ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




อายุความร้องทุกข์คดีฉ้อโกงต้องดูวันรู้เรื่องความผิดหรือไม่ และคดีโทษไม่เกินห้าปีฎีกาได้เพียงใด

คำพิพากษาศาลฎีกา 3399/2568, อายุความร้องทุกข์สามเดือนตามประมวลกฎหมายอาญา, การวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย, การห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 218, การยื่นฎีกาเมื่อโทษจำคุกไม่เกินห้าปี, การตีความข้อกำหนดการแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกา, การอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาตามมาตรา 224, การวินิจฉัยองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกง, การพิจารณาว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดเมื่อใด, หลักกฎหมายการปลอมและใช้เอกสารปลอม, ความผิดฉ้อโกงและอายุความ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ฎีกาของจำเลยในคดีร่วมกันฉ้อโกงที่อ้างว่าอายุความร้องทุกข์ขาดนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาเมื่อโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยหลักกฎหมายเกี่ยวกับอายุความร้องทุกข์สามเดือน การรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดของผู้เสียหาย ตลอดจนวินิจฉัยกระบวนพิจารณาว่าศาลล่างรับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยมิชอบหรือไม่ รวมถึงพิจารณาว่าจำเลยสามารถใช้สิทธิตามมาตรา 224 ในการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาได้หรือไม่ ก่อนวินิจฉัยว่าฎีกาของจำเลยต้องห้ามและพิพากษายกฎีกา

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1 การอ้างว่าคดีฉ้อโกงขาดอายุความร้องทุกข์ต้องพิจารณาวันรู้เรื่องความผิดเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย

2 การโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาที่ศาลฎีกามีอำนาจรับวินิจฉัยหรือเป็นฎีกาต้องห้ามตามมาตรา 218

3 การที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบเป็นกระบวนพิจารณาที่ทำให้คดีต้องพิจารณาใหม่หรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า ฎีกาของจำเลยเรื่อง “อายุความร้องทุกข์ในคดีฉ้อโกง” เป็นฎีกาปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาต้องรับวินิจฉัย หรือแท้จริงแล้วเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามมิให้ฎีกา เนื่องจากคดีมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบกับ มาตรา 224 และกฎหมายว่าด้วยการนำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด ซึ่งเป็นฐานให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฎีกาของจำเลยต้องห้ามในปัญหาข้อเท็จจริง

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในคดีโทษไม่เกินห้าปี

สาระสำคัญของคดีนี้คือหลักตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำกัดสิทธิในการฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อศาลล่างลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี คู่ความจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงขึ้นฎีกาอีก

ศาลฎีกาใช้หลักนี้เป็นฐานในการพิจารณาว่า ฎีกาของจำเลยในส่วนอายุความร้องทุกข์เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามฎีกา

2. อายุความร้องทุกข์สามเดือนในความผิดฐานฉ้อโกง

จำเลยอ้างว่า คดีโจทก์ขาดอายุความร้องทุกข์ เพราะผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด

อย่างไรก็ดี การจะวินิจฉัยว่าอายุความร้องทุกข์ขาดหรือไม่ จำเป็นต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “วันรู้เรื่องความผิด” และ “วันรู้ตัวผู้กระทำผิด” ก่อน จึงไม่ใช่ข้อกฎหมายล้วน ๆ ที่ฎีกาได้ในคดีโทษไม่เกินห้าปี

3. รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นประเด็นข้อเท็จจริง

การกำหนดจุดเริ่มนับอายุความร้องทุกข์ต้องอาศัยข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายทราบพฤติการณ์แห่งความผิดเมื่อใด และรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้กระทำผิดเมื่อใด

ศาลฎีกาย้ำว่า การจะวินิจฉัยประเด็นนี้ต้องอาศัยการรับฟังและประเมินพยานหลักฐาน จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงอยู่แล้ว ฎีกาจำเลยในส่วนนี้จึงไม่อาจรับวินิจฉัยได้

4. การจำแนกฎีกาปัญหาข้อกฎหมายออกจากปัญหาข้อเท็จจริง

คดีนี้แสดงให้เห็นบทบาทของศาลฎีกาในการกลั่นกรองว่า ข้อที่จำเลยยกขึ้นฎีกาเป็น “ข้อเท็จจริง” หรือ “ข้อกฎหมาย” แม้จำเลยจะอ้างในเชิงข้อกฎหมายว่าเป็นเรื่องอายุความร้องทุกข์ แต่เนื้อหาที่แท้จริงต้องย้อนกลับไปพิจารณาและประเมินข้อเท็จจริง

เมื่อศาลเห็นว่าเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงหรือดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ ก็ต้องถือว่าเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 218

5. คำสั่งไม่รับฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงและสิทธิอุทธรณ์ตามมาตรา 224

แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงโดยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าในเมื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องสั่งส่งสำนวนคืนเพื่อแจ้งคำสั่งดังกล่าว

คดีนี้จึงตอกย้ำว่า สิทธิที่จะใช้ช่องทางตามมาตรา 224 ในการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาต่อศาลฎีกายังคงอยู่ในกรอบของข้อจำกัดเรื่องการห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อโทษไม่เกินห้าปี และไม่อาจใช้เพื่อขยายขอบเขตการฎีกาข้อเท็จจริงเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาตรา 264 มาตรา 268 และมาตรา 341 โดยขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,100,000 บาทที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดแต่ละบทแห่งกฎหมายและกำหนดให้ลงโทษตามบทความผิดฉ้อโกง เนื่องจากเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามมาตรา 90 ลงโทษจำคุกสามปี และให้คืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกาโดยศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ไม่แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยทราบ

จำเลยยังคงฎีกาในประเด็นว่า คดีขาดอายุความร้องทุกข์เนื่องจากผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ภายในกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ข้ออ้างดังกล่าวทำให้ศาลฎีกาต้องพิจารณาว่าข้อเท็จจริงใดจำเป็นต่อการวินิจฉัยข้อกฎหมายเกี่ยวกับอายุความร้องทุกข์ และเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโทษจำคุกที่พิพากษาลงโทษจำเลยไม่เกินห้าปี การฎีกาต่อศาลฎีกาต้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ตามมาตรา 218 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3

ที่จำเลยฎีกาว่า คดีฉ้อโกงขาดอายุความร้องทุกข์นั้น ศาลเห็นว่าประเด็นอายุความร้องทุกข์จำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณาข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดเมื่อใด รู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อใด และได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเบื้องต้นอันจำเป็นต่อการนำไปสู่การพิจารณาข้อกฎหมายของจำเลย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

เมื่อฎีกาในลักษณะดังกล่าวต้องห้ามตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยได้ แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบและเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เนื่องจากผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอยู่แล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งส่งสำนวนกลับเพื่อแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยทราบอีก

ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งหมด

ข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ย้ำหลักสำคัญว่า การฎีกาในคดีอาญาที่ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปีต้องจำกัดเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย คู่ความไม่อาจอ้างข้อเท็จจริงเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยใหม่ได้ แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยข้อกฎหมายก็ตาม นอกจากนี้ยังย้ำหลักการว่า การพิจารณาว่าอายุความร้องทุกข์ครบกำหนดหรือไม่ ต้องพิจารณาวันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดเป็นสำคัญ แต่เมื่อเป็นประเด็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงไม่อาจรับวินิจฉัยหากคดีต้องห้ามฎีกาตามกฎหมาย

IRAC 

Issue

หลักประเด็นคือ จำเลยอ้างว่า คดีฉ้อโกงขาดอายุความร้องทุกข์เพราะผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด ซึ่งจำเป็นต้องวินิจฉัยว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่สามารถฎีกาได้ หรือเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218

Rule

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า เมื่อคดีลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี การฎีกาต่อศาลฎีกาทำได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น

ประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานฉ้อโกงกำหนดอายุความร้องทุกข์สามเดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด

มาตรา 224 ให้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่เฉพาะในกรณีที่จำเลยใช้ช่องทางดังกล่าวตามลำดับขั้นตอน

Application

การอ้างว่าอายุความร้องทุกข์ขาด จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อใด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องสืบพยานหา มิใช่ปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อคดีลงโทษจำคุกสามปี จึงเป็นคดีที่โทษไม่เกินห้าปีตามมาตรา 218 จำเลยจึงไม่อาจฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้

แม้ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาไม่ชอบ แต่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอยู่แล้ว ศาลฎีกาจึงไม่จำเป็นต้องส่งสำนวนเพื่อแจ้งคำสั่งดังกล่าว

Conclusion

ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามมาตรา 218 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และพิพากษายกฎีกาของจำเลย

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568 

การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อไร และร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และร่วมกันฉ้อโกง พร้อมให้คืนเงิน 1,100,000 บาท จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฉ้อโกง จำคุก 3 ปี และให้คืนเงินแก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อฎีกาที่โต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานและการอ้างอายุความร้องทุกข์ต้องอาศัยการวินิจฉัยข้อเท็จจริง เมื่อคดีมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกฎีกาของจำเลย

 

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 268, 341 ให้จำเลยคืนเงินหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 1,100,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี กับให้จำเลยคืนเงิน 1,100,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ (ที่ถูก ไม่ต้องมีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเพราะโจทก์ขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2567 ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2567 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ได้ความว่าศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริงชอบแล้ว และเมื่อฎีกาของจำเลยในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมา ประกอบกับผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงขาดอายุความเพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อไร และร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ ฎีกาจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงตามมาตรา 90 จำคุก 3 ปี และให้คืนเงินผู้เสียหาย 1,100,000 บาท ส่วนคำขออื่นให้ยก

2 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ทั้งในส่วนโทษจำคุกและคำสั่งให้คืนเงิน

3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่อ้างอายุความร้องทุกข์เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 218 และข้ออื่นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาต้องห้าม ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาของจำเลย

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

คำถามที่ 1

เมื่อจำเลยฎีกาโดยอ้างว่า คดีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงขาดอายุความร้องทุกข์ เนื่องจากผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด ข้ออ้างดังกล่าวจะถือเป็นฎีกาปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาต้องรับวินิจฉัย หรือเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงของคดีนี้แล้วควรวินิจฉัยอย่างไร

คำตอบ

ข้ออ้างของจำเลยว่าคดีขาดอายุความร้องทุกข์เป็นข้ออ้างที่เกี่ยวกับความสมบูรณ์แห่งกระบวนพิจารณาในคดีอาญา แต่การพิสูจน์ว่าสิทธิร้องทุกข์ยังไม่ขาดต้องอาศัยข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหาย “รู้เรื่องความผิด” และ “รู้ตัวผู้กระทำความผิด” เมื่อใด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องสืบพยานและประเมินจากพฤติการณ์แห่งคดี ไม่ใช่ข้อกฎหมายล้วน ๆ เมื่อคดีนี้มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีตามคำพิพากษาของศาลล่าง การฎีกาต้องกระทำได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้าม ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกฎีกาของจำเลย

คำถามที่ 2

ในกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยทราบ อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ จำเลยสามารถอาศัยบทบัญญัติมาตรา 224 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่ออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงไว้ก่อนหน้าแล้ว

คำตอบ

แม้มาตรา 224 จะเปิดช่องให้จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณาคำสั่งไม่รับฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นได้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวต้องใช้ภายในเงื่อนไขว่าคำสั่งนั้นต้องอยู่ภายในกรอบที่กฎหมายให้มีการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ ในคดีนี้ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว เนื่องจากคดีลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 218 การที่ศาลชั้นต้นไม่แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกา แม้เป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่ไม่อาจเปิดช่องให้จำเลยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามมาตรา 218 ได้ ดังนั้น ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าไม่จำเป็นต้องสั่งส่งสำนวนกลับเพื่อแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยทราบ และพิพากษายกฎีกาของจำเลยเช่นเดิม

คำถามที่ 3

ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยถูกพิพากษาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 มาตรา 268 และมาตรา 341 อันเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และร่วมกันฉ้อโกง ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี เมื่อจำเลยฎีกาโดยโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาควรวินิจฉัยคำร้องดังกล่าวอย่างไร

คำตอบ

การที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังพยานหลักฐานคลาดเคลื่อน หรือนำสืบไม่ครบถ้วน เป็นการโจมตีข้อเท็จจริงและดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ อันเป็นแก่นของปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยเมื่อคดีมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีตามมาตรา 218 และไม่มีเหตุที่จะพิจารณาว่าข้อเท็จจริงใดถูกกำหนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงต้องถือว่าฎีกาดังกล่าวเป็นฎีกาที่ต้องห้าม และไม่อาจรับวินิจฉัยได้ บทสรุปจึงเป็นการยกฎีกาในส่วนนี้ของจำเลยเช่นเดียวกัน

คำถามที่ 4

ประเด็นเรื่อง “อายุความร้องทุกข์สามเดือน” ในความผิดฐานฉ้อโกงตามที่จำเลยยกขึ้นอ้างนั้น ในทางกฎหมาย การพิจารณาว่าอายุความร้องทุกข์ขาดหรือไม่ ต้องอาศัยข้อเท็จจริงในลักษณะใด และเพราะเหตุใดประเด็นดังกล่าวในคดีนี้จึงถือเป็นฎีกาเกี่ยวกับปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณา

คำตอบ

การพิจารณาว่าอายุความร้องทุกข์ขาดหรือไม่นั้น แม้ดูเป็นข้อกฎหมาย แต่ในสาระต้องอาศัยข้อเท็จจริงสำคัญคือ วันผู้เสียหายรู้เรื่องความผิด และวันที่ผู้เสียหายรู้ตัวผู้กระทำความผิด เพราะเป็นจุดเริ่มนับระยะเวลาสามเดือนตามที่กฎหมายกำหนด การพิสูจน์วันดังกล่าวต้องอาศัยพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริง พฤติการณ์แวดล้อม และดุลพินิจของศาลล่าง เมื่อคดีนี้มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี การฎีกาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามมาตรา 218 ดังนั้น แม้จำเลยจะอ้างว่าคดีขาดอายุความร้องทุกข์ แต่ศาลฎีกาไม่อาจรับพิจารณาได้ เพราะเป็นฎีกาที่ต้องอาศัยการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่อยู่เหนือขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาในคดีลักษณะนี้

คำถามที่ 5

ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานร่วมกันปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และร่วมกันฉ้อโกง โดยกำหนดให้ลงโทษในฐานฉ้อโกงตามมาตรา 90 เนื่องจากการกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จำเลยอุทธรณ์และฎีกาโต้แย้งหลายประเด็น ศาลฎีกาควรวินิจฉัยภาพรวมอย่างไรในเมื่อทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้สอดคล้องกันแล้ว และฎีกาของจำเลยส่วนใหญ่เป็นฎีกาที่ต้องห้าม

คำตอบ

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และลงโทษในฐานฉ้อโกงตามมาตรา 90 และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยมีการประเมินพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน จำเลยฎีกาในลักษณะโต้แย้งข้อเท็จจริง ดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐาน และอายุความร้องทุกข์ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นข้อเท็จจริง การฎีกาดังกล่าวต้องห้ามตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่อาจรับพิจารณาเนื้อหาฎีกาได้ เมื่อพิจารณาภาพรวมว่าฎีกาทั้งหมดของจำเลยมิได้มีข้อกฎหมายล้วน ๆ ที่ชอบด้วยมาตรา 218 และผู้พิพากษาศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไว้ก่อนแล้ว ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งหมด 




อายุความฟ้องร้องคดี

ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ตนเองแล้วขายต่อได้หรือไม่ ทายาทฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้หรือไม่ เมื่อผู้รับโอนเป็นบุคคลภายนอกโดยสุจริต article
ข้อตกลงทรัพย์สินท้ายทะเบียนหย่าผูกพันผู้รับโอนหรือไม่ และฟ้องบังคับสิทธิขาดอายุความหรือไม่ และสิทธิเรียกร้องจากบันทึกท้ายทะเบียนหย่า
ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนหลังออกจากห้างหุ้นส่วนและข้อตกลงยอมชำระหนี้
ฟ้องเพิกถอนทรัพย์มรดกหลังพ้นอายุความ สิทธิผู้รับโอนยกอายุความมรดก(ฎีกา 14174/2557)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ อายุความเริ่มนับเมื่อใด และเพิกถอนนิติกรรมได้เพียงใดในทรัพย์สินที่เป็นทั้งมรดกและสินสมรส
หนังสือรับสภาพหนี้ทำให้อายุความมูลหนี้เดิมสะดุดหยุดลง(ฎีกาที่ 4557/2566)
กำหนดหนึ่งเดือนในการเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ไม่ใช่อายุความ
ความผิดลักทรัพย์ในครอบครัว อายุความคดีอันยอมความได้,ป.อ. มาตรา 71, ป.อ. มาตรา 96,(ฎีกา 4925/2566)
ฟ้องเรียกค่าบริการส่วนกลางหมู่บ้านจัดสรรย้อนหลังได้แค่ไหน? ศาลชี้ชัดอายุความ 2 ปี ไม่ใช่ 10 ปี เจ้าของที่ดินต้องรู้
สรุปคดีเรียกจำเลยร่วม อายุความ 10 ปี, ป.ว.พ.ม.57(3) (ฎีกา 1460/2567)
อายุความสินเชื่อ 10 ปี & สิทธิเรียกร้อง, ปรับโครงสร้าง, ม.193/30 (ฎีกา 2542/2567)
(ฎีกา 1174/2568) คดีบัตรเครดิตหรือเงินกู้ & อายุความ 5 ปี
(ฎีกา 2140/2568)คดีทุจริต ป.ป.ช. & อายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกา 1685/2568 – สัญญาประนีประนอม & อายุความ 10 ปี
(ฎีกาที่ 1856/2568) ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ & อายุความ 10 ปี
(ฎีกาที่ 3329/2567) ว่าด้วยการชำระหนี้เป็นงวด อายุความ และการรับสภาพหนี้, ป.พ.พ. มาตรา 193/30,
(ฎีกาที่ 3376/2567): ความรับผิดค่ารักษาพยาบาลและอายุความ 2 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (11)
ฟ้องเรียกค่ากรวดทรายขาดอายุความหรือไม่ และค่าว่าจ้างถมทรายยังฟ้องได้หรือไม่
ซื้อที่ดินแล้วเนื้อที่ขาด ฟ้องเรียกเงินคืนได้หรือไม่ วิเคราะห์สัญญาซื้อขาย อายุความ 10 ปี และสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแพ่ง
อายุความฟ้องเรียกหนี้บัตรกดเงินสด และการนับระยะเวลาตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30(ฎีกาที่ 6568/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกา 1174/2568 เกี่ยวกับหนี้สินเชื่อ “อายุความ 2  ปี หรือ 5  ปี” วิเคราะห์ครบถ้วน
สิทธิรับมรดก & อายุความมรดก, แบ่งทรัพย์มรดก,เพิกถอน,(ฎีกา 384/2564)
สิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินสินสมรส อายุความ ฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน
อายุความมูลละเมิด, ฟ้องทายาทผู้ทำละเมิดที่ตายแล้ว, มรดกและความรับผิดของทายาท, การขุดดินและความเสียหายทางสาธารณะ,
คดีเช่าซื้อรถตู้, ยักยอกรถตู้, ฟ้องร้องเกินกำหนด 3 เดือน, คดีขาดอายุความ,
สิทธิในการฟ้องคดีมรดก, อายุความมรดก, การครอบครองที่ดินโดยมิได้จดทะเบียนสมรส
อายุความค่าจ้างว่าความ, อายุความสะดุดลง, ดอกเบี้ยผิดนัด, สัญญาจ้างทำของ,
อายุความ 5 ปี หนี้ตามสัญญา, หนี้ที่ต้องชำระเป็นงวดๆ อายุความ, ฟ้องคดีขาดอายุความ หนี้เงินกู้
การชำระหนี้ซึ่งขาดอายุความแล้วจะเรียกคืนไม่ได้
อายุความฟ้องเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงชู้
สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนผิดสัญญาจะซื้อขาย
อายุความสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่
สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ
การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครอง
ฟ้องผิดตัวอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง-อำนาจฟ้อง
อายุความรับผิดในฐานะตัวแทนไม่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ
อายุความตามสัญญาให้บริการทางการแพทย์อันเป็นเอกเทศสัญญา
อายุความคดีความผิดฐานฉ้อโกง ร้องทุกข์เกิน 3 เดือน
วันวินาศภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง
อายุความสะดุดหยุดลงย่อมเป็นคุณเฉพาะแก่ฝ่ายโจทก์
รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ
ผู้ค้ำประกันยกข้อต่อสู้เรื่องขาดอายุความ
ฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้อย่างเจ้าหนี้สามัญ
ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ