
| (ฎีกาที่ 3329/2567) ว่าด้วยการชำระหนี้เป็นงวด อายุความ และการรับสภาพหนี้, ป.พ.พ. มาตรา 193/30,
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการชำระหนี้ตามสัญญาเงินกู้ที่กำหนดให้ชำระเป็นงวด ๆ และการนับอายุความในแต่ละงวด ศาลฎีกาวางหลักว่า หนี้แต่ละงวดมีอายุความนับแยกกัน ไม่ถือว่าหนี้ทุกงวดขาดอายุความพร้อมกัน อีกทั้งยังพิจารณาประเด็นหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยลงนาม โดยศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าข้ออ้างลอย ๆ ของจำเลย ทำให้จำเลยต้องรับผิดตามหนี้ที่ยังไม่ขาดอายุความ
สรุปข้อเท็จจริง • โจทก์ฟ้องจำเลยชำระหนี้เงินกู้จำนวน 825,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี • จำเลยให้การปฏิเสธและขอให้ยกฟ้อง • ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง • ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระ 390,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนด • จำเลยฎีกา อ้างว่า (1) คดีขาดอายุความ และ (2) หนังสือรับสภาพหนี้เป็นเอกสารปลอม
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1. ประเด็นอายุความ • ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การชำระหนี้เป็นงวด ๆ ทำให้หนี้แต่ละงวดมีอายุความแยกกัน • อายุความฟ้องเรียกหนี้เงินกู้คือ 5 ปี (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30) • หนี้งวดก่อนปี 2560 ถือว่าขาดอายุความแล้ว แต่หนี้ตั้งแต่มกราคม 2560 ถึงวันฟ้อง (7 ม.ค. 2565) ยังไม่ขาดอายุความ • ศาลจึงเห็นชอบกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 2. ประเด็นหนังสือรับสภาพหนี้ • จำเลยยอมรับว่าลงลายมือชื่อจริง แต่กล่าวอ้างว่าเป็น “เอกสารเปล่า” และโจทก์นำไปเติมข้อความ • ศาลเห็นว่าข้ออ้างนี้ไม่น่าเชื่อถือ เพราะโจทก์มีทั้งพยานเอกสารและพยานบุคคลยืนยันตรงกันว่ามีการกู้ยืมเงินจริง • ศาลจึงรับฟังว่าจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้โดยสมัครใจ
การขยายความประเด็นทางกฎหมาย การนับอายุความในหนี้งวด • กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เงินมีอายุความ 5 ปี • เมื่อหนี้ถูกแบ่งเป็นงวด การครบกำหนดและการนับอายุความต้องแยกตามงวด ไม่ใช่ให้ถือรวมทั้งหมด • หลักนี้ช่วยให้เจ้าหนี้ยังสามารถฟ้องบางงวดที่ยังไม่ขาดอายุความ แม้หนี้งวดแรกจะพ้นกำหนดแล้ว ความน่าเชื่อถือของหนังสือรับสภาพหนี้ • หนังสือรับสภาพหนี้เป็นพยานเอกสารที่กฎหมายให้ความสำคัญสูง (ป.พ.พ. มาตรา 193/12) • หากลูกหนี้ลงลายมือชื่อรับสภาพหนี้ ถือเป็นการรับรองหนี้และเริ่มนับอายุความใหม่ • ศาลใช้ดุลพินิจประเมินพยานหลักฐานโดยเปรียบเทียบความน่าเชื่อถือของแต่ละฝ่าย ซึ่งในคดีนี้พยานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่า
สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • หนี้ที่กำหนดชำระเป็นงวดต้องนับอายุความแยกตามแต่ละงวด • การลงนามในหนังสือรับสภาพหนี้มีผลทางกฎหมายสูง และอาจตัดข้ออ้างเรื่องการขาดอายุความของลูกหนี้ • ลูกหนี้ควรตรวจสอบเอกสารก่อนลงนามทุกครั้งเพื่อป้องกันข้อพิพาท
IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา): หนี้ที่กำหนดให้ชำระเป็นงวด เมื่อมีการผิดนัด จะทำให้หนี้ทั้งหมดขาดอายุความพร้อมกันหรือไม่ และหนังสือรับสภาพหนี้ที่จำเลยลงชื่อมีผลบังคับหรือไม่ Rule (กฎเกณฑ์กฎหมาย): • ป.พ.พ. มาตรา 193/30: สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินมีอายุความ 5 ปี • ป.พ.พ. มาตรา 193/12: การรับสภาพหนี้เป็นการทำให้อายุความเริ่มนับใหม่ Application (การประยุกต์ใช้): • หนี้แต่ละงวดครบกำหนดต่างกัน อายุความจึงนับแยกกัน ไม่ถือว่าขาดพร้อมกัน • หนี้งวดปี 2558-2559 ขาดอายุความแล้ว แต่หนี้ปี 2560 ถึงวันฟ้องยังอยู่ในกำหนด 5 ปี • หนังสือรับสภาพหนี้มีลายมือชื่อจำเลยจริง และมีพยานบุคคลยืนยันข้อเท็จจริง ทำให้มีน้ำหนักมากกว่าข้ออ้างลอย ๆ ของจำเลย Conclusion (ข้อสรุป): หนี้บางส่วนที่ถึงกำหนดชำระก่อนเกิน 5 ปีขาดอายุความ แต่หนี้งวดที่ยังไม่ขาดอายุความจำเลยต้องรับผิด และหนังสือรับสภาพหนี้ถือเป็นหลักฐานผูกพันจำเลย ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
English Summary The Supreme Court Decision No. 3329/2024 deals with installment debt repayment and the statute of limitations. The Court ruled that each installment has its own five-year limitation period and they do not expire simultaneously. Moreover, the Court upheld the validity of a signed debt acknowledgment, finding the creditor’s evidence more credible than the debtor’s bare denial. The ruling emphasizes that debt installments must be considered separately and a written acknowledgment carries strong legal effect.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3329/2567
เมื่อสัญญากำหนดให้ลูกหนี้ต้องชำระหนี้เป็นงวด ๆ สิทธิของเจ้าหนี้ที่จะเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก็ต้องเป็นไปตามที่กำหนดคือเป็นงวด ๆ เช่นเดียวกัน เจ้าหนี้จะเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ในงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระก่อนย่อมไม่อาจทำได้ สิทธิเรียกร้องในหนี้แต่ละงวดซึ่งถึงกำหนดไม่พร้อมกัน ย่อมมีระยะเวลาครบกำหนดอายุความไม่พร้อมกัน หนี้ที่ถึงกำหนดชำระในงวดก่อน ย่อมครบกำหนด 5 ปี ก่อนหนี้ที่ถึงกำหนดทีหลังถัดกันไป ไม่ใช่ว่าหนี้งวดแรกซึ่งถึงกำหนดก่อนครบกำหนดอายุความแล้ว จะทำให้หนี้ทั้งหมดรวมถึงหนี้ในงวดหลัง ๆ ต้องครบกำหนดอายุความไปด้วยไม่ เนื่องจากสัญญาไม่ได้กำหนดไว้ว่า หากผิดนัดชำระหนี้งวดหนึ่งงวดใดแล้วก็ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดทุกงวด ดังนั้นหนี้แต่ละจำนวนซึ่งถึงกำหนดชำระไม่พร้อมกัน จึงไม่ได้ขาดอายุความไปพร้อมกัน
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 825,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 600,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 390,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 มกราคม 2565 นับย้อนหลังไปเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 225,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า จำเลยลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้มอบให้โจทก์ไว้จริง คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า กรณีการชำระหนี้ที่กำหนดให้ชำระเป็นงวด ๆ เช่นนี้ สิทธิของเจ้าหนี้ที่จะมีสิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก็ต้องเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญา กล่าวคือ เมื่อสัญญากำหนดให้ลูกหนี้ต้องชำระหนี้เป็นงวด ๆ สิทธิของเจ้าหนี้ที่จะเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก็ต้องเป็นไปตามที่กำหนดคือเป็นงวด ๆ เช่นเดียวกัน เจ้าหนี้จะเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ในงวดที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระก่อนก็ย่อมไม่อาจทำได้ ดังนั้นสิทธิเรียกร้องในหนี้แต่ละงวดซึ่งถึงกำหนดไม่พร้อมกัน ย่อมมีระยะเวลาครบกำหนดอายุความไม่พร้อมกันไปด้วย หนี้ที่ถึงกำหนดชำระในงวดก่อน ย่อมครบกำหนด 5 ปี ก่อนหนี้ที่ถึงกำหนดทีหลังถัดกันไป ไม่ใช่ว่าหนี้งวดแรกซึ่งถึงกำหนดก่อนครบกำหนดอายุความแล้ว จะทำให้หนี้ทั้งหมดรวมถึงหนี้ในงวดหลัง ๆ ต้องครบกำหนดอายุความไปด้วยไม่ เนื่องจากในสัญญาไม่ได้กำหนดไว้ว่า หากผิดนัดชำระหนี้งวดหนึ่งงวดใดแล้วก็ให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมดทุกงวด ดังนั้นหนี้แต่ละจำนวนซึ่งถึงกำหนดชำระไม่พร้อมกัน จึงไม่ได้ขาดอายุความไปพร้อมกันดังที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกา เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 7 มกราคม 2565 โจทก์ย่อมเรียกร้องหนี้ที่จำเลยค้างชำระตั้งแต่เดือนมกราคม 2560 มาจนถึงวันฟ้องได้เนื่องจากยังอยู่ในระยะเวลา 5 ปี ยังไม่ขาดอายุความ ส่วนหนี้ที่ถึงกำหนดก่อนหน้านั้นแล้วตั้งแต่ปี 2558 และปี 2559 ซึ่งเกินระยะเวลา 5 ปี แล้วนับแต่วันฟ้องย่อมขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ส่วนปัญหาสุดท้ายตามฎีกาของจำเลยที่อ้างว่า หนังสือรับสภาพหนี้เป็นเอกสารปลอมนั้น เห็นว่า จำเลยมีเพียงข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าเป็นเอกสารปลอมโดยจำเลยยอมรับว่าลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้จริง แต่ขณะนั้นเป็นเอกสารเปล่าไม่มีข้อความใด ๆ โจทก์นำเอกสารไปเติมข้อความเอาเองในภายหลัง โดยโจทก์หลอกให้จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสาร ขณะที่นำเอกสารจำนวนมากมาให้จำเลยลงลายมือชื่อในเรื่องที่เกี่ยวกับการจัดการมรดกของนายประหยัด ซึ่งมีทรัพย์สินเป็นที่ดินหลายแปลง จำเลยลงลายมือชื่อในเอกสารจำนวนมากให้โจทก์ไป โดยไม่ได้อ่านข้อความในเอกสารว่ามีเอกสารอะไรบ้าง จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว ส่วนโจทก์นอกจากมีพยานเอกสารคือหนังสือรับสภาพหนี้ซึ่งจำเลยลงลายมือชื่อไว้จริงแล้ว ยังมีพยานบุคคลทั้งตัวโจทก์และนางสาวเวียง ภริยาโจทก์ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานโดยตรง ยืนยันข้อเท็จจริงตรงกันว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากโจทก์จริง โดยมีเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเบิกเงินจากบัญชีธนาคารสนับสนุน โดยจำเลยไม่เคยชำระหนี้คืนให้แก่โจทก์ และภายหลังจำเลยจึงทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ โดยขอผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน เดือนละ 10,000 บาท ตามการที่จำเลยมีแต่ข้อกล่าวอ้างลอย ๆ ส่วนโจทก์มีทั้งพยานบุคคลและเอกสารที่เกี่ยวข้องโดยตรงยืนยันเช่นนี้ พยานโจทก์ย่อมมีเหตุผลน่าเชื่อถือมากกว่า ทั้งเมื่อพิจารณาประกอบข้อเท็จจริงที่จำเลยเองก็ยอมรับว่า ทั้งโจทก์และจำเลยแบ่งฝ่ายกัน เนื่องจากมีข้อขัดแย้งกันในเรื่องการแบ่งทรัพย์มรดกของนายประหยัดจนถึงขนาดมีการฟ้องร้องคดีกันต่อศาล เช่นนี้ ที่จำเลยอ้างว่าลงลายมือชื่อในเอกสารเปล่าโดยไม่มีข้อความจึงไม่น่าเชื่อถือ บุคคลที่มีข้อขัดแย้งกันอยู่ย่อมไม่มีเหตุผลที่จะไปลงลายมือชื่อในเอกสารเปล่าให้กันเป็นแน่ แม้จะอ้างว่ามีเอกสารจำนวนมากก็เชื่อว่า จำเลยต้องตรวจดูก่อนลงชื่อในเอกสารทุกฉบับ ที่อ้างว่าลงชื่อโดยไม่ได้อ่านข้อความในเอกสารไม่มีเหตุผล ไม่น่าเชื่อถือ หรือที่อ้างว่าโจทก์ไม่ได้รีบฟ้องคดีทั้ง ๆ ที่จำเลยผิดนัดชำระหนี้นานหลายปีแล้วจึงเป็นพิรุธนั้น เห็นว่า การที่โจทก์จะฟ้องร้องหรือไม่ เมื่อใด ล้วนเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของโจทก์เองทั้งสิ้น ไม่ได้มีกฎหมายใดบังคับให้โจทก์ต้องรีบใช้สิทธิฟ้องร้องคดีแต่อย่างใด หรือการที่โจทก์ไม่มีหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยมานำสืบนั้น ก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะรับฟังว่าจำเลยไม่ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์ เนื่องจากนางสาวเวียงยืนยันว่า เงินที่ให้จำเลยยืมนั้น ส่วนหนึ่งเป็นรายได้จากการค้าขาย อีกส่วนหนึ่งเบิกมาจากบัญชีธนาคาร เงินที่ให้จำเลยกู้ยืมเป็นเงินสด จึงไม่มีหลักฐานการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด เห็นว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีเหตุผล มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ สามารถรับฟังได้มากกว่าข้ออ้างลอย ๆ ของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้โจทก์ไว้จริง และจำเลยเป็นฝ่ายผิดนัดไม่ชำระหนี้ จำเลยจึงต้องรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน
อนึ่ง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 390,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 7 มกราคม 2565 นับย้อนหลังไปเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 225,000 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาจึงคิดเป็นเงิน 536,250 บาท จำเลยจึงต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 10,725 บาท แต่จำเลยเสียมา 12,300 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลที่ชำระเกินมา 1,575 บาท แก่จำเลย
พิพากษายืน แต่ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 1,575 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
|





.jpg)
.jpg)