
| อายุความร้องทุกข์คดีฉ้อโกงต้องดูวันรู้เรื่องความผิดหรือไม่ และคดีโทษไม่เกินห้าปีฎีกาได้เพียงใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ฎีกาของจำเลยในคดีร่วมกันฉ้อโกงที่อ้างว่าอายุความร้องทุกข์ขาดนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาเมื่อโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยหลักกฎหมายเกี่ยวกับอายุความร้องทุกข์สามเดือน การรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดของผู้เสียหาย ตลอดจนวินิจฉัยกระบวนพิจารณาว่าศาลล่างรับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยมิชอบหรือไม่ รวมถึงพิจารณาว่าจำเลยสามารถใช้สิทธิตามมาตรา 224 ในการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาได้หรือไม่ ก่อนวินิจฉัยว่าฎีกาของจำเลยต้องห้ามและพิพากษายกฎีกา คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1 การอ้างว่าคดีฉ้อโกงขาดอายุความร้องทุกข์ต้องพิจารณาวันรู้เรื่องความผิดเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมาย 2 การโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์เป็นฎีกาที่ศาลฎีกามีอำนาจรับวินิจฉัยหรือเป็นฎีกาต้องห้ามตามมาตรา 218 3 การที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบเป็นกระบวนพิจารณาที่ทำให้คดีต้องพิจารณาใหม่หรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า ฎีกาของจำเลยเรื่อง “อายุความร้องทุกข์ในคดีฉ้อโกง” เป็นฎีกาปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาต้องรับวินิจฉัย หรือแท้จริงแล้วเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามมิให้ฎีกา เนื่องจากคดีมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบกับ มาตรา 224 และกฎหมายว่าด้วยการนำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด ซึ่งเป็นฐานให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฎีกาของจำเลยต้องห้ามในปัญหาข้อเท็จจริง key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงในคดีโทษไม่เกินห้าปี สาระสำคัญของคดีนี้คือหลักตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำกัดสิทธิในการฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อศาลล่างลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี คู่ความจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงขึ้นฎีกาอีก ศาลฎีกาใช้หลักนี้เป็นฐานในการพิจารณาว่า ฎีกาของจำเลยในส่วนอายุความร้องทุกข์เป็นปัญหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามฎีกา 2. อายุความร้องทุกข์สามเดือนในความผิดฐานฉ้อโกง จำเลยอ้างว่า คดีโจทก์ขาดอายุความร้องทุกข์ เพราะผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด อย่างไรก็ดี การจะวินิจฉัยว่าอายุความร้องทุกข์ขาดหรือไม่ จำเป็นต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “วันรู้เรื่องความผิด” และ “วันรู้ตัวผู้กระทำผิด” ก่อน จึงไม่ใช่ข้อกฎหมายล้วน ๆ ที่ฎีกาได้ในคดีโทษไม่เกินห้าปี 3. รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นประเด็นข้อเท็จจริง การกำหนดจุดเริ่มนับอายุความร้องทุกข์ต้องอาศัยข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายทราบพฤติการณ์แห่งความผิดเมื่อใด และรู้ตัวจำเลยว่าเป็นผู้กระทำผิดเมื่อใด ศาลฎีกาย้ำว่า การจะวินิจฉัยประเด็นนี้ต้องอาศัยการรับฟังและประเมินพยานหลักฐาน จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงอยู่แล้ว ฎีกาจำเลยในส่วนนี้จึงไม่อาจรับวินิจฉัยได้ 4. การจำแนกฎีกาปัญหาข้อกฎหมายออกจากปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้แสดงให้เห็นบทบาทของศาลฎีกาในการกลั่นกรองว่า ข้อที่จำเลยยกขึ้นฎีกาเป็น “ข้อเท็จจริง” หรือ “ข้อกฎหมาย” แม้จำเลยจะอ้างในเชิงข้อกฎหมายว่าเป็นเรื่องอายุความร้องทุกข์ แต่เนื้อหาที่แท้จริงต้องย้อนกลับไปพิจารณาและประเมินข้อเท็จจริง เมื่อศาลเห็นว่าเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงหรือดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ ก็ต้องถือว่าเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 218 5. คำสั่งไม่รับฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงและสิทธิอุทธรณ์ตามมาตรา 224 แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงโดยมิได้แจ้งให้จำเลยทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าในเมื่อผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องสั่งส่งสำนวนคืนเพื่อแจ้งคำสั่งดังกล่าว คดีนี้จึงตอกย้ำว่า สิทธิที่จะใช้ช่องทางตามมาตรา 224 ในการอุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาต่อศาลฎีกายังคงอยู่ในกรอบของข้อจำกัดเรื่องการห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อโทษไม่เกินห้าปี และไม่อาจใช้เพื่อขยายขอบเขตการฎีกาข้อเท็จจริงเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต สรุปข้อเท็จจริง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 มาตรา 264 มาตรา 268 และมาตรา 341 โดยขอให้จำเลยคืนเงินจำนวน 1,100,000 บาทที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดแต่ละบทแห่งกฎหมายและกำหนดให้ลงโทษตามบทความผิดฉ้อโกง เนื่องจากเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามมาตรา 90 ลงโทษจำคุกสามปี และให้คืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกาโดยศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ไม่แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยทราบ จำเลยยังคงฎีกาในประเด็นว่า คดีขาดอายุความร้องทุกข์เนื่องจากผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ภายในกำหนดสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ข้ออ้างดังกล่าวทำให้ศาลฎีกาต้องพิจารณาว่าข้อเท็จจริงใดจำเป็นต่อการวินิจฉัยข้อกฎหมายเกี่ยวกับอายุความร้องทุกข์ และเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโทษจำคุกที่พิพากษาลงโทษจำเลยไม่เกินห้าปี การฎีกาต่อศาลฎีกาต้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ตามมาตรา 218 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ที่จำเลยฎีกาว่า คดีฉ้อโกงขาดอายุความร้องทุกข์นั้น ศาลเห็นว่าประเด็นอายุความร้องทุกข์จำเป็นต้องย้อนกลับไปพิจารณาข้อเท็จจริงว่า ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดเมื่อใด รู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อใด และได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเบื้องต้นอันจำเป็นต่อการนำไปสู่การพิจารณาข้อกฎหมายของจำเลย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อฎีกาในลักษณะดังกล่าวต้องห้ามตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยได้ แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงโดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบและเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่เนื่องจากผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอยู่แล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีคำสั่งส่งสำนวนกลับเพื่อแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยทราบอีก ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งหมด ข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ย้ำหลักสำคัญว่า การฎีกาในคดีอาญาที่ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปีต้องจำกัดเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย คู่ความไม่อาจอ้างข้อเท็จจริงเพื่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยใหม่ได้ แม้ข้อเท็จจริงนั้นจะเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยข้อกฎหมายก็ตาม นอกจากนี้ยังย้ำหลักการว่า การพิจารณาว่าอายุความร้องทุกข์ครบกำหนดหรือไม่ ต้องพิจารณาวันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดเป็นสำคัญ แต่เมื่อเป็นประเด็นข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงไม่อาจรับวินิจฉัยหากคดีต้องห้ามฎีกาตามกฎหมาย IRAC Issue หลักประเด็นคือ จำเลยอ้างว่า คดีฉ้อโกงขาดอายุความร้องทุกข์เพราะผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด ซึ่งจำเป็นต้องวินิจฉัยว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่สามารถฎีกาได้ หรือเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218 Rule ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า เมื่อคดีลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี การฎีกาต่อศาลฎีกาทำได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความผิดฐานฉ้อโกงกำหนดอายุความร้องทุกข์สามเดือนนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด มาตรา 224 ให้อุทธรณ์คำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ แต่เฉพาะในกรณีที่จำเลยใช้ช่องทางดังกล่าวตามลำดับขั้นตอน Application การอ้างว่าอายุความร้องทุกข์ขาด จำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อใด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องสืบพยานหา มิใช่ปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อคดีลงโทษจำคุกสามปี จึงเป็นคดีที่โทษไม่เกินห้าปีตามมาตรา 218 จำเลยจึงไม่อาจฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ แม้ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบ ซึ่งเป็นกระบวนพิจารณาไม่ชอบ แต่ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอยู่แล้ว ศาลฎีกาจึงไม่จำเป็นต้องส่งสำนวนเพื่อแจ้งคำสั่งดังกล่าว Conclusion ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามมาตรา 218 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และพิพากษายกฎีกาของจำเลย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3399/2568 การที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานฉ้อโกงขาดอายุความ เพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อไร และร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และร่วมกันฉ้อโกง พร้อมให้คืนเงิน 1,100,000 บาท จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฉ้อโกง จำคุก 3 ปี และให้คืนเงินแก่ผู้เสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อฎีกาที่โต้แย้งการรับฟังพยานหลักฐานและการอ้างอายุความร้องทุกข์ต้องอาศัยการวินิจฉัยข้อเท็จจริง เมื่อคดีมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จึงเป็นฎีกาต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกฎีกาของจำเลย
ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 268, 341 ให้จำเลยคืนเงินหรือใช้เงินที่ยังไม่ได้คืน 1,100,000 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 ปี กับให้จำเลยคืนเงิน 1,100,000 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งให้เป็นพับ (ที่ถูก ไม่ต้องมีคำสั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเพราะโจทก์ขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยศาลชั้นต้นรับฎีกาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้จำเลยยื่นฎีกาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2567 ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2567 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งจำเลยอาจฎีกาเป็นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นต่อศาลฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 224 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ได้ความว่าศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงให้จำเลยทราบ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและยังคงให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 จำเลยฎีกาในข้อที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริงชอบแล้ว และเมื่อฎีกาของจำเลยในข้อนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่วินิจฉัยมา ประกอบกับผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาแล้ว จึงไม่เป็นการจำเป็นที่ศาลฎีกาจะสั่งให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อแจ้งคำสั่งไม่รับฎีกาในข้อดังกล่าวให้จำเลยทราบแต่อย่างใด ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า คดีโจทก์ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงขาดอายุความเพราะผู้เสียหายไม่ได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดนั้น เห็นว่า ในการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าว ศาลฎีกาต้องย้อนไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อไร และร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ ฎีกาจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นอ้าง อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อคดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้ว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง ปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอม การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฉ้อโกงตามมาตรา 90 จำคุก 3 ปี และให้คืนเงินผู้เสียหาย 1,100,000 บาท ส่วนคำขออื่นให้ยก 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ทั้งในส่วนโทษจำคุกและคำสั่งให้คืนเงิน 3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยที่อ้างอายุความร้องทุกข์เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 218 และข้ออื่นเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาต้องห้าม ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาของจำเลย แนวคำถาม - ธงคำตอบ คำถามที่ 1 เมื่อจำเลยฎีกาโดยอ้างว่า คดีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงขาดอายุความร้องทุกข์ เนื่องจากผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิด ข้ออ้างดังกล่าวจะถือเป็นฎีกาปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาต้องรับวินิจฉัย หรือเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงของคดีนี้แล้วควรวินิจฉัยอย่างไร คำตอบ ข้ออ้างของจำเลยว่าคดีขาดอายุความร้องทุกข์เป็นข้ออ้างที่เกี่ยวกับความสมบูรณ์แห่งกระบวนพิจารณาในคดีอาญา แต่การพิสูจน์ว่าสิทธิร้องทุกข์ยังไม่ขาดต้องอาศัยข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหาย “รู้เรื่องความผิด” และ “รู้ตัวผู้กระทำความผิด” เมื่อใด ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องสืบพยานและประเมินจากพฤติการณ์แห่งคดี ไม่ใช่ข้อกฎหมายล้วน ๆ เมื่อคดีนี้มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีตามคำพิพากษาของศาลล่าง การฎีกาต้องกระทำได้เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้าม ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกฎีกาของจำเลย คำถามที่ 2 ในกรณีที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยทราบ อันเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ จำเลยสามารถอาศัยบทบัญญัติมาตรา 224 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เพื่ออุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อศาลฎีกาได้หรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงไว้ก่อนหน้าแล้ว คำตอบ แม้มาตรา 224 จะเปิดช่องให้จำเลยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้พิจารณาคำสั่งไม่รับฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นได้ แต่บทบัญญัติดังกล่าวต้องใช้ภายในเงื่อนไขว่าคำสั่งนั้นต้องอยู่ภายในกรอบที่กฎหมายให้มีการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ ในคดีนี้ ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงแล้ว เนื่องจากคดีลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 218 การที่ศาลชั้นต้นไม่แจ้งคำสั่งไม่รับฎีกา แม้เป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่ไม่อาจเปิดช่องให้จำเลยหลีกเลี่ยงข้อจำกัดตามมาตรา 218 ได้ ดังนั้น ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าไม่จำเป็นต้องสั่งส่งสำนวนกลับเพื่อแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยทราบ และพิพากษายกฎีกาของจำเลยเช่นเดิม คำถามที่ 3 ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า จำเลยถูกพิพากษาว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 มาตรา 268 และมาตรา 341 อันเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และร่วมกันฉ้อโกง ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี เมื่อจำเลยฎีกาโดยโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ศาลฎีกาควรวินิจฉัยคำร้องดังกล่าวอย่างไร คำตอบ การที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่าศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังพยานหลักฐานคลาดเคลื่อน หรือนำสืบไม่ครบถ้วน เป็นการโจมตีข้อเท็จจริงและดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ อันเป็นแก่นของปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยเมื่อคดีมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปีตามมาตรา 218 และไม่มีเหตุที่จะพิจารณาว่าข้อเท็จจริงใดถูกกำหนดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงต้องถือว่าฎีกาดังกล่าวเป็นฎีกาที่ต้องห้าม และไม่อาจรับวินิจฉัยได้ บทสรุปจึงเป็นการยกฎีกาในส่วนนี้ของจำเลยเช่นเดียวกัน คำถามที่ 4 ประเด็นเรื่อง “อายุความร้องทุกข์สามเดือน” ในความผิดฐานฉ้อโกงตามที่จำเลยยกขึ้นอ้างนั้น ในทางกฎหมาย การพิจารณาว่าอายุความร้องทุกข์ขาดหรือไม่ ต้องอาศัยข้อเท็จจริงในลักษณะใด และเพราะเหตุใดประเด็นดังกล่าวในคดีนี้จึงถือเป็นฎีกาเกี่ยวกับปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาไม่อาจพิจารณา คำตอบ การพิจารณาว่าอายุความร้องทุกข์ขาดหรือไม่นั้น แม้ดูเป็นข้อกฎหมาย แต่ในสาระต้องอาศัยข้อเท็จจริงสำคัญคือ วันผู้เสียหายรู้เรื่องความผิด และวันที่ผู้เสียหายรู้ตัวผู้กระทำความผิด เพราะเป็นจุดเริ่มนับระยะเวลาสามเดือนตามที่กฎหมายกำหนด การพิสูจน์วันดังกล่าวต้องอาศัยพยานหลักฐาน ข้อเท็จจริง พฤติการณ์แวดล้อม และดุลพินิจของศาลล่าง เมื่อคดีนี้มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี การฎีกาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามตามมาตรา 218 ดังนั้น แม้จำเลยจะอ้างว่าคดีขาดอายุความร้องทุกข์ แต่ศาลฎีกาไม่อาจรับพิจารณาได้ เพราะเป็นฎีกาที่ต้องอาศัยการวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่อยู่เหนือขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาในคดีลักษณะนี้ คำถามที่ 5 ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานร่วมกันปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และร่วมกันฉ้อโกง โดยกำหนดให้ลงโทษในฐานฉ้อโกงตามมาตรา 90 เนื่องจากการกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จำเลยอุทธรณ์และฎีกาโต้แย้งหลายประเด็น ศาลฎีกาควรวินิจฉัยภาพรวมอย่างไรในเมื่อทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้วินิจฉัยไว้สอดคล้องกันแล้ว และฎีกาของจำเลยส่วนใหญ่เป็นฎีกาที่ต้องห้าม คำตอบ เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และลงโทษในฐานฉ้อโกงตามมาตรา 90 และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โดยมีการประเมินพยานหลักฐานอย่างครบถ้วน จำเลยฎีกาในลักษณะโต้แย้งข้อเท็จจริง ดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐาน และอายุความร้องทุกข์ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นข้อเท็จจริง การฎีกาดังกล่าวต้องห้ามตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงไม่อาจรับพิจารณาเนื้อหาฎีกาได้ เมื่อพิจารณาภาพรวมว่าฎีกาทั้งหมดของจำเลยมิได้มีข้อกฎหมายล้วน ๆ ที่ชอบด้วยมาตรา 218 และผู้พิพากษาศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไว้ก่อนแล้ว ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งหมด |



.jpg)
