
| อบต ขุดลอกสระน้ำรุกล้ำที่ดิน ฟ้องศาลไหน ศาลฎีกาวางหลัก ข้อพิพาทสิทธิในที่ดินหรือคดีปกครอง ใครมีอำนาจพิจารณาและคุ้มครองสิทธิประชาชน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยเขตอำนาจศาลระหว่างศาลยุติธรรมกับศาลปกครอง ในกรณีที่หน่วยงานทางปกครองคือองค์การบริหารส่วนตำบลถูกกล่าวหาว่าขุดลอกสระน้ำสาธารณะรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของเอกชน อันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ฟ้องคดี ประเด็นสำคัญของคดีมิใช่เพียงการพิจารณาว่าการกระทำของหน่วยงานรัฐเป็นการละเมิดหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาก่อนว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งเป็นแก่นของข้อพิพาท หากเป็นที่ดินของเอกชน การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นละเมิด แต่หากเป็นที่สาธารณะ หน่วยงานรัฐย่อมมีอำนาจดำเนินการได้โดยชอบ ดังนั้น คดีจึงมีลักษณะเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ ส่งผลต่อการกำหนดอำนาจศาลที่มีเขตพิจารณาคดี ข้อเท็จจริงของคดี ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าองค์การบริหารส่วนตำบลได้ดำเนินการขุดลอกสระน้ำหรือหนองน้ำสาธารณะ และการดำเนินการดังกล่าวได้รุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดี รวมถึงมีการทำลายต้นไม้ที่ปลูกไว้ในที่ดิน ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย ทั้งในด้านทรัพย์สินและประโยชน์ในการใช้ที่ดิน ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้รับรองสิทธิในที่ดินและเรียกร้องความรับผิดจากการกระทำของหน่วยงานรัฐ คำวินิจฉัยของศาล ประเด็นแรก ศาลวินิจฉัยว่า แม้องค์การบริหารส่วนตำบลจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่การพิจารณาว่ามีการกระทำละเมิดหรือไม่ จำต้องพิจารณาก่อนว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ประเด็นที่สอง หากที่ดินเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่หน่วยงานรัฐเข้าไปดำเนินการโดยไม่ได้รับความยินยอมย่อมเป็นการละเมิด แต่หากเป็นที่สาธารณะ หน่วยงานรัฐย่อมมีอำนาจดำเนินการได้ ประเด็นที่สาม ข้อพิพาทจึงมิใช่ข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองโดยตรง แต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นหลัก ประเด็นที่สี่ ศาลจึงวินิจฉัยว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม ไม่ใช่ศาลปกครอง วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้คือการแยกแยะว่า ข้อพิพาทมีลักษณะเป็นคดีปกครองหรือคดีแพ่ง โดยต้องพิจารณาจากสาระสำคัญของข้อพิพาท มิใช่เพียงสถานะของคู่ความ แม้ฝ่ายหนึ่งจะเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่หากข้อพิพาทมุ่งที่สิทธิในทรัพย์สิน ก็ถือเป็นคดีแพ่ง หลักการดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางไว้ว่า การพิจารณาเขตอำนาจศาลต้องพิจารณาจากลักษณะของสิทธิที่พิพาทเป็นสำคัญ เจตนารมณ์ของกฎหมาย พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองมีเจตนารมณ์ให้ศาลปกครองพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองโดยมิชอบ แต่หากข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล ซึ่งต้องวินิจฉัยเรื่องกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองก่อน จึงไม่อยู่ในขอบเขตของศาลปกครอง แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมามีแนววินิจฉัยสอดคล้องกันว่า หากข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน แม้มีหน่วยงานรัฐเกี่ยวข้อง แต่หากต้องวินิจฉัยสิทธิในที่ดินก่อน ก็อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น วินิจฉัยว่าคดีมีลักษณะเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการกระทำของหน่วยงานรัฐ จึงเห็นว่าเป็นคดีปกครอง และไม่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม 2 ศาลอุทธรณ์ พิจารณาแล้วเห็นว่าประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่สิทธิในที่ดิน จึงเห็นว่าคดีอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม และมีคำพิพากษาแก้ 3 ศาลฎีกา วินิจฉัยยืนยันว่าคดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ การพิจารณาว่ามีการละเมิดหรือไม่เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยสิทธิในที่ดิน จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า การกำหนดเขตอำนาจศาลต้องพิจารณาจากเนื้อหาของข้อพิพาทเป็นหลัก มิใช่เพียงสถานะของคู่ความ หากข้อพิพาทเกี่ยวข้องกับสิทธิในทรัพย์สิน โดยเฉพาะสิทธิในที่ดิน ซึ่งต้องวินิจฉัยกรรมสิทธิ์ก่อน จึงเป็นอำนาจของศาลยุติธรรม แม้ฝ่ายหนึ่งจะเป็นหน่วยงานรัฐก็ตาม หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเลือกช่องทางการฟ้องคดีให้ถูกต้อง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า ข้อพิพาทเป็นคดีปกครองหรือคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหากต้องพิจารณากรรมสิทธิ์ในที่ดินก่อน คดีจะอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1 หน่วยงานทางปกครองตามกฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง ขยายความ หน่วยงานรัฐแม้จะมีสถานะเป็นฝ่ายปกครอง แต่ไม่ใช่ว่าข้อพิพาททุกเรื่องจะเป็นคดีปกครอง ต้องพิจารณาลักษณะของข้อพิพาทประกอบ 2 สิทธิในที่ดิน ขยายความ หากข้อพิพาทมุ่งพิสูจน์กรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดิน ถือเป็นคดีแพ่งและอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม การที่หน่วยงานรัฐเข้ามาดำเนินการในพื้นที่ของประชาชนโดยอ้างว่าเป็นที่สาธารณะ ต้องฟ้องศาลใด คำตอบ หากข้อพิพาทต้องวินิจฉัยก่อนว่าที่ดินเป็นของเอกชนหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การฟ้องคดีต้องยื่นต่อศาลยุติธรรม เนื่องจากเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินเป็นสำคัญ แม้ฝ่ายหนึ่งจะเป็นหน่วยงานทางปกครองก็ตาม 2 คำถาม หากหน่วยงานรัฐขุดลอกคลองหรือสระน้ำแล้วทำให้ที่ดินเสียหาย ถือเป็นละเมิดหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาก่อนว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหายหรือไม่ หากเป็นที่ดินเอกชน การกระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมย่อมเป็นละเมิด แต่หากเป็นที่สาธารณะ หน่วยงานรัฐมีอำนาจดำเนินการโดยไม่เป็นละเมิด 3 คำถาม การฟ้องคดีผิดศาลมีผลอย่างไร คำตอบ การฟ้องคดีต่อศาลที่ไม่มีอำนาจพิจารณาอาจทำให้คดีถูกจำหน่ายหรือยกฟ้อง และผู้ฟ้องต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีใหม่ จึงต้องพิจารณาเขตอำนาจศาลให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น 4 คำถาม ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการแบ่งแยกคดีปกครองกับคดีแพ่ง คำตอบ ศาลจะพิจารณาจากสาระสำคัญของข้อพิพาท หากเกี่ยวกับการใช้อำนาจทางปกครองโดยตรงเป็นคดีปกครอง แต่หากเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินจะเป็นคดีแพ่ง 5 คำถาม การที่หน่วยงานรัฐทำลายทรัพย์สินของประชาชนโดยอ้างอำนาจหน้าที่สามารถฟ้องได้หรือไม่ คำตอบ สามารถฟ้องได้ หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นเป็นของเอกชน และการกระทำดังกล่าวเกินขอบเขตอำนาจหรือไม่ได้รับความยินยอม 6 คำถาม การพิสูจน์กรรมสิทธิ์ในที่ดินมีผลต่อการวินิจฉัยคดีอย่างไร คำตอบ การพิสูจน์กรรมสิทธิ์เป็นหัวใจของคดี หากพิสูจน์ได้ว่าที่ดินเป็นของเอกชน การกระทำของอีกฝ่ายอาจเป็นละเมิด แต่หากพิสูจน์ว่าเป็นที่สาธารณะ ผลทางกฎหมายจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง 7 คำถาม หน่วยงานท้องถิ่นมีอำนาจขุดลอกแหล่งน้ำในที่ดินใดได้บ้าง คำตอบ หน่วยงานท้องถิ่นมีอำนาจในที่สาธารณะหรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่ไม่มีอำนาจในที่ดินเอกชน เว้นแต่จะได้รับความยินยอมตามกฎหมาย 8 คำถาม หากเกิดข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับที่ดิน ควรดำเนินการอย่างไร คำตอบ ควรตรวจสอบเอกสารสิทธิในที่ดินและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายเพื่อเลือกศาลที่มีอำนาจ และจัดเตรียมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์สิทธิให้ชัดเจน อบต. ขุดลอกสระน้ำรุกล้ำเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานทางปกครอง แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าองค์การบริหารส่วนตำบลกระทำละเมิดโดยขุดลอกสระน้ำหนองน้ำสาธารณะรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทำให้ได้รับความเสียหาย การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ใน อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คำวินิจฉัยที่ 8/2567 คดีนี้ แม้องค์การบริหารส่วนตำบลกระสัง ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นราชการส่วนท้องถิ่น จึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีโดยขุดลอกสระน้ำหนองน้ำสาธารณะรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี และขุดทำลายต้นยูคาลิปตัสของผู้ฟ้องคดี ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย การที่จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทระหว่างผู้ฟ้องคดีกับผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีกระทำการดังกล่าวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน จะเป็นผลให้ผู้ถูกฟ้องคดีมีอำนาจเข้าไปดำเนินการขุดลอกสระน้ำหนองน้ำสาธารณะโดยไม่เป็นละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของตนเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
|



.jpg)
