
| (ฎีกา 2802/2567) ปืนแบลงค์กันไม่ใช่อาวุธปืน, ยกฟ้องจำเลย อ่านสรุปง่าย
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความทางกฎหมายว่าปืน “แบลงค์กัน” (Blank Gun) จะถือเป็น “อาวุธปืน” ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ หรือไม่ โดยแม้จำเลยจะรับสารภาพว่าครอบครองและพกพาปืนดังกล่าว แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แบลงค์กันไม่มีอานุภาพส่งกระสุนจริงออกจากลำกล้อง จึงไม่ใช่อาวุธปืนตามมาตรา 4 (1) แต่เป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง และมีคำพิพากษา
ข้อเท็จจริงของคดี • โจทก์ฟ้องจำเลยว่าครอบครอง พกพา และยิงปืนแบลงค์กันโดยไม่ได้รับอนุญาต อ้างว่าปืนดังกล่าวเป็นอาวุธปืนตามกฎหมาย • จำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิด ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน 10 วัน ก่อนลดโทษเหลือ 9 เดือน 5 วัน • จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่าควรมีการไต่สวนเพิ่มเติมเรื่องลักษณะปืนแบลงค์กันว่าจัดเป็นอาวุธปืนจริงหรือไม่ • ผลการตรวจพบว่าแบลงค์กันไม่สามารถยิงกระสุนจริงได้ เพียงก่อให้เกิดเสียงและเปลวไฟ จึงไม่ใช่อาวุธปืน แต่เป็นสิ่งเทียมอาวุธปืน • ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง • โจทก์ฎีกา แต่ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์
ประเด็นปัญหากฎหมาย 1. ปืนแบลงค์กันเข้าข่าย “อาวุธปืน” ตามมาตรา 4 (1) หรือไม่ 2. หากไม่ใช่อาวุธปืน จะถือเป็น “สิ่งเทียมอาวุธปืน” ตามมาตรา 4 (5) ได้หรือไม่ 3. การรับสารภาพของจำเลยมีผลต่อการวินิจฉัยคดีหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
คำวินิจฉัยของศาล ศาลฎีกาเห็นว่า: • ปืนแบลงค์กันไม่สามารถบรรจุกระสุนจริงหรือส่งหัวกระสุนออกจากลำกล้องได้ • มีเพียงแรงระเบิด เปลวไฟ และเสียงจากดินปืนเท่านั้น จึงไม่เข้าบทนิยาม “อาวุธปืน” ตามมาตรา 4 (1) • ด้วยลักษณะภายนอกที่เหมือนปืนจริง จึงเป็นเพียง “สิ่งเทียมอาวุธปืน” ตามมาตรา 4 (5) • ดังนั้น จำเลยไม่ผิดฐานมีอาวุธปืน พกพาอาวุธปืน หรือยิงปืนโดยใช่เหตุ • พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ยกฟ้องจำเลย
การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย • การตีความคำว่า “อาวุธปืน”: ศาลเน้นว่าต้องสามารถส่ง “หัวกระสุน” ออกจากลำกล้องได้ ไม่ใช่เพียงทำให้เกิดเสียงหรือไฟ • ความสำคัญของ “สิ่งเทียมอาวุธปืน”: แม้จะมีรูปลักษณ์ใกล้เคียง แต่ถ้าไม่สามารถทำอันตรายจริงในลักษณะอาวุธปืน ก็ไม่ถือเป็นอาวุธปืน • ผลทางคดีอาญา: หากจัดเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืน ผู้ครอบครองไม่ต้องรับโทษตามข้อหามีหรือพกพาอาวุธปืน แต่หากใช้ในทางข่มขู่ผู้อื่น อาจเป็นความผิดฐานอื่นได้ • แนววินิจฉัย: คดีนี้เป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ช่วยแยกความต่างระหว่างอาวุธปืนจริงกับปืนจำลอง/แบลงค์กัน
IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา): ปืนแบลงค์กันเข้าข่าย “อาวุธปืน” ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 4 (1) หรือเป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) Rule (บทกฎหมายที่ใช้): • มาตรา 4 (1) พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ – “อาวุธปืน” หมายถึง อาวุธที่สามารถส่งเครื่องกระสุนปืนโดยพลังงาน เช่น การระเบิดหรือแก๊ส • มาตรา 4 (5) – “สิ่งเทียมอาวุธปืน” หมายถึง สิ่งที่มีลักษณะทำให้เข้าใจว่าเป็นอาวุธปืน แต่ไม่สามารถยิงกระสุนได้ Application (การปรับใช้): • ปืนแบลงค์กันไม่สามารถยิงหัวกระสุนจริงได้ มีเพียงเปลวไฟและเสียง • จึงไม่เข้าข่ายอาวุธปืนตามมาตรา 4 (1) • แต่ด้วยลักษณะเหมือนปืนจริง ศาลจึงจัดว่าเป็นสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) Conclusion (ข้อสรุป): ปืนแบลงค์กันไม่ใช่อาวุธปืน จำเลยจึงไม่ผิดตามข้อหามีและพกพาอาวุธปืน พิพากษายกฟ้อง
สรุปข้อคิดทางกฎหมาย •การตีความ “อาวุธปืน” ต้องยึดที่อานุภาพจริง ไม่ใช่เพียงรูปลักษณ์ •แบลงค์กัน แม้เหมือนปืนจริง แต่ไม่สามารถยิงหัวกระสุนได้ จึงไม่ใช่อาวุธปืน •คดีนี้สะท้อนให้เห็นการตีความกฎหมายที่รอบคอบ เพื่อไม่ให้บุคคลถูกลงโทษโดยไม่เข้าหลักกฎหมาย
English Summary The Supreme Court Decision No. 2802/2024 ruled that a “blank gun” is not a firearm under Thai law. Although it resembles a real gun and produces noise and flame, it cannot fire live bullets. Therefore, it is only considered a firearm imitation under Section 4 (5) of the Firearms Act, and the defendant was acquitted.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2802/2567
แม้โจทก์ฟ้องว่า ปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนที่ใช้ยิงทำอันตรายแก่ร่างกายได้ และจำเลยให้การรับสารภาพ และศาลอาจพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่า ปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนตามมาตรา 4 (1) หรือสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ แล้วส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 208 (1) เมื่อศาลชั้นต้นไต่สวนพยานเพิ่มเติมเสร็จแล้ว ศาลฎีกาย่อมรับฟังพยานหลักฐานดังกล่าวได้
เมื่อปืนแบลงค์กันของกลางไม่มีการดัดแปลงลำกล้อง สภาพภายในลำกล้องมีเหล็กแกนขวางไม่อาจส่งกระสุนออกมาจากลำกล้องได้ ไม่สามารถใช้ร่วมกับกระสุนปืนจริงได้ เมื่อยิงกับกระสุนปืนแบลงค์กันมีผลเพียงเกิดเสียง เปลวไฟ แรงระเบิด แรงดัน จากการเผาไหม้ดินดอกไม้เพลิงพุ่งออกมาจากปลายลำกล้องเท่านั้น ไม่มีหัวกระสุนปืนออกจากปากลำกล้อง แสดงให้เห็นจุดประสงค์ในการทำหรือประกอบปืนแบลงค์กันขึ้นโดยมิได้ให้เป็นอาวุธปืนที่ใช้ส่งเครื่องกระสุนปืน โดยประสงค์ใช้ยิงให้เกิดเสียงดังและมีเปลวไฟจากการยิงเท่านั้น หากไม่ได้ยิงในระยะประชิดหรือเป็นรัศมีแรงระเบิดหรือกำลังดันของดินดอกไม้เพลิง ก็ไม่มีอานุภาพรุนแรงที่สามารถทำอันตรายแก่กาย ชีวิต หรือวัตถุได้ ดังเช่นอาวุธปืนทั่วไป จึงไม่เข้าตามบทนิยามคำว่า "อาวุธปืน" ตามมาตรา 4 (1) แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ การมีรูปร่างลักษณะอันน่าจะทำให้คนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นอาวุธปืนโดยสภาพ จึงเป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) แห่ง พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371, 376 ริบอาวุธปืน ซองกระสุนปืน กระสุนปืน และปลอกกระสุนปืนของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371, 376 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนไม่มีเครื่องหมายทะเบียนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน จำคุก 10 วัน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน 5 วัน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนยังไม่เพียงพอแก่การพิจารณาคดีว่าปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนตามมาตรา 4 (1) หรือสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ จึงมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 19 ธันวาคม 2565 ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าว โดยให้หมายเรียกนายทะเบียนอาวุธปืนท้องที่ที่เกิดเหตุมาไต่สวน และให้หมายเรียกปืนแบลงก์กันของกลางมาประกอบการไต่สวนด้วย เสร็จแล้วให้ส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานเพิ่มเติมแล้วนำส่งสำนวนคืนศาลอุทธรณ์ภาค 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องและคืนของกลางแก่จำเลย โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่าปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนตามบทนิยามของคำว่า "อาวุธปืน" ในมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุปืน พ.ศ. 2490 หรือไม่ แม้โจทก์ฟ้องว่าปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนและจำเลยให้การรับสารภาพ ซึ่งศาลอาจพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรและฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตามฟ้องได้โดยไม่ต้องสืบพยานหลักฐานต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 176 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2 ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนตามมาตรา 4 (1) หรือสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 แล้วส่งสำนวนมายังศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพื่อวินิจฉัยข้อกฎหมายต่อไป อันเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (1) และศาลชั้นต้นก็ได้ดำเนินการไต่สวนพยานหลักฐานเพิ่มเติมเสร็จแล้ว ศาลฎีกาย่อมรับฟังพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยว่า ปืนแบลงค์กันของกลางเป็นอาวุธปืนหรือสิ่งเทียมอาวุธปืนตามบทนิยามของกฎหมายหรือไม่ได้ เห็นว่า จากสภาพปืนแบลงค์กันและผลการตรวจสภาพปืนแบลงค์กันของนายทะเบียนอาวุธปืนและผู้เชี่ยวชาญทั้งสองปาก ทำให้ฟังข้อเท็จจริงได้เป็นยุติว่า ปืนแบลงค์กันของกลางไม่มีการดัดแปลงลำกล้อง ยังมีเหล็กแกนที่แข็งแรงปิดกั้นอยู่ภายในลำกล้อง ตามสภาพของปืนแบลงค์กันของกลางดังกล่าวไม่สามารถบรรจุกระสุนปืนจริงเข้าไปและใช้ยิงได้ จึงเป็นเพียงแค่มีรูปแบบและหลักการทำงานมาจากอาวุธปืนจริง แต่ไม่สามารถส่งกระสุนปืนออกมาจากลำกล้องได้ จะมีเพียงรูระบายแก๊สขนาดเล็กออกจากปลายกระบอก ไม่มีอานุภาพความรุนแรงทำอันตรายถึงชีวิตได้ อันเป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืนที่มีวัตถุประสงค์ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์ การกีฬา การปล่อยตัวนักกีฬา การสะสมและการฝึกซ้อมก่อนมีอาวุธปืนจริงเท่านั้น จึงไม่เข้าตามบทนิยามคำว่า "อาวุธปืน" ในมาตรา 4 (1) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ที่ว่า "อาวุธปืน" หมายความรวมตลอดถึงอาวุธทุกชนิดซึ่งใช้ส่งเครื่องกระสุนปืนโดยวิธีระเบิดหรือกำลังดันของแก๊สหรืออัดลมหรือเครื่องกลไกอย่างใด ซึ่งต้องอาศัยอำนาจของพลังงาน และส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธนั้น ๆ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ปืนแบลงค์กันของกลางใช้วัสดุไม่แข็งแรงคงทนเหมือนอาวุธปืนจริง สภาพภายในลำกล้องมีแกนเหล็กขวางไม่อาจใช้ส่งหัวกระสุนปืนออกมาทางลำกล้องปืนตามบทนิยามได้ ไม่สามารถใช้ร่วมกับกระสุนปืนจริงได้ เมื่อยิงกับกระสุนปืนแบลงค์กันมีผลเพียงเกิดเสียง เปลวไฟ แรงระเบิดและแรงดันจากการเผาไหม้ดินดอกไม้เพลิงพุ่งออกมาทางปลายลำกล้องเท่านั้น ไม่มีหัวกระสุนปืนออกจากปากลำกล้องด้วย แม้เครื่องกระสุนปืนจะประกอบด้วยหลาย ๆ ส่วนตามบทนิยาม แต่หัวกระสุนปืนเป็นสาระสำคัญของเครื่องกระสุนปืนที่ทำอันตรายได้ แสดงให้เห็นว่าจุดประสงค์ในการทำหรือประกอบปืนแบลงค์กันขึ้นโดยมิได้ให้เป็นอาวุธปืนซึ่งใช้ส่งเครื่องกระสุนปืน เพียงแต่เป็นการทำประกอบขึ้นโดยประสงค์ใช้ยิงให้เกิดเสียงดังและมีเปลวไฟจากการยิงเท่านั้น ส่วนเมื่อมีการยิงแล้วเกิดการระเบิดหรือกำลังดันของดินดอกไม้เพลิง ไม่ได้เกิดจากหัวกระสุนปืน ผลจากการยิงในระยะประชิดก็ไม่แตกต่างกับการจุดประทัดหรือดอกไม้เพลิงในระยะประชิดซึ่งสามารถทำอันตรายได้เช่นกัน แต่หากไม่ได้ยิงในระยะประชิดหรือเกินรัศมีแรงระเบิดหรือกำลังดันของดินดอกไม้เพลิงก็ไม่ก่อให้เกิดอันตรายได้ และหากใช้ปืนแบลงค์กันโดยวิธีปกติ ไม่มีเจตนาจ่อยิงในระยะประชิด เปลวไฟ แรงระเบิดหรือแรงดันที่เกิดจากการยิงก็ไม่มีอานุภาพหรือความรุนแรงที่สามารถทำอันตรายแก่กาย ชีวิต หรือวัตถุได้ดังเช่นอาวุธปืนทั่วไป ปืนแบลงค์กันของกลางจึงไม่เป็นอาวุธปืน แต่เมื่อโดยสภาพของปืนแบลงค์กันของกลางประกอบไปด้วยลำกล้อง เครื่องลูกเลื่อน ชุดลั่นไก มีรูปร่างลักษณะภายในและภายนอกเช่นเดียวกับอาวุธปืนทั่วไป คงแตกต่างกันที่ไม่สามารถส่งหัวกระสุนปืนออกไปได้ การมีรูปร่างลักษณะอันน่าจะทำให้คนทั่วไปหลงเชื่อว่าเป็นอาวุธปืนโดยสภาพ จึงเป็นเพียงสิ่งเทียมอาวุธปืนตามมาตรา 4 (5) แห่งพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อปืนแบลงค์กันของกลางไม่ใช่อาวุธปืน การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร และฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชนตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ![]() |





.jpg)
