ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




หยิบปืนของผู้อื่นมาใช้เพียงชั่วคราว ถือว่ามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ และการนำปืนจากรถเข้าไปในบ้านผู้อื่นเป็นการพาอาวุธปืนหรือไม่

หยิบอาวุธปืนของผู้อื่นมาใช้ถือว่าครอบครองหรือไม่, ใช้ปืนของผู้อื่นโดยไม่มีใบอนุญาตมีความผิดหรือไม่, ถือปืนของผู้อื่นเพียงชั่วคราวมีความผิดหรือไม่, เจ้าของปืนอยู่ด้วยถือว่าผู้หยิบปืนครอบครองหรือไม่, หยิบปืนจากรถมายิงข่มขู่มีความผิดอะไร, การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองหมายความว่าอย่างไร, เจตนาใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนถือว่าครอบครองหรือไม่, ไม่มีเจตนาเป็นเจ้าของปืนมีความผิดหรือไม่, พาอาวุธปืนของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต, ขับรถที่มีอาวุธปืนของผู้โดยสารมีความผิดหรือไม่, ไม่รู้ว่ามีปืนอยู่ในรถ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความหมายของการ “มีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง” และการ “พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ” โดยมีประเด็นสำคัญว่า บุคคลที่ไม่ได้เป็นเจ้าของอาวุธปืน แต่หยิบอาวุธปืนของผู้อื่นมาใช้เพียงชั่วขณะ จะถือว่ามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตนหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าของอาวุธปืนซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนยังอยู่ร่วมในสถานที่เกิดเหตุ

คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทเรื่องรถกระบะที่จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อแทนผู้เสียหาย ต่อมาผู้เสียหายผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อประมาณ 6 งวด ทำให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือทวงถามจำเลย จำเลยจึงไปพบผู้เสียหายเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการชำระค่าเช่าซื้อและการคืนรถ โดยจำเลยเดินทางไปพร้อมกับเจ้าของอาวุธปืนและใช้รถกระบะของเจ้าของอาวุธปืนเป็นพาหนะ

เมื่อไปถึงบ้านผู้เสียหาย จำเลย ผู้เสียหาย และเจ้าของอาวุธปืนนั่งดื่มสุราร่วมกัน ก่อนเกิดการโต้เถียงเกี่ยวกับรถที่เช่าซื้อ จำเลยลุกออกจากวงสนทนาและเดินไปที่รถกระบะ จากนั้นนำอาวุธปืนของเจ้าของรถกลับมาและใช้อาวุธปืนยิงออกไป 2 นัด จึงเกิดปัญหาทางกฎหมายหลายประการ ทั้งเรื่องเจตนาฆ่า การมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และการพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

ประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือ การพิจารณาความหมายของคำว่า “มี” ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งกฎหมายกำหนดความหมายไว้ว่า หมายถึงมีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง เมื่อคำว่า “มีไว้ในครอบครอง” มิได้มีบทนิยามกำหนดความหมายไว้เป็นพิเศษ การพิจารณาจึงต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา และเนื่องจากเป็นการพิจารณาความรับผิดทางอาญา จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด

การพิจารณาว่าบุคคลมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ มิได้พิจารณาเฉพาะว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของปืนหรือมีเจตนาจะยึดถือปืนอย่างเป็นเจ้าของเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาเจตนาภายในซึ่งเป็นองค์ประกอบของการกระทำด้วย หากบุคคลหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งานและยึดถืออาวุธปืนนั้นเพื่อตน แม้จะเป็นเพียงชั่วขณะเดียว ก็อาจเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตนได้

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือความแตกต่างระหว่างการเดินทางโดยมีอาวุธปืนของบุคคลอื่นอยู่ภายในรถกับการนำอาวุธปืนนั้นออกจากรถไปยังสถานที่อื่น หากเจ้าของอาวุธปืนเป็นผู้นำปืนติดตัวมาและเก็บไว้ในรถของตน โดยไม่ปรากฏว่าผู้ขับรถรู้เห็นถึงการมีอยู่ของอาวุธปืน การครอบครอง ควบคุม และเคลื่อนย้ายอาวุธปืนอาจยังคงเป็นของเจ้าของปืน แต่เมื่อบุคคลนั้นทราบว่ามีปืนอยู่และนำปืนออกจากรถ เคลื่อนย้ายเข้าไปในบ้านของผู้อื่นเพื่อนำไปใช้ พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมต้องพิจารณาแยกต่างหากว่าเป็นการพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรหรือไม่

คดีนี้จึงแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณาพฤติการณ์ของการครอบครองและการเคลื่อนย้ายอาวุธปืนในแต่ละช่วงเวลา ตลอดจนเจตนาของผู้กระทำ มิใช่พิจารณาเพียงว่าอาวุธปืนนั้นมีชื่อบุคคลใดเป็นเจ้าของหรือเจ้าของปืนอยู่ร่วมในเหตุการณ์หรือไม่เท่านั้น

สาระสำคัญที่สุดของคดี

การหยิบอาวุธปืนของผู้อื่นมาเพื่อใช้งาน โดยยึดถืออาวุธปืนนั้นเพื่อตน แม้เป็นเพียงชั่วขณะเดียว และแม้เจ้าของอาวุธปืนซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนจะอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุด้วย ก็อาจถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตน หากพฤติการณ์แสดงว่าผู้กระทำมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้น ส่วนการพาอาวุธปืนต้องพิจารณาว่าผู้กระทำมีเจตนาครอบครอง ควบคุม และเคลื่อนย้ายอาวุธปืนในช่วงเวลาใด การไม่รู้ว่ามีปืนของเจ้าของรถอยู่ในรถแตกต่างจากการไปหยิบปืนออกจากรถแล้วนำเข้าไปในบ้านของผู้อื่นเพื่อใช้งาน

คำถามที่น่าสนใจ

1. หยิบอาวุธปืนของผู้อื่นมาใช้เพียงชั่วขณะเดียว ถือว่ามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองหรือไม่

2. หากเจ้าของอาวุธปืนซึ่งมีใบอนุญาตถูกต้องอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ผู้ที่หยิบปืนของเจ้าของมาใช้จะมีความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่

3. การขับรถที่มีอาวุธปืนของผู้โดยสารอยู่ภายในรถ กับการหยิบอาวุธปืนออกจากรถแล้วนำเข้าไปในบ้านของผู้อื่น แตกต่างกันอย่างไรในความผิดฐานพาอาวุธปืน 

สรุปข้อเท็จจริง

คดีนี้มีมูลเหตุเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ระหว่างจำเลย ผู้เสียหาย และนายสุนทรทิพย์ ซึ่งเป็นเพื่อนกันมาประมาณ 10 ปี ก่อนเกิดเหตุจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถกระบะจากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อแทนผู้เสียหาย เนื่องจากผู้เสียหายไม่มีความน่าเชื่อถือทางการเงินและไม่สามารถทำสัญญาเช่าซื้อรถด้วยตนเองได้ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้เสียหายจะเป็นผู้ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเอง

ต่อมาผู้เสียหายผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อประมาณ 6 งวด เป็นเหตุให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือทวงถามมายังจำเลย จำเลยจึงทวงถามผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายเพิกเฉย วันเกิดเหตุในเวลากลางวันจำเลยเดินทางไปปรึกษานายสุนทรทิพย์เกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว ต่อมาเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยขับรถกระบะของนายสุนทรทิพย์ โดยมีนายสุนทรทิพย์นั่งโดยสารไปด้วย เพื่อเดินทางไปยังบ้านของผู้เสียหาย

เมื่อไปถึงบ้านผู้เสียหาย จำเลยใช้ให้นายคมกฤษซึ่งเป็นบุตรเลี้ยงของผู้เสียหายไปซื้อสุรามา 1 ขวด จากนั้นจำเลย ผู้เสียหาย และนายสุนทรทิพย์นั่งดื่มสุราร่วมกัน ระหว่างนั้นจำเลยบอกให้ผู้เสียหายนำรถกระบะที่ใช้ชื่อจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อไปคืนโดยเร็ว เนื่องจากจำเลยถูกบริษัทผู้ให้เช่าซื้อทวงถามแล้ว ต่อมาจำเลยกับผู้เสียหายเกิดการโต้เถียงกัน

จำเลยลุกออกจากเก้าอี้และเดินออกไปจากวงสนทนาครู่หนึ่งก่อนกลับมานั่งที่เดิม หลังจากนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ขนาด .38 ซึ่งเป็นของนายสุนทรทิพย์ยิงออกไป 2 นัด นายคมกฤษซึ่งนั่งอยู่ใกล้บริเวณวงสุราใช้ท่อนไม้ตีบริเวณท้ายทอยจำเลย ทำให้จำเลยทรุดลงไปนั่งกับพื้นบ้าน จากนั้นนายคมกฤษกับนายสุนทรทิพย์เข้ายื้อแย่งอาวุธปืน ทำให้กระสุนปืนลั่นขึ้นอีก 2 ถึง 3 นัด และกระสุนถูกบริเวณท้ายทอยของนายคมกฤษ

นายคมกฤษสามารถแย่งอาวุธปืนจากมือนายสุนทรทิพย์ได้แล้วนำด้ามอาวุธปืนตีศีรษะนายสุนทรทิพย์ 2 ครั้ง ก่อนนำอาวุธปืนไปโยนทิ้งบริเวณพงหญ้าข้างบ้านที่เกิดเหตุ

ภายหลังเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจสถานที่เกิดเหตุ พบคราบเลือด รอยกระสุน หัวกระสุน และอาวุธปืนขนาด .38 โดยผลการตรวจพิสูจน์พบว่าปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนที่พบในที่เกิดเหตุใช้ยิงมาจากอาวุธปืนของกลาง นอกจากนี้ยังพบกระสุนปืนขนาด .38 จำนวน 15 นัดอยู่ในกระเป๋าสะพายที่วางบริเวณเบาะนั่งข้างคนขับภายในรถกระบะของนายสุนทรทิพย์

จากการตรวจสอบทะเบียนอาวุธปืนไม่พบชื่อจำเลยในฐานข้อมูลทะเบียนอาวุธปืน ส่วนอาวุธปืนของกลางเป็นของนายสุนทรทิพย์ซึ่งเคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ความผิดเกี่ยวกับการมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร จำเลยให้การปฏิเสธ 

คำวินิจฉัยประเด็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

ปัญหาประการแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าตนมีเจตนายิงปืนเพื่อข่มขู่ผู้เสียหายเท่านั้น มิได้มีเจตนาฆ่า

ศาลฎีกาพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายประกอบพฤติการณ์ก่อนเกิดเหตุ พบว่าจำเลย ผู้เสียหาย และนายสุนทรทิพย์เป็นเพื่อนกันมานานประมาณ 10 ปี จำเลยกับนายสุนทรทิพย์มักไปหาผู้เสียหายที่บ้านเป็นประจำเกือบทุกวัน ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายจึงมีลักษณะสนิทสนมกัน โดยจำเลยไว้เนื้อเชื่อใจผู้เสียหายถึงขนาดยินยอมทำสัญญาเช่าซื้อรถกระบะแทนผู้เสียหาย

สาเหตุที่นำไปสู่การใช้อาวุธปืนเกิดจากผู้เสียหายผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ ทำให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อติดตามทวงถามจำเลย วันเกิดเหตุจำเลยตั้งใจไปเจรจาและทวงถามให้ผู้เสียหายชำระค่าเช่าซื้อและคืนรถกระบะแก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ ศาลฎีกาเห็นว่ามูลเหตุพิพาทดังกล่าวไม่ใช่เหตุร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยจะต้องเอาชีวิตผู้เสียหาย

เมื่อจำเลยไปถึงบ้านผู้เสียหายก็ไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในทันที แต่กลับนั่งดื่มสุราร่วมกันก่อน จากนั้นจึงพูดคุยเรื่องรถกระบะจนเกิดการโต้เถียงและนำไปสู่การใช้อาวุธปืน

ศาลฎีกายังพิจารณาลักษณะการนั่งร่วมวงดื่มสุราของบุคคลทั้งสาม โดยจำเลยกับผู้เสียหายอยู่ห่างกันประมาณ 2 ช่วงแขน หากจำเลยยื่นมือที่ถือปืนออกไป ปลายกระบอกปืนกับตัวผู้เสียหายน่าจะห่างกันไม่เกิน 1 ช่วงแขน แม้อาวุธปืนจะเป็นปืนลำกล้องสั้น แต่ระยะดังกล่าวเป็นระยะใกล้มาก หากจำเลยประสงค์จะเอาชีวิตผู้เสียหายจริง ย่อมสามารถยิงผู้เสียหายได้ไม่ยาก

ขณะจำเลยเล็งปืนแล้วยิง ผู้เสียหายไม่ได้หลบ โดยผู้เสียหายให้การว่าไม่คิดว่าจำเลยจะยิงจริง พฤติการณ์ดังกล่าวประกอบกับความสัมพันธ์ของบุคคลทั้งสองทำให้มีเหตุให้เชื่อได้ว่าผู้เสียหายเข้าใจว่าจำเลยเพียงนำอาวุธปืนออกมาจ้องขู่เท่านั้น

นอกจากนี้ หลังจำเลยยิงปืน 2 นัดแล้ว จำเลยลดอาวุธปืนลงวางที่ขา เหตุการณ์ยิงจึงยุติลงก่อนที่นายคมกฤษจะใช้ไม้ตีศีรษะจำเลย และภายหลังยังมีการยื้อแย่งปืนจนกระสุนลั่นอีก 2 ถึง 3 นัด แสดงว่าในลูกโม่ยังมีกระสุนปืนเหลืออยู่ หากจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายจริง จำเลยยังสามารถยิงซ้ำได้อีกหลายนัด เพราะผู้เสียหายยังนั่งอยู่ที่เดิมและไม่ได้หลบหนี

เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหาย มูลเหตุแห่งการโต้เถียง ระยะที่สามารถยิงผู้เสียหายได้โดยง่าย การที่กระสุนไม่ถูกผู้เสียหาย และการที่จำเลยไม่ได้ยิงซ้ำทั้งที่ยังมีโอกาส ศาลฎีกาจึงเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่

เมื่อยังมีความสงสัยตามสมควร จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่พิพากษาลงโทษจำเลยฐานพยายามฆ่าผู้อื่น และพิพากษายกฟ้องจำเลยสำหรับความผิดฐานนี้ 

คำวินิจฉัยประเด็นการมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครอง

ประเด็นสำคัญต่อมาคือ จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย และมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่

จากพยานหลักฐาน ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยลุกออกจากวงสนทนาแล้วเดินกลับไปที่รถกระบะ ก่อนนำอาวุธปืนออกมาใช้ยิงผู้เสียหาย โดยโจทก์นำสืบว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ขณะที่นายสุนทรทิพย์เจ้าของอาวุธปืนเคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่พิจารณาความหมายของคำว่า “มี” ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 4 (6) ซึ่งกำหนดว่า “มี” หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง โดยมีข้อยกเว้นสำหรับกรณีอาวุธปืนหรือสิ่งที่เกี่ยวข้องซึ่งมีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสิ่งนั้นมิให้สูญหาย

เมื่อคำว่า “มีไว้ในครอบครอง” มิได้มีบทนิยามกำหนดความหมายไว้เป็นพิเศษ ศาลฎีกาเห็นว่าต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา ไม่อาจนำหลักกฎหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้กำหนดความหมายได้ เนื่องจากการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองเป็นการกระทำที่กฎหมายกำหนดเป็นความผิดอาญา จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด

นอกจากนี้ การพิจารณาว่าจำเลยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาเจตนาภายในซึ่งเป็นองค์ประกอบของการกระทำเป็นสำคัญด้วย

ในคดีนี้จำเลยลุกออกจากวงสนทนาขณะกำลังเกิดการโต้เถียง เดินไปยังรถกระบะ และนำอาวุธปืนของนายสุนทรทิพย์ออกมาใช้ยิงข่มขู่ผู้เสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นแล้ว

ดังนั้น การที่จำเลยหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งานและยึดถืออาวุธปืนดังกล่าวเพื่อตน แม้เป็นการยึดถือเพียงชั่วขณะเดียว และแม้เจ้าของอาวุธปืนซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนจะอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุด้วย ก็ถือได้ว่าจำเลยมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตน

ข้อสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องปรากฏว่าจำเลยมีเจตนายึดถืออาวุธปืนนั้นอย่างเป็นเจ้าของ การไม่มีเจตนาเป็นเจ้าของปืนจึงไม่ได้ทำให้การครอบครองเพื่อใช้ประโยชน์จากปืนในช่วงเวลาดังกล่าวพ้นจากความหมายของการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ฟังขึ้น 

คำวินิจฉัยประเด็นการพาอาวุธปืน

สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลฎีกาแยกพิจารณาพฤติการณ์ออกเป็นสองช่วงอย่างชัดเจน

ช่วงแรกคือการเดินทางจากที่อื่นมายังบ้านผู้เสียหาย จำเลยไปหานายสุนทรทิพย์ เล่าเรื่องข้อพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายให้ฟัง และชวนนายสุนทรทิพย์ไปบ้านผู้เสียหาย จำเลยเป็นผู้ขับรถกระบะของนายสุนทรทิพย์ โดยมีนายสุนทรทิพย์นั่งโดยสารไปด้วย

นายสุนทรทิพย์ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนเป็นผู้นำอาวุธปืนติดตัวมาด้วยและเก็บอาวุธปืนไว้ในรถกระบะของตน ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นถึงการมีอยู่ของอาวุธปืนนั้นหรือไม่ ในช่วงเวลาดังกล่าว การครอบครอง การควบคุม และการเคลื่อนย้ายอาวุธปืนยังเป็นของนายสุนทรทิพย์ผู้เป็นเจ้าของ

ดังนั้น แม้จำเลยจะเป็นผู้ขับรถกระบะ แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นว่ามีอาวุธปืนอยู่ในรถ และการครอบครองควบคุมอาวุธปืนยังเป็นของเจ้าของปืน จึงไม่อาจถือว่าจำเลยมีเจตนาพาอาวุธปืน การกระทำในช่วงแรกจึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

แต่พฤติการณ์ในช่วงต่อมาแตกต่างออกไป เพราะหลังเกิดการโต้เถียง จำเลยกลับไปยังรถกระบะและนำอาวุธปืนออกจากรถ หากจำเลยไม่นำอาวุธปืนออกจากรถกระบะซึ่งจอดอยู่ภายในรั้วบ้านผู้เสียหาย อาวุธปืนก็จะยังคงอยู่ภายในรถและไม่อาจถูกนำมาใช้เป็นภยันตรายต่อผู้อื่นในเหตุการณ์นั้นได้

การที่จำเลยนำอาวุธปืนเคลื่อนที่ออกจากรถกระบะซึ่งจอดอยู่หน้าบ้านเกิดเหตุ แล้วนำเข้าไปยังวงสนทนาภายในบ้านเกิดเหตุ ซึ่งมิใช่บ้านของจำเลย แต่เป็นบ้านของผู้อื่นและตั้งอยู่ในเมืองหรือหมู่บ้าน จึงเป็นการกระทำอีกช่วงหนึ่งซึ่งมีเจตนาและพฤติการณ์แตกต่างจากการขับรถมายังบ้านผู้เสียหายในตอนแรก

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การนำอาวุธปืนออกจากรถกระบะแล้วเคลื่อนย้ายเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายในลักษณะดังกล่าว เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหรือหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฎีกาของโจทก์ในประเด็นนี้ฟังขึ้น 

ผลแห่งคำวินิจฉัย ศาลฎีกาพิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง มาตรา 72 วรรคสาม และมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง รวมทั้งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 แต่ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ส่วนโทษในความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

ความหมายของการ “มีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง”

ประเด็นสำคัญที่สุดประการหนึ่งของคดีนี้คือ การตีความคำว่า “มี” และคำว่า “มีไว้ในครอบครอง” ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ได้วางหลักไว้โดยพิจารณาจากบทนิยามตามมาตรา 4 (6)

มาตรา 4 (6) กำหนดความหมายของคำว่า “มี” ว่าหมายถึง มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง แต่ไม่หมายความรวมถึงกรณีที่อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดซึ่งมีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสิ่งดังกล่าวมิให้สูญหาย

หลักสำคัญจึงอยู่ที่ว่า การเป็นผู้ครอบครองอาวุธปืนตามกฎหมายอาญาไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของอาวุธปืนนั้นเสมอไป เพราะกฎหมายแยกคำว่า “มีกรรมสิทธิ์” ออกจากคำว่า “มีไว้ในครอบครอง” อย่างชัดเจน

ดังนั้น บุคคลหนึ่งอาจไม่มีกรรมสิทธิ์ในอาวุธปืนเลย แต่หากพฤติการณ์แสดงว่าได้ยึดถือ ควบคุม หรือใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นเพื่อตน ก็อาจถือได้ว่ามีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง

ในคดีนี้ อาวุธปืนเป็นของนายสุนทรทิพย์ และนายสุนทรทิพย์เป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนจำเลยไม่ได้เป็นเจ้าของปืนและไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน

อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดการโต้เถียง จำเลยเดินกลับไปยังรถกระบะแล้วนำอาวุธปืนของนายสุนทรทิพย์ออกมาใช้ยิงข่มขู่ผู้เสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้เพียงสัมผัสหรือถืออาวุธปืนโดยไม่มีวัตถุประสงค์ แต่เป็นการนำอาวุธปืนมาใช้ประโยชน์ตามความประสงค์ของตนเอง

ศาลฎีกาจึงถือว่าขณะนั้นจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืน และการที่จำเลยหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งานแล้วยึดถืออาวุธปืนดังกล่าวเพื่อตน ย่อมอยู่ในความหมายของการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง

สาระสำคัญจึงมิได้อยู่ที่ระยะเวลาครอบครองว่าต้องนานเพียงใด เพราะแม้จำเลยจะยึดถืออาวุธปืนเพียงชั่วขณะเดียว หากช่วงเวลานั้นจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนและยึดถือปืนเพื่อตน ก็สามารถเป็นการครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ได้

การครอบครองอาวุธปืนไม่จำเป็นต้องมีเจตนาอย่างเป็นเจ้าของ

ประเด็นที่มีความสำคัญในทางกฎหมายอย่างยิ่งคือ ศาลฎีกาไม่ได้กำหนดว่าผู้กระทำต้องมีเจตนายึดถืออาวุธปืนอย่างเจ้าของจึงจะเป็นการมีไว้ในครอบครอง

ในคดีนี้จำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์ในอาวุธปืน และข้อเท็จจริงก็ไม่ได้แสดงว่าจำเลยต้องการเอาอาวุธปืนของนายสุนทรทิพย์มาเป็นของตนอย่างถาวร แต่เมื่อจำเลยนำอาวุธปืนออกจากรถแล้วนำมาใช้ยิงข่มขู่ผู้เสียหาย จำเลยได้เข้าควบคุมและใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นเพื่อตนแล้ว

การพิจารณาความผิดจึงต้องแยกระหว่าง “ความเป็นเจ้าของ” กับ “การครอบครอง”

ความเป็นเจ้าของเกี่ยวข้องกับกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ แต่อาวุธปืนอาจอยู่ในความครอบครองของบุคคลที่มิใช่เจ้าของได้ การที่เจ้าของปืนยังอยู่ในสถานที่เกิดเหตุจึงไม่ได้หมายความว่าไม่มีบุคคลอื่นเข้าครอบครองอาวุธปืนนั้นได้เลย

หากบุคคลอื่นนำปืนของเจ้าของมายึดถือและใช้ประโยชน์เพื่อตน พฤติการณ์นั้นสามารถทำให้เกิดการครอบครองของบุคคลดังกล่าวขึ้นได้ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ และไม่ได้มีเจตนาจะเอาปืนไว้เป็นของตนก็ตาม

หลักนี้มีความสำคัญต่อการพิจารณาคดีเกี่ยวกับอาวุธปืน เพราะหากถือว่าการครอบครองจะเกิดขึ้นได้เฉพาะเมื่อผู้กระทำมีเจตนาอย่างเจ้าของ ย่อมทำให้การนำอาวุธปืนของบุคคลอื่นมาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายในหลายกรณี ทั้งที่ในช่วงเวลาที่บุคคลนั้นควบคุมและใช้อาวุธปืน อาวุธปืนสามารถถูกนำไปใช้ก่อภยันตรายแก่ผู้อื่นได้แล้ว

ต้องพิจารณาเจตนาภายในของผู้กระทำประกอบด้วย

ศาลฎีกาวางหลักไว้อีกประการหนึ่งว่า การวินิจฉัยว่าบุคคลมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาเจตนาภายในอันเป็นองค์ประกอบของความผิดด้วย

ดังนั้น การที่อาวุธปืนอยู่ใกล้บุคคลใด หรือบุคคลนั้นสัมผัสอาวุธปืนเพียงอย่างเดียว อาจยังไม่เพียงพอที่จะวินิจฉัยว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง ต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดว่าบุคคลนั้นมีเจตนาจะยึดถือ ควบคุม หรือใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นหรือไม่

ข้อเท็จจริงในคดีนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างสองช่วงเวลา

ช่วงแรก จำเลยเป็นผู้ขับรถกระบะของนายสุนทรทิพย์ โดยนายสุนทรทิพย์นำอาวุธปืนของตนติดตัวมาและเก็บไว้ภายในรถ ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้ว่ามีอาวุธปืนอยู่ในรถตั้งแต่แรก

ในช่วงดังกล่าว การครอบครอง ควบคุม และเคลื่อนย้ายอาวุธปืนยังคงเป็นของนายสุนทรทิพย์ผู้เป็นเจ้าของ

แต่ภายหลังเมื่อจำเลยเดินกลับไปที่รถ เห็นอาวุธปืน นำอาวุธปืนออกมาเหน็บไว้ที่เอว และนำไปใช้ยิงข่มขู่ผู้เสียหาย พฤติการณ์ได้เปลี่ยนไป จำเลยไม่ได้อยู่ในฐานะเพียงผู้ขับรถที่มีปืนของบุคคลอื่นอยู่ในรถอีกต่อไป แต่เป็นผู้ที่นำอาวุธปืนออกมาและมีเจตนาใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นด้วยตนเอง

เจตนาภายในของจำเลยจึงสามารถอนุมานได้จากพฤติการณ์ภายนอก คือการไปนำปืนมา การยึดถือปืน และการนำปืนมาใช้ยิง

เหตุใดจึงไม่ใช้หลักการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ระบุว่า เมื่อคำว่า “มีไว้ในครอบครอง” ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มิได้มีบทนิยามกำหนดความหมายไว้เป็นพิเศษ ต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา และไม่อาจนำหลักกฎหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ได้

เหตุผลสำคัญคือ การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นความผิดอาญา การตีความบทบัญญัติที่กำหนดความผิดและโทษทางอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด

ดังนั้น การกำหนดว่าบุคคลใด “มีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง” จึงต้องพิจารณาภายใต้ความหมายของกฎหมายอาวุธปืนเอง ประกอบกับความหมายตามถ้อยคำธรรมดาและเจตนาของผู้กระทำ มิใช่นำหลักการครอบครองทรัพย์ในทางแพ่งมาใช้แทนโดยตรง

ผลของหลักดังกล่าวทำให้การพิจารณาความผิดมุ่งไปที่ข้อเท็จจริงว่า ในขณะเกิดเหตุบุคคลใดเป็นผู้ยึดถือ ควบคุม และมีเจตนาใช้ประโยชน์จากอาวุธปืน

เจ้าของอาวุธปืนอยู่ด้วย ไม่ทำให้ผู้หยิบปืนมาใช้พ้นจากความรับผิด

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอย่างยิ่งในคดีนี้คือ นายสุนทรทิพย์ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนและเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนอยู่ร่วมในสถานที่เกิดเหตุด้วย

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่ได้ทำให้จำเลยพ้นจากการเป็นผู้มีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง

เหตุผลคือ เมื่อจำเลยหยิบอาวุธปืนมาใช้ด้วยตนเองและยึดถืออาวุธปืนนั้นเพื่อตน จำเลยได้เข้าครอบครองอาวุธปืนในความหมายของกฎหมายแล้ว แม้เจ้าของอาวุธปืนจะอยู่ใกล้กันก็ตาม

จึงต้องแยกกันระหว่างสถานะของเจ้าของปืนซึ่งมีใบอนุญาตกับการกระทำของบุคคลอื่นที่นำปืนของเจ้าของมาใช้

การที่เจ้าของปืนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ไม่ได้หมายความว่าบุคคลอื่นสามารถนำอาวุธปืนนั้นมายึดถือและใช้ประโยชน์เพื่อตนได้โดยอัตโนมัติ

ในคดีนี้จำเลยไม่มีใบอนุญาต เมื่อจำเลยนำอาวุธปืนของนายสุนทรทิพย์มาใช้ยิงข่มขู่ผู้เสียหาย การที่นายสุนทรทิพย์อยู่ร่วมในที่เกิดเหตุจึงไม่ทำให้การกระทำของจำเลยกลายเป็นการครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย

ความแตกต่างระหว่าง “มีอาวุธปืน” กับ “พาอาวุธปืน”

คดีนี้แสดงให้เห็นว่าความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองกับความผิดฐานพาอาวุธปืนเป็นความผิดที่ต้องพิจารณาองค์ประกอบและพฤติการณ์แยกจากกัน

บุคคลอาจไม่ได้เป็นผู้พาอาวุธปืนในช่วงหนึ่ง แต่ภายหลังอาจกระทำการที่เข้าลักษณะเป็นการพาอาวุธปืนได้

ในช่วงที่จำเลยขับรถกระบะของนายสุนทรทิพย์มายังบ้านผู้เสียหาย นายสุนทรทิพย์เป็นผู้นำอาวุธปืนของตนมาและเก็บไว้ในรถ ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นว่ามีปืนอยู่ภายในรถ การครอบครอง ควบคุม และเคลื่อนย้ายปืนจึงยังเป็นของนายสุนทรทิพย์

เพียงข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นผู้ขับรถจึงยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าจำเลยเป็นผู้พาอาวุธปืน เพราะยังขาดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรู้และเจตนาของจำเลยต่ออาวุธปืนนั้น

แต่เมื่อจำเลยกลับไปยังรถแล้วนำอาวุธปืนออกมา สถานการณ์ทางกฎหมายเปลี่ยนไป จำเลยเป็นผู้ยึดถือและเคลื่อนย้ายอาวุธปืนด้วยตนเอง

การนำปืนออกจากรถและนำเข้าไปในวงสนทนาภายในบ้านของผู้เสียหายจึงเป็นการเคลื่อนย้ายอาวุธปืนโดยมีเจตนาของจำเลยเอง ทำให้การกระทำในช่วงนี้อยู่ในขอบเขตของความผิดฐานพาอาวุธปืน

การพาอาวุธปืนต้องพิจารณาเป็นช่วงของการกระทำ

หลักที่เห็นได้อย่างชัดเจนจากคดีนี้คือ การวินิจฉัยความผิดฐานพาอาวุธปืนไม่ควรพิจารณาเหตุการณ์ทั้งหมดเป็นก้อนเดียว แต่ต้องพิจารณาว่าการครอบครอง ควบคุม เคลื่อนย้าย และเจตนาของผู้กระทำเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใด

ช่วงที่เดินทางจากที่อื่นมายังบ้านผู้เสียหาย จำเลยเป็นเพียงผู้ขับรถของเจ้าของอาวุธปืน และไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้ว่ามีอาวุธปืนอยู่ในรถ ศาลฎีกาจึงไม่ถือว่าจำเลยมีเจตนาพาอาวุธปืนในช่วงดังกล่าว

แต่ภายหลังเมื่อจำเลยทราบว่ามีอาวุธปืนอยู่ในรถ แล้วนำอาวุธปืนออกจากรถด้วยตนเอง จำเลยได้เข้าควบคุมและเคลื่อนย้ายอาวุธปืนโดยมีเจตนาของตนเอง

ศาลฎีกาจึงพิจารณาการกระทำช่วงหลังแยกออกจากการเดินทางช่วงแรก และวินิจฉัยว่าการนำอาวุธปืนจากรถกระบะเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืน

การนำอาวุธปืนจากรถเข้าไปในบ้านของผู้อื่น

ประเด็นนี้เป็นสาระสำคัญอีกส่วนหนึ่งของคำวินิจฉัย เพราะอาวุธปืนเดิมอยู่ภายในรถกระบะที่จอดอยู่ภายในรั้วบ้านของผู้เสียหาย

ศาลฎีกาพิจารณาว่า หากจำเลยไม่ไปนำอาวุธปืนออกจากรถ อาวุธปืนก็จะยังคงอยู่ภายในรถและไม่อาจถูกนำมาใช้เป็นภยันตรายต่อผู้อื่นในเหตุการณ์นั้นได้

แต่จำเลยกลับเป็นผู้ไปนำอาวุธปืนออกจากรถและเคลื่อนย้ายอาวุธปืนเข้ามาในวงสนทนาภายในบ้านเกิดเหตุ

บ้านดังกล่าวมิใช่บ้านของจำเลย แต่เป็นบ้านของผู้เสียหายซึ่งเป็นบุคคลอื่นและตั้งอยู่ในเมืองหรือหมู่บ้าน

พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเป็นการพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหรือหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

หลักนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ระยะทางในการเคลื่อนย้ายอาวุธปืนจะไม่ได้ไกล การพิจารณาความผิดไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะทางเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาการเคลื่อนย้ายอาวุธปืนพร้อมเจตนาและพฤติการณ์ประกอบกัน

การยิงปืนในระยะใกล้ไม่ได้หมายความว่าต้องมีเจตนาฆ่าเสมอไป

อีกประเด็นหนึ่งของคดีนี้คือความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ซึ่งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 เคยพิพากษาลงโทษจำเลย แต่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง

แม้จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิงในระยะใกล้ แต่การวินิจฉัยเจตนาฆ่าต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมด ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะข้อเท็จจริงว่ามีการใช้อาวุธปืนหรือระยะยิงเท่านั้น

ศาลฎีกาพิจารณาว่าจำเลยกับผู้เสียหายเป็นเพื่อนสนิทกันมาประมาณ 10 ปี มูลเหตุพิพาทเกิดจากเรื่องการชำระค่าเช่าซื้อรถและการคืนรถ ซึ่งยังไม่ใช่เหตุร้ายแรงถึงขนาดที่จะต้องเอาชีวิตกัน

นอกจากนี้ ระยะระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายใกล้มาก หากจำเลยมีเจตนาฆ่าจริงก็สามารถยิงให้ถูกผู้เสียหายได้ไม่ยาก แต่กระสุนทั้ง 2 นัดกลับไม่ถูกผู้เสียหาย

หลังยิงแล้วจำเลยยังลดอาวุธปืนลง ทั้งที่ยังมีกระสุนเหลืออยู่และยังมีโอกาสยิงซ้ำ ขณะที่ผู้เสียหายยังนั่งอยู่ที่เดิม

พฤติการณ์ทั้งหมดจึงทำให้ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าหรือเพียงต้องการยิงข่มขู่ผู้เสียหาย

เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่สามารถทำให้ปราศจากความสงสัยตามสมควร จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

หลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของการพิจารณาคดีอาญาว่า การลงโทษจำเลยต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ทำให้ศาลเชื่อโดยปราศจากความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยกระทำความผิด

แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงจริง แต่การจะลงโทษในฐานพยายามฆ่าจำเป็นต้องพิสูจน์องค์ประกอบเรื่องเจตนาฆ่าด้วย

เมื่อข้อเท็จจริงยังสามารถอธิบายได้ในทางหนึ่งว่าจำเลยมีเพียงเจตนาข่มขู่ และมีพฤติการณ์หลายประการสนับสนุนข้อสงสัยดังกล่าว ศาลจึงไม่อาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานพยายามฆ่าได้

การยกฟ้องความผิดฐานพยายามฆ่าไม่ได้หมายความว่าศาลเห็นว่าการยิงปืนของจำเลยเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เป็นเพราะพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์องค์ประกอบเฉพาะของความผิดฐานพยายามฆ่า คือเจตนาฆ่า

ขณะเดียวกัน เมื่อพฤติการณ์เกี่ยวกับการนำอาวุธปืนของผู้อื่นมาใช้และการเคลื่อนย้ายอาวุธปืนเข้าไปในบ้านผู้เสียหายสามารถพิสูจน์ได้ ศาลฎีกาจึงยังลงโทษจำเลยในความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนตามองค์ประกอบของกฎหมายแต่ละฐาน

วิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมาย

พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มีเจตนารมณ์ในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ลดอาชญากรรมที่เกิดจากอาวุธปืน และควบคุมการมีอาวุธปืนและการจัดสรรอาวุธปืนอย่างเป็นระบบ

ด้วยเหตุนี้ การควบคุมอาวุธปืนจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะการกำหนดว่าบุคคลใดสามารถเป็นเจ้าของอาวุธปืนได้เท่านั้น แต่ยังควบคุมการครอบครองและการพาอาวุธปืนด้วย

แม้อาวุธปืนกระบอกหนึ่งจะเป็นอาวุธปืนที่ได้รับอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมายในมือของเจ้าของ แต่เมื่อบุคคลอื่นซึ่งไม่มีใบอนุญาตนำอาวุธปืนนั้นมายึดถือและใช้ประโยชน์เพื่อตน ความเสี่ยงต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของบุคคลอื่นย่อมเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน

ข้อเท็จจริงในคดีนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน อาวุธปืนของนายสุนทรทิพย์เป็นอาวุธปืนที่มีเจ้าของและเจ้าของได้รับใบอนุญาต แต่เมื่อจำเลยนำอาวุธปืนออกจากรถและนำไปใช้ยิงข่มขู่ อาวุธปืนดังกล่าวถูกนำมาใช้ในสถานการณ์ที่สามารถก่อภยันตรายต่อชีวิตและร่างกายของบุคคลอื่นได้ทันที

ศาลฎีกาจึงพิจารณาความหมายของการครอบครองโดยให้ความสำคัญกับเจตนาที่จะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเป็นเจ้าของหรือระยะเวลาที่ถือครอง

ในส่วนของการพาอาวุธปืน เจตนารมณ์ของกฎหมายย่อมมุ่งควบคุมมิให้อาวุธปืนถูกเคลื่อนย้ายและนำเข้าสู่สถานการณ์ที่สามารถก่ออันตรายต่อบุคคลอื่นโดยไม่มีเหตุอันสมควร

ศาลฎีกาจึงแยกช่วงที่ปืนยังอยู่ภายใต้การครอบครองและควบคุมของเจ้าของออกจากช่วงที่จำเลยนำปืนออกจากรถและเคลื่อนย้ายเข้าไปในบ้านของผู้เสียหาย การกระทำช่วงหลังทำให้อาวุธปืนถูกนำเข้าสู่บริเวณวงสนทนาที่กำลังมีข้อพิพาท และในเวลาต่อมาถูกนำมาใช้ยิงจริง

การตีความดังกล่าวจึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายในการควบคุมการมีและการพาอาวุธปืน เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและลดโอกาสที่อาวุธปืนจะถูกนำไปใช้ก่ออันตราย

อย่างไรก็ตาม หลักกฎหมายที่ปรากฏในคำวินิจฉัยคดีนี้มีสาระสำคัญว่า การพิจารณาว่าบุคคลมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาทั้งการยึดถือ การควบคุม การนำไปใช้ประโยชน์ และเจตนาภายในของผู้กระทำ โดยไม่จำเป็นต้องมีกรรมสิทธิ์หรือเจตนายึดถือปืนอย่างเป็นเจ้าของ และแม้จะยึดถือเพียงชั่วขณะก็อาจเป็นการครอบครองได้ หากเป็นการยึดถือเพื่อตนและมีเจตนาใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้น

สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืน ต้องพิจารณาความรู้และเจตนาของผู้กระทำในแต่ละช่วงเวลา การเป็นผู้ขับรถที่มีอาวุธปืนของผู้โดยสารอยู่ภายในรถ โดยไม่ปรากฏว่าผู้ขับรู้ว่ามีอาวุธปืนอยู่ ไม่ทำให้ผู้ขับเป็นผู้พาอาวุธปืนโดยอัตโนมัติ แต่เมื่อผู้ขับทราบว่ามีปืนและนำปืนออกจากรถมาเคลื่อนย้ายด้วยตนเอง การกระทำดังกล่าวต้องพิจารณาเป็นอีกช่วงหนึ่งตามองค์ประกอบของความผิดฐานพาอาวุธปืน

ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่า ต้องพิสูจน์เจตนาฆ่าโดยพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมด แม้มีการใช้อาวุธปืนยิงในระยะใกล้ หากพฤติการณ์ยังทำให้เกิดความสงสัยตามสมควรว่าผู้กระทำอาจมีเพียงเจตนาข่มขู่ ย่อมต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามหลักการพิสูจน์ในคดีอาญา 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 มีความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และมีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

ศาลชั้นต้นเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 โดยลงโทษฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน

ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ศาลชั้นต้นเห็นว่ามีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกฐานพยายามฆ่าผู้อื่น 8 ปี ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 8 เดือน และฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต 4 เดือน รวมจำคุก 8 ปี 12 เดือน และให้ริบของกลาง

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 8

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้ยกฟ้องจำเลยในความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และให้ยกฟ้องความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงยังคงผลการลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวไว้ นอกจากส่วนที่แก้ให้ยกฟ้องความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา

โจทก์และจำเลยต่างฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกเป็นประเด็นสำคัญ โดยในความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ เนื่องจากจำเลยกับผู้เสียหายเป็นเพื่อนสนิทกันมาประมาณ 10 ปี มูลเหตุพิพาทเป็นเรื่องการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อรถ จำเลยสามารถยิงผู้เสียหายได้โดยง่ายเพราะอยู่ในระยะใกล้ แต่กระสุนไม่ถูกผู้เสียหาย และจำเลยไม่ได้ยิงซ้ำทั้งที่ยังมีกระสุนและมีโอกาสยิงอีก ศาลฎีกาจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง และพิพากษายกฟ้องความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น

สำหรับความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า การที่จำเลยนำอาวุธปืนของผู้อื่นมาใช้ยิงข่มขู่ผู้เสียหาย แสดงว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้น การหยิบปืนมาใช้งานและยึดถือเพื่อตนแม้เพียงชั่วขณะเดียว ถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง แม้เจ้าของปืนซึ่งมีใบอนุญาตจะอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุ และแม้จำเลยไม่มีเจตนายึดถืออาวุธปืนอย่างเป็นเจ้าของก็ตาม

ในความผิดฐานพาอาวุธปืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ช่วงแรกที่จำเลยขับรถกระบะของเจ้าของอาวุธปืนมายังบ้านผู้เสียหาย โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้ว่ามีปืนอยู่ในรถ การครอบครอง ควบคุม และเคลื่อนย้ายอาวุธปืนยังเป็นของเจ้าของปืน จำเลยจึงยังไม่เป็นผู้พาอาวุธปืนในช่วงดังกล่าว แต่เมื่อจำเลยกลับไปนำอาวุธปืนออกจากรถและเคลื่อนย้ายเข้าไปในบ้านของผู้เสียหาย การกระทำช่วงนี้ถือเป็นการพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหรือหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง มาตรา 72 วรรคสาม มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น สำหรับโทษความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้มีข้อคิดทางกฎหมายสำคัญว่า ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนต้องพิจารณาแยกองค์ประกอบของแต่ละฐานความผิดอย่างละเอียด โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองกับการพาอาวุธปืน ซึ่งแม้จะเกี่ยวข้องกับอาวุธปืนกระบอกเดียวกันและเกิดขึ้นต่อเนื่องในเหตุการณ์เดียวกัน แต่ข้อเท็จจริงและเจตนาของผู้กระทำในแต่ละช่วงเวลาอาจทำให้ผลทางกฎหมายแตกต่างกันได้

การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มิได้จำกัดเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำเป็นเจ้าของอาวุธปืน หรือมีเจตนายึดถือปืนเป็นของตนอย่างถาวร การที่บุคคลนำอาวุธปืนของผู้อื่นมายึดถือเพื่อใช้ประโยชน์ตามความประสงค์ของตน แม้จะเป็นการถือครองเพียงชั่วขณะเดียว ก็อาจถือเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองได้ หากพฤติการณ์แสดงถึงเจตนาที่จะควบคุมและใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้น

การที่เจ้าของอาวุธปืนมีใบอนุญาตโดยชอบและอยู่ร่วมในสถานที่เกิดเหตุ ไม่ทำให้บุคคลอื่นซึ่งไม่มีใบอนุญาตสามารถนำอาวุธปืนนั้นมาใช้ได้โดยปราศจากความรับผิด เพราะใบอนุญาตของเจ้าของปืนมิได้ขยายผลไปถึงบุคคลอื่นซึ่งเข้ามายึดถือและใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนเพื่อตน

ในส่วนของความผิดฐานพาอาวุธปืน ต้องพิจารณาว่าผู้กระทำรู้ถึงการมีอยู่ของอาวุธปืนและมีเจตนาควบคุมหรือเคลื่อนย้ายอาวุธปืนนั้นหรือไม่ การเป็นผู้ขับรถที่มีอาวุธปืนของผู้โดยสารอยู่ภายในรถ โดยไม่ปรากฏว่าผู้ขับทราบถึงการมีอยู่ของปืน ไม่อาจถือโดยอัตโนมัติว่าผู้ขับรถเป็นผู้พาอาวุธปืน แต่เมื่อบุคคลนั้นทราบว่ามีปืนอยู่และนำปืนออกจากรถมาเคลื่อนย้ายด้วยตนเอง ย่อมเป็นพฤติการณ์ใหม่ที่ต้องพิจารณาความผิดฐานพาอาวุธปืนแยกต่างหาก

คดีนี้ยังแสดงให้เห็นความสำคัญของการวินิจฉัยเจตนาในคดีอาญา แม้จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิงจริง แต่ความผิดฐานพยายามฆ่าต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย การใช้อาวุธปืนมิได้ทำให้สันนิษฐานได้โดยอัตโนมัติว่าผู้กระทำมีเจตนาฆ่าเสมอไป ต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี มูลเหตุแห่งการกระทำ ระยะยิง ลักษณะการยิง จำนวนครั้งที่ยิง โอกาสที่จะยิงซ้ำ และพฤติการณ์ก่อนและหลังเกิดเหตุประกอบกัน

เมื่อพยานหลักฐานเกี่ยวกับเจตนาฆ่ายังมีความสงสัยตามสมควร ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง แม้ข้อเท็จจริงจะยืนยันได้ว่าจำเลยเป็นผู้ใช้อาวุธปืนก็ตาม แต่หากองค์ประกอบเรื่องเจตนาฆ่ายังพิสูจน์ไม่ได้โดยปราศจากความสงสัย ก็ไม่อาจลงโทษในฐานพยายามฆ่าได้

ในทางกลับกัน การที่จำเลยได้รับยกฟ้องฐานพยายามฆ่าไม่ได้ทำให้ความผิดฐานอื่นที่มีองค์ประกอบแตกต่างกันต้องยกฟ้องตามไปด้วย เมื่อพยานหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าจำเลยนำอาวุธปืนของผู้อื่นมาใช้และนำปืนจากรถเข้าไปในบ้านผู้เสียหาย ศาลยังสามารถลงโทษความผิดเกี่ยวกับการมีและการพาอาวุธปืนได้ตามองค์ประกอบของกฎหมายแต่ละฐาน

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับความหมายของการ “มีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง” และการ “พาอาวุธปืน” โดยศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า การหยิบอาวุธปืนของผู้อื่นมาเพื่อใช้งาน โดยยึดถืออาวุธปืนนั้นเพื่อตน แม้เป็นเพียงชั่วขณะเดียว และแม้เจ้าของอาวุธปืนซึ่งมีใบอนุญาตจะอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุ ก็ถือเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองได้ หากผู้กระทำมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้น โดยไม่จำเป็นต้องมีเจตนายึดถือปืนอย่างเป็นเจ้าของ

ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนต้องพิจารณาความรู้ เจตนา การครอบครอง การควบคุม และการเคลื่อนย้ายอาวุธปืนในแต่ละช่วงเวลา การขับรถที่เจ้าของปืนนำปืนของตนมาโดยไม่ปรากฏว่าผู้ขับรู้ถึงการมีอยู่ของปืน ยังไม่ถือว่าผู้ขับเป็นผู้พาอาวุธปืน แต่เมื่อผู้ขับไปนำปืนออกจากรถและเคลื่อนย้ายเข้าไปในบ้านของผู้อื่นโดยมีเจตนานำปืนไปใช้ ย่อมเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนตามกฎหมาย

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 4 (6) มาตรา 7 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง มาตรา 72 วรรคสาม มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้

1. มีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง

การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของปืน ไม่จำเป็นต้องยึดถือเป็นเวลานาน และไม่จำเป็นต้องมีเจตนาครอบครองอย่างเป็นเจ้าของ หากบุคคลหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งานและยึดถือเพื่อตนโดยมีเจตนาใช้ประโยชน์จากอาวุธปืน แม้เพียงชั่วขณะเดียว ก็อาจถือว่ามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองตามกฎหมาย

2. พาอาวุธปืน

การพาอาวุธปืนต้องพิจารณาความรู้และเจตนาของผู้กระทำประกอบกับการครอบครอง ควบคุม และเคลื่อนย้ายอาวุธปืน การอยู่ในรถที่มีอาวุธปืนของบุคคลอื่นโดยไม่ทราบว่ามีปืนอยู่ยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นผู้พาอาวุธปืน แต่เมื่อทราบถึงการมีอยู่ของปืนและนำปืนออกมาเคลื่อนย้ายด้วยตนเอง ย่อมต้องพิจารณาความรับผิดฐานพาอาวุธปืนตามพฤติการณ์นั้น 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

หยิบอาวุธปืนของผู้อื่นมาใช้เพียงชั่วขณะเดียว ถือว่ามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองหรือไม่

คำตอบ

การหยิบอาวุธปืนของผู้อื่นมาใช้เพียงชั่วขณะเดียวอาจถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองได้ หากพฤติการณ์แสดงว่าผู้หยิบอาวุธปืนนั้นมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนและยึดถืออาวุธปืนเพื่อตน หลักสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าผู้กระทำเป็นเจ้าของปืนหรือถือปืนเป็นเวลานานเพียงใด แต่ต้องพิจารณาเจตนาและลักษณะการยึดถืออาวุธปืนประกอบกัน ในคดีนี้จำเลยเดินไปที่รถกระบะ นำอาวุธปืนของผู้อื่นออกมา และใช้อาวุธปืนยิงข่มขู่ผู้เสียหาย ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนแล้ว การหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งานและยึดถือเพื่อตนแม้เพียงชั่วขณะเดียวจึงถือเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง แม้จำเลยไม่มีเจตนายึดถืออาวุธปืนนั้นอย่างเป็นเจ้าของก็ตาม

2. คำถาม

หากเจ้าของอาวุธปืนมีใบอนุญาตและอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย ผู้ที่หยิบปืนมาใช้จะมีความผิดหรือไม่

คำตอบ

การที่เจ้าของอาวุธปืนได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนโดยชอบด้วยกฎหมาย และอยู่ร่วมในสถานที่เกิดเหตุ มิได้หมายความว่าบุคคลอื่นซึ่งไม่มีใบอนุญาตสามารถนำอาวุธปืนนั้นมายึดถือและใช้ประโยชน์เพื่อตนได้โดยไม่มีความรับผิด ต้องพิจารณาการกระทำและเจตนาของบุคคลที่หยิบอาวุธปืนมาใช้เป็นสำคัญ ในคดีนี้อาวุธปืนเป็นของนายสุนทรทิพย์ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน แต่จำเลยไม่ได้รับใบอนุญาต เมื่อจำเลยเดินไปนำอาวุธปืนออกจากรถแล้วนำมาใช้ยิงข่มขู่ผู้เสียหาย ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนและได้ยึดถืออาวุธปืนเพื่อตนแล้ว แม้เจ้าของปืนจะอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยก็ตาม จึงถือว่าจำเลยมีอาวุธปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต การมีใบอนุญาตของเจ้าของปืนจึงไม่ทำให้การยึดถือและใช้ปืนของบุคคลอื่นชอบด้วยกฎหมายโดยอัตโนมัติ

3. คำถาม

ขับรถที่มีอาวุธปืนของผู้โดยสารอยู่ภายในรถ ถือว่าเป็นการพาอาวุธปืนหรือไม่

คำตอบ

การเป็นผู้ขับรถที่มีอาวุธปืนของผู้โดยสารอยู่ภายในรถยังไม่ทำให้ผู้ขับเป็นผู้พาอาวุธปืนโดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาว่าผู้ขับรู้ถึงการมีอยู่ของอาวุธปืนหรือไม่ และการครอบครอง ควบคุม तथाเคลื่อนย้ายอาวุธปืนในขณะนั้นอยู่กับบุคคลใด ในคดีนี้จำเลยเป็นผู้ขับรถกระบะของนายสุนทรทิพย์ โดยนายสุนทรทิพย์ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนนำปืนของตนติดตัวมาด้วยและเก็บไว้ในรถกระบะ ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นถึงการมีอยู่ของอาวุธปืนดังกล่าวในช่วงที่เดินทางมายังบ้านผู้เสียหาย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการครอบครอง ควบคุม และเคลื่อนย้ายอาวุธปืนยังเป็นของนายสุนทรทิพย์ผู้เป็นเจ้าของ ไม่อาจถือว่าจำเลยมีเจตนาพาอาวุธปืนในช่วงดังกล่าว ดังนั้นการวินิจฉัยความผิดฐานพาอาวุธปืนต้องพิจารณาความรู้ เจตนา และอำนาจควบคุมอาวุธปืนของผู้กระทำในแต่ละช่วงเวลาเป็นสำคัญ

4. คำถาม

การนำอาวุธปืนจากรถเข้าไปในบ้านของผู้อื่น ถือว่าเป็นการพาอาวุธปืนได้หรือไม่

คำตอบ

การนำอาวุธปืนออกจากรถแล้วเคลื่อนย้ายเข้าไปในบ้านของผู้อื่นอาจเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนได้ หากผู้กระทำเป็นผู้ยึดถือและเคลื่อนย้ายอาวุธปืนด้วยเจตนาของตนเอง โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและไม่มีเหตุสมควร ในคดีนี้ช่วงแรกที่อาวุธปืนยังอยู่ภายในรถกระบะ การครอบครองและควบคุมปืนยังเป็นของเจ้าของปืน แต่ภายหลังจำเลยเดินกลับไปที่รถ นำอาวุธปืนออกจากรถ และเคลื่อนย้ายเข้าไปยังวงสนทนาภายในบ้านของผู้เสียหาย ซึ่งมิใช่บ้านของจำเลยและตั้งอยู่ในเมืองหรือหมู่บ้าน ศาลฎีกาเห็นว่าหากจำเลยไม่นำอาวุธปืนออกจากรถ ปืนก็ยังคงอยู่ภายในรถและไม่อาจถูกนำมาใช้เป็นภยันตรายต่อผู้อื่นในเหตุการณ์นั้น การที่จำเลยนำปืนออกจากรถแล้วนำเข้าไปในบ้านจึงเป็นการกระทำช่วงใหม่ที่มีเจตนาในการยึดถือและเคลื่อนย้ายอาวุธปืนด้วยตนเอง และเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

5. คำถาม

ยิงปืนในระยะใกล้แต่กระสุนไม่ถูกผู้เสียหาย ถือว่าเป็นพยายามฆ่าเสมอไปหรือไม่

คำตอบ

การใช้อาวุธปืนยิงในระยะใกล้ไม่ได้ทำให้ถือได้โดยอัตโนมัติว่าผู้ยิงมีเจตนาฆ่า เพราะความผิดฐานพยายามฆ่าต้องพิสูจน์เจตนาฆ่าจากพฤติการณ์ทั้งหมดของคดี ในคดีนี้จำเลยกับผู้เสียหายเป็นเพื่อนกันมาประมาณ 10 ปี มูลเหตุพิพาทเกิดจากการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อรถ เมื่อเกิดเหตุจำเลยกับผู้เสียหายอยู่ห่างกันในระยะใกล้มาก หากจำเลยต้องการเอาชีวิตผู้เสียหายย่อมสามารถยิงให้ถูกได้ไม่ยาก แต่กระสุนที่จำเลยยิง 2 นัดไม่ถูกผู้เสียหาย และหลังยิงแล้วจำเลยลดอาวุธปืนลง ทั้งที่ยังมีกระสุนเหลืออยู่และผู้เสียหายยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ศาลฎีกาจึงเห็นว่ายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าหรือเพียงต้องการยิงข่มขู่ เมื่อพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่อาจพิสูจน์เจตนาฆ่าให้ปราศจากความสงสัย ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยและยกฟ้องความผิดฐานพยายามฆ่า 

หลักกฎหมายและมาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371

มาตรา 371 เป็นบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุสมควร หรือพาไปในชุมนุมชนที่จัดให้มีขึ้นเพื่อนมัสการ การรื่นเริง หรือการอื่นใด โดยในคดีนี้ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่ามีอาวุธปืนอยู่ในรถหรืออยู่ใกล้ตัวจำเลยเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาพฤติการณ์เกี่ยวกับความรู้ เจตนา การครอบครอง การควบคุม และการเคลื่อนย้ายอาวุธปืนของจำเลยในแต่ละช่วงของเหตุการณ์

ช่วงแรก จำเลยเดินทางไปหานายสุนทรทิพย์และเล่าเรื่องข้อพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายให้ฟัง จากนั้นชวนนายสุนทรทิพย์ไปที่บ้านผู้เสียหาย โดยจำเลยเป็นผู้ขับรถกระบะของนายสุนทรทิพย์และนายสุนทรทิพย์นั่งโดยสารไปด้วย นายสุนทรทิพย์ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนเป็นผู้นำอาวุธปืนติดตัวมาและเก็บไว้ภายในรถกระบะของตน

ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นถึงการมีอยู่ของอาวุธปืนนั้นหรือไม่ ศาลฎีกาจึงพิจารณาว่าในช่วงเวลาดังกล่าว การครอบครอง การควบคุม และการเคลื่อนย้ายอาวุธปืนยังคงเป็นของนายสุนทรทิพย์ผู้เป็นเจ้าของ แม้จำเลยจะเป็นผู้ขับรถกระบะที่มีอาวุธปืนอยู่ภายในรถ ก็ยังไม่อาจถือว่าจำเลยมีเจตนาที่จะพาอาวุธปืน การกระทำในช่วงนี้จึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

แต่เมื่อเกิดการโต้เถียงกันแล้ว จำเลยเดินกลับไปยังรถกระบะและนำอาวุธปืนออกจากรถ พฤติการณ์ทางกฎหมายเปลี่ยนแปลงไป เพราะจำเลยได้เข้ายึดถือและควบคุมอาวุธปืนด้วยตนเอง จากนั้นจำเลยนำอาวุธปืนเคลื่อนที่ออกจากรถกระบะซึ่งจอดอยู่บริเวณหน้าบ้านเกิดเหตุ เข้าไปยังวงสนทนาภายในบ้านของผู้เสียหาย

ศาลฎีกาพิจารณาว่า หากจำเลยไม่นำอาวุธปืนออกจากรถ อาวุธปืนก็จะยังคงอยู่ภายในรถและไม่อาจถูกนำมาใช้เป็นภยันตรายต่อผู้อื่นได้ แต่จำเลยกลับนำอาวุธปืนออกจากรถและเคลื่อนย้ายเข้าไปในบ้านเกิดเหตุ ซึ่งมิใช่บ้านของจำเลย แต่เป็นบ้านของผู้อื่นซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหรือหมู่บ้าน การกระทำในช่วงนี้จึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหรือหมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

หลักสำคัญจากการใช้มาตรา 371 ในคดีนี้จึงอยู่ที่การพิจารณาการกระทำเป็นแต่ละช่วง ไม่อาจถือเพียงว่าบุคคลเป็นผู้ขับรถที่มีอาวุธปืนอยู่ภายในรถแล้วสรุปทันทีว่าบุคคลนั้นเป็นผู้พาอาวุธปืน แต่ต้องพิจารณาว่าบุคคลนั้นรู้ถึงการมีอยู่ของอาวุธปืนหรือไม่ มีเจตนาควบคุมหรือเคลื่อนย้ายอาวุธปืนหรือไม่ และในช่วงใดที่บุคคลนั้นเข้ายึดถือและนำอาวุธปืนเคลื่อนย้ายด้วยเจตนาของตนเอง

พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7

มาตรา 7 เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับการควบคุมการมีและใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน โดยคดีนี้มีประเด็นโดยตรงว่าจำเลยซึ่งไม่ได้เป็นเจ้าของอาวุธปืนและไม่ได้รับใบอนุญาต แต่หยิบอาวุธปืนของบุคคลอื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมายมาใช้เพียงชั่วขณะ จะถือว่าจำเลยมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองหรือไม่

ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่พิจารณาประกอบคำนิยามคำว่า “มี” ตามมาตรา 4 (6) ซึ่งหมายความถึงการมีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง และวางหลักว่า เมื่อคำว่า “มีไว้ในครอบครอง” ไม่มีบทบัญญัติให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ ต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา ไม่อาจนำหลักกฎหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ เนื่องจากการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองเป็นการกระทำที่กฎหมายกำหนดเป็นความผิดอาญา จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด

นอกจากนั้น การพิจารณาว่าบุคคลมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาเจตนาภายในอันเป็นองค์ประกอบของการกระทำด้วย

ในคดีนี้ เมื่อเกิดการโต้เถียง จำเลยลุกออกจากวงสนทนา เดินไปยังรถกระบะ แล้วนำอาวุธปืนของนายสุนทรทิพย์มาใช้ยิงข่มขู่ผู้เสียหาย การกระทำดังกล่าวแสดงว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนแล้ว

ดังนั้น การหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งานโดยยึดถืออาวุธปืนนั้นเพื่อตน แม้เป็นเพียงชั่วขณะเดียว ก็ถือเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตนได้ แม้เจ้าของอาวุธปืนซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนจะอยู่ร่วมในสถานที่เกิดเหตุ และแม้ผู้หยิบอาวุธปืนไม่มีเจตนายึดถืออาวุธปืนนั้นอย่างเป็นเจ้าของก็ตาม

สาระสำคัญของมาตรา 7 ที่ปรากฏจากคดีนี้จึงแสดงให้เห็นว่า ความรับผิดไม่ได้จำกัดเฉพาะบุคคลที่เป็นเจ้าของปืนหรือครอบครองปืนเป็นเวลานาน การเข้ายึดถือปืนของบุคคลอื่นเพื่อใช้ประโยชน์เพื่อตน แม้เกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ก็อาจเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายได้

พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง

มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาความผิดดังกล่าวควบคู่กับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371

ประเด็นสำคัญของการพิจารณาคือ ต้องแยกการเดินทางช่วงแรกออกจากการกระทำในช่วงที่จำเลยนำอาวุธปืนออกจากรถ

ในช่วงแรก นายสุนทรทิพย์เจ้าของอาวุธปืนเป็นผู้นำปืนติดตัวมาและเก็บไว้ในรถของตน แม้จำเลยเป็นผู้ขับรถ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นถึงการมีอยู่ของปืน การครอบครอง ควบคุม และเคลื่อนย้ายอาวุธปืนจึงยังเป็นของเจ้าของปืน จำเลยยังไม่มีเจตนาพาอาวุธปืน

แต่เมื่อจำเลยเดินกลับไปที่รถแล้วนำอาวุธปืนออกมา จำเลยได้เข้าควบคุมอาวุธปืนด้วยตนเองและนำปืนเคลื่อนที่จากรถเข้าไปยังวงสนทนาภายในบ้านผู้เสียหาย ซึ่งไม่ใช่บ้านของจำเลยและตั้งอยู่ในเมืองหรือหมู่บ้าน พฤติการณ์ดังกล่าวจึงเข้าองค์ประกอบของการพาอาวุธปืนตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัย

ข้อวินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่า การพิจารณาความผิดฐานพาอาวุธปืนต้องให้ความสำคัญกับเจตนาและการควบคุมอาวุธปืน ไม่ใช่พิจารณาเพียงว่าปืนถูกเคลื่อนที่จากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่งเท่านั้น บุคคลซึ่งไม่รู้ว่ามีปืนของผู้อื่นอยู่ในรถย่อมมีสถานะทางกฎหมายแตกต่างจากบุคคลที่ทราบถึงการมีอยู่ของปืน แล้วหยิบปืนนั้นขึ้นมายึดถือและเคลื่อนย้ายด้วยตนเอง

พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม

มาตรา 72 วรรคสาม เป็นบทกำหนดโทษที่สัมพันธ์กับการฝ่าฝืนบทบัญญัติเกี่ยวกับการมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งศาลชั้นต้นนำมาใช้ลงโทษจำเลย และศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยมีความผิดตามมาตราดังกล่าวประกอบกับมาตรา 7

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และเนื่องจากทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ จึงลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน

แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยในความผิดฐานนี้ แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า การที่จำเลยหยิบอาวุธปืนของนายสุนทรทิพย์มาใช้ยิงข่มขู่ผู้เสียหายเป็นการยึดถืออาวุธปืนเพื่อตนและแสดงถึงเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืน จึงเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง แม้จะเป็นเพียงชั่วขณะเดียว

ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้จำเลยมีความผิดตามมาตรา 7 และมาตรา 72 วรรคสาม และสำหรับโทษความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง

มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง เป็นบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานพาอาวุธปืนตามมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง ซึ่งในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดเมื่อจำเลยนำอาวุธปืนออกจากรถกระบะและเคลื่อนย้ายเข้าไปในบ้านของผู้เสียหาย

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยความผิดฐานพาอาวุธปืนว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 โดยกำหนดโทษจำคุก 6 เดือน และลดโทษหนึ่งในสามตามมาตรา 78 คงจำคุก 4 เดือน

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้ยกฟ้องความผิดฐานนี้ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าต้องแยกพฤติการณ์ออกเป็นสองช่วง ช่วงที่จำเลยขับรถมายังบ้านผู้เสียหายโดยไม่ปรากฏว่ารู้ว่ามีปืนอยู่ในรถนั้นยังไม่เป็นการพาอาวุธปืนของจำเลย แต่ช่วงที่จำเลยกลับไปนำปืนออกจากรถแล้วเคลื่อนย้ายเข้าไปในบ้านผู้เสียหายเป็นการกระทำของจำเลยโดยตรง

เมื่อบ้านเกิดเหตุไม่ใช่บ้านของจำเลย แต่เป็นบ้านของบุคคลอื่นซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหรือหมู่บ้าน การนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานที่ดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรจึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืน ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้จำเลยมีความผิดตามมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง และมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 และให้ใช้โทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

สาระสำคัญของกฎหมายทั้งหมดในคดีนี้

หลักกฎหมายที่เป็นแก่นของคดีสามารถแยกได้เป็นสองส่วนสำคัญ ส่วนแรกคือ “การมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง” ซึ่งต้องพิจารณาว่าผู้กระทำได้เข้ายึดถืออาวุธปืนเพื่อตนและมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของปืน ไม่จำเป็นต้องมีเจตนาเอาปืนเป็นของตน และไม่จำเป็นต้องครอบครองเป็นเวลานาน การหยิบปืนของผู้อื่นมาใช้งานเพียงชั่วขณะก็อาจเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองได้

ส่วนที่สองคือ “การพาอาวุธปืน” ซึ่งต้องพิจารณาความรู้ เจตนา การควบคุม และการเคลื่อนย้ายปืนในแต่ละช่วงของเหตุการณ์ การเป็นผู้ขับรถที่เจ้าของปืนนำปืนของตนติดตัวมาโดยไม่ปรากฏว่าผู้ขับรู้ว่ามีปืนอยู่ ยังไม่ทำให้ผู้ขับเป็นผู้พาอาวุธปืน แต่เมื่อบุคคลนั้นทราบถึงปืน เข้ายึดถือ และนำปืนเคลื่อนย้ายด้วยตนเอง การกระทำในช่วงดังกล่าวอาจเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนได้

ผลที่สุด ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง มาตรา 72 วรรคสาม และมาตรา 72 ทวิ วรรคสอง รวมทั้งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 แต่ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น สำหรับโทษความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากส่วนที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8  

บทสรุป

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนว่า การพิจารณาความรับผิดไม่ได้ขึ้นอยู่เพียงว่าอาวุธปืนเป็นของบุคคลใด หรือผู้กระทำถืออาวุธปืนนานเพียงใด แต่ต้องพิจารณาการยึดถือ การควบคุม การนำไปใช้ประโยชน์ และเจตนาของผู้กระทำในแต่ละช่วงเวลาเป็นสำคัญ

กรณีการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่วินิจฉัยว่า เมื่อบุคคลหยิบอาวุธปืนของผู้อื่นมาเพื่อใช้งานและยึดถือเพื่อตน โดยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้น แม้จะเป็นการยึดถือเพียงชั่วขณะเดียว ก็ถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของอาวุธปืน ไม่จำเป็นต้องมีเจตนาเอาอาวุธปืนเป็นของตน และแม้เจ้าของอาวุธปืนซึ่งมีใบอนุญาตโดยถูกต้องจะอยู่ร่วมในสถานที่เกิดเหตุ ก็ไม่ทำให้ผู้ที่นำอาวุธปืนมาใช้โดยไม่มีใบอนุญาตพ้นจากความรับผิด

ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืน ต้องพิจารณาความรู้และเจตนาของผู้กระทำประกอบกับการครอบครอง ควบคุม และเคลื่อนย้ายอาวุธปืนในแต่ละช่วงของเหตุการณ์ การที่บุคคลเป็นผู้ขับรถซึ่งมีอาวุธปืนของผู้โดยสารอยู่ภายในรถ โดยไม่ปรากฏว่าผู้ขับทราบว่ามีอาวุธปืนอยู่ ยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าผู้ขับเป็นผู้พาอาวุธปืน แต่เมื่อบุคคลนั้นทราบถึงการมีอยู่ของอาวุธปืน แล้วนำอาวุธปืนออกจากรถและเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่อื่นด้วยตนเอง ย่อมต้องพิจารณาความรับผิดฐานพาอาวุธปืนจากการกระทำในช่วงนั้นต่างหาก

คดีนี้ยังมีหลักสำคัญเกี่ยวกับเจตนาฆ่า แม้จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิงในระยะใกล้ แต่การจะลงโทษในความผิดฐานพยายามฆ่าต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าโดยปราศจากความสงสัยตามสมควร ศาลต้องพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมด ทั้งความสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี มูลเหตุแห่งการกระทำ ระยะยิง จำนวนครั้งที่ยิง ผลของการยิง โอกาสที่จะยิงซ้ำ ตลอดจนพฤติการณ์ก่อนและหลังเกิดเหตุ

เมื่อคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยกับผู้เสียหายเป็นเพื่อนกันมาประมาณ 10 ปี มูลเหตุพิพาทเป็นเรื่องการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อรถ จำเลยอยู่ในระยะที่สามารถยิงผู้เสียหายให้ถูกได้โดยง่าย แต่กระสุนไม่ถูกผู้เสียหาย และจำเลยไม่ได้ยิงซ้ำทั้งที่ยังมีกระสุนและมีโอกาสยิงอีก ศาลฎีกาจึงเห็นว่ายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าหรือเพียงต้องการยิงข่มขู่ และยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

อย่างไรก็ตาม การที่จำเลยได้รับยกฟ้องในความผิดฐานพยายามฆ่า ไม่ทำให้ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนสิ้นไปด้วย เพราะแต่ละฐานความผิดมีองค์ประกอบแตกต่างกัน เมื่อข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่าจำเลยนำอาวุธปืนของผู้อื่นมาใช้โดยไม่มีใบอนุญาต และนำอาวุธปืนออกจากรถเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายโดยไม่มีเหตุสมควร ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง มาตรา 72 วรรคสาม มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371

สาระสำคัญที่สุดของคดีจึงอยู่ที่ว่า “การครอบครองอาวุธปืนไม่จำเป็นต้องครอบครองอย่างเจ้าของหรือครอบครองเป็นเวลานาน” และ “ความผิดฐานพาอาวุธปืนต้องพิจารณาความรู้ เจตนา และการควบคุมอาวุธปืนในแต่ละช่วงเวลา” หลักทั้งสองประการนี้เป็นแนวทางสำคัญในการวินิจฉัยคดีที่บุคคลนำอาวุธปืนของผู้อื่นมาใช้ หรือมีอาวุธปืนของผู้อื่นอยู่ในยานพาหนะ ซึ่งต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ไม่อาจสรุปความรับผิดจากความเป็นเจ้าของอาวุธปืนหรือการปรากฏตัวอยู่ใกล้อาวุธปืนเพียงอย่างเดียวได้ 

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7724/2568 

พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4 (6) ให้คำนิยาม คำว่า "มี" หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครอง แต่ไม่หมายถึงการที่อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายและตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัตินี้เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสิ่งที่ว่านี้มิให้สูญหาย เมื่อคำว่า "มีไว้ในครอบครอง" มิได้มีบทบัญญัติให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา ไม่อาจนำเอาหลักกฎหมายทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาใช้ได้ เนื่องจากการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นการกระทำความผิดอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัด การพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาภายในอันเป็นองค์ประกอบความผิดของการกระทำเป็นสำคัญด้วย การที่จำเลยลุกออกจากวงสนทนาขณะเกิดการโต้เถียง แล้วเดินไปที่รถกระบะนำอาวุธปืนของ ส. ออกยิงข่มขู่ผู้เสียหายนั้น ถือว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นแล้ว ฉะนั้นการหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งาน โดยยึดถืออาวุธปืนดังกล่าวเพื่อตนแม้เป็นเพียงชั่วขณะเดียว โดยมีเจ้าของอาวุธปืนผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนอยู่ร่วมด้วยในที่เกิดเหตุก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตน อันเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว แม้จำเลยไม่มีเจตนายึดถืออาวุธปืนนั้นโดยเจตนาอย่างเป็นเจ้าของก็ตาม

เมื่อจำเลยเดินทางไปหา ส. และเล่าเหตุพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายให้ฟัง พร้อมทั้งชวน ส. ไปที่บ้านผู้เสียหาย โดยจำเลยขับรถกระบะของ ส. มี ส. นั่งโดยสาร ส. ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนได้นำอาวุธปืนติดตัวมาด้วยโดยเก็บไว้ในรถกระบะของตน ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นถึงการมีอยู่ของอาวุธปืนนั้นไว้หรือไม่ การครอบครอง ควบคุม และเคลื่อนย้ายอาวุธปืนยังเป็นของ ส. ผู้เป็นเจ้าของ ไม่อาจถือว่าจำเลยมีเจตนาที่จะพาอาวุธปืน จึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

หลังจากนั้นหากจำเลยไม่นำอาวุธปืนออกจากรถกระบะซึ่งจอดภายในรั้วบ้านของผู้เสียหายเข้ามาที่วงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ อาวุธปืนก็คงอยู่ภายในรถกระบะ ไม่อาจนำมาใช้เป็นภยันตรายต่อผู้อื่นได้ การที่จำเลยกลับไปนำอาวุธปืนเคลื่อนที่ออกจากรถกระบะที่จอดหน้าบ้านเกิดเหตุเข้ามาในวงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ ซึ่งไม่ใช่บ้านของจำเลย แต่เป็นบ้านของผู้อื่นซึ่งตั้งอยู่ในเมือง หรือหมู่บ้านแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน โดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 12 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น คงจำคุก 8 ปี ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 8 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 8 ปี 12 เดือน ริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุจำเลย ผู้เสียหาย และนายสุนทรทิพย์ เป็นเพื่อนกันมาประมาณ 10 ปี ก่อนเกิดเหตุจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถกระบะจากบริษัทผู้ให้เช่าซื้อแทนผู้เสียหาย เนื่องจากผู้เสียหายเป็นบุคคลที่ไม่มีความน่าเชื่อถือทางการเงิน ไม่สามารถเช่าซื้อรถเองได้ โดยตกลงกันว่าผู้เสียหายจะเป็นคนผ่อนชำระค่าเช่าซื้อเอง ต่อมาผู้เสียหายผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อประมาณ 6 งวด ทำให้บริษัทผู้ให้เช่าซื้อมีหนังสือทวงถามมายังจำเลย จำเลยทวงถามผู้เสียหายแต่ผู้เสียหายเพิกเฉย วันเกิดเหตุเวลากลางวันจำเลยไปปรึกษากับนายสุนทรทิพย์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ต่อมาเวลาประมาณ 19 นาฬิกา จำเลยขับรถกระบะของนายสุนทรทิพย์ โดยมีนายสุนทรทิพย์นั่งข้างคนขับไปที่บ้านของผู้เสียหาย เมื่อไปถึงจำเลยใช้ให้นายคมกฤษ บุตรเลี้ยงผู้เสียหายไปซื้อสุรามา 1 ขวด ระหว่างที่จำเลย ผู้เสียหาย และนายสุนทรทิพย์ร่วมกันนั่งดื่มสุรา จำเลยบอกให้ผู้เสียหายนำรถกระบะที่ผู้เสียหายใช้ชื่อของจำเลยในการทำสัญญาเช่าซื้อไปคืนโดยเร็ว เพราะจำเลยถูกบริษัทผู้ให้เช่าซื้อทวงถามแล้ว จากนั้นจำเลยกับผู้เสียหายเกิดโต้เถียงกัน จำเลยลุกขึ้นจากเก้าอี้ที่นั่งแล้วเดินออกไปจากวงสุราครู่หนึ่งจึงเดินกลับมานั่งที่เดิม หลังจากนั้นจำเลยใช้อาวุธปืนพกรีวอลเวอร์ ขนาด .38 เครื่องหมายทะเบียน กท 504XXXX ซึ่งเป็นของนายสุนทรทิพย์ ยิงออกไป 2 นัด นายคมกฤษซึ่งนั่งอยู่ใกล้ ๆ วงสุราใช้ท่อนไม้ตีท้ายทอยของจำเลย ทำให้จำเลยทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้นบ้าน นายคมกฤษกับนายสุนทรทิพย์เข้ายื้อแย่งอาวุธปืน ทำให้กระสุนปืนลั่นขึ้น 2 ถึง 3 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณท้ายทอยของนายคมกฤษ นายคมกฤษผลักนายสุนทรทิพย์จนล้มลงนอนหงายบนพื้นบ้าน เมื่อนายคมกฤษแย่งอาวุธปืนของกลางจากมือนายสุนทรทิพย์ได้ จึงใช้ด้ามอาวุธปืนของกลางตีศีรษะนายสุนทรทิพย์ 2 ครั้ง จากนั้นนายคมกฤษนำอาวุธปืนดังกล่าวไปโยนทิ้งบริเวณพงหญ้าข้างบ้านที่เกิดเหตุ เวลาประมาณ 21 นาฬิกา ร้อยตำรวจเอกอดิศักดิ์ ได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุว่ามีเหตุยิงกัน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบแล้วเดินทางไปยังที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านชั้นเดียว โครงหลังคาเหล็ก หน้าบ้านเปิดโล่ง จุดเกิดเหตุอยู่บริเวณลานกลางบ้าน ไม่มีฝาผนังกั้น พบรอยคราบเลือด 2 จุด บริเวณที่จำเลยและนายสุนทรทิพย์นั่งพบรอยกระสุนที่ตู้กับข้าวที่อยู่เยื้องไปประมาณ 2 ถึง 3 เมตร ทางด้านหลังที่นั่งของผู้เสียหาย ตรวจพบหัวกระสุนรวม 2 หัว ในบริเวณใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ จัดทำบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาไว้ เมื่อไปถึงทราบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ คือนายคมกฤษ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทุ่งสงแล้ว มีบาดแผลกระสุนปืนทางเข้ารูปร่างกลม เส้นผ่านศูนย์กลางยาว 1 เซนติเมตร บริเวณหนังศีรษะด้านซ้าย และทะลุออกหนังศีรษะด้านหลัง เป็นบาดแผลกระสุนปืนทางออกรูปร่างรี เส้นผ่านศูนย์กลาง 1 เซนติเมตร ไม่พบเขม่าดินปืนรอบแผล ไม่มีกะโหลกศีรษะแตก พบอาวุธปืนสั้น ขนาด .38 ยี่ห้อ SMITH & WESSON สีสเตนเลส ความยาวลำกล้อง 2 นิ้ว เครื่องหมายทะเบียน กท 504XXXX จำนวน 1 กระบอก มีคราบเลือดติดอยู่ที่ตัวปืน ที่บริเวณพื้นดินภายในสวนปาล์มข้างบ้าน เจ้าพนักงานตำรวจถ่ายรูปไว้ และพบกระสุนปืน ขนาด .38 จำนวน 15 นัด อยู่ในกระเป๋าสะพายแบบมีซิป สีน้ำเงินดำ ที่วางอยู่บริเวณเบาะที่นั่งข้างคนขับภายในรถกระบะตอนครึ่ง ยี่ห้ออีซูซุ สีเทา หมายเลขทะเบียน ผจ XXXX นครศรีธรรมราช ซึ่งจอดอยู่บริเวณหน้าบ้านที่เกิดเหตุ วันที่ 30 ธันวาคม 2563 ร้อยตำรวจเอกเริงชัย พนักงานสอบสวน จัดทำแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุไว้ ถ่ายรูปสถานที่เกิดเหตุและอาวุธปืนที่ตรวจยึดได้ไว้ จัดให้บุคคลนั่งในตำแหน่งเดียวกันกับขณะเกิดเหตุ และถ่ายรูปไว้ โดยให้จำเลยลงลายมือชื่อรับรองไว้ในฐานะผู้ต้องหา จากนั้นส่งอาวุธปืน กระสุนปืน ปลอกกระสุนปืน และหัวกระสุนปืนของกลางไปตรวจพิสูจน์ ผลการตรวจพิสูจน์พบว่า ปลอกกระสุนปืนและหัวกระสุนปืนของกลางที่พบในที่เกิดเหตุ ใช้ยิงมาจากอาวุธปืนของกลางที่ตรวจยึดได้ ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 ตรวจสอบแล้วไม่พบชื่อจำเลยในฐานข้อมูลทะเบียนอาวุธปืน ตามหนังสือแจ้งตรวจสอบทะเบียนอาวุธปืน ลงวันที่ 23 เมษายน 2564 และข้อมูลทะเบียนอาวุธปืน วันที่ 31 ธันวาคม 2563 จับกุมจำเลยได้ตามหมายจับลงวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาในทำนองว่า จำเลยมีเจตนายิงปืนเพื่อขู่ผู้เสียหายเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย เห็นว่า ทางพิจารณาโจทก์นำสืบฟังได้ว่า จำเลย ผู้เสียหายและนายสุนทรทิพย์เป็นเพื่อนกันมานานประมาณ 10 ปี จำเลยกับนายสุนทรทิพย์มักมาหาผู้เสียหายที่บ้านเป็นประจำเกือบทุกวัน แสดงว่าผู้เสียหายกับจำเลยมีความสนิทสนมกัน และจำเลยไว้เนื้อเชื่อใจผู้เสียหายถึงขนาดที่จำเลยยินยอมทำสัญญาเช่าซื้อรถกระบะแทนผู้เสียหาย ส่วนสาเหตุที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงในคดีนี้มาจากเหตุที่ผู้เสียหายผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อ เป็นเหตุให้จำเลยถูกบริษัทผู้ให้เช่าซื้อติดตามทวงถามให้ชำระหนี้ วันเกิดเหตุจำเลยตั้งใจจะไปเจรจาและทวงถามให้ผู้เสียหายจ่ายค่าเช่าซื้อและคืนรถกระบะให้แก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อเท่านั้น ไม่ใช่เหตุร้ายแรงถึงขนาดที่จำเลยจะต้องเอาชีวิตผู้เสียหายทั้งเมื่อไปถึงจำเลยก็ไม่ได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียหายในทันที แต่กลับนั่งดื่มสุราร่วมกันก่อนแล้วจึงค่อยพูดคุยเรื่องรถกระบะที่จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อแทนผู้เสียหายเป็นเหตุให้มีการโต้เถียงกัน และนำไปสู่การใช้อาวุธปืนยิงในที่สุด เมื่อพิจารณาจากลักษณะการนั่งร่วมวงดื่มสุรากันระหว่างจำเลย ผู้เสียหาย และนายสุนทรทิพย์ นั้น เห็นได้ว่า เป็นการนำลังไม้รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีด้านยาวประมาณ 1.5 เมตร มาใช้แทนโต๊ะ จำเลยนั่งเก้าอี้บริเวณริมขอบลังไม้ทางด้านกว้าง นายสุนทรทิพย์นั่งเก้าอี้หันหน้าเข้าหาลังไม้ทางด้านยาวตรงกึ่งกลาง ส่วนผู้เสียหายนั่งอยู่บนลังไม้ฝั่งตรงข้ามสูงกว่าจำเลย ลักษณะกึ่งหันข้างให้จำเลย เป็นการนั่งแบบใกล้ชิด ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายมีระยะห่างกันประมาณ 2 ช่วงแขนเท่านั้น หากจำเลยยื่นมือที่ถือปืนเหยียดตรงออกไปปลายกระบอกปืนกับตัวผู้เสียหายน่าจะห่างกันไม่เกิน 1 ช่วงแขน ถึงแม้ปืนที่จำเลยใช้จะเป็นปืนที่มีลำกล้องสั้นแต่ระยะ 1 ช่วงแขน แทบจะเรียกว่าจ่อยิงได้แล้ว จำเลยสามารถยิงเอาชีวิตผู้เสียหายได้ไม่ยากหากประสงค์จะเอาชีวิตผู้เสียหาย ทั้งปรากฏจากทางนำสืบโจทก์ว่า ขณะที่จำเลยเล็งปืนแล้วยิงนั้น ผู้เสียหายไม่ได้หลบ โดยผู้เสียหายเบิกความอ้างว่า เหตุที่ไม่ได้หลบเพราะไม่คิดว่าจำเลยจะยิงจริง สอดคล้องกับที่นางอารีย์ ภริยาผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนั้น ผู้เสียหายนั่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้หลบ ซึ่งพฤติกรรมของผู้เสียหายในข้อนี้ขัดกับสัญชาตญาณในการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ที่น่าจะต้องหลบหลีกภยันตรายต่อชีวิตร่างกาย มิใช่นั่งอยู่กับที่เฉยๆ ดังนั้น การที่ผู้เสียหายไม่หลบ คงนั่งอยู่ที่เดิม จึงน่าเชื่อว่าเป็นเพราะผู้เสียหายเชื่อว่า จำเลยไม่น่าจะยิงตนด้วยเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงเอาปืนออกมาจ้องขู่เท่านั้น ประกอบกับที่นายคมกฤษ บุตรเลี้ยงของผู้เสียหายเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า เห็นจำเลยยิงปืน 2 นัด แล้วลดอาวุธปืนลงวางที่ขา นายคมกฤษจึงหยิบไม้แล้วเข้าไปตีที่ศีรษะจำเลย แสดงว่าก่อนที่นายคมกฤษจะใช้ไม้ตีที่ศีรษะจำเลย เหตุการณ์ยิงได้ยุติลงแล้ว และหลังจากนั้นจึงมีการยื้อแย่งปืนกัน จนเป็นเหตุให้มีปืนลั่นขึ้นอีก 2 ถึง 3 นัด แสดงว่าในลูกโม่ปืนยังคงมีกระสุนปืนอยู่ ดังนั้น หากจำเลยประสงค์ต่อชีวิตของผู้เสียหายจริง จำเลยสามารถยิงซ้ำได้อีกหลายนัด เพราะผู้เสียหายยังคงนั่งอยู่ที่เดิมไม่ได้หลบไปไหน เมื่อพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายที่เป็นเพื่อนสนิทกันมาประมาณ 10 ปี ทั้งเหตุที่ผู้เสียหายทะเลาะกับจำเลยก็เป็นเพียงจำเลยถูกทวงถามจากผู้ให้เช่าซื้อซึ่งยังไม่มีการฟ้องร้องบังคับคดีหรือผู้เสียหายปฏิเสธความรับผิดชอบ ทั้งฝ่ายผู้เสียหายเองต่างเบิกความยืนยันว่ารับปากจำเลยแล้วว่าจะนำรถกระบะไปคืนให้ผู้ให้เช่าซื้อในวันรุ่งขึ้นแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุที่จำเลยต้องมุ่งหมายเอาชีวิตผู้เสียหาย การที่จำเลยจ่อยิงผู้เสียหายในระยะใกล้

แต่กระสุนปืนไม่ถูกผู้เสียหายและไม่ได้ยิงซ้ำอีกทั้งที่ยังมีโอกาส แม้ทิศทางของกระสุนจะพุ่งไปถูกตู้กับข้าวที่วางอยู่เยื้องกับผู้เสียหายที่ด้านหลัง ก็ไม่ใช่เหตุให้สิ้นสงสัยว่าจำเลยจะมิได้มีเจตนาฆ่าผู้เสียหายเมื่อทางนำสืบโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้เสียหายหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อไปตามฎีกาโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรหรือไม่ ทางนำสืบโจทก์มีนายคมกฤช บุตรเลี้ยงของผู้เสียหาย และนางอารีย์ เบิกความในทำนองเดียวกันว่า วันเกิดเหตุนายสุนทรทิพย์และจำเลยขับรถกระบะมาที่บ้านของผู้เสียหาย จากนั้นผู้เสียหาย นายสุนทรทิพย์ และจำเลยร่วมกันดื่มสุราแล้วเกิดการโต้เถียงกันขึ้น จำเลยลุกเดินไปเข้าห้องน้ำที่บริเวณห้องครัวหลังบ้าน 2 ครั้ง พยานทั้งสองทราบจากหลานในวันรุ่งขึ้นว่าเห็นจำเลยใส่กระสุนปืนและชักอาวุธปืนเล่น จากนั้นจำเลยเดินกลับมานั่งและชักอาวุธปืนจากเอวเล็งยิงผู้เสียหาย โดยนายคมกฤษเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านด้วยว่า ไม่เห็นว่าจำเลยพกพาอาวุธปืนมาตั้งแต่ต้นหรือไม่ มาสังเกตเห็นเมื่อจำเลยหยิบอาวุธปืนออกมายิงแล้ว ส่วนผู้เสียหายเบิกความว่าเห็นจำเลยเดินไปเข้าห้องน้ำหลังบ้าน เมื่อกลับก็หยิบอาวุธปืนออกมายิง แต่เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยเดินไปที่รถกระบะและเดินกลับมานั่งที่เดิมโดยหยิบอาวุธปืนออกมาจากรถด้วย คำเบิกความของนายคมกฤษ นางอารีย์ และผู้เสียหาย แม้อยู่ร่วมในที่เกิดเหตุโดยเป็นประจักษ์พยาน แต่กลับไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่าขณะที่จำเลยนำอาวุธปืนออกมาก่อเหตุนั้นเป็นช่วงเวลาใด นายคมกฤษและนางอารีย์รับฟังข้อเท็จจริงว่าเห็นจำเลยบรรจุกระสุนในห้องน้ำจากหลานอีกทอดหนึ่ง ทั้งผู้เสียหายเองก็เบิกความกลับไปกลับมาไม่น่าเชื่อถือ ส่วนจำเลยเบิกความว่า ขณะเดินทางมาจำเลยไม่สังเกตเห็นอาวุธปืนในรถ เพิ่งมาเห็นภายหลังที่เดินกลับมาที่รถเพื่อหยิบบุหรี่ จึงเห็นอาวุธปืนอยู่ในซองหนังและปลายกระบอกโผล่พ้นออกมาวางอยู่บริเวณที่นั่งด้านข้างคนขับ จึงนำมาเหน็บไว้ที่เอว เห็นได้ว่าคำเบิกความของผู้เสียหายเจือสมกับจำเลย จึงมีน้ำหนักมั่นคงน่าเชื่อถือ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยลุกออกจากวงสนทนาเดินกลับไปที่รถกระบะแล้วนำอาวุธปืนออกมาใช้ยิงผู้เสียหาย เมื่อโจทก์นำสืบว่าจำเลยไม่เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ส่วนนายสุนทรทิพย์เคยได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืน ตามข้อมูลทะเบียนอาวุธปืนและมีร้อยตำรวจเอกอดิศักดิ์ พนักงานสอบสวนเบิกความยืนยันว่า อาวุธปืนของกลางเป็นของนายสุนทรทิพย์ สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4 (6) ให้คำนิยาม คำว่า "มี" หมายความว่า มีกรรมสิทธิ์หรือมีไว้ในครอบครองแต่ไม่หมายถึงการที่อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดที่มีไว้โดยชอบด้วยกฎหมายและตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลอื่นซึ่งไม่ต้องห้ามตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัตินี้เท่าที่จำเป็นเพื่อรักษาสิ่งที่ว่านี้มิให้สูญหาย เมื่อคำว่า "มีไว้ในครอบครอง" มิได้มีบทนิยามบัญญัติให้ความหมายไว้เป็นพิเศษ จึงต้องใช้ความหมายตามถ้อยคำธรรมดา ไม่อาจนำเอาหลักกฎหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้ได้ เนื่องจากการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองซึ่งเป็นการกระทำความผิดอาญา ต้องตีความโดยเคร่งครัด ประกอบกับพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มีเจตนารมณ์ในการรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ลดอาชญากรรมที่เกิดจากอาวุธปืนและควบคุมการมีอาวุธปืนและจัดสรรอย่างเป็นระบบ ประกอบกับการพิจารณาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองหรือไม่ ต้องพิจารณาจากเจตนาภายในอันเป็นองค์ประกอบความผิดของการกระทำเป็นสำคัญด้วย การที่จำเลยลุกออกจากวงสนทนาขณะเกิดการโต้เถียง แล้วเดินไปที่รถกระบะนำอาวุธปืนของนายสุนทรทิพย์ยิงข่มขู่ผู้เสียหายนั้น ถือว่าจำเลยมีเจตนาจะใช้ประโยชน์จากอาวุธปืนนั้นแล้ว ฉะนั้นการหยิบอาวุธปืนมาเพื่อใช้งาน โดยยึดถืออาวุธปืนดังกล่าวเพื่อตน แม้เป็นเพียงชั่วขณะเดียว โดยมีเจ้าของอาวุธปืนผู้ได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้อาวุธปืนอยู่ร่วมในที่เกิดเหตุด้วยก็ตาม ก็ถือว่าเป็นการมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองของตน อันเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตแล้ว แม้จำเลยไม่มีเจตนายึดถืออาวุธปืนนั้นโดยเจตนาอย่างเป็นเจ้าของก็ตาม ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น

สำหรับความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรนั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยเดินทางไปหานายสุนทรทิพย์และเล่าเหตุพิพาทระหว่างจำเลยกับผู้เสียหายให้ฟัง พร้อมทั้งชวนนายสุนทรทิพย์ไปที่บ้านผู้เสียหาย โดยจำเลยเป็นผู้ขับรถกระบะของนายสุนทรทิพย์ มีนายสุนทรทิพย์นั่งโดยสารนายสุนทรทิพย์ซึ่งเป็นเจ้าของอาวุธปืนได้นำอาวุธปืนติดตัวมาด้วย โดยเก็บอาวุธปืนไว้ในรถกระบะของตน ไม่ปรากฏว่าจำเลยรู้เห็นถึงการมีอยู่ของอาวุธปืนนั้นไว้หรือไม่ การครอบครอง ควบคุมและเคลื่อนย้ายอาวุธปืนยังเป็นของนายสุนทรทิพย์ผู้เป็นเจ้าของ การกระทำของจำเลยส่วนนี้ไม่อาจถือว่าจำเลยมีเจตนาที่จะพาอาวุธปืนดังกล่าว จึงไม่เป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร อย่างไรก็ตามพฤติการณ์หลังจากนั้นเห็นได้ว่า หากจำเลยไม่นำอาวุธปืนออกจากรถกระบะซึ่งจอดภายในรั้วบ้านของผู้เสียหายเข้ามาที่วงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ อาวุธปืนก็คงอยู่ภายในรถกระบะ ไม่อาจนำมาใช้เป็นภยันตรายต่อสู้ผู้อื่นได้ แต่การที่จำเลยนำอาวุธปืนเคลื่อนที่ออกจากรถกระบะที่จอดหน้าบ้านเกิดเหตุเข้ามาในวงสนทนาในบ้านเกิดเหตุ ซึ่งไม่ใช่บ้านของจำเลย แต่เป็นบ้านของผู้อื่นซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหรือหมู่บ้านแล้ว การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ยกฟ้องโจทก์สำหรับความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น สำหรับโทษความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8.

มีอาวุธปืนไว้ในครอบครอง, ครอบครองอาวุธปืน,




อาวุธปืน

อาวุธปืนของผู้อื่นมีใบอนุญาต แต่ครอบครองเองผิดกฎหมายหรือไม่ ศาลสั่งริบได้หรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.อาวุธปืน
การริบอาวุธปืนของกลางเมื่อศาลยกฟ้อง ปัญหาคำสั่งเกี่ยวกับทรัพย์สินที่กฎหมายห้ามมีไว้ในครอบครอง
การบังคับใช้กฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลยในคดีอุทยานแห่งชาติและอาวุธปืน
(ฎีกา 2802/2567) – ปืนแบลงค์กันไม่ใช่อาวุธปืน, ยกฟ้องจำเลย อ่านสรุปง่าย
ผู้จัดการมรดก, คดีอาวุธปืนกับการรู้เห็นเป็นใจของผู้จัดการมรดก, ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิร้องขอคืนอาวุธปืนของกลาง
อาวุธปืนมีทะเบียนจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิด
เครื่องกระสุนปืนใช้ผิดกระบอก