
| อายุความค่าสาธารณูปโภค 2 ปีในคดีผู้บริโภค (ฎีกา 332/2568)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องการเรียกเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคในโครงการจัดสรรที่ดิน ซึ่งคู่ความโต้แย้งกันว่าการฟ้องเรียกหนี้ดังกล่าวขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่าคำให้การจำเลยได้ยกอายุความไว้อย่างชัดแจ้งหรือไม่ และอายุความที่ต้องใช้คือ 5 ปี 10 ปี หรือ 2 ปี โดยวิเคราะห์ตามลักษณะของมูลหนี้ว่าเป็น “การประกอบการค้าเป็นปกติธุระเพื่อหวังผลกำไร” ของผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตามที่โฆษณาไว้ก่อนขาย ศาลฎีกายืนยันว่า การเรียกเก็บค่าบริการสาธารณะถือเป็นหนี้การค้าอยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34(1) ไม่ใช่ 10 ปีดังที่ผู้ฟ้องอ้าง จึงเป็นคดีที่มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติของผู้ประกอบการหมู่บ้านจัดสรรและผู้บริโภค สรุปข้อเท็จจริง โจทก์เป็นผู้รับโอนใบอนุญาตจัดสรรที่ดินโครงการ “เดอะ ร.” โดยได้รับความเห็นชอบให้จัดเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคและค่าบำรุงรักษาจากผู้ซื้อที่ดิน จำเลยเป็นเจ้าของที่ดินในโครงการดังกล่าว แต่ไม่ชำระค่าบริการตั้งแต่ปี 2548–2562 รวมทั้งค่าตัดหญ้าและค่าปรับเงินเพิ่ม โจทก์จึงทวงถามและขอให้สำนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียนสิทธิของจำเลย จึงฟ้องเรียกเงินรวมกว่า 500,000 บาท จำเลยให้การโต้แย้งว่า ค่าบริการสาธารณูปโภคตั้งแต่ปี 2553–2562 ขาดอายุความเกิน 5 ปีตาม ม.193/33(4) และขอฟ้องแย้งให้เพิกถอนการระงับการจดทะเบียนที่ดิน ศาลชั้นต้นรับฟังเพียงส่วนที่ยังไม่ขาดอายุความ 5 ปี และให้จำเลยชำระ 59,424.79 บาท ส่วนฟ้องแย้งยกทั้งหมด ศาลอุทธรณ์แก้เพียงประเด็นการเรียกเก็บปี 2563 เป็นต้นไปให้ยก แล้วพิพากษายืนอื่นทั้งหมด โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตเฉพาะปัญหาอายุความ ประเด็นกฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้ คดีนี้ใช้บทบัญญัติกฎหมายหลักคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) เกี่ยวกับอายุความ 2 ปีของหนี้ที่เกิดจากการประกอบกิจการค้าเป็นปกติของผู้ประกอบธุรกิจ ซึ่งศาลฎีกาตีความว่า การเรียกเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคของผู้ประกอบการจัดสรรที่ดิน ถือเป็น "หนี้การค้า" อยู่ในบังคับอายุความ 2 ปี ไม่ใช่อายุความ 10 ปี และไม่ใช่อายุความ 5 ปีตามที่จำเลยอ้าง คีย์เวิร์ดสำคัญที่สุด 5 ข้อความของคดีนี้ พร้อมขยายสั้น ๆ 1. อายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34(1) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเรียกเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคเป็นการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เป็นหนี้การค้า จึงมีอายุความ 2 ปี ไม่ใช่อายุความยาวกว่าอย่างที่คู่ความเข้าใจ 2. อายุความไม่ใช่ความสงบเรียบร้อย ศาลยกขึ้นเองไม่ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142(5) เรื่องอายุความไม่ใช่ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนในคดีผู้บริโภค ศาลจึงไม่สามารถยกขึ้นเอง ต้องเป็นจำเลยยกขึ้นในคำให้การ 3. การยกอายุความของจำเลยให้ผล แม้อ้างผิดมาตรา จำเลยอ้างว่าโจทก์ฟ้องเกิน 5 ปี แม้จะอ้างมาตราผิด แต่ถือว่าได้ "ยกอายุความ" ไว้แล้ว ศาลสามารถปรับใช้บทกฎหมายที่ถูกต้องเองได้ 4. ค่าบริการสาธารณูปโภคถือเป็นหนี้การค้า ศาลพิจารณาว่าโจทก์ประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินและเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคเป็นส่วนหนึ่งของการค้าปกติและการตลาดที่โฆษณาไว้ก่อนขาย จึงเป็นหนี้ในทางการค้า 5. ศาลไม่อาจแก้คำพิพากษาให้ฝ่ายที่ไม่อุทธรณ์ได้ แม้อายุความที่ถูกต้องคือ 2 ปี แต่จำเลยไม่ได้อุทธรณ์ประเด็นจำนวนเงิน ศาลฎีกาไม่มีอำนาจปรับแก้คำพิพากษาให้จำเลย แม้จะเป็นประโยชน์แก่จำเลยก็ตาม ตามหลักห้ามพิพากษาให้ผู้ไม่อุทธรณ์เสียสิทธิ คำวินิจฉัยศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 1. เรื่องอายุความในคดีผู้บริโภคไม่ใช่เรื่องความสงบเรียบร้อย ศาลยกขึ้นเองไม่ได้ จำเลยต้องยกขึ้นต่อสู้ (ม.142(5) ป.วิ.พ. + ม.7 พ.ร.บ.คดีผู้บริโภค) 2. จำเลยได้ยกอายุความในคำให้การไว้อย่างชัดเจนแล้ว โดยระบุว่าเป็นการฟ้องเกิน 5 ปี 3. แม้จำเลยจะอ้างอายุความผิดมาตรา แต่ ศาลมีอำนาจปรับใช้บทกฎหมายที่ถูกต้องเอง 4. โจทก์เป็นผู้ประกอบการจัดสรรที่ดินเพื่อจำหน่ายแสวงกำไร การจัดทำสาธารณูปโภคถือเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจที่โฆษณาไว้ การเรียกเก็บค่าบริการจึงถือว่าเป็นการดำเนินธุรกิจการค้าเป็นปกติ 5. มูลหนี้ดังกล่าวเข้าข่ายหนี้การค้า อายุความเพียง 2 ปี ตาม มาตรา 193/34(1) ไม่ใช่ 10 ปีตามที่โจทก์อ้าง 6. อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาไม่อาจย้อนทำให้จำเลยรับผิดเฉพาะส่วนที่ไม่ขาดอายุความ 2 ปี เพราะจำเลยไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกา ศาลจึง “พิพากษายืน” ตามศาลอุทธรณ์ วิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย 1) อายุความที่ศาลยกขึ้นเองไม่ได้ในคดีผู้บริโภค ศาลชี้ชัดว่า ตาม ม.142(5) ป.วิ.พ. เรื่องอายุความไม่ใช่ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้เป็นคดีผู้บริโภคศาลก็ยกขึ้นเองไม่ได้ เว้นแต่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ ถือเป็นความสำคัญต่อคดีผู้บริโภคทั่วประเทศ เพราะปกติหลายฝ่ายเข้าใจผิดว่าคดีผู้บริโภคศาลตรวจทุกอย่างได้เอง 2) จำเลยยกอายุความไว้อย่างชัดเจนเพียงพอแล้ว จำเลยระบุว่า “ฟ้องเกินกว่า 5 ปี” ซึ่งเท่านี้เพียงพอให้เกิดประเด็นข้อพิพาท แม้จะอ้างมาตราผิดหรือเหตุผลไม่ครบ แต่ถือว่ายกอายุความแล้ว ศาลสามารถให้แก้ หรือปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องเองได้ 3) ศาลวินิจฉัยว่าค่าบริการสาธารณะคือ “หนี้การค้า” หลักสำคัญคือการตีความว่า ผู้โครงการเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคเป็นการ “ประกอบการค้าเป็นปกติธุระเพื่อหวังผลกำไร” หรือไม่ ศาลวิเคราะห์ว่า • โจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ • โฆษณาโครงการพร้อมสาธารณูปโภค • เก็บค่าบริการเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ • เป็นรายได้ที่เกิดซ้ำต่อเนื่องจากการจัดสรร จึงเป็นลักษณะ “หนี้การค้า” ตามมาตรา 193/34(1) 4) อายุความจึงเป็น 2 ปี ไม่ใช่ 10 ปี ศาลปฏิเสธฐานอายุความ 10 ปี (เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดโดยเฉพาะ) เพราะในกรณีนี้มีมาตรา 193/34(1) กำหนดเฉพาะ จึงต้องใช้ 2 ปี 5) แม้ศาลพบอายุความ 2 ปี แต่เปลี่ยนคำพิพากษาไม่ได้เพราะไม่มีอุทธรณ์/ฎีกาจากจำเลย ถือเป็นหลักการสำคัญเรื่อง “ห้ามพิพากษาเกินคำร้อง” และ “ห้ามทำให้ฝ่ายที่ไม่อุทธรณ์เสียสิทธิ” สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. ผู้ประกอบการจัดสรรที่ดินต้องเรียกเก็บค่าสาธารณูปโภคให้ทันอายุความ 2 ปี ไม่เช่นนั้นอาจหมดสิทธิ 2. การยกอายุความแม้อ้างผิดมาตราแต่ระบุช่วงเวลาเพียงพอก็ถือว่ายกแล้ว 3. คดีผู้บริโภคไม่ได้ให้ศาลยกประเด็นอายุความเอง ต้องเป็นฝ่ายจำเลยยกขึ้น 4. การฟ้องเรียกค่าบริการต้องตรวจสอบลักษณะมูลหนี้อย่างละเอียดว่าเป็น “หนี้การค้า” หรือไม่ 5. จำเลยที่ชนะบางส่วนต้องอุทธรณ์เอง หากไม่อุทธรณ์ ศาลฎีกาจะไม่แก้ให้ แม้จะเป็นประโยชน์แก่จำเลย IRAC Issue (ประเด็น) คดีนี้ต้องวินิจฉัยว่า 1. คำให้การจำเลยได้ยกอายุความไว้อย่างชัดเจนหรือไม่ 2. การเรียกเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคของผู้ประกอบการจัดสรรที่ดินเข้าลักษณะมูลหนี้ที่มีอายุความ 10 ปี หรือ 2 ปี 3. ศาลมีอำนาจยกบทกฎหมายอายุความขึ้นวินิจฉัยแทนคู่ความหรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ) 1. มาตรา 142(5) ป.วิ.พ. – ศาลยกอายุความเองไม่ได้ 2. มาตรา 7, 26 พ.ร.บ.คดีผู้บริโภค – การให้การและการแก้ไขคำให้การ 3. มาตรา 193/33(4) ป.พ.พ. – อายุความ 5 ปี 4. มาตรา 193/34(1) ป.พ.พ. – อายุความ 2 ปีสำหรับหนี้การค้า 5. หลัก non reformatio in peius – ศาลจะไม่พิพากษาให้ฝ่ายที่ไม่อุทธรณ์เสียสิทธิ Application (การปรับใช้) ศาลพบว่า จำเลยระบุในคำให้การว่า “ฟ้องเกิน 5 ปี” จึงถือว่ายกอายุความแล้ว แม้อ้างผิดมาตราก็ตาม ศาลมีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องจึงนำ ม.193/34(1) มาใช้ โดยพิจารณาว่า • โจทก์ดำเนินธุรกิจจัดสรรเพื่อขาย • บริการสาธารณูปโภคที่จัดให้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการที่โฆษณา • การเรียกเก็บค่าบริการเป็นการดำเนินธุรกิจเป็นปกติ จึงเป็นหนี้การค้า อายุความ 2 ปี แต่จำเลยไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลล่างในส่วนจำนวนเงิน ศาลฎีกาจึงแก้ไม่ได้ แม้ส่วนที่พิพากษาในศาลต้นจะเป็นจำนวนเกินจริงตามอายุความ 2 ปี Conclusion (ข้อสรุป) คำให้การจำเลยยกอายุความแล้ว และมูลหนี้นี้เป็นหนี้การค้า อายุความ 2 ปี ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ แม้จำนวนเงินที่ให้จำเลยรับผิดจะไม่สอดคล้องกับอายุความ 2 ปี เพราะจำเลยไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกาเอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 332/2568 ในคดีผู้บริโภคปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอายุความมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องให้การต่อสู้คดีไว้ และหากศาลเห็นว่าคำให้การดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขคำให้การในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 ทั้งประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดจากคำฟ้องและคำให้การซึ่งตามคำให้การของจำเลยเกี่ยวกับอายุความนั้น จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะ/ค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางประจำปี 2553 ถึงปี 2562 โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลย เป็นกรณีฟ้องเกินกว่า 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (4) ดังนั้น ค่าเสียหายในส่วนนี้จึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยกอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์แล้ว ทั้งจำเลยยังได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความด้วยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้อง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ส่วนปัญหาว่า คดีขาดอายุความเรื่องใด อย่างไร เป็นเรื่องที่ศาลจะวินิจฉัยยกบทบัญญัติของกฎหมายขึ้นปรับให้ถูกต้องได้ เมื่อโจทก์เป็นผู้รับโอนใบอนุญาตจัดสรรที่ดินจากผู้จัดสรรที่ดินเดิมจึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และการจัดทำโครงการพิพาทเพื่อจำหน่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่คนทั่วไปตามที่โฆษณา โจทก์จะดำเนินการจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการรักษาความปลอดภัยโดยเรียกเก็บค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะตามที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน เมื่อสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะเป็นบริการส่วนหนึ่งของโครงการพิพาทที่มีผลต่อการประกอบธุรกิจตามที่โจทก์จัดสรรจำหน่ายเป็นการค้าหากำไรดังที่โฆษณาไปก่อนแล้ว การเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายค้างชำระตามฟ้องเป็นค่าบริการสาธารณะของโจทก์จึงถือเป็นการดำเนินการของผู้ประกอบการค้าเป็นปกติธุระเพื่อหวังผลกำไรในทางการค้าที่เรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำขึ้น อยู่ในบังคับต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 512,523.41 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงิน 274,832 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงินค่าบำรุงรักษาสาธารณูปโภคส่วนกลาง/ค่าบริการสาธารณะ ค่าตัดหญ้าเป็นรายปีในอัตราปีละ 26,734 บาท นับแต่ปี 2563 เป็นต้นไปให้แก่โจทก์จนกว่าจำเลยพ้นจากการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 61244 จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์เพิกถอนการระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 59,424.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 48,510 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 29 สิงหาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยชำระเงินในอัตราปีละ 9,702 บาท แก่โจทก์นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะพ้นจากการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 61244 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้งของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งหมดให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะแก่โจทก์เป็นรายปีนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะพ้นจากการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 61244 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เสียเกินมา 1,189 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2548 โจทก์ได้รับโอนใบอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดินจากบริษัท ด. ในการจัดสรรที่ดินชื่อโครงการเดอะ ร. โจทก์ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินกลางให้มีสิทธิจัดเก็บค่าใช้บริการและค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะจากผู้ซื้อที่ดินในโครงการจัดสรรดังกล่าว จำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 61244 เนื้อที่ 1 งาน 47 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินเปล่าในโครงการจัดสรรของโจทก์ จำเลยไม่ชำระค่าบริการสาธารณะแก่โจทก์ซึ่งโจทก์เรียกเก็บล่วงหน้าเป็นรายปีนับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงมีหนังสือขอให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดนครนายก สาขาองครักษ์ ระงับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมที่ดินของจำเลยไว้ คิดถึงวันฟ้องจำเลยคงค้างชำระค่าบริการสาธารณะประจำปี 2548 บางส่วน ถึงปี 2552 ในอัตราตารางวาละ 5 บาท และประจำปี 2553 ถึงปี 2562 ในอัตราตารางวาละ 5.50 บาท รวมเป็นเงิน 135,240 บาท ค่าตัดหญ้าตั้งแต่ปี 2548 ถึงปี 2562 เป็นเงิน 139,592 บาท ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถาม 24,700 บาท และค่าปรับเงินเพิ่ม/ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระรวมเป็นเงิน 212,991.41 บาท สำหรับปัญหาอื่นโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า คำให้การจำเลยเรื่องอายุความชอบหรือไม่ ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับค่าบริการสาธารณะและค่าบริการสาธารณูปโภคส่วนกลางมีอายุความ 10 ปีหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องอายุความในคดีแพ่งมิใช่ข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ศาลจะยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 แต่เป็นเรื่องที่จำเลยจะต้องให้การต่อสู้คดีไว้ และหากศาลเห็นว่าคำให้การดังกล่าวไม่ถูกต้องหรือขาดสาระสำคัญบางเรื่อง ศาลอาจมีคำสั่งให้จำเลยแก้ไขคำให้การในส่วนนั้นให้ถูกต้องหรือชัดเจนขึ้นก็ได้ตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 26 ทั้งประเด็นข้อพิพาทย่อมเกิดจากคำฟ้องและคำให้การซึ่งตามคำให้การของจำเลยเกี่ยวกับอายุความนั้น จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าบริการสาธารณะ/ค่าสาธารณูปโภคส่วนกลางประจำปี 2553 ถึงปี 2562 จำนวน 135,240 บาท โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องเอาจากจำเลย เป็นกรณีฟ้องเกินกว่า 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) ดังนั้นค่าเสียหายในส่วนนี้จึงขาดอายุความ คำให้การของจำเลยเป็นการแสดงโดยชัดแจ้งในคำให้การว่าจำเลยยกอายุความขึ้นปฏิเสธคำฟ้องของโจทก์แล้ว ทั้งจำเลยยังได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความด้วยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความเมื่อใด นับแต่วันใดถึงวันฟ้อง คดีโจทก์ขาดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ส่วนปัญหาว่าคดีขาดอายุความเรื่องใด อย่างไร เป็นเรื่องที่ศาลจะวินิจฉัยยกบทบัญญัติของกฎหมายขึ้นปรับให้ถูกต้องได้ เมื่อคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับโอนใบอนุญาตจัดสรรที่ดินจากบริษัท ด. จึงเป็นผู้ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และจัดทำโครงการพิพาทเพื่อจำหน่ายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่บุคคลทั่วไป โจทก์จะจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการรักษาความปลอดภัยโดยเรียกเก็บค่าบำรุงรักษาบริการสาธารณะในอัตรา (1) ที่ดินสร้างบ้านพักอยู่อาศัยแปลงที่ไม่ติดน้ำตารางวาละ 11.25 บาท ต่อเดือน (2) ที่ดินสร้างบ้านพักอยู่อาศัยแปลงที่ติดน้ำตารางวาละ 13.25 บาทต่อเดือน (3) ที่ดินเปล่าตารางวาละ 5.50 บาทต่อเดือน และที่ดินเปล่าเมื่อมีการสร้างบ้านในอนาคตให้จัดเก็บเท่ากับแปลงบ้านพักอาศัยตามที่ได้รับความเห็นชอบให้จัดเก็บจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดินจังหวัดนครนายก ในระหว่างที่ยังมิได้มีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ผู้จะซื้อตกลงชำระเงินค่าสาธารณูปโภคดังกล่าวข้างต้นให้แก่ผู้จะขาย และผู้จะขายจะต้องทำหน้าที่บริหารงานแทนคณะกรรมการหมู่บ้านเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร หรือแต่งตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านแล้วเสร็จ ซึ่งสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะที่โจทก์จัดทำขึ้นตามที่โฆษณาจึงเป็นส่วนหนึ่งของโครงการจัดสรรที่ดินสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะของโจทก์มีส่วนสำคัญต่อการส่งเสริมการขายในโครงการพิพาท การจัดให้มีสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน โจทก์ต้องทำบัญชีการใช้จ่ายเงินที่จัดเก็บและหากมีการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรขึ้น การเรียกเก็บเงินส่วนนี้ต้องโอนไปเป็นของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรและโจทก์ต้องส่งเงินส่วนที่เหลือหากมีแก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เมื่อสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะเป็นบริการส่วนหนึ่งของโครงการพิพาทที่มีผลต่อการประกอบธุรกิจตามที่โจทก์จัดสรรจำหน่ายเป็นการค้าหากำไรดังที่โฆษณาไปก่อนแล้ว การเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายค้างชำระตามฟ้องเป็นค่าบริการสาธารณะของโจทก์ จึงถือเป็นการดำเนินการของผู้ประกอบการค้าเป็นปกติธุระเพื่อหวังผลกำไรในทางการค้าที่เรียกเอาค่าการงานที่ได้ทำขึ้น อยู่ในบังคับต้องใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 (1) จึงหาเป็นกรณีที่กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะอันต้องใช้อายุความ 10 ปี ดังที่โจทก์ฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ตามคดีนี้ศาลชั้นต้นให้จำเลยรับผิดชำระค่าบริการสาธารณะค้างชำระจำนวน 59,424.79 บาท ซึ่งเป็นส่วนที่ไม่ขาดอายุความ 5 ปี แม้คดีนี้จะมีอายุความ 2 ปี ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดในค่าบริการสาธารณะเฉพาะส่วนที่ไม่ขาดอายุความ 2 ปี โดยที่จำเลยไม่ได้อุทธรณ์และฎีกาได้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ในคดีผู้บริโภคเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคส่วนกลางของผู้ประกอบการจัดสรรที่ดิน เหตุเกิดจากจำเลยไม่ชำระค่าบริการรายปีตั้งแต่ปี 2548 ถึงปี 2562 โจทก์จึงทวงถามและขอให้เจ้าพนักงานที่ดินระงับการจดทะเบียนสิทธิของจำเลย แล้วฟ้องเรียกเงินกว่า 500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่าเป็นการฟ้องเกินอายุความ โดยอ้างว่าฟ้องล่วงเลยเกินกว่า 5 ปีตามมาตรา 193/33(4) คดีนี้จึงมีประเด็นว่า การยกอายุความของจำเลยดังกล่าวถือเป็นการยกอายุความที่สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ แม้จะยกมาตราอายุความผิดและให้เหตุผลไม่ครบถ้วนเพียงใดก็ตาม ศาลมีอำนาจพิจารณาประเด็นอายุความจากคำให้การเช่นนี้หรือไม่ ธงคำตอบ การยกอายุความเป็นสิทธิเฉพาะตัวของจำเลย ต้องยกขึ้นในคำให้การตามมาตรา 142(5) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งบัญญัติว่า อายุความมิใช่ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลจึงไม่มีอำนาจยกขึ้นเอง ต้องเป็นจำเลยยกต่อสู้ไว้เท่านั้น แม้จำเลยจะอ้างมาตราผิดหรือให้เหตุผลไม่ครบถ้วน แต่เมื่อจำเลยแสดงในคำให้การอย่างชัดแจ้งว่า “โจทก์ฟ้องเกินกว่า 5 ปี” และชี้ช่วงระยะเวลานับตั้งแต่เมื่อใดถึงวันฟ้อง ก็ถือว่าได้ยกอายุความขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว ศาลจึงต้องรับวินิจฉัยประเด็นนี้ และมีอำนาจปรับบทกฎหมายที่ถูกต้องตามความจริงแห่งคดีตามหลักกฎหมายทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องผูกพันตามมาตราที่จำเลยอ้างผิด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การยกอายุความของจำเลยชอบแล้วและเพียงพอให้เกิดประเด็นข้อพิพาทตามกฎหมาย ข้อ 2 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้ดำเนินธุรกิจจัดสรรที่ดิน โฆษณาโครงการที่มีสาธารณูปโภคครบถ้วน และจัดเก็บค่าบริการสาธารณะและค่าตัดหญ้าจากผู้ถือครองที่ดินเป็นรายปีมาโดยตลอด โดยมีการเรียกเก็บในอัตราตารางวาละ 5.50 บาทจากที่ดินเปล่า คดีนี้มีปัญหาว่า การเรียกเก็บค่าบริการดังกล่าวเข้าลักษณะสิทธิเรียกร้องตามประเภทใด เป็นสิทธิเรียกร้องที่กฎหมายกำหนดอายุความไว้เฉพาะหรือไม่ และต้องใช้อายุความกี่ปีกันแน่ระหว่าง 10 ปีตามอายุความทั่วไป หรือ 2 ปีตามอายุความสำหรับการประกอบกิจการค้าตามมาตรา 193/34(1) ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจัดทำและบำรุงรักษาสาธารณูปโภคเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจจัดสรรที่ดินของโจทก์ ไม่ใช่การบริการโดยสมัครใจ แต่เป็นเงื่อนไขประกอบการขายที่โฆษณาไว้เพื่อดึงดูดผู้ซื้อ เป็นการดำเนินกิจการของผู้ประกอบการค้าโดยปกติธุระเพื่อหวังผลกำไร เมื่อโจทก์เรียกเก็บค่าบริการรายปีจากผู้ซื้อที่ดินในโครงการจึงถือว่าเป็น “หนี้การค้า” ตามลักษณะมาตรา 193/34(1) ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องทั่วไปที่ไม่มีกำหนดอายุความเฉพาะ อันจะทำให้ต้องใช้อายุความ 10 ปี ศาลฎีกาจึงตัดสินชัดเจนว่า อายุความที่ใช้คือ 2 ปี และไม่ใช่อายุความ 5 ปีหรือ 10 ปีตามที่คู่ความเข้าใจ เพราะลักษณะของมูลหนี้เป็นการประกอบการค้าอย่างแท้จริง ข้อ 3 ในกรณีที่จำเลยไม่ชำระค่าบริการตั้งแต่ปี 2548 ถึง 2562 และศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้จำเลยรับผิดเฉพาะส่วนที่ไม่ขาดอายุความ 5 ปี รวมเป็นเงิน 59,424.79 บาท แต่ภายหลังศาลฎีกาตีความว่าอายุความที่ถูกต้องคือ 2 ปี ไม่ใช่ 5 ปี ศาลฎีกามีอำนาจกลับคำพิพากษาให้จำเลยรับผิดเฉพาะส่วนที่ไม่ขาดอายุความ 2 ปีหรือไม่ ทั้งที่จำเลยไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกาเพื่อขอลดจำนวนหนี้ตามอายุความที่แท้จริง ธงคำตอบ แม้ศาลฎีกาจะวินิจฉัยว่าอายุความที่ถูกต้องคือ 2 ปี ซึ่งอาจทำให้จำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดลดลง แต่การพิจารณาของศาลฎีกาต้องอยู่ภายใต้หลักห้ามพิพากษาให้ผู้ไม่อุทธรณ์เสียสิทธิ (หลัก non reformatio in peius) กล่าวคือ ศาลจะไม่แก้ไขคำพิพากษาให้เป็นผลร้ายหรือเป็นผลเสียต่อคู่ความฝ่ายที่ไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกา ในคดีนี้จำเลยไม่ได้อุทธรณ์หรือฎีกาเพื่อแก้ไขจำนวนเงินตามอายุความ 2 ปี จึงถือว่าจำเลยยอมรับจำนวนเงินตามศาลล่าง ศาลฎีกาไม่มีอำนาจลดหย่อนให้จำเลยตามอายุความ 2 ปี แม้ตามกฎหมายจะสมควรลดก็ตาม ผลคือศาลฎีกาต้องพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ แม้จำนวนเงินที่ศาลล่างกำหนดจะสูงกว่าที่ควรต้องรับผิดตามอายุความที่ถูกต้องก็ตาม ข้อ 4 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์โฆษณาโครงการว่ามีระบบสาธารณูปโภคและบริการรักษาความปลอดภัยครบถ้วน ผู้ซื้อจึงตกลงซื้อที่ดินและยอมชำระค่าบริการรายปีเพื่อให้โครงการดูแลพื้นที่ส่วนกลาง ในระหว่างยังไม่มีการตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร โจทก์เป็นผู้บริหารจัดการแทน คำถามคือ ลักษณะหน้าที่ดังกล่าวเป็นการให้บริการในฐานะผู้ประกอบธุรกิจหรือเป็นภาระผูกพันของผู้จัดสรรในฐานะเจ้าของที่ดิน และลักษณะเช่นนี้มีผลอย่างไรต่อการกำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บริการสาธารณูปโภคและการจัดการส่วนกลางตามที่โจทก์จัดทำขึ้นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ “การประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์” ของโจทก์โดยตรง เนื่องจากเป็นบริการที่ใช้ในการส่งเสริมการขายและเป็นข้อเสนอในโฆษณาที่มีผลจูงใจผู้จะซื้อที่ดินในโครงการ จึงไม่ใช่ภาระในฐานะเจ้าของที่ดินทั่วไป แต่เป็นบริการเชิงการค้าที่ทำขึ้นเพื่อหวังผลกำไร นอกจากนี้ค่าบริการที่จัดเก็บมีลักษณะต่อเนื่องเป็นรายปี และเป็นรายได้หนึ่งของผู้ประกอบโครงการ เมื่อลักษณะของมูลหนี้สัมพันธ์โดยตรงกับการประกอบกิจการค้า ศาลฎีกาจึงถือว่าค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บเข้าลักษณะ “ค่าการงานจากการค้า” ตามมาตรา 193/34(1) ซึ่งมีอายุความเพียง 2 ปี การตีความเช่นนี้ทำให้มาตรา 193/33(4) หรืออายุความ 10 ปีไม่สามารถใช้บังคับได้ในกรณีนี้ ข้อ 5 โจทก์เป็นผู้รับโอนใบอนุญาตจัดสรรที่ดินแทนบริษัทเดิมและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการจัดสรรให้สามารถเก็บค่าบริการส่วนกลางได้ แต่ต่อมาผู้ซื้อที่ดินในโครงการไม่ชำระค่าบริการ โจทก์จึงทวงถามและขอให้ที่ดินงดการจดทะเบียนสิทธิของจำเลยเพื่อกดดันให้ชำระหนี้ คดีนี้มีปัญหาว่า การที่โจทก์เป็นผู้รับโอนใบอนุญาตจัดสรรและดำเนินการจัดเก็บค่าบริการภายหลัง ถือว่ามีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาหรือกฎหมายเพียงใด และผู้รับโอนมีฐานะเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องรับผลทางกฎหมายในลักษณะเดียวกับผู้จัดสรรเดิมหรือไม่ ธงคำตอบ เมื่อโจทก์ได้รับโอนใบอนุญาตจัดสรรจากผู้จัดสรรเดิม ย่อมมีฐานะเป็น “ผู้ประกอบการจัดสรรที่ดิน” ตามกฎหมายและต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการจัดสรรที่ดิน ซึ่งรวมถึงสิทธิที่จะเรียกเก็บค่าบริการสาธารณูปโภคจากผู้ซื้อที่ดินในโครงการ โดยมีหน้าที่จัดทำสาธารณูปโภคและดูแลพื้นที่ส่วนกลางในช่วงก่อนจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เมื่อผู้ซื้อที่ดินไม่ชำระค่าบริการ โจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาและตามเงื่อนไขของโครงการ อย่างไรก็ดี สิทธิเรียกร้องดังกล่าวเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจค้าขายอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ จึงต้องรับผลตามกฎหมายในฐานะ “ผู้ประกอบการค้า” โดยตรง รวมถึงข้อจำกัดเรื่องอายุความ 2 ปีตามมาตรา 193/34(1) การที่โจทก์เป็นผู้รับโอนใบอนุญาตจึงไม่ทำให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์มีอายุความยาวขึ้นกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ ผู้รับโอนต้องรับภาระและข้อจำกัดเทียบเท่าผู้จัดสรรเดิมทั้งหมด |




