ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การบังคับใช้กฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลยในคดีอุทยานแห่งชาติและอาวุธปืน

คำพิพากษาศาลฎีกา 2482/2563, หลักกฎหมายว่าด้วยกฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3, การวินิจฉัยความผิดเกี่ยวกับเขตอุทยานแห่งชาติ พ.ร.บ.2562 มาตรา 20 และมาตรา 47, การยกเลิก พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และผลต่อคดีอาญา, การรวมโทษหลายกรรมต่างกันและกรรมเดียวต่างบท, คดีสิ่งแวดล้อมและการใช้มาตรา 195 วรรคสอง ป.วิ.อาญา, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับโทษที่เป็นคุณกว่า, การตีความโทษปรับตามกฎหมายเดิมที่เป็นคุณแก่จำเลย,

        ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายอาญาภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลยในคดีเกี่ยวกับการเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน และคดีอาวุธปืน โดยศาลวินิจฉัยว่ากฎหมายใหม่ที่ออกภายหลังแม้ยกเลิกกฎหมายเดิม แต่ยังคงบัญญัติให้การกระทำเป็นความผิดอยู่ หากบทลงโทษใหม่มีลักษณะเป็นคุณกว่า เช่น มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุก ต้องใช้กฎหมายใหม่ตามหลักมาตรา 3 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ขณะเดียวกัน ศาลยังชี้ให้เห็นอำนาจตามมาตรา 195 วรรคสอง ป.วิ.อ. ที่ศาลฎีกาสามารถยกข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความมิได้ฎีกา เป็นแนวทางสำคัญในการพิจารณาคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขภายหลังการกระทำความผิด

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

โจทก์ฟ้องจำเลยในหลายกรรม ได้แก่ ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ การพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 18 ฐานเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน โดยจำเลยรับสารภาพทั้งหมด ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกและปรับตามกฎหมายเดิม และให้รอการลงโทษในส่วนจำคุก

ระหว่างพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ประกาศใช้ ยกเลิกกฎหมายเดิม แต่กฎหมายใหม่ยังคงกำหนดให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิด เพียงแต่ปรับสัดส่วนโทษใหม่ ซึ่งมีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุก

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แก้ไขโทษในส่วนความผิดอุทยานให้ลงโทษปรับ 1,000 บาท ลดเหลือ 500 บาท และรวมโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นจำคุก 9 เดือน ปรับรวม 3,500 บาท

โจทก์ฎีกาขอให้แก้ไขจำนวนปรับ โดยเห็นว่าการรวมโทษถูกคิดคลาดเคลื่อน

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

1 เมื่อมีกฎหมายใหม่ที่ใช้ภายหลังและเป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องใช้กฎหมายใดในการลงโทษ

2 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 คำนวณโทษปรับถูกต้องหรือไม่

3 ศาลฎีกามีอำนาจยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองหรือไม่ แม้ไม่มีคู่ความยกฎีกา

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 

1 กฎหมายใหม่เป็นคุณกว่า ต้องใช้กฎหมายใหม่ตามมาตรา 3 ป.อ.

พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มาตรา 20 ยังคงกำหนดความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน แต่บทลงโทษตามมาตรา 47 มีเพียงโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท ถือเป็น “กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย” เพราะตัดโทษจำคุกออกไป แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน และปรับไม่เกิน 1,000 บาท

ดังนั้น แม้กฎหมายใหม่กำหนดโทษปรับสูงกว่า แต่เมื่อเปรียบเทียบผลโดยรวม “การไม่มีโทษจำคุก” เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายใหม่

2 แต่ในส่วนโทษปรับ ต้องเลือกโทษที่เป็นคุณที่สุดระหว่างกฎหมายเดิม–กฎหมายใหม่

แม้กฎหมายใหม่จะไม่มีโทษจำคุก แต่โทษปรับสูงสุดถึง 100,000 บาท ขณะที่กฎหมายเดิมปรับไม่เกิน 1,000 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณที่สุดในแต่ละส่วน” จึงเลือกใช้

– กฎหมายใหม่ในด้านไม่ต้องจำคุก

– กฎหมายเดิมในด้านอัตราปรับที่ต่ำกว่า

นี่คือการใช้มาตรา 3 ป.อ. อย่างถูกหลักวิชา

3 อำนาจศาลฎีกายกประเด็นเองได้ เพราะเป็นความสงบเรียบร้อย (มาตรา 195 วรรคสอง ป.วิ.อ.)

แม้คู่ความไม่ฎีกาประเด็นนี้ แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ซึ่งเป็นหลักสำคัญในคดีอาญาและคดีสิ่งแวดล้อม

4 การรวมโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ถูกต้องแล้ว

การลงโทษฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานถูกกลืนไปกับความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นกรรมเดียวกันตามมาตรา 90 ป.อ.

จำนวนโทษรวมที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดคือ

– จำคุก 9 เดือน

– ปรับรวม 3,500 บาท

ถือว่าถูกต้อง โจทก์ฎีกาฟังไม่ขึ้น

หลักกฎหมายสำคัญที่ได้จากคำพิพากษานี้

1 หลักกฎหมายภายหลังที่เป็นคุณ (Lex mitior)

– หากกฎหมายใหม่ออกภายหลังแต่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า ต้องใช้กฎหมายใหม่

– แม้กฎหมายใหม่เพิ่มโทษปรับ แต่หากตัดโทษจำคุกออก ต้องถือว่า “เป็นคุณกว่าโดยรวม”

2 เลือกใช้กฎหมายที่เป็นคุณในแต่ละด้าน (ส่วนที่เป็นคุณที่สุด)

– โทษจำคุก → ใช้กฎหมายใหม่

– โทษปรับ → ใช้กฎหมายเดิม

เป็นหลักที่ศาลฎีกาใช้มาโดยต่อเนื่อง

3 การรวมโทษหลายบทในกรรมเดียว (มาตรา 90 ป.อ.)

หากการกระทำเป็นกรรมเดียวแต่ผิดหลายบท ต้องลงโทษบทที่หนักที่สุด บทที่เบากว่าถูกกลืนไปโดยปริยาย

4 การยกข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองโดยศาลฎีกา (มาตรา 195 วรรคสอง)

– ใช้ได้เมื่อเป็น “ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย”

– เป็นหลักประกันความถูกต้องของกระบวนพิจารณาแม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์หรือฎีกา

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

1. เมื่อกฎหมายใหม่ออกภายหลังและมีโทษที่เป็นคุณกว่าแม้เพียงบางส่วน ศาลต้องใช้กฎหมายใหม่ โดยเลือกใช้เฉพาะส่วนที่เป็นคุณที่สุด

2. คดีอุทยานแห่งชาติที่กฎหมายใหม่ตัดโทษจำคุก ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัย แม้คู่ความไม่ได้ยกประเด็นขึ้นมาก็ตาม

3. หลักกรรมเดียวหลายบทเป็นหลักสำคัญในคดีที่มีหลายข้อหา โดยบทที่หนักที่สุดจะกินความบทอื่น

4. คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้มาตรา 3 ป.อ. ร่วมกับอำนาจศาลฎีกาตามมาตรา 195 วรรคสอง เพื่อให้โทษเป็นธรรมแก่จำเลยมากที่สุด

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายกรรมตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและ พ.ร.บ.อุทยานฯ ลงโทษจำคุกรวม 1 ปี 6 เดือน ปรับ 6,500 บาท รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน ปรับ 3,250 บาท และรอการลงโทษจำคุก

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แก้โทษในส่วน พ.ร.บ.อุทยานฯ ให้ลงโทษปรับ 1,000 บาท ลดเหลือ 500 บาท รวมเป็นโทษจำคุก 9 เดือน ปรับ 3,500 บาท

3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่ากฎหมายใหม่ พ.ร.บ.อุทยานฯ 2562 เป็นคุณกว่า จึงต้องใช้ในส่วนโทษจำคุก แต่โทษปรับตามกฎหมายเดิมเป็นคุณกว่า การลงโทษของศาลอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว จึงพิพากษายืน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2482/2563

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 18 ฐานเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 25 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ต่อมาระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มี พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มาตรา 3 ยกเลิก พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แต่ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มาตรา 20 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดย พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 47 ให้ระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท โทษตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดที่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุก จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดที่มีโทษจำคุกด้วย อย่างไรก็ตามในส่วนของโทษปรับที่ศาลจะนำมาลงโทษจำเลยนั้น พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 25 มีระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าจะในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ หลายมาตรา และความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 รวมถึงขอบวกโทษจากคดีอาญาหมายเลขแดง 1455/2561 จำเลยรับสารภาพและยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่จะบวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายกรรม ได้แก่ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง พาอาวุธปืนไปในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร และนำอุปกรณ์ล่าสัตว์เข้าอุทยาน ลงโทษรวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 6,500 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 9 เดือน ปรับ 3,250 บาท และรอการลงโทษ 2 ปี พร้อมริบของกลาง ส่วนคำขอให้บวกโทษยก เพราะศาลรอการลงโทษจำคุกในคดีนี้ให้จำเลยแล้ว

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แก้ว่า จำเลยยังมีความผิดตามมาตรา 18 และ 25 ของ พ.ร.บ.อุทยานฯ อีกหนึ่งกระทง แต่เป็นกรรมเดียวกับฐานนำเครื่องมือล่าสัตว์เข้าอุทยาน จึงลงโทษฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ตามบทที่หนักที่สุด ปรับ 1,000 บาท ลดเหลือ 500 บาท รวมโทษทั้งหมดเป็นจำคุก 9 เดือน ปรับ 3,500 บาท

โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์คิดโทษปรับคลาดเคลื่อน โดยเห็นว่าเมื่อรวมโทษปรับตามศาลชั้นต้นกับโทษปรับ 500 บาทจากข้อหาใหม่แล้วควรเป็น 3,750 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ พ.ร.บ.อุทยานฯ 2504 ถูกยกเลิก แต่กฎหมายใหม่ปี 2562 ยังบัญญัติให้การกระทำเป็นความผิดอยู่ โทษใหม่มีเพียงโทษปรับจึงเป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่ในส่วนโทษปรับ กฎหมายเดิมกำหนดอัตราต่ำกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณกว่าในแต่ละส่วน ข้อนี้เป็นเรื่องความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นพิจารณาเองได้ตามมาตรา 195 วรรคสอง ป.วิ.อาญา

การกระทำฐานนำเครื่องมือล่าสัตว์เข้าอุทยานและฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ถือเป็นกรรมเดียวผิดหลายบท โทษปรับ 500 บาทจึงถูกกลืนไป การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำคุก 9 เดือน และปรับรวม 3,500 บาทเป็นไปโดยถูกต้องแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เฉพาะฐานความผิดอุทยาน ให้ใช้ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มาตรา 20 และ 47 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย


เรื่อง พาอาวุธปืนไปในเมือง–หมู่บ้าน: ความผิดที่คนมักเข้าใจผิด และโทษตามกฎหมายที่ต้องรู้

การ “พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ” เป็นความผิดอาญาที่ประชาชนจำนวนมากเข้าใจไม่ชัดเจน หลายคนคิดว่า หากตนมีใบอนุญาตปืน ป.3 หรือ ป.4 ก็สามารถนำปืนติดตัวไปที่ใดก็ได้ แต่ตามความเป็นจริง กฎหมายกำหนดข้อห้ามและโทษที่ชัดเจน แม้ผู้ครอบครองปืนจะมีใบอนุญาตถูกต้องก็ตาม

บทความนี้จึงมุ่งอธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจว่า การพกพาอาวุธปืนเข้าพื้นที่ใดบ้างเข้าข่ายเป็นความผิด เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดความรับผิด และมีโทษอย่างไร รวมถึงตัวอย่างคำพิพากษาศาลที่ช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น

1. หลักกฎหมายเกี่ยวกับการพาอาวุธปืนไปในเมือง–หมู่บ้าน

กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องคือ

พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490

ข้อห้ามปรากฏใน

มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง

“ห้ามมิให้ผู้ใดพาอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ เว้นแต่มีเหตุสมควรหรือได้รับอนุญาตเป็นครั้งคราวจากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ”

ข้อความสำคัญที่ควรทำความเข้าใจคือ

1. ห้ามพาอาวุธปืนติดตัวในพื้นที่ที่กฎหมายกำหนด

เช่น พื้นที่ชุมชน เมือง ตลาด ห้างสรรพสินค้า ทางสาธารณะ ถนน หนทาง ฯลฯ

2. แม้มีใบอนุญาตครอบครองปืน (ป.4) ก็ไม่ทำให้ "พกพาติดตัว" ถูกกฎหมาย

ใบอนุญาตครอบครองคือให้ “เก็บรักษา” ไม่ใช่ “พกพาไปที่อื่น”

3. จะพกพาได้ต้องมีเหตุสมควร

เช่น พกไปฝึกซ้อมยิงปืนที่สนามยิงปืนโดยเก็บปืนในกล่องให้มิดชิด

ไม่ถือว่าผิด เพราะมีจุดหมายที่ชัดเจนและไม่ใช่การติดตัวในที่สาธารณะด้วยท่าทีคุกคาม

4. หากจะพกพาไปสถานที่เสี่ยง เช่น งานเทศกาล ชุมนุม หรือพื้นที่คนพลุกพล่าน ยิ่งเป็นเหตุเพียงพอให้ถือว่าไม่มีเหตุสมควร

2. เหตุผลของกฎหมาย: เพื่อป้องกันอันตรายต่อสาธารณะ

การพาอาวุธปืนออกนอกบ้านโดยไม่มีเหตุจำเป็นเป็นพฤติกรรมเสี่ยงอันตราย กฎหมายจึงมุ่งควบคุมเพื่อป้องกันปัญหาดังนี้

ลดความเสี่ยงการใช้อาวุธปืนก่อเหตุในสถานที่ชุมชน

ป้องกันการยิงปืนโดยประมาทหรือพลั้งเผลอ

ลดโอกาสเกิดเหตุรุนแรงจากความขัดแย้งเฉียบพลัน

สร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นต่อสังคม

แม้ผู้ครอบครองปืนมีใบอนุญาตถูกต้อง แต่พฤติกรรม “พกพาติดตัว” ในพื้นที่สาธารณะอาจสร้างความหวาดกลัวแก่ผู้อื่นได้ จึงต้องควบคุมอย่างเคร่งครัด

3. องค์ประกอบความผิด

เพื่อให้ถือว่ามีความผิด ต้องมีองค์ประกอบดังนี้

1. พาอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนติดตัวออกนอกเคหสถาน

2. อยู่ในพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ

3. ไม่มีเหตุสมควร

4. หรือไม่ได้รับอนุญาตเป็นครั้งคราวจากพนักงานเจ้าหน้าที่

คำว่า “พกติดตัว” ไม่จำเป็นต้องถืออยู่ในมือ อาจอยู่ในกระเป๋า ตำแหน่งเอว หรือในรถยนต์ หากมีการควบคุมปืนอยู่ ถือว่าเข้าข่ายพกพาได้

4. โทษของการพาอาวุธปืนไปในเมือง–หมู่บ้าน

โทษกำหนดตาม มาตรา 72 และมาตรา 72 ทวิ

โทษคือ

จำคุกไม่เกิน 5 ปี

หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท

หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีใบอนุญาตครอบครองอยู่แล้ว โทษจะหนักขึ้นอีก เพราะเป็นความผิดเพิ่มตามมาตรา 7 และมาตรา 8 ทวิ ประกอบมาตรา 72

ด้วยเหตุนี้ หากพกพาปืนโดยไม่มีเหตุสมควร อาจต้องรับโทษร้ายแรง แม้จะเป็นปืนที่มีใบอนุญาตถูกกฎหมายก็ตาม

5. ตัวอย่างคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับได้ตีความชัดเจนว่าการพกพาปืนติดตัวออกนอกบ้านเป็นความผิด เช่น

ฎีกาที่ 2482/2563

จำเลยพกอาวุธปืนเข้าเขตอุทยานแห่งชาติ ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการพกพาปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน แม้จำเลยจะอ้างว่าต้องการป้องกันตัวก็ไม่ถือว่าเป็นเหตุสมควร

แนวทางนี้สะท้อนว่า ศาลจะมอง “สถานที่” เป็นหลัก หากเป็นพื้นที่ที่ประชาชนเข้าใช้ร่วมกัน ถือว่าเป็นที่สาธารณะ แม้จะเป็นป่าหรืออุทยานก็ตาม

6. กรณีใดบ้างที่อาจถือว่ามีเหตุสมควร

กฎหมายไม่ได้ระบุเหตุสมควรไว้อย่างตายตัว แต่คำพิพากษาและแนวปฏิบัติมักพิจารณาดังนี้

นำปืนไปสนามยิงปืนเพื่อฝึกซ้อม

นำปืนไปซ่อมหรือไปเก็บรักษาในสถานที่อื่น

นำปืนไปใช้ในหน้าที่ราชการ เช่น ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ป่าไม้

จัดเก็บปืนในกล่องหรือกระเป๋าอย่างมิดชิด ไม่ได้ “พกติดตัวในสภาพพร้อมยิง”

แต่การอ้างว่า “พกปืนเพื่อความปลอดภัยส่วนตัว” มักไม่ถือเป็นเหตุสมควร เพราะเป็นเหตุผลทั่วไปที่ไม่แสดงความจำเป็นเฉพาะกรณี

7. ข้อควรระวังสำหรับผู้ครอบครองปืน

1. อย่านำปืนติดตัวออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น

2. หากต้องขนย้าย ต้องเก็บในกล่องหรือกระเป๋าที่ไม่เห็นตัวปืน

3. อย่าใส่ปืนในเอวหรือกระเป๋าสะพายเมื่ออยู่ในพื้นที่ชุมชน

4. อย่านำปืนเข้าไปในงานเทศกาล งานชุมนุม หรือสถานบันเทิง

5. มีใบอนุญาตครอบครอง ไม่ได้หมายความว่าพกได้ทุกที่

สรุป

ความผิดฐาน “พาอาวุธปืนไปในเมือง–หมู่บ้าน” เป็นกฎหมายที่มุ่งควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงโดยไม่ห้ามการครอบครองปืน แต่จำกัดการพกพาในพื้นที่สาธารณะเพื่อความปลอดภัยของประชาชน แม้ผู้พกจะมีใบอนุญาตครอบครองปืนถูกต้อง แต่หากนำไปติดตัวในพื้นที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ก็ถือเป็นความผิดและมีโทษรุนแรง

การเข้าใจข้อกฎหมายนี้อย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ครอบครองปืนทำผิดโดยไม่รู้ตัว และยังช่วยส่งเสริมความปลอดภัยในสังคมโดยรวมอีกด้วย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม - คำตอบ

คำถาม: คดีอาญาที่เกี่ยวกับอาวุธปืนและอุทยานแห่งชาติในคำพิพากษานี้มีข้อหาและข้อเท็จจริงสำคัญอะไรบ้าง

คำตอบ: คดีนี้เป็นคดีอาญาที่จำเลยถูกฟ้องในหลายข้อหา ได้แก่ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร นำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงพิจารณาลงโทษในหลายกรรมต่างกัน และบางส่วนเป็นกรรมเดียวผิดหลายบท พร้อมทั้งพิจารณาเหตุบรรเทาโทษจากการรับสารภาพและการรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

2. คำถาม - คำตอบ

คำถาม: หลักกฎหมายเรื่องการใช้กฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลยถูกนำมาใช้ในคดีนี้อย่างไร

คำตอบ: ระหว่างพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ซึ่งยกเลิกพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แต่ยังกำหนดให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดอยู่ เพียงเปลี่ยนบทลงโทษเป็นโทษปรับอย่างเดียวโดยไม่มีโทษจำคุก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากฎหมายใหม่เป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 จึงต้องนำมาใช้บังคับในส่วนโทษจำคุก แม้อัตราโทษปรับของกฎหมายใหม่จะสูงกว่า แต่การไม่มีโทษจำคุกถือเป็นผลที่เป็นประโยชน์แก่จำเลยโดยรวมมากกว่า

3. คำถาม - คำตอบ

คำถาม: การรวมโทษเมื่อเป็นหลายกรรมต่างกันและกรรมเดียวผิดต่อหลายบทในคดีนี้ ศาลใช้หลักเกณฑ์อย่างไร

คำตอบ: ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองเป็นคนละกรรม จึงลงโทษทุกกรรมแล้วรวมโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ส่วนการนำเครื่องมือล่าสัตว์เข้าเขตอุทยานแห่งชาติและการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานในเขตอุทยานถือเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อหลายบท ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจึงใช้หลักมาตรา 90 เลือกลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด และถือว่าโทษของบทที่เบากว่าถูกกลืนไป โดยยังคำนึงถึงเหตุบรรเทาโทษจากการรับสารภาพตามมาตรา 78 และรวมโทษให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย

4. คำถาม - คำตอบ

คำถาม: เหตุใดศาลฎีกาจึงพิจารณาใช้กฎหมายอุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ร่วมกับอัตราโทษปรับตามกฎหมายเดิม

คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกเป็นสองส่วน คือ ส่วนลักษณะโทษและส่วนอัตราโทษ โดยกฎหมายอุทยานแห่งชาติฉบับใหม่มีลักษณะโทษที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า เพราะไม่มีโทษจำคุก จึงต้องใช้กฎหมายใหม่ในส่วนนี้ แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะโทษปรับ กฎหมายเดิมกำหนดโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่ากฎหมายใหม่ที่ปรับได้ถึง 100,000 บาท จึงถือว่ากฎหมายเดิมเป็นคุณแก่จำเลยในส่วนอัตราโทษปรับ ตามหลักมาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา ศาลจึงเลือกใช้ทั้งกฎหมายใหม่และกฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่สุด เพื่อให้โทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับเป็นไปตามหลักความเมตตาในทางอาญา

5. คำถาม - คำตอบ

คำถาม: ศาลฎีกามีอำนาจยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ในกรณีที่คู่ความไม่ฎีกา

คำตอบ: ในคดีนี้ ศาลฎีกาอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 วางหลักว่า หากข้อกฎหมายเกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความถูกต้องของการบังคับใช้กฎหมายอาญา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้โดยไม่ต้องรอให้คู่ความยกเป็นเหตุฎีกา ดังเช่นประเด็นการใช้กฎหมายอุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยในคดีนี้ ศาลฎีกาสามารถตรวจสอบและปรับใช้กฎหมายให้ถูกต้องได้เองเพื่อคุ้มครองหลักนิติธรรมและประโยชน์สาธารณะ

6. คำถาม - คำตอบ

คำถาม: คำพิพากษานี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายอะไรแก่ผู้ครอบครองอาวุธปืนและผู้ที่เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ

คำตอบ: คำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นว่า การมีและพาอาวุธปืนตลอดจนการนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติเป็นการกระทำที่กฎหมายควบคุมอย่างเข้มงวด แม้ผู้กระทำจะมีใบอนุญาตครอบครองปืนหรืออ้างเหตุเพื่อป้องกันตนเอง แต่หากไม่มีเหตุสมควรตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ก็อาจต้องรับโทษอาญาทั้งจำคุกและปรับได้ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าศาลยึดหลักการใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยและตรวจสอบโทษโดยคำนึงถึงความสงบเรียบร้อยของสังคมด้วย ผู้ครอบครองอาวุธปืนและผู้ที่เข้าไปในเขตอุทยานจึงต้องตระหนักถึงข้อจำกัดตามกฎหมายและปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด




อาวุธปืน

การริบอาวุธปืนของกลางเมื่อศาลยกฟ้อง ปัญหาคำสั่งเกี่ยวกับทรัพย์สินที่กฎหมายห้ามมีไว้ในครอบครอง article
(ฎีกา 2802/2567) – ปืนแบลงค์กันไม่ใช่อาวุธปืน, ยกฟ้องจำเลย อ่านสรุปง่าย
ผู้จัดการมรดก, คดีอาวุธปืนกับการรู้เห็นเป็นใจของผู้จัดการมรดก, ผู้จัดการมรดกไม่มีสิทธิร้องขอคืนอาวุธปืนของกลาง
อาวุธปืนมีทะเบียนจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่มีไว้เป็นความผิด
เครื่องกระสุนปืนใช้ผิดกระบอก