
| คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7547/2561: การเพิ่มชื่อสกุลของบิดาเป็นชื่อรองของบุตร แม้ไม่มีอำนาจปกครอง
📌 บทนำบทความ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีที่ฝ่ายมารดาผู้มีอำนาจปกครองบุตรเพียงฝ่ายเดียว ดำเนินการเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรมาใช้สกุลของตนเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากบิดา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมทั้งชี้ว่าศาลมีอำนาจสั่งให้เพิ่มชื่อสกุลของบิดาเป็นชื่อรองของบุตรได้ เพื่อรักษาความสัมพันธ์และประโยชน์สูงสุดของบุตร
🧾 ข้อเท็จจริงของคดี •โจทก์และจำเลยเคยเป็นสามีภริยาและมีบุตรหญิงชื่อ ศ. •มีการฟ้องหย่าและทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยให้จำเลยเป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว •ต่อมา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้จำเลยเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรกลับมาใช้ชื่อสกุลของโจทก์ หรืออย่างน้อยให้เพิ่มชื่อสกุลของตนเป็นชื่อรอง •จำเลยคัดค้านโดยอ้างสิทธิในอำนาจปกครอง •ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิ่มชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อรอง •จำเลยฎีกาโดยอ้างว่าเป็นสิ่งที่เกินคำขอและอยู่นอกอำนาจศาล
สรุปย่อฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่ก็ไม่มีสิทธิเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรให้มาใช้ชื่อสกุลของตนโดยลำพัง หากไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นบิดา ตามหลักเกณฑ์ใน ป.พ.พ. มาตรา 1567 และ พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 ซึ่งระบุว่าหากบิดาคัดค้าน เจ้าหน้าที่จะไม่ดำเนินการเปลี่ยนชื่อสกุลให้ เมื่อก่อนหย่าเด็กใช้ชื่อสกุลของบิดา และการเปลี่ยนชื่อโดยไม่ได้รับความยินยอมจึงเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ศาลล่างทั้งสองจึงมีคำสั่งให้เพิ่มชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อรองของบุตร ซึ่งถือว่าเป็นการรักษาสิทธิของทั้งสองฝ่ายและยังอยู่ในประเด็นข้อพิพาท จึงไม่ถือว่าเป็นเรื่องนอกฟ้องหรือเกินคำขอ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
⚖️ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นที่หนึ่ง: จำเลยมีสิทธิเปลี่ยนชื่อสกุลบุตรแต่เพียงลำพังหรือไม่ •ศาลวินิจฉัยว่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1567 การใช้อำนาจปกครองไม่ครอบคลุมถึงการเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรแต่เพียงลำพัง •คำเบิกความของเจ้าหน้าที่ปกครองยืนยันว่า หากบิดาคัดค้าน เจ้าหน้าที่จะไม่ดำเนินการเปลี่ยนชื่อสกุล •แม้จำเลยมีอำนาจปกครองเพียงฝ่ายเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงสิทธิของบิดา •การเปลี่ยนชื่อสกุลโดยไม่ยินยอมจากโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นที่สอง: การเพิ่มชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อรอง เป็นการเกินคำขอหรือไม่ •ศาลฎีกาพิจารณาว่า การวินิจฉัยให้เพิ่มชื่อสกุลเป็นชื่อรองยังอยู่ในขอบเขตของข้อโต้แย้งในคดี •ไม่ถือว่าเป็นการเกินคำขอหรืออยู่นอกฟ้อง •ศาลมีอำนาจสั่งได้ตาม พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 มาตรา 6 และมาตรา 16
📚 ขยายความหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 🔹 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 ระบุขอบเขตของอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ เช่น การกำหนดที่อยู่ การว่ากล่าวสั่งสอน ฯลฯ แต่ไม่รวมถึงการเปลี่ยนชื่อสกุล ซึ่งต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองอีกฝ่าย 🔹 พ.ร.บ. ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 มาตรา 6 วรรคสอง และมาตรา 16 กำหนดให้การเปลี่ยนชื่อสกุลต้องกระทำโดยผู้มีสิทธิยื่นคำขอ และในกรณีผู้เยาว์ ต้องคำนึงถึงความยินยอมของผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายหากมีข้อขัดแย้ง 🔹 ป.พ.พ. มาตรา 1564 บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาบุตร ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์ต่อเนื่องของทั้งสองฝ่าย แม้ไม่มีอำนาจปกครองร่วมกัน
🔎 หลักกฎหมาย: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 มาตรา 1567 ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิ (1) กำหนดที่อยู่ของบุตร (2) ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน (3) ให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป (4) เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย
🧠 คำอธิบายหลักกฎหมาย มาตรานี้บัญญัติถึง สิทธิและขอบเขตของผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ โดยเป็นสิทธิตามกฎหมายที่มอบให้บิดา มารดา หรือบุคคลอื่นที่ได้รับสิทธิใช้อำนาจปกครองจากศาลหรือโดยผลของกฎหมาย โดยสิทธินี้มุ่งคุ้มครองและส่งเสริมพัฒนาการของบุตรในด้านต่าง ๆ ภายใต้กรอบของความเหมาะสม สิทธิที่บัญญัติไว้ 4 ข้อมีรายละเอียดดังนี้: 1.กำหนดที่อยู่ของบุตร ผู้ปกครองมีสิทธิเลือกว่าบุตรจะอาศัยอยู่ที่ใด เพื่อความปลอดภัย ความเหมาะสม และประโยชน์สูงสุดของบุตร 2.ว่ากล่าวสั่งสอนบุตรด้วยการลงโทษตามสมควร สามารถอบรม สั่งสอน หรือลงโทษบุตรได้ในลักษณะที่ไม่เป็นการทารุณกรรม 3.ให้บุตรทำงานตามความเหมาะสม ส่งเสริมให้บุตรมีวินัยหรือเรียนรู้การทำงานในระดับที่ไม่ขัดต่อวัย สุขภาพ หรือสภาพความสามารถของบุตร 4.เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นที่กักไว้โดยมิชอบ หากบุตรถูกพาไปหรือกักตัวไว้โดยไม่มีสิทธิ ผู้ใช้อำนาจปกครองสามารถดำเนินการเรียกกลับมาได้ตามกฎหมาย
⚖️ ข้อจำกัดสำคัญของมาตรา 1567 แม้มาตรานี้ระบุสิทธิของผู้ใช้อำนาจปกครองไว้ชัดเจน แต่ ไม่ได้รวมถึงสิทธิในการเปลี่ยนชื่อ-สกุลของบุตร ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวยังต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 และต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายที่มีความเกี่ยวข้องโดยชอบ เช่น บิดาหรือมารดาอีกฝ่าย
🧷 ตัวอย่างประกอบ: ตัวอย่าง 1 มารดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรตามคำสั่งศาล และย้ายบุตรไปอยู่ต่างจังหวัดเพื่อเข้าเรียนโรงเรียนประจำได้โดยชอบตามมาตรา 1567 (1) ตัวอย่าง 2 บิดาเป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง และได้ให้บุตรช่วยงานในร้านค้าของครอบครัวหลังเลิกเรียน ซึ่งไม่เป็นการเกินกว่าเหตุ ถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 1567 (3) ตัวอย่าง 3 (จากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7547/2561) มารดาซึ่งมีอำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว เปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรมาใช้ของตนเอง โดยไม่แจ้งหรือขอความยินยอมจากบิดา ซึ่งเป็นการเกินขอบเขตตามมาตรา 1567 เพราะการเปลี่ยนชื่อสกุลไม่ใช่สิทธิโดยชอบที่สามารถกระทำได้ลำพัง ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนใน พ.ร.บ.ชื่อบุคคล และได้รับความยินยอมจากบิดาด้วย
💡 ข้อคิดทางกฎหมายจากมาตรานี้ มาตรา 1567 เน้นความสมดุลระหว่าง “อำนาจ” กับ “ความรับผิดชอบ” ของผู้ปกครอง แต่ในกรณีที่มีการใช้สิทธิเกินขอบเขต เช่น การเปลี่ยนชื่อสกุลโดยไม่ยินยอมจากอีกฝ่าย อาจกระทบสิทธิของบิดามารดาอีกฝ่ายหนึ่ง และขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองผู้เยาว์อย่างรอบด้าน
🧠 ข้อคิดทางกฎหมายจากคำพิพากษา •แม้มารดาจะมีอำนาจปกครองเพียงผู้เดียวหลังการหย่า แต่การดำเนินการเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรยังต้องได้รับความยินยอมจากบิดาด้วย •ศาลสามารถวินิจฉัยให้เพิ่มชื่อสกุลของบิดาเป็นชื่อรองของบุตรได้ โดยถือว่าเป็นการรักษาสิทธิของบิดาและส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว •คดีครอบครัวต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เสมอ ไม่ใช่เพียงสิทธิตามข้อตกลงของผู้ปกครองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7547/2561 ฎีกาของโจทก์ที่ว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์กลับมาใช้ชื่อสกุลของโจทก์ดังเดิม จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า ไม่เปลี่ยนชื่อสกุลกลับไปตามที่โจทก์ขอ ทำนองว่าไม่มีประเด็น และเกินคำขอของโจทก์ให้ใส่ชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อรองนั้น เห็นว่า คดีมีประเด็นโต้เถียงกันว่า ที่จำเลยเปลี่ยนชื่อสกุลของโจทก์มาเป็นชื่อสกุลของจำเลย โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ชอบหรือไม่ ซึ่งศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ และโดยที่โจทก์ประสงค์ให้เพิ่มชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อรองของบุตรผู้เยาว์ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า กรณีนี้มิใช่เรื่องที่บุตรผู้เยาว์ของโจทก์และจำเลย ที่มีชื่อตัวหรือชื่อรองอยู่แล้วประสงค์จะเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อรอง ซึ่งต้องยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องที่เสียก่อน ตาม พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ.2505 มาตรา 6 วรรคสอง และมาตรา 16 ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจเพิ่มชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อรองให้แก่บุตรผู้เยาว์ได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 19/2561)
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลย ขอแบ่งสินสมรส และขอให้ถอนอำนาจปกครองเด็กหญิง ศ. บุตรผู้เยาว์ของจำเลยกับทั้งให้โจทก์เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ต่อมาโจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 12 มีนาคม 2555
โจทก์ยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยปฏิบัติตามข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยยื่นคำคัดค้าน
ระหว่างพิจารณาคู่ความแถลงร่วมกันว่า คู่ความสามารถตกลงกัน ในประเด็นอื่น ๆ ตามคำร้องและคำคัดค้านได้แล้ว ยังคงติดใจประเด็นเรื่องการเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์เท่านั้น โดยโจทก์ประสงค์ให้เพิ่มชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อรองให้แก่บุตรผู้เยาว์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ใช้ชื่อสกุล ธ. ของโจทก์เป็นชื่อรองของเด็กหญิง ศ. จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ใส่ชื่อสกุล ธ. ของโจทก์ซึ่งเป็นบิดาของเด็กหญิง ศ. เป็นชื่อรองของเด็กหญิง ศ. ชอบหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาทำนองว่า จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ศ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว จึงเป็นการสมควร และเหมาะสมที่จะเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์มาใช้ชื่อสกุลเดียวกับจำเลยซึ่งเป็นมารดาและเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองด้วยและไม่กระทบต่อสัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะมิได้ตกลงกันในเรื่องนี้นั้น เห็นว่า แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ และจำเลย ฉบับลงวันที่ 12 มีนาคม 2555 ในข้อ 3 กำหนดให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง ศ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 บัญญัติว่า ผู้ใช้อำนาจปกครองมีสิทธิ (1) กำหนดที่อยู่ของบุตร (2) ทำโทษบุตรตามสมควรเพื่อว่ากล่าวสั่งสอน (3) ให้บุตรทำการงานตามสมควรแก่ความสามารถและฐานานุรูป (4) เรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่นซึ่งกักบุตรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของพยานโจทก์ปากนางกาญจนา พนักงานปกครองชำนาญงานสำนักงานเขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีหน้าที่รับจดทะเบียน เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนสกุลตอบทนายโจทก์ขออนุญาตศาลถามว่า ในกรณีการขอเปลี่ยนชื่อสกุลของผู้เยาว์นั้น หากบิดาไปคัดค้านขณะยื่นคำร้อง หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่มีคำสั่งเรียกบิดามาเพื่อสอบถามแล้วได้ความว่า บิดาคัดค้าน ทางเจ้าหน้าที่ก็จะไม่ดำเนินการเปลี่ยนชื่อสกุลผู้เยาว์ให้ ดังนี้จึงไม่เป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองจะกระทำได้โดยลำพังคนเดียวเพราะไม่ใช่กรณีที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1567 ทั้งไม่ปรากฏในสัญญาประนีประนอมยอมความว่า ให้จำเลยมีอำนาจเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์ของโจทก์มาใช้ชื่อสกุลของจำเลยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ และก่อนที่โจทก์และจำเลยจะหย่าขาดจากกัน บุตรผู้เยาว์ก็ใช้ชื่อสกุลของโจทก์อยู่แล้ว การที่จำเลยมาเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์มาใช้ชื่อสกุลของจำเลย จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของนางกาญจนาที่ว่า หากโจทก์คัดค้านทางเจ้าหน้าที่ก็จะไม่ดำเนินการเปลี่ยนชื่อสกุลบุตรผู้เยาว์ให้ ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีสิทธิเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์มาใช้ชื่อสกุลของจำเลยโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ เมื่อคำนึงถึงว่า โจทก์ จำเลยซึ่งเป็นบิดามารดาจำต้องอุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาตามสมควรแก่บุตรในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง เพื่อความผาสุกและความสัมพันธ์อันดีของบิดาและบุตร ที่ศาลล่างทั้งสองให้ใส่ชื่อสกุล ธ. ของโจทก์เป็นชื่อรองของเด็กหญิง ศ. จึงชอบแล้ว
มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ที่ศาลล่างทั้งสองให้ใส่ชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อรองของบุตรผู้เยาว์เป็นเรื่องนอกฟ้อง นอกประเด็น และเกินคำขอหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรผู้เยาว์กลับมาใช้ชื่อสกุลของโจทก์ดังเดิม จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า ไม่เปลี่ยนชื่อสกุลกลับไปตามที่โจทก์ขอ ทำนองว่าไม่มีประเด็น และเกินคำขอของโจทก์ให้ใส่ชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อรองนั้น เห็นว่า คดีนี้มีประเด็นโต้เถียงกันว่า ที่จำเลยเปลี่ยนชื่อสกุลของโจทก์มาเป็นชื่อสกุลของจำเลย โดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ชอบหรือไม่ ซึ่งศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ และโดยที่โจทก์ประสงค์ให้เพิ่มชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อรองของบุตรผู้เยาว์ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า กรณีนี้มิใช่เรื่องที่บุตรผู้เยาว์ของโจทก์และจำเลย ที่มีชื่อตัวหรือชื่อรองอยู่แล้วประสงค์จะเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อรอง ซึ่งต้องยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องที่เสียก่อน ตามพระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ.2505 มาตรา 6 วรรคสอง และมาตรา 16 ดังนั้น ศาลจึงมีอำนาจเพิ่มชื่อสกุลของโจทก์ เป็นชื่อรองให้แก่บุตรผู้เยาว์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองให้เพิ่มชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อรองแทนที่จะให้บุตรผู้เยาว์ใช้ชื่อสกุลของโจทก์ดังเดิม นับว่าเป็นคุณแก่จำเลยมากแล้วและยังอยู่ในประเด็นที่โต้เถียงกันว่า บุตรผู้เยาว์จะใช้ชื่อสกุลของผู้ใด กรณีจึงไม่ใช่เรื่องนอกฟ้อง นอกประเด็น และเกินคำขอ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิ่มชื่อสกุล ธ. ของโจทก์ เป็นชื่อรองให้แก่เด็กหญิง ศ. ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา หากจำเลยไม่ปฏิบัติภายในกำหนดเวลาให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
📌 IRAC Analysis (Issue – Rule – Application – Conclusion) ✅ Issue: มารดาที่มีอำนาจปกครองบุตรเพียงฝ่ายเดียวมีสิทธิเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรมาใช้ของตน โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากบิดาหรือไม่? และศาลมีอำนาจสั่งเพิ่มชื่อสกุลของบิดาเป็นชื่อรองของบุตรได้หรือไม่? ✅ Rule: •ป.พ.พ. มาตรา 1567: กำหนดขอบเขตการใช้อำนาจปกครองของผู้ปกครอง •พ.ร.บ.ชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 มาตรา 6 วรรคสอง, มาตรา 16: กำหนดขั้นตอนการเปลี่ยนชื่อสกุลของผู้เยาว์ •ป.พ.พ. มาตรา 1564: บิดามารดามีหน้าที่ร่วมกันอุปการะเลี้ยงดูบุตร ✅ Application: แม้จำเลยมีอำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่มีสิทธิดำเนินการเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรโดยไม่รับความยินยอมจากโจทก์ เพราะการเปลี่ยนชื่อสกุลส่งผลกระทบต่อสิทธิของบิดา ศาลจึงมีอำนาจสั่งเพิ่มชื่อสกุลของบิดาเป็นชื่อรองเพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างสิทธิและประโยชน์ของบุตร ✅ Conclusion: การเปลี่ยนชื่อสกุลของบุตรโดยจำเลยเพียงฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลสามารถสั่งให้เพิ่มชื่อสกุลของโจทก์เป็นชื่อรองของบุตรได้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
🌐 English Summary for Web Supreme Court Judgment No. 7547/2561 Summary: This case concerns a mother who had sole custody of her child and changed the child’s surname to match her own without the father’s consent. The Court ruled that such action was unlawful, affirming that the father retained the right to be involved in significant matters concerning the child’s identity. The Court held that it had the authority to order the addition of the father's surname as a middle name, ensuring the child’s best interest and maintaining the parent-child relationship.
![]() |




.jpg)
