
| การบังคับใช้กฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลยในคดีอุทยานแห่งชาติและอาวุธปืน
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายอาญาภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลยในคดีเกี่ยวกับการเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน และคดีอาวุธปืน โดยศาลวินิจฉัยว่ากฎหมายใหม่ที่ออกภายหลังแม้ยกเลิกกฎหมายเดิม แต่ยังคงบัญญัติให้การกระทำเป็นความผิดอยู่ หากบทลงโทษใหม่มีลักษณะเป็นคุณกว่า เช่น มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุก ต้องใช้กฎหมายใหม่ตามหลักมาตรา 3 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ขณะเดียวกัน ศาลยังชี้ให้เห็นอำนาจตามมาตรา 195 วรรคสอง ป.วิ.อ. ที่ศาลฎีกาสามารถยกข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความมิได้ฎีกา เป็นแนวทางสำคัญในการพิจารณาคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขภายหลังการกระทำความผิด ข้อเท็จจริงโดยสรุป โจทก์ฟ้องจำเลยในหลายกรรม ได้แก่ ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ การพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมทั้งความผิดตามพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 18 ฐานเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน โดยจำเลยรับสารภาพทั้งหมด ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกและปรับตามกฎหมายเดิม และให้รอการลงโทษในส่วนจำคุก ระหว่างพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ประกาศใช้ ยกเลิกกฎหมายเดิม แต่กฎหมายใหม่ยังคงกำหนดให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิด เพียงแต่ปรับสัดส่วนโทษใหม่ ซึ่งมีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แก้ไขโทษในส่วนความผิดอุทยานให้ลงโทษปรับ 1,000 บาท ลดเหลือ 500 บาท และรวมโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นจำคุก 9 เดือน ปรับรวม 3,500 บาท โจทก์ฎีกาขอให้แก้ไขจำนวนปรับ โดยเห็นว่าการรวมโทษถูกคิดคลาดเคลื่อน ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย 1 เมื่อมีกฎหมายใหม่ที่ใช้ภายหลังและเป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องใช้กฎหมายใดในการลงโทษ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 คำนวณโทษปรับถูกต้องหรือไม่ 3 ศาลฎีกามีอำนาจยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองหรือไม่ แม้ไม่มีคู่ความยกฎีกา คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1 กฎหมายใหม่เป็นคุณกว่า ต้องใช้กฎหมายใหม่ตามมาตรา 3 ป.อ. พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มาตรา 20 ยังคงกำหนดความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน แต่บทลงโทษตามมาตรา 47 มีเพียงโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท ถือเป็น “กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย” เพราะตัดโทษจำคุกออกไป แตกต่างจากกฎหมายเดิมที่กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน และปรับไม่เกิน 1,000 บาท ดังนั้น แม้กฎหมายใหม่กำหนดโทษปรับสูงกว่า แต่เมื่อเปรียบเทียบผลโดยรวม “การไม่มีโทษจำคุก” เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายใหม่ 2 แต่ในส่วนโทษปรับ ต้องเลือกโทษที่เป็นคุณที่สุดระหว่างกฎหมายเดิม–กฎหมายใหม่ แม้กฎหมายใหม่จะไม่มีโทษจำคุก แต่โทษปรับสูงสุดถึง 100,000 บาท ขณะที่กฎหมายเดิมปรับไม่เกิน 1,000 บาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณที่สุดในแต่ละส่วน” จึงเลือกใช้ – กฎหมายใหม่ในด้านไม่ต้องจำคุก – กฎหมายเดิมในด้านอัตราปรับที่ต่ำกว่า นี่คือการใช้มาตรา 3 ป.อ. อย่างถูกหลักวิชา 3 อำนาจศาลฎีกายกประเด็นเองได้ เพราะเป็นความสงบเรียบร้อย (มาตรา 195 วรรคสอง ป.วิ.อ.) แม้คู่ความไม่ฎีกาประเด็นนี้ แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ซึ่งเป็นหลักสำคัญในคดีอาญาและคดีสิ่งแวดล้อม 4 การรวมโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ถูกต้องแล้ว การลงโทษฐานนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานถูกกลืนไปกับความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน ซึ่งเป็นกรรมเดียวกันตามมาตรา 90 ป.อ. จำนวนโทษรวมที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดคือ – จำคุก 9 เดือน – ปรับรวม 3,500 บาท ถือว่าถูกต้อง โจทก์ฎีกาฟังไม่ขึ้น หลักกฎหมายสำคัญที่ได้จากคำพิพากษานี้ 1 หลักกฎหมายภายหลังที่เป็นคุณ (Lex mitior) – หากกฎหมายใหม่ออกภายหลังแต่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า ต้องใช้กฎหมายใหม่ – แม้กฎหมายใหม่เพิ่มโทษปรับ แต่หากตัดโทษจำคุกออก ต้องถือว่า “เป็นคุณกว่าโดยรวม” 2 เลือกใช้กฎหมายที่เป็นคุณในแต่ละด้าน (ส่วนที่เป็นคุณที่สุด) – โทษจำคุก → ใช้กฎหมายใหม่ – โทษปรับ → ใช้กฎหมายเดิม เป็นหลักที่ศาลฎีกาใช้มาโดยต่อเนื่อง 3 การรวมโทษหลายบทในกรรมเดียว (มาตรา 90 ป.อ.) หากการกระทำเป็นกรรมเดียวแต่ผิดหลายบท ต้องลงโทษบทที่หนักที่สุด บทที่เบากว่าถูกกลืนไปโดยปริยาย 4 การยกข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองโดยศาลฎีกา (มาตรา 195 วรรคสอง) – ใช้ได้เมื่อเป็น “ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย” – เป็นหลักประกันความถูกต้องของกระบวนพิจารณาแม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์หรือฎีกา สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. เมื่อกฎหมายใหม่ออกภายหลังและมีโทษที่เป็นคุณกว่าแม้เพียงบางส่วน ศาลต้องใช้กฎหมายใหม่ โดยเลือกใช้เฉพาะส่วนที่เป็นคุณที่สุด 2. คดีอุทยานแห่งชาติที่กฎหมายใหม่ตัดโทษจำคุก ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัย แม้คู่ความไม่ได้ยกประเด็นขึ้นมาก็ตาม 3. หลักกรรมเดียวหลายบทเป็นหลักสำคัญในคดีที่มีหลายข้อหา โดยบทที่หนักที่สุดจะกินความบทอื่น 4. คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้มาตรา 3 ป.อ. ร่วมกับอำนาจศาลฎีกาตามมาตรา 195 วรรคสอง เพื่อให้โทษเป็นธรรมแก่จำเลยมากที่สุด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายกรรมตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนและ พ.ร.บ.อุทยานฯ ลงโทษจำคุกรวม 1 ปี 6 เดือน ปรับ 6,500 บาท รับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน ปรับ 3,250 บาท และรอการลงโทษจำคุก 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แก้โทษในส่วน พ.ร.บ.อุทยานฯ ให้ลงโทษปรับ 1,000 บาท ลดเหลือ 500 บาท รวมเป็นโทษจำคุก 9 เดือน ปรับ 3,500 บาท 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่ากฎหมายใหม่ พ.ร.บ.อุทยานฯ 2562 เป็นคุณกว่า จึงต้องใช้ในส่วนโทษจำคุก แต่โทษปรับตามกฎหมายเดิมเป็นคุณกว่า การลงโทษของศาลอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว จึงพิพากษายืน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2482/2563 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 18 ฐานเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 25 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ต่อมาระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มี พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มาตรา 3 ยกเลิก พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แต่ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มาตรา 20 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดยังคงบัญญัติให้การกระทำตามฟ้องเป็นความผิดอยู่ โดย พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มีบทกำหนดโทษตามมาตรา 47 ให้ระวางโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท โทษตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดที่มีเพียงโทษปรับโดยไม่มีโทษจำคุก จึงเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดที่มีโทษจำคุกด้วย อย่างไรก็ตามในส่วนของโทษปรับที่ศาลจะนำมาลงโทษจำเลยนั้น พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 มาตรา 25 มีระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณบังคับแก่จำเลยไม่ว่าจะในทางใดตาม ป.อ. มาตรา 3 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ หลายมาตรา และความผิดตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 รวมถึงขอบวกโทษจากคดีอาญาหมายเลขแดง 1455/2561 จำเลยรับสารภาพและยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่จะบวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายกรรม ได้แก่ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครอง พาอาวุธปืนไปในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร และนำอุปกรณ์ล่าสัตว์เข้าอุทยาน ลงโทษรวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 6,500 บาท ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 9 เดือน ปรับ 3,250 บาท และรอการลงโทษ 2 ปี พร้อมริบของกลาง ส่วนคำขอให้บวกโทษยก เพราะศาลรอการลงโทษจำคุกในคดีนี้ให้จำเลยแล้ว โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แก้ว่า จำเลยยังมีความผิดตามมาตรา 18 และ 25 ของ พ.ร.บ.อุทยานฯ อีกหนึ่งกระทง แต่เป็นกรรมเดียวกับฐานนำเครื่องมือล่าสัตว์เข้าอุทยาน จึงลงโทษฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ตามบทที่หนักที่สุด ปรับ 1,000 บาท ลดเหลือ 500 บาท รวมโทษทั้งหมดเป็นจำคุก 9 เดือน ปรับ 3,500 บาท โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์คิดโทษปรับคลาดเคลื่อน โดยเห็นว่าเมื่อรวมโทษปรับตามศาลชั้นต้นกับโทษปรับ 500 บาทจากข้อหาใหม่แล้วควรเป็น 3,750 บาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ พ.ร.บ.อุทยานฯ 2504 ถูกยกเลิก แต่กฎหมายใหม่ปี 2562 ยังบัญญัติให้การกระทำเป็นความผิดอยู่ โทษใหม่มีเพียงโทษปรับจึงเป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แต่ในส่วนโทษปรับ กฎหมายเดิมกำหนดอัตราต่ำกว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณกว่าในแต่ละส่วน ข้อนี้เป็นเรื่องความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นพิจารณาเองได้ตามมาตรา 195 วรรคสอง ป.วิ.อาญา การกระทำฐานนำเครื่องมือล่าสัตว์เข้าอุทยานและฐานไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ถือเป็นกรรมเดียวผิดหลายบท โทษปรับ 500 บาทจึงถูกกลืนไป การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำคุก 9 เดือน และปรับรวม 3,500 บาทเป็นไปโดยถูกต้องแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เฉพาะฐานความผิดอุทยาน ให้ใช้ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 มาตรา 20 และ 47 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัย
เรื่อง พาอาวุธปืนไปในเมือง–หมู่บ้าน: ความผิดที่คนมักเข้าใจผิด และโทษตามกฎหมายที่ต้องรู้ การ “พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ” เป็นความผิดอาญาที่ประชาชนจำนวนมากเข้าใจไม่ชัดเจน หลายคนคิดว่า หากตนมีใบอนุญาตปืน ป.3 หรือ ป.4 ก็สามารถนำปืนติดตัวไปที่ใดก็ได้ แต่ตามความเป็นจริง กฎหมายกำหนดข้อห้ามและโทษที่ชัดเจน แม้ผู้ครอบครองปืนจะมีใบอนุญาตถูกต้องก็ตาม บทความนี้จึงมุ่งอธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจว่า การพกพาอาวุธปืนเข้าพื้นที่ใดบ้างเข้าข่ายเป็นความผิด เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดความรับผิด และมีโทษอย่างไร รวมถึงตัวอย่างคำพิพากษาศาลที่ช่วยให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น 1. หลักกฎหมายเกี่ยวกับการพาอาวุธปืนไปในเมือง–หมู่บ้าน กฎหมายหลักที่เกี่ยวข้องคือ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ข้อห้ามปรากฏใน มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง “ห้ามมิให้ผู้ใดพาอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ เว้นแต่มีเหตุสมควรหรือได้รับอนุญาตเป็นครั้งคราวจากเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ” ข้อความสำคัญที่ควรทำความเข้าใจคือ 1. ห้ามพาอาวุธปืนติดตัวในพื้นที่ที่กฎหมายกำหนด เช่น พื้นที่ชุมชน เมือง ตลาด ห้างสรรพสินค้า ทางสาธารณะ ถนน หนทาง ฯลฯ 2. แม้มีใบอนุญาตครอบครองปืน (ป.4) ก็ไม่ทำให้ "พกพาติดตัว" ถูกกฎหมาย ใบอนุญาตครอบครองคือให้ “เก็บรักษา” ไม่ใช่ “พกพาไปที่อื่น” 3. จะพกพาได้ต้องมีเหตุสมควร เช่น พกไปฝึกซ้อมยิงปืนที่สนามยิงปืนโดยเก็บปืนในกล่องให้มิดชิด ไม่ถือว่าผิด เพราะมีจุดหมายที่ชัดเจนและไม่ใช่การติดตัวในที่สาธารณะด้วยท่าทีคุกคาม 4. หากจะพกพาไปสถานที่เสี่ยง เช่น งานเทศกาล ชุมนุม หรือพื้นที่คนพลุกพล่าน ยิ่งเป็นเหตุเพียงพอให้ถือว่าไม่มีเหตุสมควร 2. เหตุผลของกฎหมาย: เพื่อป้องกันอันตรายต่อสาธารณะ การพาอาวุธปืนออกนอกบ้านโดยไม่มีเหตุจำเป็นเป็นพฤติกรรมเสี่ยงอันตราย กฎหมายจึงมุ่งควบคุมเพื่อป้องกันปัญหาดังนี้ • ลดความเสี่ยงการใช้อาวุธปืนก่อเหตุในสถานที่ชุมชน • ป้องกันการยิงปืนโดยประมาทหรือพลั้งเผลอ • ลดโอกาสเกิดเหตุรุนแรงจากความขัดแย้งเฉียบพลัน • สร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นต่อสังคม แม้ผู้ครอบครองปืนมีใบอนุญาตถูกต้อง แต่พฤติกรรม “พกพาติดตัว” ในพื้นที่สาธารณะอาจสร้างความหวาดกลัวแก่ผู้อื่นได้ จึงต้องควบคุมอย่างเคร่งครัด 3. องค์ประกอบความผิด เพื่อให้ถือว่ามีความผิด ต้องมีองค์ประกอบดังนี้ 1. พาอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนติดตัวออกนอกเคหสถาน 2. อยู่ในพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ 3. ไม่มีเหตุสมควร 4. หรือไม่ได้รับอนุญาตเป็นครั้งคราวจากพนักงานเจ้าหน้าที่ คำว่า “พกติดตัว” ไม่จำเป็นต้องถืออยู่ในมือ อาจอยู่ในกระเป๋า ตำแหน่งเอว หรือในรถยนต์ หากมีการควบคุมปืนอยู่ ถือว่าเข้าข่ายพกพาได้ 4. โทษของการพาอาวุธปืนไปในเมือง–หมู่บ้าน โทษกำหนดตาม มาตรา 72 และมาตรา 72 ทวิ โทษคือ • จำคุกไม่เกิน 5 ปี • หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท • หรือทั้งจำทั้งปรับ หากเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีใบอนุญาตครอบครองอยู่แล้ว โทษจะหนักขึ้นอีก เพราะเป็นความผิดเพิ่มตามมาตรา 7 และมาตรา 8 ทวิ ประกอบมาตรา 72 ด้วยเหตุนี้ หากพกพาปืนโดยไม่มีเหตุสมควร อาจต้องรับโทษร้ายแรง แม้จะเป็นปืนที่มีใบอนุญาตถูกกฎหมายก็ตาม 5. ตัวอย่างคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง คำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับได้ตีความชัดเจนว่าการพกพาปืนติดตัวออกนอกบ้านเป็นความผิด เช่น ฎีกาที่ 2482/2563 จำเลยพกอาวุธปืนเข้าเขตอุทยานแห่งชาติ ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการพกพาปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ถือว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน แม้จำเลยจะอ้างว่าต้องการป้องกันตัวก็ไม่ถือว่าเป็นเหตุสมควร แนวทางนี้สะท้อนว่า ศาลจะมอง “สถานที่” เป็นหลัก หากเป็นพื้นที่ที่ประชาชนเข้าใช้ร่วมกัน ถือว่าเป็นที่สาธารณะ แม้จะเป็นป่าหรืออุทยานก็ตาม 6. กรณีใดบ้างที่อาจถือว่ามีเหตุสมควร กฎหมายไม่ได้ระบุเหตุสมควรไว้อย่างตายตัว แต่คำพิพากษาและแนวปฏิบัติมักพิจารณาดังนี้ • นำปืนไปสนามยิงปืนเพื่อฝึกซ้อม • นำปืนไปซ่อมหรือไปเก็บรักษาในสถานที่อื่น • นำปืนไปใช้ในหน้าที่ราชการ เช่น ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ป่าไม้ • จัดเก็บปืนในกล่องหรือกระเป๋าอย่างมิดชิด ไม่ได้ “พกติดตัวในสภาพพร้อมยิง” แต่การอ้างว่า “พกปืนเพื่อความปลอดภัยส่วนตัว” มักไม่ถือเป็นเหตุสมควร เพราะเป็นเหตุผลทั่วไปที่ไม่แสดงความจำเป็นเฉพาะกรณี 7. ข้อควรระวังสำหรับผู้ครอบครองปืน 1. อย่านำปืนติดตัวออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น 2. หากต้องขนย้าย ต้องเก็บในกล่องหรือกระเป๋าที่ไม่เห็นตัวปืน 3. อย่าใส่ปืนในเอวหรือกระเป๋าสะพายเมื่ออยู่ในพื้นที่ชุมชน 4. อย่านำปืนเข้าไปในงานเทศกาล งานชุมนุม หรือสถานบันเทิง 5. มีใบอนุญาตครอบครอง ไม่ได้หมายความว่าพกได้ทุกที่ สรุป ความผิดฐาน “พาอาวุธปืนไปในเมือง–หมู่บ้าน” เป็นกฎหมายที่มุ่งควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงโดยไม่ห้ามการครอบครองปืน แต่จำกัดการพกพาในพื้นที่สาธารณะเพื่อความปลอดภัยของประชาชน แม้ผู้พกจะมีใบอนุญาตครอบครองปืนถูกต้อง แต่หากนำไปติดตัวในพื้นที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ก็ถือเป็นความผิดและมีโทษรุนแรง การเข้าใจข้อกฎหมายนี้อย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้ครอบครองปืนทำผิดโดยไม่รู้ตัว และยังช่วยส่งเสริมความปลอดภัยในสังคมโดยรวมอีกด้วย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม - คำตอบ คำถาม: คดีอาญาที่เกี่ยวกับอาวุธปืนและอุทยานแห่งชาติในคำพิพากษานี้มีข้อหาและข้อเท็จจริงสำคัญอะไรบ้าง คำตอบ: คดีนี้เป็นคดีอาญาที่จำเลยถูกฟ้องในหลายข้อหา ได้แก่ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร นำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ในเขตอุทยานแห่งชาติ โดยจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงพิจารณาลงโทษในหลายกรรมต่างกัน และบางส่วนเป็นกรรมเดียวผิดหลายบท พร้อมทั้งพิจารณาเหตุบรรเทาโทษจากการรับสารภาพและการรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย 2. คำถาม - คำตอบ คำถาม: หลักกฎหมายเรื่องการใช้กฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลยถูกนำมาใช้ในคดีนี้อย่างไร คำตอบ: ระหว่างพิจารณาคดีในศาลอุทธรณ์ ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ซึ่งยกเลิกพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แต่ยังกำหนดให้การกระทำของจำเลยเป็นความผิดอยู่ เพียงเปลี่ยนบทลงโทษเป็นโทษปรับอย่างเดียวโดยไม่มีโทษจำคุก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากฎหมายใหม่เป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 จึงต้องนำมาใช้บังคับในส่วนโทษจำคุก แม้อัตราโทษปรับของกฎหมายใหม่จะสูงกว่า แต่การไม่มีโทษจำคุกถือเป็นผลที่เป็นประโยชน์แก่จำเลยโดยรวมมากกว่า 3. คำถาม - คำตอบ คำถาม: การรวมโทษเมื่อเป็นหลายกรรมต่างกันและกรรมเดียวผิดต่อหลายบทในคดีนี้ ศาลใช้หลักเกณฑ์อย่างไร คำตอบ: ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นเห็นว่าความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองเป็นคนละกรรม จึงลงโทษทุกกรรมแล้วรวมโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ส่วนการนำเครื่องมือล่าสัตว์เข้าเขตอุทยานแห่งชาติและการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานในเขตอุทยานถือเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อหลายบท ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจึงใช้หลักมาตรา 90 เลือกลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด และถือว่าโทษของบทที่เบากว่าถูกกลืนไป โดยยังคำนึงถึงเหตุบรรเทาโทษจากการรับสารภาพตามมาตรา 78 และรวมโทษให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย 4. คำถาม - คำตอบ คำถาม: เหตุใดศาลฎีกาจึงพิจารณาใช้กฎหมายอุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ร่วมกับอัตราโทษปรับตามกฎหมายเดิม คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกเป็นสองส่วน คือ ส่วนลักษณะโทษและส่วนอัตราโทษ โดยกฎหมายอุทยานแห่งชาติฉบับใหม่มีลักษณะโทษที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า เพราะไม่มีโทษจำคุก จึงต้องใช้กฎหมายใหม่ในส่วนนี้ แต่เมื่อพิจารณาเฉพาะโทษปรับ กฎหมายเดิมกำหนดโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่ากฎหมายใหม่ที่ปรับได้ถึง 100,000 บาท จึงถือว่ากฎหมายเดิมเป็นคุณแก่จำเลยในส่วนอัตราโทษปรับ ตามหลักมาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา ศาลจึงเลือกใช้ทั้งกฎหมายใหม่และกฎหมายเดิมในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่สุด เพื่อให้โทษสุดท้ายที่จำเลยได้รับเป็นไปตามหลักความเมตตาในทางอาญา 5. คำถาม - คำตอบ คำถาม: ศาลฎีกามีอำนาจยกข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ในกรณีที่คู่ความไม่ฎีกา คำตอบ: ในคดีนี้ ศาลฎีกาอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 วางหลักว่า หากข้อกฎหมายเกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน หรือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความถูกต้องของการบังคับใช้กฎหมายอาญา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้โดยไม่ต้องรอให้คู่ความยกเป็นเหตุฎีกา ดังเช่นประเด็นการใช้กฎหมายอุทยานแห่งชาติฉบับใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยในคดีนี้ ศาลฎีกาสามารถตรวจสอบและปรับใช้กฎหมายให้ถูกต้องได้เองเพื่อคุ้มครองหลักนิติธรรมและประโยชน์สาธารณะ 6. คำถาม - คำตอบ คำถาม: คำพิพากษานี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายอะไรแก่ผู้ครอบครองอาวุธปืนและผู้ที่เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ คำตอบ: คำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นว่า การมีและพาอาวุธปืนตลอดจนการนำเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติเป็นการกระทำที่กฎหมายควบคุมอย่างเข้มงวด แม้ผู้กระทำจะมีใบอนุญาตครอบครองปืนหรืออ้างเหตุเพื่อป้องกันตนเอง แต่หากไม่มีเหตุสมควรตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ก็อาจต้องรับโทษอาญาทั้งจำคุกและปรับได้ อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่าศาลยึดหลักการใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยและตรวจสอบโทษโดยคำนึงถึงความสงบเรียบร้อยของสังคมด้วย ผู้ครอบครองอาวุธปืนและผู้ที่เข้าไปในเขตอุทยานจึงต้องตระหนักถึงข้อจำกัดตามกฎหมายและปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด |




