามที่ฎีกาแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสองนอกจากจะเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้แก่โจทก์ที่ 1 และครอบครัวแล้ว ยังก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่สำนึกในสิ่งที่ทำ พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้จะได้ชดใช้ค่าเสียหายมาแล้วบางส่วน แต่เป็นการชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่จำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 อยู่แล้ว การที่จำเลยทั้งสองไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน หรือมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นตามที่อ้างมาในฎีกา ก็ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น อนึ่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐซึ่งต้องดำเนินการในการปกป้องคุ้มครองเด็กและกำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อคุ้มครองเด็ก ความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นความผิดต่อรัฐซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย โจทก์ที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดดังกล่าวมาด้วย และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้แก้ไขให้ถูกต้อง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์และฎีกา แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 สำหรับคำขอของโจทก์ที่ 1 ในส่วนแพ่ง แม้โจทก์ที่ 1 จะไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 แต่โจทก์ที่ 1 มีอำนาจฟ้องในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ซึ่งศาลมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดในทางแพ่งได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ 1 จึงไม่ตกไป ทั้งจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาคดีส่วนแพ่ง จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
|




