ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้ใช้อำนาจปกครองทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนผู้เยาว์ได้หรือไม่ หากไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน

การทำสัญญาประนีประนอมยอมความของผู้เยาว์, ผู้ใช้อำนาจปกครองต้องขออนุญาตศาลก่อนทำนิติกรรม, คำพิพากษาตามยอมไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์, การคุ้มครองทรัพย์สินของผู้เยาว์ตามกฎหมาย, อำนาจผู้แทนโดยชอบธรรมในการทำนิติกรรม, ผู้เยาว์บอกล้างนิติกรรมได้หรือไม่, การเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมของผู้เยาว์, มาตรา 1574 (12), สัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินผู้เยาว์, ศาลเยาวชนและครอบครัวมีอำนาจอนุญาต, ผู้แทนโดยชอบธรรมทำสัญญาแทนผู้เยาว์, ผลการไม่ขออนุญาตศาล 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครองในการทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์ โดยเฉพาะกรณีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นนิติกรรมที่มีผลเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินและสิทธิเรียกร้องของผู้เยาว์ อันเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) คดีนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยหลักสำคัญว่า แม้ผู้เยาว์จะลงลายมือชื่อในสัญญาพร้อมกับบิดามารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมก็ตาม ก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมาย หากยังไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวที่มีเขตอำนาจ เพราะหากตีความให้ผู้แทนโดยชอบธรรมสามารถใช้วิธีดังกล่าวได้ ก็จะกลายเป็นการหลีกเลี่ยงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์โดยตรง

คดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวและกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้เยาว์ในทางทรัพย์สิน โดยเฉพาะเมื่อมีการประนีประนอมข้อพิพาทซึ่งมีผลตัดสิทธิเรียกร้องหรือกำหนดภาระหนี้สินของผู้เยาว์ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการควบคุมตรวจสอบของศาลเยาวชนและครอบครัว เพื่อป้องกันมิให้ผู้เยาว์เสียเปรียบจากการตัดสินใจของผู้แทนโดยชอบธรรมที่อาจกระทบต่อสิทธิในอนาคตของผู้เยาว์โดยไม่ได้รับการกลั่นกรองจากองค์กรตุลาการ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์ และขอบเขตอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายไทย

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้สืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 3,000,000 บาท เนื่องจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ใช้อาวุธมีดดาบฟันทำร้ายร่างกายโจทก์ที่บริเวณคอ ศีรษะ และลำตัว เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับอันตรายสาหัสจนพิการทุพพลภาพตลอดชีวิต โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้กระทำละเมิดต้องรับผิด และจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาและผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ต้องร่วมรับผิดด้วย

ต่อมาในระหว่างการพิจารณาคดี โจทก์และจำเลยทั้งสามได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อหน้าศาล โดยจำเลยทั้งสามตกลงชำระเงินจำนวน 120,000 บาท ภายในวันที่กำหนด หากผิดนัดยินยอมชำระเงินจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ อีกทั้งตกลงไม่ติดใจเรียกร้องสิทธิใด ๆ ต่อกันทั้งในทางแพ่งและทางอาญา จากนั้นศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม

ภายหลังจำเลยที่ 1 ซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ ได้ยื่นคำร้องขอบอกล้างนิติกรรมสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอบอกเลิกความยินยอมที่ให้จำเลยที่ 1 ลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยอ้างว่าการทำนิติกรรมดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวตามที่กฎหมายกำหนด

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองฉบับ ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงฎีกาต่อศาลฎีกา

ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า การทำสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิและทรัพย์สินของผู้เยาว์นั้น ผู้ใช้อำนาจปกครองสามารถให้ผู้เยาว์ลงลายมือชื่อร่วมกับตนเองได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อนหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การทำสัญญาประนีประนอมยอมความถือเป็นนิติกรรมที่มีผลเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) ที่กำหนดให้ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อกฎหมายห้ามผู้ใช้อำนาจปกครองทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนผู้เยาว์โดยลำพัง เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลแล้ว ก็ไม่อาจตีความว่าการที่ผู้เยาว์ลงชื่อร่วมกับผู้แทนโดยชอบธรรมจะทำให้สัญญาดังกล่าวสมบูรณ์ขึ้นได้ เพราะหากยอมรับแนวคิดดังกล่าว เท่ากับเปิดช่องให้หลีกเลี่ยงการควบคุมของศาล ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาของจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานีก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความ สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ และคำพิพากษาตามยอมที่เกิดขึ้นจากสัญญานั้นย่อมต้องถูกเพิกถอนเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1

วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12)

หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดข้อจำกัดอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครองในการจัดการทรัพย์สินหรือสิทธิสำคัญของผู้เยาว์ โดยเฉพาะกรณีที่อาจมีผลกระทบต่อฐานะทางทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องของผู้เยาว์ในระยะยาว กฎหมายจึงกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน เพื่อให้มีการตรวจสอบว่าการกระทำนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์อย่างแท้จริง

มาตรา 1574 (12) กำหนดเกี่ยวกับการประนีประนอมยอมความว่าเป็นนิติกรรมที่ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำแทนผู้เยาว์ไม่ได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตก่อน เหตุผลสำคัญเพราะการประนีประนอมยอมความเป็นการตกลงระงับข้อพิพาทโดยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ซึ่งอาจมีผลให้ผู้เยาว์สูญเสียสิทธิเรียกร้องหรือยอมรับภาระหนี้สินบางประการได้ กฎหมายจึงต้องการให้ศาลทำหน้าที่ตรวจสอบว่าการตกลงดังกล่าวเหมาะสม เป็นธรรม และไม่เอาเปรียบผู้เยาว์

ในคดีนี้ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า แม้ผู้เยาว์จะลงลายมือชื่อร่วมกับผู้แทนโดยชอบธรรม แต่ก็ไม่ทำให้การประนีประนอมยอมความสมบูรณ์ขึ้น หากยังไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน เพราะสาระสำคัญของมาตรา 1574 มิใช่เพียงการควบคุมการลงนามแทนผู้เยาว์เท่านั้น แต่เป็นการควบคุมตัวนิติกรรมที่มีผลกระทบต่อสิทธิของผู้เยาว์โดยตรง

แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ “สาระของการคุ้มครองผู้เยาว์” มากกว่ารูปแบบของการทำสัญญา กล่าวคือ แม้จะพยายามทำให้ดูเสมือนว่าผู้เยาว์เข้าทำนิติกรรมด้วยตนเองพร้อมผู้แทนโดยชอบธรรม แต่หากแท้จริงแล้วเป็นนิติกรรมที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงข้อกำหนดดังกล่าวได้

เจตนารมณ์ของมาตรา 1574 (12)

เจตนารมณ์สำคัญของมาตรา 1574 คือการคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์จากการตัดสินใจของผู้ใช้อำนาจปกครองที่อาจกระทบต่อทรัพย์สินหรือสิทธิของผู้เยาว์อย่างร้ายแรง เนื่องจากผู้เยาว์ยังขาดวุฒิภาวะและความสามารถเพียงพอในการประเมินผลทางกฎหมายของนิติกรรมที่ตนเข้าเกี่ยวข้อง

สำหรับกรณีการประนีประนอมยอมความ กฎหมายถือว่าเป็นนิติกรรมสำคัญ เพราะเป็นการระงับข้อพิพาทและอาจมีผลให้คู่กรณีฝ่ายหนึ่งต้องสละสิทธิหรือยอมลดทอนสิทธิเรียกร้องเดิมของตน ดังนั้นหากปล่อยให้ผู้ใช้อำนาจปกครองตกลงแทนผู้เยาว์โดยไม่มีการควบคุมจากศาล อาจเปิดช่องให้เกิดการตกลงที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้เยาว์ได้

ศาลฎีกาในคดีนี้จึงตีความมาตรา 1574 อย่างเคร่งครัด โดยยืนยันว่าการอนุญาตของศาลเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ขาดไม่ได้ มิใช่เพียงพิธีการทางรูปแบบ และไม่อาจใช้วิธีให้ผู้เยาว์ลงชื่อร่วมกับผู้แทนโดยชอบธรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการขออนุญาตศาลได้

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักพื้นฐานของกฎหมายครอบครัวที่ถือว่า ผู้ใช้อำนาจปกครองมิได้มีสิทธิเด็ดขาดเหนือทรัพย์สินของผู้เยาว์ แต่มีฐานะเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์แทนผู้เยาว์ภายใต้การควบคุมของกฎหมายและศาล

เหตุผลที่ศาลฎีกาเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมเฉพาะจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ คำพิพากษาตามยอมที่เกิดจากสัญญาดังกล่าวย่อมไม่มีผลเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 ด้วย ดังนั้นจึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมเฉพาะจำเลยที่ 1 และให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่เฉพาะจำเลยที่ 1

การที่ศาลฎีกาเพิกถอนเฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่า ศาลแยกพิจารณาสถานะทางกฎหมายของคู่ความแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน กล่าวคือ ปัญหาการไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อนเป็นปัญหาเฉพาะที่กระทบต่อผู้เยาว์ ไม่ได้ทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความเป็นโมฆะทั้งหมดสำหรับคู่ความทุกฝ่าย

แนววินิจฉัยนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญอีกประการหนึ่งว่า การคุ้มครองผู้เยาว์เป็นเรื่องเฉพาะตัว ผู้เยาว์ย่อมได้รับความคุ้มครองเป็นพิเศษตามที่กฎหมายกำหนด แม้คู่ความอื่นจะยังคงผูกพันตามสัญญาหรือคำพิพากษาตามยอมก็ตาม

ความสำคัญของศาลเยาวชนและครอบครัวในคดีลักษณะนี้

คดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานีในฐานะศาลที่มีเขตอำนาจในการอนุญาตให้ทำนิติกรรมเกี่ยวกับผู้เยาว์ โดยแม้คดีหลักจะอยู่ในศาลชั้นต้นทั่วไป แต่การอนุญาตตามมาตรา 1574 ต้องได้รับจากศาลเยาวชนและครอบครัวที่มีอำนาจตามกฎหมาย

หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า อำนาจในการคุ้มครองผู้เยาว์เป็นอำนาจเฉพาะที่กฎหมายมอบหมายให้ศาลเยาวชนและครอบครัวใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีองค์กรตุลาการที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาพิจารณาว่า นิติกรรมดังกล่าวเป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์หรือไม่

การที่ศาลฎีกาเน้นเรื่องเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัว ยังแสดงให้เห็นว่าการอนุญาตตามมาตรา 1574 ไม่อาจอนุมานหรือใช้แทนกันได้ แม้จะมีคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นแล้วก็ตาม เพราะการอนุญาตให้ทำนิติกรรมกับการพิพากษาตามยอมเป็นคนละขั้นตอนและมีวัตถุประสงค์ต่างกันโดยสิ้นเชิง

วิเคราะห์ผลทางกฎหมายของสัญญาประนีประนอมยอมความที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเกี่ยวกับผู้เยาว์

สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้มีลักษณะเป็นนิติกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิเรียกร้องและภาระหนี้สินของผู้เยาว์ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ตกลงร่วมรับผิดชำระเงินแก่โจทก์ รวมทั้งยอมรับเงื่อนไขเกี่ยวกับเบี้ยปรับและดอกเบี้ยในกรณีผิดนัด อีกทั้งยังตกลงสละสิทธิเรียกร้องทั้งทางแพ่งและทางอาญาระหว่างคู่กรณีด้วย จึงเป็นนิติกรรมที่มีผลกระทบต่อฐานะทางกฎหมายและทรัพย์สินของผู้เยาว์อย่างชัดเจน

เมื่อกฎหมายกำหนดให้การทำนิติกรรมลักษณะดังกล่าวต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน แต่ข้อเท็จจริงในคดีไม่ปรากฏว่ามีการขออนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัว การทำสัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่อาจมีผลผูกพันผู้เยาว์ได้ แม้ผู้แทนโดยชอบธรรมจะเข้าร่วมลงนามด้วยก็ตาม

ผลสำคัญของแนววินิจฉัยนี้คือ การที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอมไม่ได้ทำให้ข้อบกพร่องเรื่องการไม่ได้รับอนุญาตจากศาลหายไป เพราะคำพิพากษาตามยอมมีพื้นฐานมาจากสัญญาประนีประนอมยอมความ หากสัญญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ คำพิพากษาตามยอมย่อมขาดฐานรองรับในส่วนของผู้เยาว์เช่นกัน

แนวคิดนี้สะท้อนหลักสำคัญในกฎหมายแพ่งว่า แม้คำพิพากษาตามยอมจะมีผลเสมือนเป็นคำพิพากษาถึงที่สุด แต่หากรากฐานของการยอมความเกิดจากนิติกรรมที่กฎหมายห้ามหรือขัดต่อบทบัญญัติคุ้มครองผู้เยาว์ ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนผลดังกล่าวได้เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์

ความแตกต่างระหว่างการอนุญาตของผู้แทนโดยชอบธรรมกับการอนุญาตของศาล

คดีนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง “ความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม” กับ “การอนุญาตของศาล” ซึ่งเป็นคนละหลักการและไม่อาจใช้แทนกันได้

ความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นเพียงการแสดงเจตนาของบิดามารดาหรือผู้ใช้อำนาจปกครองที่เห็นชอบให้ผู้เยาว์กระทำการบางอย่าง แต่สำหรับนิติกรรมบางประเภทที่กฎหมายถือว่ามีความสำคัญหรือมีความเสี่ยงสูงต่อผลประโยชน์ของผู้เยาว์ กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับการตรวจสอบจากศาลเพิ่มเติมอีกชั้นหนึ่ง

การอนุญาตของศาลจึงเป็นกลไกควบคุมเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้อำนาจปกครองใช้อำนาจโดยขาดความระมัดระวัง หรือทำข้อตกลงที่อาจกระทบต่อสิทธิของผู้เยาว์โดยไม่เป็นธรรม

ศาลฎีกาในคดีนี้จึงวินิจฉัยว่า หากยอมให้ผู้แทนโดยชอบธรรมใช้วิธีลงชื่อร่วมกับผู้เยาว์แทนการขออนุญาตศาล ก็จะเป็นการเปิดช่องให้หลีกเลี่ยงบทบัญญัติคุ้มครองผู้เยาว์ และทำให้มาตรา 1574 หมดความหมายในทางปฏิบัติ

หลักการตีความกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้เยาว์

คำพิพากษานี้สะท้อนหลักการตีความกฎหมายในเชิงคุ้มครองผู้เยาว์อย่างชัดเจน กล่าวคือ ศาลฎีกาเลือกตีความบทบัญญัติของกฎหมายให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการคุ้มครองผู้เยาว์ มากกว่าตีความตามรูปแบบของการแสดงเจตนาเพียงอย่างเดียว

แม้ในทางรูปแบบผู้เยาว์จะเป็นผู้ลงลายมือชื่อในสัญญาด้วยตนเอง แต่ศาลฎีกาพิจารณาถึงสภาพความเป็นจริงว่า ผู้เยาว์ยังไม่มีความสามารถเต็มที่ในการประเมินผลทางกฎหมายของสัญญาประนีประนอมยอมความ อีกทั้งนิติกรรมดังกล่าวมีผลกระทบต่อสิทธิเรียกร้องและภาระหนี้สินในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้นการตีความกฎหมายจึงต้องยึดหลักคุ้มครองผู้เยาว์เป็นสำคัญ มิใช่ปล่อยให้ความสมบูรณ์ของนิติกรรมขึ้นอยู่กับเทคนิคทางรูปแบบหรือวิธีการลงนามเท่านั้น

แนววินิจฉัยนี้ยังมีผลในทางปฏิบัติอย่างสำคัญต่อคดีแพ่งและคดีครอบครัวจำนวนมาก เพราะทำให้คู่กรณีและทนายความต้องระมัดระวังว่า หากมีผู้เยาว์เกี่ยวข้องกับการประนีประนอมยอมความหรือการจัดการสิทธิในทรัพย์สิน จะต้องตรวจสอบเรื่องการขออนุญาตศาลก่อนทุกครั้ง มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหาว่านิติกรรมไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ในภายหลัง

แนวคำพิพากษาที่คดีนี้วางไว้ในทางปฏิบัติ

แนวคำพิพากษานี้วางหลักสำคัญไว้ว่า การประนีประนอมยอมความที่มีผลเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินหรือสิทธิเรียกร้องของผู้เยาว์ ไม่อาจกระทำได้โดยอาศัยเพียงความยินยอมของบิดามารดาหรือผู้แทนโดยชอบธรรม แต่ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนเสมอ

หลักการดังกล่าวมีผลครอบคลุมไปถึงกรณีอื่นที่คล้ายคลึงกัน เช่น การตกลงระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าเสียหาย การสละสิทธิเรียกร้อง การรับสภาพหนี้ หรือการทำข้อตกลงที่มีผลกระทบต่อฐานะทรัพย์สินของผู้เยาว์

นอกจากนี้คดียังวางแนวทางว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ก็ไม่ได้ตัดสิทธิผู้เยาว์ในการยกข้อบกพร่องเรื่องการไม่ได้รับอนุญาตจากศาลขึ้นอ้างในภายหลัง เพราะกฎหมายถือว่าการคุ้มครองผู้เยาว์เป็นเรื่องสำคัญกว่าหลักความเด็ดขาดของนิติกรรมหรือคำพิพากษาตามยอม

แนววินิจฉัยดังกล่าวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์ ทั้งในทางแพ่ง ครอบครัว และละเมิด เพราะช่วยกำหนดมาตรฐานในการคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์ให้ชัดเจนและรัดกุมยิ่งขึ้น

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 โดยเห็นว่าการทำสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสามซึ่งได้กระทำต่อหน้าศาลและศาลได้มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ยังคงมีผลใช้บังคับต่อไป จึงไม่รับฟังคำร้องขอบอกล้างนิติกรรมของจำเลยที่ 1 และคำร้องขอบอกเลิกความยินยอมของจำเลยที่ 3

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าคำสั่งของศาลชั้นต้นชอบแล้ว และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นนิติกรรมที่มีผลเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ ซึ่งผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำไม่ได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาและผู้ใช้อำนาจปกครองของจำเลยที่ 1 ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานีก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความ สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 และคำพิพากษาตามยอมย่อมต้องถูกเพิกถอนเฉพาะในส่วนของจำเลยที่ 1 พร้อมให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่เฉพาะจำเลยที่ 1 โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ทั้งสามศาลเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า การคุ้มครองสิทธิและทรัพย์สินของผู้เยาว์เป็นนโยบายสาธารณะทางกฎหมายที่ต้องตีความและบังคับใช้อย่างเคร่งครัด แม้ผู้แทนโดยชอบธรรมจะเป็นบิดามารดาของผู้เยาว์ก็ตาม แต่การใช้อำนาจเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือสิทธิสำคัญของผู้เยาว์ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมตรวจสอบของศาลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 เพื่อป้องกันมิให้เกิดการตัดสินใจที่อาจกระทบต่อผลประโยชน์ของผู้เยาว์โดยไม่เหมาะสม

แนวคำพิพากษานี้ยืนยันว่า “การประนีประนอมยอมความ” เป็นนิติกรรมที่มีผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิเรียกร้องและภาระหนี้สินของผู้เยาว์ จึงไม่อาจใช้เพียงความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมแทนการอนุญาตของศาลได้ เพราะหากยอมให้กระทำเช่นนั้น ย่อมเป็นการเปิดช่องให้หลีกเลี่ยงกลไกการตรวจสอบที่กฎหมายกำหนดไว้เพื่อคุ้มครองผู้เยาว์โดยเฉพาะ

คดีนี้ยังแสดงให้เห็นอีกว่า ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ “สาระของการคุ้มครองผู้เยาว์” มากกว่ารูปแบบของนิติกรรม กล่าวคือ แม้ผู้เยาว์จะลงลายมือชื่อในสัญญาด้วยตนเอง แต่หากนิติกรรมนั้นเป็นประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน ก็ไม่อาจอาศัยรูปแบบดังกล่าวเพื่อทำให้นิติกรรมสมบูรณ์ขึ้นได้

อีกทั้งแนววินิจฉัยนี้ยังตอกย้ำว่า คำพิพากษาตามยอมมิได้มีผลเด็ดขาดเหนือบทบัญญัติคุ้มครองผู้เยาว์ หากรากฐานของการยอมความเกิดจากนิติกรรมที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนผลของคำพิพากษาตามยอมได้ เพื่อให้การคุ้มครองผู้เยาว์เป็นไปอย่างแท้จริง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความขอบเขตอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครองในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนผู้เยาว์ และผลของการไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้เยาว์จะลงลายมือชื่อร่วมกับผู้แทนโดยชอบธรรม แต่หากไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวก่อน สัญญาดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ และคำพิพากษาตามยอมที่เกิดจากสัญญานั้นย่อมต้องถูกเพิกถอนเฉพาะส่วนของผู้เยาว์

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. การประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นนิติกรรมที่มีผลเกี่ยวข้องกับสิทธิเรียกร้องและทรัพย์สินของผู้เยาว์ จึงอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 1574 (12) ซึ่งกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนเสมอ เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์จากการตกลงที่อาจทำให้เสียสิทธิหรือรับภาระหนี้สินโดยไม่เหมาะสม

2. การหลีกเลี่ยงเจตนารมณ์ของกฎหมายคุ้มครองผู้เยาว์

ศาลฎีกาเห็นว่า หากยอมให้ผู้แทนโดยชอบธรรมใช้วิธีให้ผู้เยาว์ลงชื่อร่วมในสัญญาแทนการขออนุญาตศาล ก็จะกลายเป็นการหลีกเลี่ยงกลไกการควบคุมของศาลและขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองผู้เยาว์โดยตรง ดังนั้นแม้ผู้เยาว์จะร่วมลงชื่อในสัญญา นิติกรรมก็ยังไม่มีผลผูกพันหากไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน

อธิบายหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12)

1. หลักการสำคัญของมาตรา 1574 (12)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) เป็นบทบัญญัติที่กำหนดข้อจำกัดอำนาจของผู้ใช้อำนาจปกครองเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินหรือสิทธิสำคัญของผู้เยาว์ โดยเฉพาะกรณีการประนีประนอมยอมความซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นนิติกรรมสำคัญที่อาจกระทบต่อสิทธิเรียกร้องและฐานะทางทรัพย์สินของผู้เยาว์โดยตรง กฎหมายจึงกำหนดว่าผู้ใช้อำนาจปกครองจะทำไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาลก่อน

2. เหตุผลที่กฎหมายต้องกำหนดให้ศาลอนุญาตก่อน

เจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งคุ้มครองผลประโยชน์ของผู้เยาว์ เนื่องจากผู้เยาว์ยังขาดวุฒิภาวะและประสบการณ์ในการตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิทางทรัพย์สิน การประนีประนอมยอมความมักเป็นการยอมผ่อนผันสิทธิหรือยุติข้อพิพาทด้วยการลดหรือสละสิทธิบางประการ หากปล่อยให้ผู้ใช้อำนาจปกครองตัดสินใจได้โดยลำพัง อาจเกิดความเสียหายแก่ผู้เยาว์ได้ กฎหมายจึงให้ศาลเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบว่านิติกรรมนั้นเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์จริงหรือไม่

3. ผลของการไม่ขออนุญาตศาลก่อน

หากผู้ใช้อำนาจปกครองทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับผู้เยาว์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน นิติกรรมดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ แม้ผู้เยาว์จะลงลายมือชื่อร่วมกับผู้แทนโดยชอบธรรมก็ตาม เพราะสาระสำคัญของมาตรา 1574 อยู่ที่การควบคุมตรวจสอบโดยศาล มิใช่เพียงรูปแบบของการลงนามในนิติกรรม

4. หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ในคดีนี้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ผู้เยาว์ลงชื่อร่วมกับผู้แทนโดยชอบธรรมไม่อาจใช้แทนการอนุญาตของศาลได้ เพราะหากยอมรับแนวทางดังกล่าว จะทำให้สามารถหลีกเลี่ยงข้อกำหนดตามมาตรา 1574 ได้โดยง่าย ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการคุ้มครองผู้เยาว์อย่างแท้จริง แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้เยาว์ในทางทรัพย์สินและการดำเนินคดีแพ่ง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1 คำถาม ผู้ใช้อำนาจปกครองสามารถทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนผู้เยาว์ได้ทุกกรณีหรือไม่

คำตอบ

ผู้ใช้อำนาจปกครองไม่สามารถทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนผู้เยาว์ได้ทุกกรณี เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า การประนีประนอมยอมความเป็นนิติกรรมสำคัญที่มีผลเกี่ยวข้องกับสิทธิและทรัพย์สินของผู้เยาว์ ผู้ใช้อำนาจปกครองจึงต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนจึงจะสามารถดำเนินการได้ หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้ผู้เยาว์เสียสิทธิหรือได้รับความเสียหายจากการตัดสินใจของผู้แทนโดยชอบธรรมที่อาจไม่รอบคอบเพียงพอ เนื่องจากการประนีประนอมยอมความมักเกี่ยวข้องกับการลดหรือสละสิทธิเรียกร้อง การยอมรับภาระหนี้สิน หรือการยุติข้อพิพาทที่มีผลต่อฐานะทางกฎหมายของผู้เยาว์โดยตรง ดังนั้นแม้บิดามารดาจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ก็ไม่อาจใช้อำนาจดังกล่าวได้โดยอิสระ หากไม่มีคำสั่งอนุญาตจากศาลก่อน นิติกรรมดังกล่าวอาจไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ตามกฎหมายได้

2 คำถาม หากผู้เยาว์ลงลายมือชื่อในสัญญาด้วยตนเองพร้อมบิดามารดา ยังต้องขออนุญาตศาลหรือไม่

คำตอบ

แม้ผู้เยาว์จะลงลายมือชื่อในสัญญาด้วยตนเองพร้อมกับบิดามารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ก็ยังจำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน หากนิติกรรมนั้นเป็นประเภทที่กฎหมายกำหนดไว้ตามมาตรา 1574 โดยเฉพาะการประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับสิทธิหรือทรัพย์สินของผู้เยาว์ ศาลฎีกาในคดีนี้วินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า การให้ผู้เยาว์ลงลายมือชื่อร่วมกับผู้แทนโดยชอบธรรม ไม่อาจใช้แทนการอนุญาตจากศาลได้ เพราะหากยอมให้กระทำเช่นนั้น จะกลายเป็นการหลีกเลี่ยงกลไกการควบคุมของศาลซึ่งกฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้เยาว์โดยตรง หลักกฎหมายจึงให้ความสำคัญกับ “การตรวจสอบโดยศาล” มากกว่ารูปแบบของการลงลายมือชื่อในสัญญา กล่าวคือ แม้ผู้เยาว์จะยินยอมด้วยตนเอง แต่หากไม่ได้รับอนุญาตจากศาลก่อน สัญญาดังกล่าวก็ยังอาจไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ตามกฎหมายอยู่ดี

3 คำถาม เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดให้ศาลต้องเข้ามาอนุญาตก่อนการประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับผู้เยาว์

คำตอบ

เหตุที่กฎหมายกำหนดให้ศาลต้องเข้ามาอนุญาตก่อนการประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับผู้เยาว์ เนื่องจากผู้เยาว์ยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอในการตัดสินใจเกี่ยวกับสิทธิและทรัพย์สินของตนเองอย่างรอบคอบ อีกทั้งการประนีประนอมยอมความเป็นนิติกรรมที่อาจทำให้ผู้เยาว์สูญเสียสิทธิเรียกร้องหรือยอมรับภาระหนี้สินในอนาคตได้ กฎหมายจึงกำหนดให้ศาลทำหน้าที่ตรวจสอบว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อผู้เยาว์จริงหรือไม่ หลักการนี้ถือเป็นมาตรการคุ้มครองผู้เยาว์ในเชิงป้องกัน โดยไม่ปล่อยให้ผู้แทนโดยชอบธรรมตัดสินใจได้โดยลำพังในเรื่องที่อาจมีผลกระทบร้ายแรงต่อฐานะทางทรัพย์สินของผู้เยาว์ ศาลจะพิจารณาจากรายละเอียดของข้อตกลง ความเหมาะสมของจำนวนเงิน เงื่อนไขของสัญญา และผลได้เสียโดยรวมว่าการตกลงนั้นเป็นธรรมแก่ผู้เยาว์หรือไม่ ก่อนจะมีคำสั่งอนุญาตให้ดำเนินการได้

4 คำถาม หากไม่มีการขออนุญาตศาลก่อน สัญญาประนีประนอมยอมความจะมีผลอย่างไร

คำตอบ

หากไม่มีการขออนุญาตศาลก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับสิทธิหรือทรัพย์สินของผู้เยาว์ สัญญาดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ตามกฎหมาย แม้จะมีการลงลายมือชื่อครบถ้วนหรือแม้ศาลจะมีคำพิพากษาตามยอมแล้วก็ตาม เพราะข้อกำหนดเรื่องการอนุญาตจากศาลถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่กฎหมายบัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองผู้เยาว์โดยเฉพาะ ศาลฎีกาในคดีนี้จึงวินิจฉัยให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมเฉพาะในส่วนของผู้เยาว์ และให้กลับไปดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ หลักกฎหมายดังกล่าวสะท้อนว่า การคุ้มครองผู้เยาว์มีความสำคัญเหนือกว่าหลักความเด็ดขาดของคำพิพากษาตามยอม หากต้นเหตุของการยอมความเกิดจากนิติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ศาลย่อมมีอำนาจเพิกถอนผลของนิติกรรมนั้นเพื่อรักษาประโยชน์ของผู้เยาว์ได้

5 คำถาม คำพิพากษาตามยอมมีผลเด็ดขาดเสมอไปหรือไม่ หากเกี่ยวข้องกับผู้เยาว์

คำตอบ

โดยหลักแล้วคำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันคู่ความเสมือนเป็นคำพิพากษาถึงที่สุด เพราะเกิดจากการที่คู่กรณีสมัครใจตกลงระงับข้อพิพาทต่อหน้าศาล แต่หากคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากนิติกรรมที่ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้เยาว์ คำพิพากษาตามยอมก็อาจถูกเพิกถอนได้ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว แต่เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้เยาว์และไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวก่อน สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ และคำพิพากษาตามยอมที่อาศัยสัญญานั้นเป็นฐานย่อมต้องถูกเพิกถอนเฉพาะในส่วนของผู้เยาว์ด้วย หลักการนี้สะท้อนว่า การคุ้มครองผู้เยาว์เป็นเรื่องสำคัญในระดับนโยบายสาธารณะ ซึ่งศาลต้องให้ความสำคัญเหนือหลักความเด็ดขาดของคำพิพากษาตามยอม

6 คำถาม ศาลเยาวชนและครอบครัวมีบทบาทอย่างไรในการอนุญาตทำนิติกรรมเกี่ยวกับผู้เยาว์

คำตอบ

ศาลเยาวชนและครอบครัวมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่ควบคุมตรวจสอบนิติกรรมที่เกี่ยวข้องกับสิทธิหรือทรัพย์สินของผู้เยาว์ โดยเฉพาะนิติกรรมที่กฎหมายกำหนดไว้ตามมาตรา 1574 เช่น การประนีประนอมยอมความ การจำหน่ายทรัพย์สิน หรือการสละสิทธิสำคัญบางประการ เนื่องจากนิติกรรมเหล่านี้อาจมีผลกระทบต่อฐานะทางทรัพย์สินหรืออนาคตของผู้เยาว์อย่างร้ายแรง ศาลจึงต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์จริงหรือไม่ ในคดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการที่จำเลยไม่ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ จึงถือว่าการประนีประนอมยอมความไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ หลักกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การอนุญาตของศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ไม่อาจละเว้นหรือใช้วิธีอื่นมาทดแทนได้

7 คำถาม ผู้แทนโดยชอบธรรมมีอำนาจเด็ดขาดในการจัดการสิทธิของผู้เยาว์หรือไม่

คำตอบ

ผู้แทนโดยชอบธรรมไม่มีอำนาจเด็ดขาดในการจัดการสิทธิหรือทรัพย์สินของผู้เยาว์ แม้จะเป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม เพราะกฎหมายถือว่าผู้ใช้อำนาจปกครองมีหน้าที่ดูแลและบริหารผลประโยชน์ของผู้เยาว์ภายใต้การควบคุมของกฎหมายและศาล มิใช่มีสิทธิใช้ดุลพินิจได้อย่างอิสระทุกกรณี โดยเฉพาะนิติกรรมสำคัญที่อาจกระทบต่อสิทธิเรียกร้องหรือทรัพย์สินของผู้เยาว์ เช่น การประนีประนอมยอมความ กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนเสมอ หลักการดังกล่าวสะท้อนว่า สิทธิของผู้เยาว์ได้รับความคุ้มครองในระดับสูง และกฎหมายไม่ต้องการให้บุคคลใดแม้แต่บิดามารดาใช้อำนาจโดยไม่มีการตรวจสอบจากองค์กรตุลาการ คดีนี้ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การที่บิดามารดายินยอมให้ผู้เยาว์ลงชื่อในสัญญา ไม่อาจใช้แทนการอนุญาตจากศาลได้ และไม่ทำให้นิติกรรมสมบูรณ์ขึ้นตามกฎหมาย

8 คำถาม แนวคำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์อย่างไร

คำตอบ

แนวคำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์ เพราะเป็นบรรทัดฐานที่ยืนยันอย่างชัดเจนว่า การคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์ต้องได้รับการตีความอย่างเคร่งครัด และไม่อาจใช้วิธีทางรูปแบบเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกำหนดของกฎหมายได้ ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้ผู้เยาว์จะลงลายมือชื่อร่วมกับผู้แทนโดยชอบธรรม แต่หากนิติกรรมเป็นประเภทที่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน ก็ยังต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวอย่างครบถ้วน มิฉะนั้นนิติกรรมอาจไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์และคำพิพากษาที่เกิดขึ้นจากนิติกรรมนั้นก็อาจถูกเพิกถอนได้เช่นกัน แนววินิจฉัยนี้จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับศาล คู่ความ และทนายความในการดำเนินคดีที่มีผู้เยาว์เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความระมัดระวังในการทำสัญญาหรือประนีประนอมยอมความ และเพื่อให้การคุ้มครองผู้เยาว์เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริง

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2125 - 2126/2558 

การทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นนิติกรรมอันมีผลเกี่ยวถึงทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตตาม ป.พ.พ. มาตรา 1574 (12) เมื่อผู้ใช้อำนาจปกครองและผู้แทนโดยชอบธรรมต้องห้ามโดยกฎหมายมิให้ทำนิติกรรมดังกล่าว จะถือว่าการที่ผู้เยาว์ทำนิติกรรมพร้อมกับผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลว่าผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตให้ทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน ก็เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ต้องมาขออนุญาตจากศาลซึ่งเป็นการผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี การทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามให้ร่วมกันรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 3,000,000 บาท จากการที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธมีดดาบฟันทำร้ายร่างกายที่คอ ศีรษะและลำตัวของโจทก์ เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ต้องพิการทุพพลภาพไปตลอดชีวิต ซึ่งจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้เยาว์ผู้กระทำละเมิด ส่วนจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ที่ทำละเมิดต้องร่วมรับผิดด้วย ต่อมาในระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยทั้งสามทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยทั้งสามตกลงรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 120,000 บาท ภายในวันที่ 7 สิงหาคม 2555 หากจำเลยทั้งสามผิดนัด ยินยอมรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 300,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสามจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์เสร็จสิ้นและยินยอมให้โจทก์บังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามได้ทันที โจทก์และจำเลยทั้งสามต่างฝ่ายต่างไม่ติดใจเรียกร้องเงิน ทรัพย์สินหรือสิทธิใด ๆ ต่อกันทั้งในทางแพ่งและทางอาญา โดยโจทก์และจำเลยทั้งสามต่างลงลายมือชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอบอกล้างนิติกรรมการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและจำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอบอกเลิกความยินยอมที่ให้จำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองฉบับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 บอกล้างนิติกรรมสัญญาประนีประนอมยอมความและจำเลยที่ 3 บอกเลิกความยินยอมที่ให้จำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความได้หรือไม่ ซึ่งในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องฟังข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วในชั้นอุทธรณ์ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยคู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันต่อหน้าศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมในวันเดียวกัน โดยในวันดังกล่าวโจทก์บรรลุนิติภาวะแล้ว ส่วนจำเลยที่ 1 ยังเป็นผู้เยาว์มีจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นบิดามารดาโดยชอบด้วยกฎหมายและศาลชั้นต้นไม่เป็นศาลเยาวชนและครอบครัว ทั้งไม่ได้รับการอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความจากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานีซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจ เห็นว่า การทำสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นนิติกรรมอันมีผลเกี่ยวถึงทรัพย์สินของผู้เยาว์ที่ผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำมิได้ เว้นแต่ศาลจะอนุญาตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1574 (12) เมื่อผู้ใช้อำนาจปกครองและผู้แทนโดยชอบธรรมต้องห้ามโดยกฎหมายมิให้ทำนิติกรรมดังกล่าว ซึ่งหมายรวมถึงทำนิติกรรมแทนผู้เยาว์โดยลำพังแล้ว จะถือว่าการที่ผู้เยาว์ทำนิติกรรมพร้อมกับผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลว่าผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาตให้ทำได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากศาลก่อน ก็เท่ากับเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ต้องมาขออนุญาตจากศาลซึ่งเป็นการผิดไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมายและเมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาผู้ใช้อำนาจปกครองจำเลยที่ 1 ผู้เยาว์ ได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี การทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 1 เมื่อพิจารณาได้ความดังว่ามานี้ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 อีกต่อไป

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้นเฉพาะจำเลยที่ 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่เฉพาะจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ

ทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนผู้เยาว์โดยไม่ขออนุญาตศาลก่อน คำพิพากษาตามยอมอาจไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ได้จริงหรือ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การประนีประนอมยอมความเป็นนิติกรรมที่มีผลเกี่ยวกับทรัพย์สินและสิทธิของผู้เยาว์ ผู้ใช้อำนาจปกครองจึงต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนตามกฎหมาย แม้ผู้เยาว์จะลงลายมือชื่อร่วมกับบิดามารดาซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ก็ไม่อาจใช้แทนการอนุญาตจากศาลได้ เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการขออนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวก่อน สัญญาประนีประนอมยอมความจึงไม่มีผลผูกพันผู้เยาว์ และศาลฎีกาเพิกถอนคำพิพากษาตามยอมเฉพาะส่วนของผู้เยาว์ คดีนี้เป็นแนวสำคัญที่ย้ำว่า กฎหมายคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์อย่างเคร่งครัด และไม่อาจใช้วิธีทางรูปแบบเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของศาลได้




อำนาจปกครองบุตร

ผู้เยาว์ถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินได้หรือไม่ หากยังไม่ได้รับอนุญาตจากศาล กรณีการประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์และผลผูกพันตามกฎหมาย
ตั้งผู้ปกครองผู้เยาว์ได้เมื่อใด? เจาะลึกกฎหมายไทย มาตรา 1585 และคำพิพากษาศาล
พ่อเสียชีวิตแล้วใครมีอำนาจปกครองบุตร? พร้อมคำตอบเรื่องค่าเลี้ยงดูและคดีถูกจำหน่ายเมื่อไม่มีผู้รับช่วงคดี
คดีหย่า & อำนาจปกครองบุตร, ศาลชี้ขาดสิทธิเลี้ยงดูบุตร (ฎีกา 5535/2558)
สิทธิเลี้ยงดูบุตร & สวัสดิภาพเด็ก, ศาลชี้ขาดสิทธิอำนาจปกครองบุตร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7407/2556: สิทธิผู้ใช้อำนาจปกครองไม่อาจสละให้ผู้อื่น และบทบาทของ “บิดามิชอบด้วยกฎหมาย” ในคดีเยาวชน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2460/2539: บิดายังมีอำนาจปกครอง แม้ถูกพิพากษาประหารชีวิตจากการฆ่ามารดาผู้เยาว์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7547/2561: การเพิ่มชื่อสกุลของบิดาเป็นชื่อรองของบุตร แม้ไม่มีอำนาจปกครอง
ผู้ใช้อำนาจปกครองยื่นอนุญาโตตุลาการแทนผู้เยาว์โดยไม่ขออนุญาตศาลก่อน เป็นโมฆะหรือไม่ และบุคคลภายนอกมีสิทธิอ้างได้หรือไม่
ศาลฎีกาวินิจฉัยอำนาจปกครองบุตรหลังหย่า: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8087/2543
ศาลฎีกา 7072/2559: สิทธิขอค่าเลี้ยงชีพ-อำนาจปกครองบุตรหลังหย่าในบริบทสามีใหม่