
| ความผิดลักทรัพย์ในครอบครัว อายุความคดีอันยอมความได้,ป.อ. มาตรา 71, ป.อ. มาตรา 96,(ฎีกา 4925/2566)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความบทบัญญัติประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง ว่าความผิดฐานลักทรัพย์ที่บุตรกระทำต่อบุพการี เป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้โจทก์ต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด หากไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าว คดีอาจขาดอายุความ ทั้งยังเป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่ชี้ชัดถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายในการส่งเสริมความปรองดองภายในครอบครัว และการแยกแยะความแตกต่างระหว่างเหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัวกับความผิดอันยอมความได้ คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. ความผิดฐานลักทรัพย์ระหว่างบุตรกับบุพการี ถือเป็นความผิดอันยอมความได้หรือไม่ 2. การไม่ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในสามเดือน ส่งผลให้คดีขาดอายุความหรือไม่ 3. ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง เป็นเพียงเหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัว หรือเป็นบทกำหนดลักษณะความผิด ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่าความผิดฐานลักทรัพย์ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างบุคคลในครอบครัวทางสายโลหิตโดยตรง โดยเฉพาะกรณีที่บุตรกระทำต่อบุพการี เป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง หรือเป็นเพียงเหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัว และผลทางกฎหมายในเรื่องอายุความการร้องทุกข์หรือฟ้องคดีตามมาตรา 96 ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินคดีอาญาในคดีนี้ มาตรากฎหมายสำคัญที่สุดที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง ประกอบมาตรา 96 และมาตรา 334 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายประเด็นสำคัญโดยสรุป 1. ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐาน เมื่อเกิดขึ้นระหว่างบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันในครอบครัวทางสายโลหิตโดยตรง ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้บทความผิดนั้นจะไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ก็ตาม 2. ความผิดอันยอมความได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าความผิดฐานลักทรัพย์ในกรณีบุตรกระทำต่อบุพการี ไม่ใช่เพียงเหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัว แต่เป็นความผิดอันยอมความได้โดยสภาพ ซึ่งต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขทางกฎหมายเรื่องการร้องทุกข์และอายุความอย่างเคร่งครัด 3. อายุความการร้องทุกข์ตาม ป.อ. มาตรา 96 เมื่อความผิดเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว คดีจะขาดอายุความ 4. ลักทรัพย์ระหว่างบุตรกับบุพการี แม้ความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 จะเป็นความผิดอาญาแผ่นดินโดยทั่วไป แต่เมื่อเกิดขึ้นในบริบทของความสัมพันธ์ในครอบครัวตามมาตรา 71 วรรคสอง ลักษณะของความผิดและวิธีดำเนินคดีย่อมแตกต่างจากกรณีทั่วไป 5. เจตนารมณ์ของกฎหมายอาญาเกี่ยวกับครอบครัว ศาลฎีกาเน้นย้ำว่ามาตรา 71 วรรคสอง มีเจตนารมณ์เพื่อส่งเสริมการปรองดองและการให้อภัยภายในครอบครัว ไม่ให้การกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางประเภทกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงทางอาญา หากคู่กรณีสามารถยุติข้อพิพาทกันได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องกล่าวหาจำเลยซึ่งเป็นบุตรของโจทก์ กระทำความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 โดยมีการกระทำหลายกรรมต่างกัน ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงประทับฟ้องไว้พิจารณา จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง และเห็นว่าการกระทำเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามมาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 6 กระทง เป็นจำคุก 12 ปี จำเลยอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จำเลยจึงฎีกาต่อศาลฎีกา ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามีปัญหาข้อกฎหมายเพียงประการเดียว คือ ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ แม้จำเลยจะมิได้ยกประเด็นนี้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยจึงยกขึ้นฎีกาได้ ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันว่า จำเลยเป็นบุตรและผู้สืบสันดานของโจทก์ ซึ่งเป็นบุพการี อันอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง การตีความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 71 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐาน เมื่อเกิดขึ้นระหว่างบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันในครอบครัวทางสายโลหิตโดยตรง ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้กฎหมายจะมิได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งในบทความผิดนั้นก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลในครอบครัวสามารถปรองดอง ให้อภัย และกลับมาอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุข มิใช่เป็นเพียงเหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัวดังเช่นมาตรา 71 วรรคแรก ผลทางกฎหมายเรื่องอายุความ เมื่อความผิดฐานลักทรัพย์ในกรณีนี้เป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์จึงต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ตามมาตรา 96 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีนี้โจทก์ได้ร้องทุกข์ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ฟ้องจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้น แนวคิดสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้ ศาลฎีกาได้วางแนวตีความไว้อย่างชัดเจนว่า ความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 71 วรรคสอง เป็นบทกำหนดลักษณะความผิด มิใช่เพียงเหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัว และต้องบังคับใช้ร่วมกับหลักอายุความการร้องทุกข์อย่างเคร่งครัด สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่นักกฎหมายต้องตระหนักว่า ในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ในครอบครัว การพิจารณาว่าความผิดเป็นความผิดอันยอมความได้หรือไม่ ย่อมมีผลโดยตรงต่ออายุความ และสิทธิในการฟ้องคดี หากละเลยกำหนดเวลาเพียงเล็กน้อย อาจทำให้คดีขาดอายุความได้ทันที คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4925/2566 ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับบุคคลที่กระทำความผิดและผู้ถูกกระทำที่มีความสัมพันธ์กันในครอบครัวทางสายโลหิตโดยตรง เมื่อมีการกระทำความผิดต่อกัน ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐานเกิดขึ้นในครอบครัว กฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แต่โจทก์ต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายใน 3 เดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์หลายกรรม ลงโทษจำคุกรวม 12 ปี 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าโทษเหมาะสมแล้ว 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน วินิจฉัยว่าความผิดเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 71 วรรคสอง แต่โจทก์ร้องทุกข์ภายในกำหนดเวลา คดีไม่ขาดอายุความ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายหลักกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว โดยเฉพาะกรณีลักทรัพย์ระหว่างบุตรกับบุพการี ซึ่งกฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะแตกต่างจากคดีอาญาทั่วไป ทั้งในเรื่องลักษณะของความผิด การดำเนินคดี และอายุความการร้องทุกข์ อันเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ 1. ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง กับลักษณะพิเศษของความผิดในครอบครัว ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเฉพาะ โดยมุ่งหมายถึงกรณีที่ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐานเกิดขึ้นระหว่างบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันในครอบครัวทางสายโลหิตโดยตรง เช่น ผู้สืบสันดานกระทำต่อบุพการี หรือบุพการีกระทำต่อผู้สืบสันดาน กฎหมายบัญญัติให้ความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ แม้บทความผิดนั้นจะไม่ได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่าเป็นความผิดอันยอมความได้ก็ตาม บทบัญญัตินี้สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายอาญาที่มิได้มุ่งเน้นเพียงการลงโทษผู้กระทำความผิด แต่ยังคำนึงถึงโครงสร้างและความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเป็นสำคัญ กฎหมายเห็นว่า ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่เกิดขึ้นในครอบครัวมีลักษณะพิเศษ แตกต่างจากการกระทำความผิดระหว่างบุคคลทั่วไป เพราะมักเกิดจากความขัดแย้งภายใน ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ หรือความบกพร่องในการจัดการทรัพย์สินร่วมกัน จึงเปิดโอกาสให้คู่กรณีสามารถปรองดองและยุติข้อพิพาทกันได้ ดังนั้น มาตรา 71 วรรคสอง จึงมิใช่เพียงบทลดหย่อนผลทางอาญา แต่เป็นบทกำหนดลักษณะของความผิดโดยตรง เมื่อเข้าเงื่อนไขตามบทบัญญัตินี้ ความผิดย่อมเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายเป็นความผิดอันยอมความได้ทันที 2. ความผิดอันยอมความได้ มิใช่เหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัว ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยไว้อย่างชัดเจน คือ การแยกแยะระหว่าง “เหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัว” กับ “ความผิดอันยอมความได้” ซึ่งมีผลทางกฎหมายแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานลักทรัพย์ในกรณีบุตรกระทำต่อบุพการีตามมาตรา 71 วรรคสอง ไม่ใช่เพียงเหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัวที่ทำให้ศาลอาจไม่ลงโทษหรือบรรเทาโทษแก่จำเลย แต่เป็นการกำหนดลักษณะของความผิดว่าเป็นความผิดอันยอมความได้โดยสภาพ กล่าวคือ การดำเนินคดีอาญาจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้เสียหายใช้สิทธิร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในเงื่อนไขและกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติ การตีความมาตรา 71 วรรคสอง ให้เป็นเพียงเหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัว จะขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและทำให้ระบบกฎหมายเกิดความไม่สอดคล้อง เพราะความผิดอันยอมความได้ย่อมต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เรื่องอายุความการร้องทุกข์โดยเคร่งครัด หากไม่ยอมรับหลักนี้ ย่อมทำให้บทบัญญัติดังกล่าวไร้ผลในทางปฏิบัติ 3. อายุความการร้องทุกข์ตาม ป.อ. มาตรา 96 เมื่อความผิดเป็นความผิดอันยอมความได้ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ได้กำหนดหลักเกณฑ์สำคัญเกี่ยวกับอายุความไว้ว่า ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด หากพ้นกำหนดเวลาดังกล่าว สิทธิในการดำเนินคดีอาญาจะระงับไปโดยเด็ดขาด หลักเกณฑ์นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว เพราะความสัมพันธ์ใกล้ชิดมักทำให้ผู้เสียหายลังเล ไม่แน่ใจ หรือพยายามแก้ไขปัญหากันเองก่อน อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่า หากยังประสงค์จะใช้กลไกทางอาญา ผู้เสียหายต้องแสดงเจตนาให้ชัดภายในเวลาที่กำหนด มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิในการดำเนินคดี ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการนับระยะเวลาอย่างเคร่งครัด โดยยึดวันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นจุดเริ่มต้น มิใช่วันที่เกิดเหตุเสมอไป ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและรักษาความแน่นอนของกฎหมาย 4. ลักทรัพย์ระหว่างบุตรกับบุพการีกับความแตกต่างจากคดีทั่วไป ความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 โดยทั่วไปถือเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน รัฐมีอำนาจดำเนินคดีโดยไม่ต้องอาศัยการร้องทุกข์จากผู้เสียหาย อย่างไรก็ตาม เมื่อการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างบุตรกับบุพการี ลักษณะของความผิดย่อมเปลี่ยนไปโดยผลของมาตรา 71 วรรคสอง ในบริบทของครอบครัว กฎหมายเห็นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมิใช่เพียงเรื่องทรัพย์สิน แต่เกี่ยวพันถึงความสัมพันธ์ ความผูกพัน และความสงบสุขของครอบครัวโดยรวม วิธีดำเนินคดีจึงแตกต่างจากกรณีทั่วไป โดยเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะนำคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหรือไม่ภายในระยะเวลาที่กำหนด แนวคิดนี้สะท้อนถึงนโยบายกฎหมายอาญาที่มุ่งรักษาสมดุลระหว่างการคุ้มครองทรัพย์สินของบุคคล กับการคุ้มครองสถาบันครอบครัวไม่ให้ถูกกระทบกระเทือนเกินสมควร อันเป็นหลักการสำคัญที่นักกฎหมายและผู้ปฏิบัติงานด้านคดีอาญาจำเป็นต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
ประเด็นคำถามและคำตอบต่อไปนี้ จัดทำขึ้นโดยอาศัยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4925/2566 โดยตั้งคำถามเชิงวิเคราะห์ตามแนวการออกข้อสอบและการอธิบายของเนติบัณฑิต เพื่อให้ผู้อ่านได้ฝึกคิดแยกแยะประเด็นข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย และเหตุผลของศาลอย่างเป็นระบบ ข้อ 1. โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นบุตรของตนในความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 โดยปรากฏว่าการกระทำความผิดเกิดขึ้นระหว่างบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันในครอบครัวทางสายโลหิตโดยตรง คือบุตรกระทำต่อบุพการี และจำเลยมิได้ยกประเด็นเรื่องอายุความขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ยกขึ้นฎีกาเป็นครั้งแรก ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยปัญหาเรื่องอายุความหรือไม่ และการกระทำดังกล่าวจะถือเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง หรือเป็นเพียงเหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัวเท่านั้น มีผลอย่างไรต่อการดำเนินคดีอาญาในคดีนี้ ธงคำตอบ ปัญหาเรื่องอายุความเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยย่อมมีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ แม้มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงมีอำนาจรับวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ในประเด็นลักษณะของความผิด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 โดยทั่วไปจะเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเป็นบุตรและผู้สืบสันดานของโจทก์ซึ่งเป็นบุพการี ย่อมอยู่ในบังคับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐาน เมื่อผู้สืบสันดานกระทำต่อบุพการี ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้บทความผิดนั้นจะไม่ได้บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่เพียงเหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัว แต่เป็นบทกำหนดลักษณะของความผิดโดยตรง กล่าวคือ เมื่อเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 71 วรรคสองแล้ว ความผิดย่อมเปลี่ยนสภาพเป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ทางกฎหมายว่าด้วยการร้องทุกข์และอายุความอย่างเคร่งครัด หากไม่ดำเนินการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ย่อมส่งผลให้คดีขาดอายุความได้ ข้อ 2. เมื่อความผิดฐานลักทรัพย์ระหว่างบุตรกับบุพการีเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง โจทก์มีหน้าที่ต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในระยะเวลาใด และหากโจทก์ยื่นฟ้องเกินกำหนดเวลาดังกล่าว จะมีผลอย่างไรต่อคดีอาญา อีกทั้งข้อโต้แย้งของโจทก์ที่ว่า มาตรา 71 วรรคสอง เป็นเพียงเหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัว มิได้ทำให้ความผิดฐานลักทรัพย์เป็นความผิดอันยอมความได้ จะรับฟังได้หรือไม่ ธงคำตอบ เมื่อความผิดเป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ย่อมต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 หากโจทก์ไม่ดำเนินการภายในกำหนดเวลาดังกล่าว คดีจะขาดอายุความโดยเด็ดขาด ไม่อาจนำมาฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาได้อีก ศาลฎีกาวินิจฉัยโต้แย้งข้ออ้างของโจทก์ว่า การตีความมาตรา 71 วรรคสอง ให้เป็นเพียงเหตุยกเว้นโทษเฉพาะตัวนั้น เป็นการตีความที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพราะบทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการปรองดองและการให้อภัยกันภายในครอบครัว มิให้ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์บางฐานนำไปสู่ความแตกแยกอย่างรุนแรงในครอบครัว หากภายหลังสามารถยุติข้อพิพาทกันได้ ศาลฎีกายังให้เหตุผลเพิ่มเติมว่า หากยอมรับการตีความตามที่โจทก์อ้าง จะทำให้บทบัญญัติมาตรา 71 วรรคสอง ขัดแย้งกับบทบัญญัติอื่นในกฎหมายอาญาเอง เนื่องจากความผิดฐานฉ้อโกง โกงเจ้าหนี้ และยักยอก ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้โดยชัดแจ้ง ยังต้องอยู่ภายใต้หลักอายุความสามเดือนตามมาตรา 96 ดังนั้น เมื่อกฎหมายบัญญัติให้ความผิดฐานลักทรัพย์ในลักษณะครอบครัวเป็นความผิดอันยอมความได้ ย่อมต้องอยู่ภายใต้หลักอายุความเดียวกัน ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดแล้ว ฟ้องจึงไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ |




