
| ฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ต้องฟ้องภายในกี่ปี ค่าเสียหายจากการละเมิดใช้อายุความ 1 ปีหรือ 10 ปี
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาข้อกฎหมายสำคัญเรื่องอายุความในการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการละเมิด โดยเฉพาะกรณีที่เจ้าของทรัพย์เรียกค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ ค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์ และค่าใช้จ่ายในการติดตามดำเนินคดีและทวงคืนทรัพย์จากผู้ที่นำทรัพย์ไปเก็บรักษาในระหว่างกระบวนการบังคับคดี ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าค่าเสียหายดังกล่าวเป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากมูลละเมิดซึ่งต้องอยู่ภายใต้อายุความ 1 ปี ตามกฎหมายว่าด้วยละเมิด หรือเป็นสิทธิเรียกร้องทั่วไปที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะจึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ศาลฎีกาได้วินิจฉัยถึงลักษณะของสิทธิเรียกร้องดังกล่าวโดยพิจารณาจากคำฟ้องและมูลเหตุแห่งการเรียกร้องเป็นสำคัญ พร้อมทั้งวางหลักเกี่ยวกับการเริ่มนับอายุความจากวันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้รับผิด ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญในการพิจารณาคดีเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดต่อไป ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 4,601,880.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยข้อเท็จจริงเบื้องต้นปรากฏว่าเดิมศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้บริษัท ท. ชำระค่าจ้างแก่จำเลยจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ต่อมาเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดหม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 1,000 KVA จำนวน 1 เครื่อง และตู้จ่ายกระแสไฟฟ้ายี่ห้อ ABB รุ่น SACE EMAX E2 จำนวน 1 ตู้ ซึ่งเป็นทรัพย์สินของโจทก์ หลังจากนั้นโจทก์ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ต่อศาลแรงงานกลาง และศาลมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์ดังกล่าว โดยคดีถึงที่สุดแล้ว ภายหลังจำเลยนำทรัพย์สินทั้งสองรายการคืนแก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 แต่โจทก์อ้างว่าจำเลยมิได้นำทรัพย์กลับคืนในสภาพพร้อมใช้งานดังเดิม เนื่องจากไม่ได้ติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าและตู้จ่ายกระแสไฟฟ้ากลับคืนสู่สภาพเดิม ทำให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติดตั้งทรัพย์สินดังกล่าวให้กลับคืนสู่สภาพพร้อมใช้งานเป็นเงิน 3,802,121.95 บาท นอกจากนี้ยังอ้างว่าต้องเสียค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้งานทรัพย์เป็นเงิน 749,758.06 บาท รวมถึงค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์เป็นเวลานาน และค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงคืนทรัพย์อีก 50,000 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 4,601,880.01 บาท จำเลยให้การปฏิเสธและต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์จึงฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกาให้ฎีกาในประเด็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับอายุความแห่งสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายดังกล่าว โดยโต้แย้งว่าค่าเสียหายที่เรียกร้องไม่อยู่ภายใต้อายุความ 1 ปี ตามกฎหมายละเมิด แต่ควรอยู่ภายใต้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามกฎหมายแพ่ง เนื่องจากเป็นการเรียกค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์ และค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงคืนทรัพย์ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ. คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาตามฎีกาของโจทก์ คือ ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยศาลพิจารณาจากลักษณะของสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาจากชื่อเรียกของค่าเสียหายที่โจทก์ระบุไว้ ศาลเห็นว่าคำฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยยึดถือทรัพย์ของโจทก์ไว้โดยไม่มีสิทธิในลักษณะที่โจทก์จะสามารถใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์จากผู้ไม่มีสิทธิยึดถือได้ตามกฎหมายว่าด้วยกรรมสิทธิ์ แต่โจทก์กลับบรรยายอย่างชัดแจ้งว่าจำเลยนำทรัพย์คืนมาแล้ว เพียงแต่ทรัพย์ดังกล่าวไม่ได้ถูกติดตั้งกลับคืนสู่สภาพพร้อมใช้งานเช่นเดิม อันเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายและเรียกร้องค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้งาน ค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์ และค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงคืนทรัพย์ เมื่อพิจารณาจากมูลเหตุแห่งการฟ้องดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่าการเรียกร้องของโจทก์เป็นการเรียกให้จำเลยรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำอันเป็นละเมิด ไม่ใช่การใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์สินของเจ้าของทรัพย์ ดังนั้นมูลหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องจึงเป็นมูลละเมิด ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยอายุความสำหรับคดีละเมิด ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า กฎหมายกำหนดให้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากละเมิดมีอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยข้อเท็จจริงในคดีรับฟังได้ว่าโจทก์มอบอำนาจให้นายอนุชารับมอบหม้อแปลงไฟฟ้าและตู้จ่ายกระแสไฟฟ้าคืนจากจำเลยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 ดังนั้นอย่างช้าที่สุดโจทก์ย่อมทราบแล้วว่าทรัพย์ถูกส่งคืนในสภาพใด และทราบตัวบุคคลผู้ที่โจทก์เห็นว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหายแล้วตั้งแต่วันดังกล่าว จึงถือว่าเป็นวันที่เริ่มนับอายุความตามกฎหมาย เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องต่อศาลในวันที่ 8 พฤษภาคม 2563 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังพ้นกำหนดหนึ่งปีนับจากวันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้รับผิดแล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความตามกฎหมาย การที่โจทก์อ้างว่าค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์ และค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงคืนทรัพย์ เป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะและควรใช้อายุความทั่วไปสิบปีนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย ศาลฎีกาอธิบายว่า แม้ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องจะประกอบด้วยหลายรายการ แต่เมื่อพิจารณาถึงมูลเหตุแห่งการเรียกร้องแล้ว ล้วนเป็นความเสียหายที่โจทก์อ้างว่าเกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์เป็นเวลานาน หรือค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงคืนทรัพย์ ล้วนเป็นค่าเสียหายที่มีที่มาจากมูลละเมิดทั้งสิ้น จึงต้องอยู่ภายใต้อายุความหนึ่งปีตามบทบัญญัติเกี่ยวกับละเมิด ไม่อาจแยกออกไปใช้อายุความทั่วไปสิบปีได้ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโจทก์นั้นถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เมื่อฟ้องขาดอายุความ การวินิจฉัยประเด็นอื่นย่อมไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป และมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลใช้วินิจฉัย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า การพิจารณาอายุความต้องพิจารณาจากมูลเหตุแห่งสิทธิเรียกร้องที่แท้จริง มิใช่พิจารณาจากลักษณะหรือชื่อของค่าเสียหายที่คู่ความเลือกใช้เรียกในคำฟ้อง แม้โจทก์จะเรียกค่าเสียหายหลายประเภทและพยายามแยกเป็นค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมสภาพ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แต่หากค่าเสียหายเหล่านั้นเกิดขึ้นจากการกระทำที่อ้างว่าเป็นความผิดของจำเลยและเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย มูลแห่งหนี้ดังกล่าวย่อมเป็นมูลละเมิด หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากคู่ความจำนวนมากมักเข้าใจว่าการเรียกค่าเสียหายบางประเภท เช่น ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ หรือค่าใช้จ่ายในการติดตามทรัพย์ เป็นสิทธิเรียกร้องที่แยกต่างหากจากละเมิดและสามารถใช้อายุความทั่วไปได้ แต่ศาลฎีกาได้ยืนยันว่าต้องย้อนกลับไปพิจารณาว่าความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นจากเหตุใด หากเกิดจากการกระทำที่อ้างว่าเป็นการละเมิด ย่อมอยู่ภายใต้อายุความเฉพาะสำหรับคดีละเมิด อีกหลักการหนึ่งที่สำคัญคือ การเริ่มนับอายุความในคดีละเมิดไม่ได้เริ่มจากวันที่ผู้เสียหายคำนวณมูลค่าความเสียหายได้ครบถ้วน หรือวันที่ความเสียหายสิ้นสุดลงทั้งหมด แต่เริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้รับผิดแล้ว เมื่อโจทก์ได้รับทรัพย์คืนและทราบสภาพของทรัพย์ในวันรับมอบ จึงถือว่าทราบถึงเหตุแห่งความเสียหายและทราบตัวผู้ที่โจทก์เห็นว่าต้องรับผิดแล้ว อายุความจึงเริ่มเดินนับตั้งแต่วันดังกล่าวทันที คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการจำแนกมูลคดีระหว่างสิทธิเรียกร้องจากกรรมสิทธิ์กับสิทธิเรียกร้องจากละเมิด โดยศาลให้ความสำคัญกับเนื้อหาของคำฟ้องและสภาพแห่งสิทธิเรียกร้องที่แท้จริงมากกว่าถ้อยคำหรือเหตุผลทางกฎหมายที่คู่ความพยายามหยิบยกขึ้นอ้าง เพื่อป้องกันมิให้มีการหลีกเลี่ยงบทบัญญัติเรื่องอายุความที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ. เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับอายุความคดีละเมิดและอายุความทั่วไป หลักอายุความเป็นกลไกทางกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความแน่นอนแห่งนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และป้องกันมิให้ข้อพิพาทถูกนำกลับมาฟ้องร้องภายหลังจากเวลาผ่านไปเป็นระยะเวลานานจนพยานหลักฐานเสื่อมสภาพหรือสูญหายไป กฎหมายจึงกำหนดให้อายุความของสิทธิเรียกร้องแต่ละประเภทแตกต่างกันตามลักษณะของมูลหนี้และความจำเป็นในการคุ้มครองสิทธิของคู่กรณี สำหรับคดีละเมิด กฎหมายกำหนดอายุความไว้เพียงหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากโดยสภาพของคดีละเมิด ผู้เสียหายมักทราบถึงเหตุแห่งความเสียหายและบุคคลผู้ก่อความเสียหายได้ในระยะเวลาอันใกล้กับเวลาที่เกิดเหตุ หากปล่อยให้สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้เป็นเวลานานเกินสมควร ย่อมก่อให้เกิดความไม่แน่นอนในทางกฎหมายแก่ผู้ถูกกล่าวหาและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์ ในทางกลับกัน อายุความทั่วไปสิบปีถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้กับสิทธิเรียกร้องที่กฎหมายมิได้บัญญัติอายุความไว้เป็นการเฉพาะ ดังนั้นเมื่อกฎหมายได้กำหนดอายุความสำหรับคดีละเมิดไว้โดยตรงแล้ว ย่อมไม่อาจนำอายุความทั่วไปมาใช้แทนได้ แม้ผู้เสียหายจะพยายามจัดลักษณะของค่าเสียหายให้แตกต่างจากค่าสินไหมทดแทนจากละเมิดก็ตาม หากมูลเหตุแห่งการเรียกร้องยังคงมีรากฐานมาจากการละเมิด อายุความเฉพาะย่อมต้องได้รับการบังคับใช้ก่อนอายุความทั่วไปเสมอ คดีนี้จึงสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดเจนว่า การใช้อายุความต้องพิจารณาจากสภาพแห่งสิทธิเรียกร้องที่แท้จริง ไม่ใช่พิจารณาจากถ้อยคำหรือวิธีการจัดรูปแบบคำฟ้องของคู่ความ เพราะหากเปิดโอกาสให้คู่ความเปลี่ยนชื่อเรียกค่าเสียหายเพื่อหลีกเลี่ยงอายุความเฉพาะได้ ย่อมทำให้บทบัญญัติเรื่องอายุความที่กฎหมายกำหนดไว้สูญเสียประสิทธิภาพในการบังคับใช้ วิเคราะห์แนววินิจฉัยของศาลฎีกาจากข้อเท็จจริงในคดีนี้ แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้ให้ความสำคัญกับการพิจารณา "มูลแห่งสิทธิเรียกร้อง" มากกว่าการพิจารณา "ประเภทของค่าเสียหาย" ที่ปรากฏในคำฟ้อง โดยแม้โจทก์จะเรียกค่าเสียหายหลายรายการ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งทรัพย์กลับคืนสู่สภาพพร้อมใช้งาน ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ ค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์ และค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงคืนทรัพย์ แต่ศาลไม่ได้แยกพิจารณาอายุความของค่าเสียหายแต่ละรายการเป็นรายส่วน ศาลกลับพิจารณาในภาพรวมว่า ค่าเสียหายทั้งหมดดังกล่าวเกิดขึ้นจากการกระทำที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยต้องรับผิด ดังนั้นจึงมีมูลฐานเดียวกัน คือ มูลละเมิด เมื่อมูลแห่งหนี้เป็นละเมิด อายุความที่ใช้บังคับจึงต้องเป็นอายุความตามกฎหมายละเมิดทั้งหมด ไม่อาจแยกบางรายการไปใช้อายุความทั่วไปได้ อีกประเด็นหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากคำวินิจฉัยคือ ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ได้รับทรัพย์คืนแล้วก่อนฟ้องคดีเป็นเวลานาน โดยเมื่อโจทก์ได้รับทรัพย์คืนเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 โจทก์ย่อมสามารถตรวจสอบสภาพทรัพย์ได้ทันทีว่ามีความเสียหายหรือมีค่าใช้จ่ายใดเกิดขึ้นจากการนำทรัพย์กลับไปใช้งาน ดังนั้นศาลจึงถือว่าวันดังกล่าวเป็นวันที่โจทก์รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ที่โจทก์เห็นว่าต้องรับผิด แนววินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ศาลไม่ได้รอให้โจทก์คำนวณความเสียหายได้ครบถ้วนหรือรอให้เกิดผลเสียหายทั้งหมดเสียก่อนจึงจะเริ่มนับอายุความ แต่ถือเอาวันที่ผู้เสียหายมีความรู้เพียงพอเกี่ยวกับการละเมิดและตัวผู้รับผิดเป็นจุดเริ่มต้นของการนับอายุความ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการทั่วไปของกฎหมายเรื่องละเมิด คดีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างคดีติดตามเอาคืนทรัพย์กับคดีเรียกค่าเสียหายจากละเมิดอย่างชัดเจน เนื่องจากโจทก์มิได้ฟ้องเพื่อขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์ แต่ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นภายหลังจากได้รับทรัพย์คืนแล้ว ศาลจึงวินิจฉัยว่าคดีดังกล่าวมิใช่การใช้สิทธิของเจ้าของทรัพย์ในการติดตามเอาคืนทรัพย์ หากแต่เป็นการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่โจทก์อ้างว่าเกิดจากการกระทำของจำเลย ซึ่งโดยสภาพแล้วเป็นคดีละเมิดโดยตรง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าฟ้องของโจทก์ไม่มีเหตุให้รับฟังได้ จึงมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายจำนวน 4,601,880.01 บาท ตามที่โจทก์เรียกร้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโจทก์ทั้งหมด พร้อมกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคำฟ้องของโจทก์เป็นการเรียกค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิด ไม่ใช่การใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ของเจ้าของทรัพย์ ค่าใช้จ่ายในการติดตั้งทรัพย์ ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ ค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์ และค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงคืนทรัพย์ ล้วนเป็นค่าสินไหมทดแทนที่เกิดจากมูลละเมิด จึงอยู่ภายใต้อายุความหนึ่งปี เมื่อโจทก์รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้รับผิดตั้งแต่วันที่ได้รับทรัพย์คืน แต่กลับนำคดีมาฟ้องภายหลังพ้นกำหนดหนึ่งปีแล้ว สิทธิเรียกร้องจึงขาดอายุความ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้น พร้อมกำหนดให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า การวินิจฉัยอายุความต้องพิจารณาจากมูลแห่งสิทธิเรียกร้องที่แท้จริง มิใช่พิจารณาจากถ้อยคำที่คู่ความใช้บรรยายหรือชื่อเรียกของค่าเสียหาย หากความเสียหายที่เรียกร้องมีสาเหตุมาจากการกระทำที่อ้างว่าเป็นละเมิด สิทธิเรียกร้องดังกล่าวย่อมอยู่ภายใต้บทบัญญัติเรื่องอายุความคดีละเมิดโดยตรง แม้ว่าค่าเสียหายนั้นจะอยู่ในรูปของค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์ หรือค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงคืนทรัพย์ก็ตาม อีกประการหนึ่ง ผู้เสียหายต้องระมัดระวังการนับอายุความในคดีละเมิดอย่างเคร่งครัด เพราะกฎหมายกำหนดระยะเวลาเพียงหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้รับผิด การรอรวบรวมข้อมูล การคำนวณค่าเสียหายเพิ่มเติม หรือการเจรจาระหว่างคู่กรณี มิได้ทำให้อายุความหยุดเดิน เว้นแต่จะมีเหตุหยุดหรือสะดุดหยุดลงตามที่กฎหมายบัญญัติ สาระสำคัญของคดีนี้จึงอยู่ที่หลักว่า เมื่อกฎหมายกำหนดอายุความเฉพาะสำหรับสิทธิเรียกร้องประเภทใดไว้แล้ว ย่อมต้องใช้อายุความเฉพาะนั้นก่อนเสมอ ไม่อาจหลีกเลี่ยงไปใช้อายุความทั่วไปได้เพียงเพราะเปลี่ยนวิธีบรรยายข้อเรียกร้องหรือเปลี่ยนชื่อเรียกของค่าเสียหาย การวิเคราะห์มูลแห่งหนี้ที่แท้จริงจึงเป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดอายุความและผลแห่งคดีในทางปฏิบัติ. ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การเรียกค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ ค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์ และค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงคืนทรัพย์ เป็นสิทธิเรียกร้องที่เกิดจากมูลละเมิดซึ่งต้องอยู่ภายใต้อายุความ 1 ปี หรือเป็นสิทธิเรียกร้องทั่วไปที่ใช้อายุความ 10 ปี โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์จะเรียกค่าเสียหายหลายประเภท แต่เมื่อค่าเสียหายทั้งหมดมีที่มาจากการกระทำที่โจทก์กล่าวอ้างว่าทำให้เกิดความเสียหาย จึงเป็นค่าสินไหมทดแทนจากมูลละเมิดทั้งหมด และต้องใช้อายุความ 1 ปี ตามกฎหมายว่าด้วยละเมิด ไม่ใช่อายุความทั่วไป 10 ปี สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. อายุความคดีละเมิด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องทั้งหมดมีมูลฐานมาจากการละเมิด ไม่ว่าจะเป็นค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์ หรือค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงคืนทรัพย์ จึงต้องอยู่ภายใต้อายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องรับผิด เมื่อโจทก์ได้รับทรัพย์คืนและทราบสภาพทรัพย์แล้ว ย่อมถือว่าเริ่มรู้ถึงความเสียหายและผู้รับผิด อายุความจึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว 2. มูลแห่งสิทธิเรียกร้อง ศาลให้ความสำคัญกับมูลเหตุที่แท้จริงของการฟ้องมากกว่าชื่อเรียกของค่าเสียหาย แม้โจทก์จะพยายามอธิบายว่าค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมสภาพ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาแห่งคำฟ้องแล้วพบว่าความเสียหายทั้งหมดเกิดจากการกระทำที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยต้องรับผิด มูลแห่งหนี้จึงเป็นมูลละเมิด ส่งผลให้อายุความที่ใช้บังคับต้องเป็นอายุความคดีละเมิดโดยตรง อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มาตรา 193/30 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยอายุความทั่วไป ซึ่งใช้บังคับแก่สิทธิเรียกร้องทั้งหลายที่กฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ หลักการสำคัญของบทบัญญัตินี้คือ หากกฎหมายไม่ได้บัญญัติระยะเวลาอายุความสำหรับสิทธิเรียกร้องประเภทใดไว้โดยเฉพาะ สิทธิเรียกร้องนั้นจะอยู่ภายใต้อายุความสิบปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติเฉพาะมารองรับ เจตนารมณ์ของมาตรานี้มุ่งสร้างความแน่นอนทางกฎหมายและกำหนดกรอบระยะเวลาสำหรับการใช้สิทธิเรียกร้องทางแพ่ง เพื่อป้องกันมิให้มีการฟ้องร้องหลังจากเวลาผ่านไปนานจนพยานหลักฐานเสื่อมสภาพหรือข้อเท็จจริงยากแก่การพิสูจน์ อย่างไรก็ตาม อายุความสิบปีตามมาตรา 193/30 เป็นเพียงอายุความทั่วไปที่มีลักษณะเป็นบทสำรอง กล่าวคือ จะนำมาใช้ได้ต่อเมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความเฉพาะสำหรับสิทธิเรียกร้องนั้นไว้ก่อน ในคดีนี้ โจทก์พยายามอ้างว่า ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ ค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์ และค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงคืนทรัพย์ เป็นสิทธิเรียกร้องที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงควรใช้อายุความทั่วไปสิบปีตามมาตรา 193/30 แต่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย เนื่องจากเมื่อพิจารณาถึงมูลเหตุแห่งสิทธิเรียกร้องแล้ว พบว่าค่าเสียหายทั้งหมดดังกล่าวเกิดจากการกระทำที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดของจำเลย จึงตกอยู่ภายใต้บทบัญญัติเรื่องอายุความคดีละเมิดซึ่งเป็นบทเฉพาะอยู่แล้ว หลักสำคัญที่ได้จากคดีนี้คือ มาตรา 193/30 ไม่สามารถนำมาใช้แทนอายุความเฉพาะได้ หากกฎหมายได้กำหนดอายุความสำหรับสิทธิเรียกร้องประเภทนั้นไว้แล้ว ศาลต้องใช้อายุความเฉพาะก่อนเสมอ เพราะบทบัญญัติเรื่องอายุความเฉพาะย่อมมีผลใช้บังคับเหนืออายุความทั่วไป การพิจารณาว่าจะใช้อายุความใดจึงต้องเริ่มจากการค้นหามูลแห่งสิทธิเรียกร้องที่แท้จริงก่อน แล้วจึงตรวจสอบว่ากฎหมายได้กำหนดอายุความเฉพาะไว้หรือไม่ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้หลักกฎหมายเรื่องอายุความทั่วไปในฐานะบทสำรอง โดยศาลฎีกายืนยันว่าหากสิทธิเรียกร้องมีรากฐานมาจากมูลละเมิดแล้ว ย่อมไม่อาจอ้างมาตรา 193/30 เพื่อขยายระยะเวลาอายุความจากหนึ่งปีเป็นสิบปีได้ เพราะจะเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ได้กำหนดอายุความเฉพาะไว้โดยตรงแล้ว อธิบายหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 มาตรา 448 เป็นบทบัญญัติสำคัญในหมวดละเมิดที่กำหนดอายุความสำหรับสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนอันเกิดจากการละเมิด โดยกำหนดให้ผู้เสียหายต้องใช้สิทธิฟ้องคดีภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หลักกฎหมายดังกล่าวสะท้อนแนวคิดที่ว่า คดีละเมิดเป็นกรณีที่ผู้เสียหายมักทราบถึงความเสียหายและทราบตัวผู้ก่อความเสียหายได้ภายในระยะเวลาไม่นาน จึงไม่ควรปล่อยให้สิทธิเรียกร้องคงอยู่เป็นเวลานานเกินสมควร องค์ประกอบสำคัญของการเริ่มนับอายุความตามมาตรา 448 มีอยู่สองประการ คือ ผู้เสียหายต้องรู้ถึงการละเมิด และต้องรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อองค์ประกอบทั้งสองเกิดขึ้นพร้อมกัน อายุความหนึ่งปีจะเริ่มเดินทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้เสียหายทราบมูลค่าความเสียหายทั้งหมด หรือสามารถคำนวณจำนวนเงินที่ต้องเรียกร้องได้อย่างครบถ้วน ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ได้รับทรัพย์คืนเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 และในวันดังกล่าวโจทก์ย่อมทราบแล้วว่าทรัพย์อยู่ในสภาพใด รวมทั้งทราบตัวบุคคลที่โจทก์เห็นว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย ดังนั้นอายุความตามมาตรา 448 จึงเริ่มนับตั้งแต่วันดังกล่าว แม้ภายหลังโจทก์จะต้องใช้เวลาตรวจสอบหรือประเมินความเสียหายเพิ่มเติม ก็ไม่ทำให้อายุความเริ่มนับช้าลง ศาลยังวินิจฉัยอีกว่า ค่าเสียหายทุกประเภทที่โจทก์เรียกร้อง ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการติดตั้งทรัพย์กลับคืนสู่สภาพเดิม ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ ค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์ หรือค่าใช้จ่ายในการติดตามดำเนินคดีและทวงคืนทรัพย์ ล้วนเป็นค่าสินไหมทดแทนที่มีที่มาจากมูลละเมิดทั้งสิ้น จึงต้องอยู่ภายใต้อายุความเดียวกันตามมาตรา 448 หลักสำคัญที่ได้จากคำวินิจฉัยนี้คือ การพิจารณาอายุความในคดีละเมิดต้องดูที่ต้นกำเนิดของความเสียหาย มิใช่ดูที่รูปแบบของค่าเสียหายหรือวิธีการเรียกชื่อของสิทธิเรียกร้อง หากความเสียหายเกิดขึ้นจากการกระทำที่อ้างว่าเป็นละเมิด อายุความหนึ่งปีตามมาตรา 448 ย่อมใช้บังคับกับค่าเสียหายทุกส่วนที่เป็นผลสืบเนื่องจากการละเมิดนั้น คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า มาตรา 448 มีบทบาทในการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน และเป็นบทบัญญัติที่ศาลให้ความสำคัญอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาความแน่นอนของนิติสัมพันธ์และป้องกันการฟ้องร้องหลังจากเวลาผ่านไปเป็นระยะเวลานานเกินสมควรตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การเรียกค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ถือเป็นการเรียกค่าเสียหายจากละเมิดหรือไม่ คำตอบ การพิจารณาว่าค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์เป็นค่าเสียหายจากละเมิดหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากมูลเหตุแห่งสิทธิเรียกร้องเป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาจากชื่อเรียกของค่าเสียหายหรือวิธีการบรรยายคำฟ้องของคู่ความ หากความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นจากการกระทำที่ผู้เสียหายอ้างว่าคู่กรณีอีกฝ่ายกระทำโดยไม่ชอบและก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตน สิทธิเรียกร้องดังกล่าวย่อมมีรากฐานมาจากมูลละเมิด ในคดีนี้โจทก์เรียกค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้หม้อแปลงไฟฟ้าและตู้จ่ายกระแสไฟฟ้า รวมทั้งเรียกค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์และค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงคืนทรัพย์ โดยอ้างว่าความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นจากการที่จำเลยนำทรัพย์ไปเก็บรักษาและส่งคืนโดยไม่ได้ติดตั้งกลับคืนสู่สภาพพร้อมใช้งาน ศาลฎีกาจึงพิจารณาว่าค่าเสียหายทั้งหมดมีต้นกำเนิดมาจากเหตุเดียวกัน คือ ความเสียหายที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเกิดจากการกระทำของจำเลย จึงถือเป็นค่าสินไหมทดแทนจากมูลละเมิดทั้งหมด ไม่สามารถแยกบางส่วนออกไปเป็นสิทธิเรียกร้องประเภทอื่นได้ หลักสำคัญของคดีนี้จึงอยู่ที่การวิเคราะห์มูลแห่งหนี้ที่แท้จริงมากกว่าการดูเฉพาะชื่อเรียกของรายการค่าเสียหายที่ปรากฏในคำฟ้อง เพราะเมื่อมูลแห่งหนี้เป็นละเมิดแล้ว กฎหมายย่อมกำหนดอายุความเฉพาะให้ใช้บังคับแก่สิทธิเรียกร้องดังกล่าวโดยตรง 2. คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่รับฟังข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าต้องใช้อายุความทั่วไปสิบปี คำตอบ เหตุผลสำคัญที่ศาลไม่รับฟังข้ออ้างของโจทก์เกี่ยวกับอายุความทั่วไปสิบปี เพราะศาลเห็นว่ากฎหมายได้กำหนดอายุความเฉพาะสำหรับสิทธิเรียกร้องจากละเมิดไว้แล้ว การนำอายุความทั่วไปมาใช้จึงทำได้เฉพาะกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นพิเศษเท่านั้น ในคดีนี้โจทก์อ้างว่าค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์ และค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงคืนทรัพย์ ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงควรใช้อายุความสิบปี แต่ศาลฎีกาพิจารณาว่าค่าเสียหายทุกประเภทที่โจทก์เรียกร้องล้วนเป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำที่โจทก์กล่าวอ้างว่าเป็นการละเมิดของจำเลย ดังนั้นแม้จะมีการแยกรายการค่าเสียหายออกเป็นหลายประเภท ก็ไม่ได้ทำให้มูลแห่งสิทธิเรียกร้องเปลี่ยนแปลงไป เมื่อมูลแห่งหนี้ยังคงเป็นมูลละเมิด อายุความที่ใช้บังคับจึงต้องเป็นอายุความสำหรับคดีละเมิด ไม่ใช่อายุความทั่วไป หลักการนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของกฎหมายเรื่องอายุความว่า ต้องพิจารณาจากลักษณะที่แท้จริงของสิทธิเรียกร้อง ไม่ใช่พิจารณาจากวิธีการจัดรูปแบบคำฟ้องหรือการตั้งชื่อรายการค่าเสียหาย เพราะหากอนุญาตให้คู่ความเปลี่ยนชื่อเรียกของค่าเสียหายเพื่อหลีกเลี่ยงอายุความเฉพาะได้ บทบัญญัติเรื่องอายุความที่กฎหมายกำหนดไว้ก็จะหมดความหมายในทางปฏิบัติ 3. คำถาม การรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเริ่มนับจากเมื่อใด คำตอบ หลักการสำคัญของกฎหมายเรื่องอายุความคดีละเมิดคือ อายุความจะเริ่มนับเมื่อผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้เสียหายทราบรายละเอียดความเสียหายครบทุกประการ หรือสามารถคำนวณจำนวนเงินที่ต้องเรียกร้องได้อย่างสมบูรณ์ ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาว่าโจทก์มอบอำนาจให้ผู้แทนรับหม้อแปลงไฟฟ้าและตู้จ่ายกระแสไฟฟ้าคืนจากจำเลยเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 เมื่อได้รับทรัพย์คืนแล้ว โจทก์ย่อมสามารถตรวจสอบสภาพทรัพย์ได้ว่ามีความเสียหายหรือไม่ และย่อมทราบอยู่แล้วว่าบุคคลใดเป็นผู้ที่โจทก์เห็นว่าต้องรับผิดในความเสียหายดังกล่าว ศาลจึงถือว่าวันที่ได้รับทรัพย์คืนเป็นวันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน การเริ่มนับอายุความจึงเกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้นทันที ไม่อาจอ้างได้ว่ายังไม่ทราบมูลค่าความเสียหายทั้งหมดหรือยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพราะการคำนวณความเสียหายเป็นคนละเรื่องกับการเริ่มนับอายุความ หลักกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากผู้เสียหายจำนวนมากเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าต้องรอให้ความเสียหายปรากฏครบถ้วนก่อนจึงจะเริ่มนับอายุความ ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักที่ศาลฎีกาวินิจฉัยในคดีนี้ 4. คำถาม การได้รับทรัพย์คืนแล้วแต่ทรัพย์ยังไม่พร้อมใช้งาน มีสิทธิเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ คำตอบ จากข้อเท็จจริงในคดีนี้ โจทก์อ้างว่าจำเลยได้นำหม้อแปลงไฟฟ้าและตู้จ่ายกระแสไฟฟ้าคืนมาแล้ว แต่ไม่ได้ติดตั้งกลับคืนสู่สภาพพร้อมใช้งานดังเดิม ทำให้โจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการติดตั้งทรัพย์กลับคืนสู่สภาพเดิม พร้อมทั้งได้รับความเสียหายในรูปของค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ ค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์ และค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงคืนทรัพย์ ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยปฏิเสธในหลักการว่าค่าเสียหายประเภทดังกล่าวไม่อาจเรียกร้องได้ แต่ศาลมุ่งวินิจฉัยในประเด็นอายุความเป็นสำคัญ โดยถือว่าค่าเสียหายทุกประเภทที่โจทก์เรียกร้องมีลักษณะเป็นค่าสินไหมทดแทนจากมูลละเมิด ดังนั้นแม้ผู้เสียหายจะมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้ตามที่อ้าง แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องอยู่ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติไว้ เมื่อศาลรับฟังว่าโจทก์รู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้พึงต้องรับผิดตั้งแต่วันที่ได้รับทรัพย์คืน แต่กลับนำคดีมาฟ้องหลังจากพ้นกำหนดหนึ่งปีแล้ว สิทธิเรียกร้องดังกล่าวจึงขาดอายุความ คดีนี้จึงแสดงให้เห็นว่า การมีสิทธิเรียกร้องและการใช้สิทธิภายในกำหนดอายุความเป็นคนละเรื่องกัน แม้จะมีสิทธิในเนื้อหาแห่งคดี แต่หากปล่อยให้พ้นกำหนดอายุความ ย่อมไม่อาจใช้สิทธินั้นบังคับทางศาลได้อีกต่อไป 5. คำถาม เพราะเหตุใดศาลจึงวินิจฉัยว่าคดีนี้ไม่ใช่การใช้สิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ของเจ้าของทรัพย์ คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาจากเนื้อหาแห่งคำฟ้องและวัตถุประสงค์ของการฟ้องคดีเป็นสำคัญ โดยเห็นว่าคดีนี้โจทก์มิได้ฟ้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งคืนหม้อแปลงไฟฟ้าหรือตู้จ่ายกระแสไฟฟ้าให้แก่ตน เนื่องจากในขณะที่ยื่นฟ้องนั้นจำเลยได้นำทรัพย์ทั้งสองรายการคืนให้แก่โจทก์แล้ว ข้อเรียกร้องของโจทก์จึงมิใช่การขอให้ได้รับทรัพย์คืน แต่เป็นการเรียกค่าใช้จ่ายในการติดตั้งทรัพย์ให้กลับคืนสู่สภาพพร้อมใช้งาน ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์เป็นเวลานาน และค่าใช้จ่ายในการติดตามดำเนินคดีและทวงคืนทรัพย์ ศาลจึงเห็นว่ามูลแห่งสิทธิเรียกร้องตามคำฟ้องมิใช่สิทธิของเจ้าของทรัพย์ในการติดตามเอาคืนทรัพย์ แต่เป็นการเรียกร้องค่าเสียหายที่โจทก์อ้างว่าเกิดขึ้นจากการกระทำของจำเลย การพิจารณาว่าคดีเป็นคดีประเภทใดจึงต้องดูจากสภาพแห่งข้อเรียกร้องที่แท้จริง มิใช่ดูเพียงภูมิหลังของข้อพิพาทหรือข้อเท็จจริงว่าทรัพย์เคยถูกยึดและนำไปเก็บรักษามาก่อน เมื่อข้อเรียกร้องทั้งหมดมุ่งไปที่การชดใช้ค่าเสียหาย ศาลจึงจัดให้เป็นคดีเรียกค่าสินไหมทดแทนจากมูลละเมิด และนำบทบัญญัติเรื่องอายุความคดีละเมิดมาใช้บังคับแก่คดีนี้ 6. คำถาม ค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์และค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงคืนทรัพย์ใช้อายุความเดียวกับค่าขาดประโยชน์หรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าค่าเสียหายทุกประเภทที่โจทก์เรียกร้องในคดีนี้อยู่ภายใต้อายุความเดียวกัน เนื่องจากมีมูลเหตุแห่งสิทธิเรียกร้องเดียวกัน กล่าวคือเกิดจากการกระทำที่โจทก์อ้างว่าเป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายจากจำเลย ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าและตู้จ่ายกระแสไฟฟ้ากลับคืนสู่สภาพพร้อมใช้งาน ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์เป็นเวลานาน หรือค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงคืนทรัพย์ ล้วนเป็นค่าเสียหายที่เป็นผลสืบเนื่องจากเหตุเดียวกันทั้งสิ้น ศาลจึงมิได้แยกอายุความของแต่ละรายการออกจากกัน แต่พิจารณาในลักษณะรวมว่าเป็นค่าสินไหมทดแทนจากมูลละเมิดทั้งหมด ผลทางกฎหมายคือค่าเสียหายทุกรายการต้องอยู่ภายใต้อายุความหนึ่งปีตามบทบัญญัติเรื่องละเมิด ไม่สามารถเลือกใช้อายุความหนึ่งปีสำหรับบางรายการและใช้อายุความสิบปีสำหรับอีกรายการหนึ่งได้ หลักการดังกล่าวช่วยสร้างความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายและป้องกันปัญหาการตีความที่อาจทำให้เกิดอายุความหลายประเภทภายในข้อพิพาทเดียวกัน ทั้งยังสอดคล้องกับหลักที่ให้พิจารณาจากมูลแห่งหนี้เป็นสำคัญมากกว่ารูปแบบของรายการค่าเสียหายที่ผู้เสียหายเลือกเรียกร้อง 7. คำถาม หากผู้เสียหายเห็นว่าค่าเสียหายของตนไม่ใช่คดีละเมิด ศาลจะพิจารณาตามที่ผู้เสียหายอ้างหรือไม่ คำตอบ การพิจารณาว่าสิทธิเรียกร้องเป็นคดีประเภทใดไม่ขึ้นอยู่กับการจัดประเภทของคู่ความเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นหน้าที่ของศาลที่จะต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและมูลแห่งสิทธิเรียกร้องที่ปรากฏในคำฟ้องอย่างแท้จริง ในคดีนี้โจทก์พยายามโต้แย้งว่าค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ ค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์ และค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงคืนทรัพย์ ไม่ควรอยู่ภายใต้อายุความคดีละเมิด แต่ควรใช้อายุความทั่วไปสิบปี อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกามิได้ยึดถือเพียงถ้อยคำหรือข้อโต้แย้งของโจทก์ หากแต่พิจารณาถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหายดังกล่าว และพบว่าค่าเสียหายทุกประเภทที่เรียกร้องมีที่มาจากการกระทำที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตน จึงถือว่ามีมูลฐานมาจากละเมิดทั้งหมด หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะแสดงให้เห็นว่าศาลจะวินิจฉัยตามลักษณะที่แท้จริงของสิทธิเรียกร้อง ไม่ใช่ตามชื่อเรียกที่คู่ความกำหนด หากปล่อยให้คู่ความสามารถเปลี่ยนประเภทของสิทธิเรียกร้องได้ด้วยการใช้ถ้อยคำที่แตกต่างกัน ย่อมทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎหมายและกระทบต่อหลักความเสมอภาคในการพิจารณาคดี 8. คำถาม คดีนี้ให้บทเรียนทางกฎหมายที่สำคัญอย่างไรเกี่ยวกับการฟ้องเรียกค่าเสียหาย คำตอบ บทเรียนสำคัญจากคดีนี้คือ ผู้เสียหายต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบมูลแห่งสิทธิเรียกร้องและกำหนดอายุความที่ถูกต้องตั้งแต่ก่อนยื่นฟ้อง เพราะแม้จะมีข้อเท็จจริงที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายจริง และแม้จะมีค่าใช้จ่ายหรือความสูญเสียเกิดขึ้นจริง แต่หากปล่อยให้พ้นกำหนดอายุความที่กฎหมายกำหนดไว้ สิทธิในการบังคับเรียกร้องทางศาลย่อมสิ้นสุดลงได้ ในคดีนี้โจทก์เรียกค่าใช้จ่ายในการติดตั้งทรัพย์กลับคืนสู่สภาพเดิม ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ ค่าเสื่อมสภาพของทรัพย์ และค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงคืนทรัพย์รวมเป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท แต่ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยในเนื้อหาว่าความเสียหายแต่ละรายการมีจำนวนถูกต้องหรือไม่ เนื่องจากเห็นว่าปัญหาเรื่องอายุความเพียงประเด็นเดียวก็เพียงพอที่จะชี้ขาดผลแห่งคดีได้แล้ว คดีนี้จึงตอกย้ำหลักกฎหมายที่สำคัญว่า อายุความมิใช่เพียงข้อกฎหมายทางเทคนิค แต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการใช้สิทธิทางศาล ผู้ที่ได้รับความเสียหายจึงควรดำเนินการทางกฎหมายโดยไม่ล่าช้า และควรประเมินลักษณะของสิทธิเรียกร้องให้ถูกต้องตั้งแต่ต้นเพื่อป้องกันการสูญเสียสิทธิเนื่องจากขาดอายุความดังเช่นที่เกิดขึ้นในคดีนี้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 399/2568 การเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ และค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงถามทรัพย์คืนจากจำเลยในระหว่างที่จำเลยบังคับคดีนำทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ไปเก็บรักษาเป็นการเรียกร้องเอาค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิด มีอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่กรณีที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะซึ่งต้องใช้อายุความทั่วไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ดังที่โจทก์ฎีกา โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 4,601,880.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าศาลแรงงานกลางมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้บริษัท ท. ชำระค่าจ้างแก่จำเลย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2560 จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดหม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 1,000 KVA จำนวน 1 เครื่อง และตู้จ่ายกระแสไฟฟ้ายี่ห้อ ABB รุ่น SACE EMAX E2 จำนวน 1 ตู้ ของโจทก์ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้ปล่อยทรัพย์สินดังกล่าว คดีถึงที่สุดแล้วตามสำเนาคดีหมายเลขแดงที่ ข 3/2560 จำเลยนำทรัพย์สินทั้งสองรายการดังกล่าวคืนแก่โจทก์เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ยึดถือทรัพย์สินของโจทก์ไว้โดยไม่มีสิทธิอันจะเป็นเหตุให้โจทก์สามารถใช้สิทธิติดตามและเอาคืนทรัพย์สินของโจทก์จากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิที่จะยึดถือไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่อย่างใด กลับปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้อย่างชัดเจนว่า จำเลยนำหม้อแปลงไฟฟ้าขนาด 1,000 KVA จำนวน 1 เครื่อง และตู้จ่ายกระแสไฟฟ้ายี่ห้อ ABB รุ่น SACE EMAX E2 จำนวน 1 ตู้ คืนแก่โจทก์โดยมิได้ติดตั้งทรัพย์ทั้งสองรายการให้กลับคืนสู่สภาพพร้อมใช้งานดังเดิม ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายมีค่าใช้จ่ายที่โจทก์จะต้องดำเนินการติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าและตู้จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กลับคืนสู่สภาพเดิมพร้อมใช้งานเป็นเงิน 3,802,121.95 บาท ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้งานเป็นเงิน 749,758.06 บาท ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์เป็นเวลานาน ค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงคืนทรัพย์เป็นเงิน 50,000 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหายทั้งสิ้น 4,601,880.01 บาท จึงไม่ใช่การฟ้องคดีเพื่อติดตามเอาทรัพย์สินของโจทก์คืนจากจำเลยผู้ไม่มีสิทธิยึดถือทรัพย์ของโจทก์ไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 แต่เป็นการฟ้องคดีให้จำเลยรับผิดในการละเมิดของจำเลยต่อโจทก์ตามมาตรา 420 ซึ่งอยู่ในบังคับอายุความ 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายอนุชา รับหม้อแปลงไฟฟ้าและตู้จ่ายกระแสไฟฟ้าคืนจากจำเลยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 จึงฟังได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีนี้ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2562 แล้ว ดังนั้นเมื่อโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2563 จึงล่วงพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันดังกล่าวแล้ว คดีของโจทก์จึงขาดอายุความตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ฎีกาว่า ระหว่างที่จำเลยบังคับคดีนำทรัพย์ทั้งสองรายการตามฟ้องไปเก็บรักษา ย่อมทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้สอยทรัพย์ดังกล่าวได้ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์ โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากจำเลยและค่าเสียหายอื่น ๆ อันได้แก่ ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ ค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงทรัพย์คืนจากจำเลย ซึ่งมิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไป คือ อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 นั้น เห็นว่า การเรียกค่าเสียหายอันเป็นค่าขาดประโยชน์ ค่าเสื่อมสภาพจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ และค่าใช้จ่ายพนักงานในการติดตามดำเนินคดีและทวงถามทรัพย์คืนจากจำเลยในกรณีนี้เป็นการเรียกร้องเอาค่าเสียหายอันเกิดจากมูลละเมิด มีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ไม่ใช่กรณีที่มิได้มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะซึ่งต้องใช้อายุความทั่วไปดังที่โจทก์ฎีกา ส่วนฎีกาโจทก์ข้ออื่นไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ยกฟ้องโจทก์จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




