
| อาวุธปืนของผู้อื่นมีใบอนุญาต แต่ครอบครองเองผิดกฎหมายหรือไม่ ศาลสั่งริบได้หรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายอาญาและ พ.ร.บ.อาวุธปืน
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในทางกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการครอบครองและพาอาวุธปืนของผู้อื่นที่มีใบอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ผู้กระทำไม่มีใบอนุญาตเป็นของตนเอง ซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียงว่าอาวุธปืนดังกล่าวถือเป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดอันจะต้องถูกริบหรือไม่ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจของศาลในการสั่งริบของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และการตีความพระราชบัญญัติอาวุธปืน มาตรา 72 ทวิ ว่ามีอำนาจให้ริบหรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางหลักว่า ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองหรือผู้พาอาวุธปืน มิใช่ความผิดที่เกิดจากลักษณะของทรัพย์เอง จึงไม่เข้าเกณฑ์ริบตามมาตรา 32 และเมื่อกฎหมายเฉพาะมิได้บัญญัติให้อำนาจริบ ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งริบอาวุธปืนของกลาง ข้อเท็จจริง คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดหลายประการ รวมถึงความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน โดยจำเลยมีและพาอาวุธปืนซึ่งเป็นของผู้อื่นที่มีใบอนุญาตโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่จำเลยไม่มีใบอนุญาตให้มีหรือใช้ปืนดังกล่าว อีกทั้งยังมีความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้และเครื่องมือเลื่อยโซ่ยนต์ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกและสั่งริบของกลางรวมทั้งอาวุธปืน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาในประเด็นการริบอาวุธปืน คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อาวุธปืนของกลางเป็นทรัพย์ที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายของเจ้าของเดิม ความผิดของจำเลยอยู่ที่การครอบครองและพาอาวุธปืนโดยไม่มีใบอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดเฉพาะตัว มิใช่ความผิดที่เกิดจากสภาพของทรัพย์ อาวุธปืนจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดตามมาตรา 32 และกฎหมายอาวุธปืน มาตรา 72 ทวิ ก็ไม่ได้ให้อำนาจศาลริบ ศาลจึงไม่มีอำนาจริบและต้องคืนแก่เจ้าของ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญคือการแยกทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดออกจากความผิดเฉพาะตัว หากทรัพย์มีลักษณะโดยตัวเองเป็นสิ่งผิดกฎหมาย เช่น ยาเสพติด ย่อมริบได้ แต่หากทรัพย์นั้นโดยสภาพเป็นทรัพย์ที่ชอบด้วยกฎหมาย เพียงแต่ถูกนำไปใช้โดยบุคคลที่ไม่มีสิทธิ ความผิดย่อมเป็นของบุคคลนั้น ไม่ใช่ของทรัพย์ จึงไม่เข้าหลักริบ เจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 32 มุ่งหมายริบทรัพย์ที่มีลักษณะเป็นภัยต่อสังคมโดยตัวมันเอง ส่วนมาตรา 72 ทวิ มุ่งควบคุมพฤติกรรมการพกพาอาวุธปืน ไม่ได้มุ่งให้ริบทรัพย์ทุกกรณี เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของที่ชอบด้วยกฎหมาย แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีหลักสม่ำเสมอว่า หากทรัพย์ไม่ใช่ของต้องห้ามโดยสภาพ และเจ้าของมิได้มีส่วนร่วมกระทำผิด ศาลจะไม่สั่งริบ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิของบุคคลภายนอก สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายกรรมรวมถึงความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน ลงโทษจำคุกและสั่งริบของกลางทั้งหมดรวมถึงอาวุธปืน พร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นทุกประการ เห็นว่าการริบของกลางรวมถึงอาวุธปืนเป็นไปโดยชอบ 3 ศาลฎีกา พิพากษาแก้เฉพาะส่วนการริบอาวุธปืน โดยวินิจฉัยว่าอาวุธปืนเป็นของผู้อื่นที่มีใบอนุญาตถูกต้อง ความผิดเป็นความผิดเฉพาะตัวของจำเลย ไม่เข้าเกณฑ์ริบตามมาตรา 32 และกฎหมายอาวุธปืนก็ไม่ได้ให้อำนาจริบ จึงให้คืนอาวุธปืนแก่เจ้าของ นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่าการริบทรัพย์ในคดีอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัดตามกฎหมาย หากทรัพย์มิได้มีลักษณะเป็นของต้องห้ามโดยสภาพ หรือมิได้เป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อกระทำความผิดโดยตรง ศาลไม่อาจขยายอำนาจริบเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติได้ อีกทั้งยังสะท้อนหลักคุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกซึ่งมิได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด การลงโทษต้องจำกัดเฉพาะตัวผู้กระทำผิด ไม่ขยายไปถึงทรัพย์ของบุคคลอื่นโดยปราศจากฐานกฎหมายรองรับ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า อาวุธปืนที่มีใบอนุญาตของผู้อื่น เมื่อถูกครอบครองหรือพาโดยบุคคลที่ไม่มีใบอนุญาต จะถือเป็นทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดอันต้องริบหรือไม่ และศาลมีอำนาจริบตามกฎหมายหรือไม่ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 ความผิดเฉพาะตัว หมายถึง ความผิดเกิดจากการกระทำของบุคคล ไม่ได้เกิดจากลักษณะของทรัพย์ จึงไม่อาจริบทรัพย์ได้ 2 ทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิด หมายถึง ทรัพย์ที่โดยสภาพเป็นสิ่งผิดกฎหมาย หากไม่เข้าลักษณะนี้ ศาลไม่มีอำนาจริบตามมาตรา 32 คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม การครอบครองอาวุธปืนของผู้อื่นที่มีใบอนุญาตถูกต้อง แต่ตนไม่มีใบอนุญาต ถือเป็นความผิดหรือไม่ คำตอบ การครอบครองอาวุธปืนตามกฎหมายไทยเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่ต้องได้รับใบอนุญาตเฉพาะตัว ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตย่อมไม่มีสิทธิครอบครองหรือใช้ปืน แม้อาวุธปืนนั้นจะเป็นของบุคคลอื่นที่มีใบอนุญาตถูกต้องก็ตาม การนำปืนดังกล่าวมาไว้ในครอบครองจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เนื่องจากกฎหมายมิได้อนุญาตให้โอนสิทธิการครอบครองโดยพฤตินัยหรือใช้แทนกันได้ หลักการสำคัญคือใบอนุญาตผูกพันกับตัวบุคคล ไม่ใช่กับทรัพย์ ดังนั้นผู้ครอบครองต้องมีใบอนุญาตของตนเอง การอ้างว่าเป็นปืนของผู้อื่นจึงไม่เป็นข้อยกเว้นแห่งความผิด การตีความในแนวคำพิพากษาศาลฎีกายังยืนยันว่าความผิดดังกล่าวเป็นความผิดเฉพาะตัวของผู้กระทำ มิใช่ความผิดที่เกิดจากลักษณะของอาวุธปืน 2 คำถาม การพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีใบอนุญาตมีผลทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ การพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีใบอนุญาตหรือไม่มีเหตุอันควร เป็นความผิดตามกฎหมายอาวุธปืน มาตรา 72 ทวิ ซึ่งมีโทษทางอาญา โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายมุ่งควบคุมการพกพาอาวุธปืนเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน การกระทำดังกล่าวแม้ไม่ได้มีการใช้อาวุธปืนก่อเหตุ ก็ยังถือเป็นความผิดสำเร็จ เนื่องจากเป็นความผิดเชิงป้องกัน มิใช่รอให้เกิดอันตรายก่อนจึงลงโทษ ดังนั้นเพียงการพกพาโดยไม่มีเหตุอันควรหรือไม่ได้รับอนุญาตก็เพียงพอที่จะเป็นความผิดแล้ว ศาลจึงพิจารณาจากพฤติการณ์และเจตนาของผู้กระทำประกอบกัน 3 คำถาม ศาลมีอำนาจสั่งริบอาวุธปืนในทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ ศาลจะมีอำนาจสั่งริบทรัพย์ได้เฉพาะเมื่อเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้อำนาจไว้เท่านั้น โดยมาตรา 32 กำหนดให้ริบทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดหรือใช้ในการกระทำความผิดในลักษณะที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด หากอาวุธปืนเป็นทรัพย์ที่มีใบอนุญาตถูกต้องและมิใช่ของต้องห้ามโดยสภาพ การที่บุคคลอื่นนำไปใช้โดยผิดกฎหมายย่อมไม่ทำให้ทรัพย์นั้นกลายเป็นของต้องริบโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้หากกฎหมายเฉพาะ เช่น กฎหมายอาวุธปืน มิได้ให้อำนาจศาลในการริบ ศาลก็ไม่อาจใช้อำนาจเกินกว่าที่กฎหมายบัญญัติได้ 4 คำถาม ความผิดเฉพาะตัวในคดีอาวุธปืนหมายความว่าอย่างไร คำตอบ ความผิดเฉพาะตัวหมายถึงความผิดที่เกิดจากการกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยตรง มิได้เกิดจากลักษณะของทรัพย์หรือสิ่งของนั้นเอง ในคดีอาวุธปืน หากปืนเป็นทรัพย์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ผู้กระทำไม่มีใบอนุญาตและนำไปครอบครองหรือพกพา ความผิดจะเกิดขึ้นกับตัวผู้กระทำ ไม่ได้ทำให้ตัวปืนกลายเป็นทรัพย์ผิดกฎหมาย หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิจารณาว่าทรัพย์นั้นจะถูกริบหรือไม่ เพราะหากเป็นเพียงความผิดเฉพาะตัว ศาลจะไม่สามารถริบทรัพย์ได้ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติเป็นอย่างอื่น 5 คำถาม หากเจ้าของปืนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ปืนจะถูกริบหรือไม่ คำตอบ โดยหลักกฎหมาย หากเจ้าของอาวุธปืนมีใบอนุญาตถูกต้องและไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำผิด ศาลต้องคุ้มครองสิทธิของเจ้าของดังกล่าว การริบทรัพย์จะกระทำได้เฉพาะเมื่อทรัพย์นั้นมีลักษณะเป็นของต้องห้ามหรือเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในลักษณะที่กฎหมายกำหนด การริบทรัพย์ของบุคคลที่ไม่ได้กระทำผิดจะถือเป็นการละเมิดสิทธิในทรัพย์สิน ดังนั้นแนวคำพิพากษาศาลฎีกาจึงวางหลักให้คืนทรัพย์แก่เจ้าของที่สุจริต เพื่อรักษาความเป็นธรรมและป้องกันการใช้อำนาจรัฐเกินขอบเขต 6 คำถาม มาตรา 32 ของประมวลกฎหมายอาญามีขอบเขตอย่างไร คำตอบ มาตรา 32 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลริบทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดหรือใช้ในการกระทำความผิด โดยต้องตีความอย่างเคร่งครัด เนื่องจากเป็นการจำกัดสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล ทรัพย์ที่จะริบต้องมีลักษณะเป็นของต้องห้ามโดยสภาพ หรือมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการกระทำความผิดตามที่กฎหมายกำหนด หากเป็นทรัพย์ที่โดยสภาพถูกต้องตามกฎหมาย เช่น อาวุธปืนที่มีใบอนุญาต การนำไปใช้โดยบุคคลอื่นโดยมิชอบไม่ทำให้เข้าหลักเกณฑ์ริบ เว้นแต่จะมีเหตุอื่นตามกฎหมายรองรับ 7 คำถาม กฎหมายอาวุธปืนให้อำนาจศาลริบอาวุธปืนหรือไม่ คำตอบ กฎหมายอาวุธปืนบางบท เช่น มาตรา 72 ทวิ เป็นบทกำหนดความผิดเกี่ยวกับการพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ไม่ได้บัญญัติให้อำนาจศาลริบอาวุธปืนในทุกกรณี ดังนั้นเมื่อไม่มีบทบัญญัติชัดเจน ศาลต้องกลับไปพิจารณาตามมาตรา 32 ของประมวลกฎหมายอาญา หากไม่เข้าหลักเกณฑ์ริบ ศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งริบได้ หลักการนี้สะท้อนการตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดในทางอาญา 8 คำถาม หลักกฎหมายสำคัญที่คดีนี้วางไว้คืออะไร คำตอบ หลักกฎหมายสำคัญคือการแยกให้ชัดเจนระหว่างทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดกับความผิดเฉพาะตัว หากทรัพย์นั้นเป็นสิ่งผิดกฎหมายโดยสภาพ เช่น ยาเสพติด ย่อมริบได้ แต่หากทรัพย์นั้นเป็นของถูกต้องตามกฎหมาย เช่น อาวุธปืนที่มีใบอนุญาต ความผิดจะเกิดจากบุคคลที่ไม่มีสิทธิใช้งาน ไม่ใช่จากตัวทรัพย์เอง ศาลจึงไม่มีอำนาจริบทรัพย์ดังกล่าว หลักนี้ช่วยคุ้มครองสิทธิของเจ้าของและจำกัดอำนาจรัฐให้อยู่ในกรอบของกฎหมาย อธิบายหลักกฎหมาย ข้อ 1 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 มาตรา 32 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้ศาลมีอำนาจริบทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิด หรือทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดตามที่กฎหมายกำหนด หลักสำคัญคือทรัพย์นั้นต้องมีลักษณะเป็นของต้องห้ามโดยสภาพ หรือมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดในลักษณะที่กฎหมายระบุไว้อย่างชัดเจน การตีความมาตรานี้ต้องเคร่งครัด เนื่องจากเป็นการกระทบสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล หากทรัพย์นั้นเป็นของที่ชอบด้วยกฎหมายและเจ้าของไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำผิด ย่อมไม่อาจนำมาริบได้ ข้อ 2 พ.ร.บ.อาวุธปืน มาตรา 72 ทวิ มาตรา 72 ทวิ เป็นบทกำหนดความผิดเกี่ยวกับการพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีเหตุอันควร โดยมีเจตนารมณ์เพื่อควบคุมการใช้อาวุธปืนในที่สาธารณะและป้องกันอันตรายต่อสังคม อย่างไรก็ตาม บทบัญญัตินี้มิได้ให้อำนาจศาลในการริบอาวุธปืนโดยตรง จึงต้องพิจารณาร่วมกับมาตรา 32 หากไม่เข้าหลักเกณฑ์ของการริบ ศาลก็ไม่อาจสั่งริบได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7438/2568 อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่มีใบอนุญาตให้มีและใช้เป็นของผู้อื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย ความผิดของจำเลยจึงอยู่ที่การมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นความผิดเฉพาะตัว อาวุธปืนของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะต้องริบเสียทั้งสิ้น ตาม ป.อ. มาตรา 32 นอกจากนั้นแม้ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ แต่กฎหมายดังกล่าวก็มิได้บัญญัติให้อำนาจศาลสั่งริบอาวุธปืนที่พาไปโดยผิดกฎหมายได้ ดังนั้น ศาลจึงไม่มีอำนาจริบอาวุธปืนของกลาง ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ ป่าสงวนแห่งชาติ เลื่อยโซ่ยนต์ และอาวุธปืน ขอให้ลงโทษตามกฎหมายหลายบท ริบของกลาง และให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ 44,695 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวมทั้งเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ และยอมรับข้อเท็จจริงในส่วนค่าเสียหายทางแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายกรรมต่างกัน ได้แก่ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต มีเลื่อยโซ่ยนต์โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำไม้หวงห้ามในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และมีไม้หวงห้ามที่ยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครอง ลงโทษรวมจำคุก 2 ปี 18 เดือน ลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก 1 ปี 9 เดือน ให้ริบของกลาง และให้ชดใช้ค่าเสียหาย 44,695 บาท พร้อมดอกเบี้ย ส่วนคำขอเงินสินบนนำจับให้ยก ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเรื่องการริบอาวุธปืนของกลาง เห็นว่าอาวุธปืนดังกล่าวเป็นของผู้อื่นที่มีใบอนุญาตถูกต้อง ความผิดของจำเลยเป็นเพียงการครอบครองและพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดเฉพาะตัว อาวุธปืนจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิดอันจะต้องริบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ พ.ร.บ.อาวุธปืน มาตรา 72 ทวิ ก็ไม่ได้ให้อำนาจศาลสั่งริบอาวุธปืนในกรณีดังกล่าว จึงพิพากษาแก้ให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 5, 6, 7, 11, 69, 73, 74 ทวิ, 74 จัตวา พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 5, 6, 14, 26/4, 26/5, 31, 35 พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 3, 4, 17 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83, 91 ริบของกลางที่เจ้าพนักงานเก็บรักษาไว้ ให้จำเลยกับพวกร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมป่าไม้ 44,695 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 3 ต่อปี นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 อันเป็นวันทำละเมิดบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นและจ่ายเงินสินบนนำจับตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ และให้การในคดีส่วนแพ่งว่าไม่ประสงค์ยื่นคำให้การและรับข้อเท็จจริงในส่วนค่าเสียหายตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนต์ พ.ศ. 2545 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง, 17 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 11 วรรคหนึ่ง, 69 วรรคหนึ่ง, 73 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเลื่อยโซ่ยนต์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 6 เดือน ฐานร่วมกันทำไม้หวงห้ามและฐานร่วมกันทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานทำไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันมีไม้หวงห้ามอันยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 2 ปี 18 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 1 ปี 9 เดือน ริบของกลาง และให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวน 44,695 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2565 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้จ่ายเงินสินบนนำจับแก่ผู้นำจับ ศาลมิได้ลงโทษปรับจำเลยจึงไม่อาจจ่ายเงินสินบนนำจับได้ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยว่า ศาลล่างทั้งสองพิพากษาริบอาวุธปืนของกลางเป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนที่มีใบอนุญาตให้มีและใช้เป็นของผู้อื่นโดยชอบด้วยกฎหมาย ความผิดของจำเลยจึงอยู่ที่การมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่น ซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและพาอาวุธปืนดังกล่าวติดตัวไปโดยไม่ได้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นความผิดเฉพาะตัว อาวุธปืนของกลางจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่มีไว้เป็นความผิดอันจะต้องริบเสียทั้งสิ้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 นอกจากนั้นแม้ความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจะเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 ทวิ แต่กฎหมายดังกล่าวก็มิได้บัญญัติให้อำนาจศาลสั่งริบอาวุธปืนที่พาไปโดยผิดกฎหมายได้ ดังนั้น ศาลจึงไม่มีอำนาจริบอาวุธปืนของกลาง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้ริบอาวุธปืนของกลางมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนอาวุธปืนของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 |



