
| ฟ้องโอนที่ดินระบุผิด ศาลพิพากษาแก้ให้ถูกได้หรือไม่ และประเด็นอายุความในคดีตัวแทนซื้อที่ดินมีผลอย่างไรตามกฎหมาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินจากการซื้อร่วมกันผ่านตัวแทน และปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการตีความคำฟ้องที่ระบุแปลงที่ดินผิด รวมถึงประเด็นเรื่องอายุความในการฟ้องร้องเรียกทรัพย์จากตัวแทน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยหลักสำคัญว่า แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุที่ดินผิดพลาด แต่หากพิจารณาจากคำบรรยายฟ้องและพฤติการณ์โดยรวมแล้วเห็นได้ชัดว่าเจตนาที่แท้จริงของโจทก์มุ่งหมายให้โอนที่ดินอีกแปลงหนึ่ง ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ตรงตามเจตนานั้นได้โดยไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ อีกทั้งยังวางหลักเกี่ยวกับลำดับการวินิจฉัยประเด็นในคดี โดยเฉพาะกรณีที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่ามีความสัมพันธ์ในฐานะตัวแทนหรือไม่ จึงจะนำไปสู่การพิจารณาเรื่องอายุความได้อย่างถูกต้อง ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และบิดาของจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินจัดสรร โดยตกลงแบ่งที่ดินออกเป็นสองส่วน คือ ด้านทิศเหนือเป็นของโจทก์ และด้านทิศใต้เป็นของบิดาจำเลย ต่อมามีการให้บิดาจำเลยเป็นผู้ดำเนินการซื้อที่ดินแทนทั้งหมด และมีการก่อสร้างบ้านในส่วนของโจทก์โดยโจทก์เป็นผู้ชำระเงินค่าก่อสร้าง เมื่อมีการโอนสิทธิในที่ดินกลับปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ต่อมาโจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนและบังคับให้จำเลยโอนที่ดินส่วนของโจทก์คืน อย่างไรก็ตาม คำขอท้ายฟ้องกลับระบุแปลงที่ดินด้านทิศใต้ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้าง คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแยกเป็นประเด็น ประเด็นแรก ศาลวินิจฉัยว่า การที่คำขอท้ายฟ้องระบุที่ดินผิด แต่คำบรรยายฟ้องและพยานหลักฐานชัดเจนว่าโจทก์ประสงค์ได้ที่ดินด้านทิศเหนือ ถือเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค ศาลสามารถพิพากษาให้โอนที่ดินตามเจตนาที่แท้จริงได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ประเด็นที่สอง ศาลเห็นว่า ก่อนจะพิจารณาเรื่องอายุความ จำเป็นต้องวินิจฉัยก่อนว่าบิดาจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์หรือไม่ เพราะหากเป็นตัวแทน การฟ้องจะอยู่ภายใต้หลักอายุความ 10 ปี แต่หากไม่ใช่ตัวแทน อาจเป็นการใช้สิทธิติดตามทรัพย์ซึ่งไม่มีอายุความ ประเด็นที่สาม ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเรื่องอายุความโดยยังไม่ได้วินิจฉัยสถานะตัวแทนก่อน ถือเป็นการวินิจฉัยไม่ครบถ้วนตามลำดับแห่งคดี วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญในคดีนี้คือการตีความคำฟ้องตามเจตนาแท้จริง มิใช่ยึดถือตัวอักษรของคำขอท้ายฟ้องอย่างเคร่งครัด ซึ่งสอดคล้องกับหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่มุ่งให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรม อีกทั้งยังสะท้อนหลักว่าศาลมีอำนาจแก้ไขความคลาดเคลื่อนทางเทคนิคได้ หากไม่กระทบสิทธิของคู่ความ ในส่วนของอายุความ คดีนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “การเรียกทรัพย์จากตัวแทน” กับ “การติดตามเอาทรัพย์คืน” ซึ่งมีผลต่อกำหนดอายุความโดยตรง เจตนารมณ์ของกฎหมาย กฎหมายมุ่งคุ้มครองเจตนาที่แท้จริงของคู่ความ และป้องกันมิให้ความผิดพลาดทางรูปแบบทำให้เสียสิทธิในสาระสำคัญ ขณะเดียวกัน หลักเรื่องตัวแทนมีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดความรับผิดและความสัมพันธ์ทางกฎหมายให้ชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีที่มีการถือทรัพย์แทนผู้อื่น แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยสม่ำเสมอวางหลักว่า การพิจารณาคดีต้องวินิจฉัยตามลำดับประเด็น หากยังมีข้อพิพาทเรื่องสถานะทางกฎหมาย เช่น ตัวแทน ศาลต้องวินิจฉัยให้ชัดเจนก่อนจึงจะพิจารณาประเด็นรอง เช่น อายุความได้ อีกทั้งยังมีแนวคำพิพากษาที่รับรองว่าศาลสามารถตีความคำฟ้องตามเจตนาแท้จริงได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินด้านทิศเหนือเนื้อที่ประมาณ 198 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ โดยกำหนดให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยจำนวนหนึ่งพร้อมดอกเบี้ย และให้คู่ความออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง คำขออื่นให้ยก ถือว่าศาลชั้นต้นรับฟังว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินส่วนดังกล่าวตามข้อตกลงร่วมซื้อและการครอบครองใช้ประโยชน์จริง 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้องทั้งหมด โดยเห็นว่าคดีของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ตามที่ฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ ส่งผลให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ถูกปฏิเสธในชั้นอุทธรณ์ 3. ศาลฎีกา พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยเห็นว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ครบถ้วนตามลำดับแห่งประเด็น เพราะยังไม่ได้วินิจฉัยก่อนว่าบิดาจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์หรือไม่ แล้วกลับวินิจฉัยเรื่องอายุความ จึงให้ส่งสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาใหม่ตามลำดับแห่งคดี พร้อมทั้งวินิจฉัยหลักว่า การระบุแปลงที่ดินผิดในคำขอท้ายฟ้องสามารถแก้ไขได้ตามเจตนาแท้จริงของโจทก์ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า ศาลต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและคำฟ้องโดยคำนึงถึงเจตนาแท้จริงของคู่ความ มิใช่ยึดถือตัวอักษรแห่งคำขอท้ายฟ้องอย่างเคร่งครัดจนก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังตอกย้ำหลักการวินิจฉัยคดีตามลำดับแห่งประเด็น กล่าวคือ หากมีข้อพิพาทในประเด็นพื้นฐาน เช่น ความสัมพันธ์ในฐานะตัวแทน ศาลต้องวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะสามารถวินิจฉัยประเด็นรอง เช่น อายุความ ได้อย่างถูกต้อง การข้ามลำดับดังกล่าวย่อมเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบ นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างเชิงหลักกฎหมายระหว่างการเรียกทรัพย์จากตัวแทนกับการติดตามเอาทรัพย์คืน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อกำหนดอายุความและสิทธิในการฟ้องร้อง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความคำฟ้องตามเจตนาแท้จริงของโจทก์ และการวินิจฉัยสถานะความเป็นตัวแทนก่อนพิจารณาเรื่องอายุความ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุแปลงที่ดินผิด แต่หากข้อเท็จจริงแสดงชัดว่าโจทก์มีเจตนาเรียกร้องที่ดินอีกแปลงหนึ่ง ศาลย่อมพิพากษาให้ตรงตามเจตนานั้นได้โดยไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 การพิพากษาเกินคำขอ หมายถึงกรณีที่ศาลให้สิทธิเกินกว่าที่คู่ความร้องขอ แต่ในคดีนี้ศาลวินิจฉัยว่าเป็นเพียงความผิดพลาดในการระบุแปลงที่ดิน มิใช่การขอสิทธิที่แตกต่างในสาระสำคัญ จึงสามารถแก้ไขให้ตรงตามเจตนาได้ 2 ความเป็นตัวแทนและอายุความ เป็นประเด็นหลักที่ต้องวินิจฉัยก่อน หากเป็นการถือทรัพย์แทนย่อมอยู่ในกรอบอายุความเรียกทรัพย์จากตัวแทน แต่หากไม่ใช่ อาจเป็นสิทธิติดตามทรัพย์ซึ่งไม่มีอายุความ การวินิจฉัยต้องเรียงลำดับอย่างเคร่งครัด คำถามที่พบบ่อย FAQ 1. คำถาม ฟ้องขอให้โอนที่ดินแต่ระบุแปลงผิด ศาลสามารถพิพากษาให้ตรงกับความจริงได้หรือไม่ คำตอบ ศาลสามารถพิพากษาให้ตรงกับเจตนาแท้จริงของโจทก์ได้ แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุแปลงที่ดินผิด หากข้อเท็จจริงจากคำบรรยายฟ้องและพยานหลักฐานแสดงชัดว่าโจทก์ประสงค์จะได้ที่ดินอีกแปลงหนึ่ง กรณีดังกล่าวถือเป็นความคลาดเคลื่อนทางรูปแบบ มิใช่การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญแห่งคำฟ้อง หลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมุ่งให้ศาลพิจารณาคดีโดยยึดความยุติธรรมและเจตนาที่แท้จริงเป็นสำคัญ การยึดถือตัวอักษรของคำขอท้ายฟ้องโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อคู่ความ ดังนั้น หากการแก้ไขดังกล่าวไม่กระทบสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลย ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงได้โดยไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ 2. คำถาม การพิพากษาเกินคำขอคืออะไร และกรณีใดถือว่าไม่เกินคำขอ คำตอบ การพิพากษาเกินคำขอ หมายถึงการที่ศาลให้สิทธิแก่คู่ความเกินกว่าที่ได้ร้องขอไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การ ซึ่งเป็นข้อห้ามตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อย่างไรก็ตาม หากคำขอท้ายฟ้องมีความคลาดเคลื่อนเพียงในเชิงรูปแบบ เช่น ระบุแปลงที่ดินผิด แต่ข้อเท็จจริงในคำบรรยายฟ้องชัดเจนว่ามุ่งหมายสิทธิในทรัพย์สินอีกแปลงหนึ่ง ศาลสามารถตีความคำฟ้องโดยยึดเจตนาแท้จริงของคู่ความได้ กรณีเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เพราะไม่ได้เป็นการให้สิทธิใหม่หรือเกินกว่าที่คู่ความต้องการ แต่เป็นการแก้ไขความผิดพลาดทางเทคนิคให้ตรงกับข้อเท็จจริงและเจตนา 3. คำถาม เหตุใดศาลต้องวินิจฉัยเรื่องตัวแทนก่อนเรื่องอายุความ คำตอบ การวินิจฉัยสถานะความเป็นตัวแทนเป็นประเด็นพื้นฐานของคดี หากบุคคลหนึ่งถือทรัพย์แทนผู้อื่นในฐานะตัวแทน การฟ้องเรียกทรัพย์ย่อมอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยตัวแทนและมีอายุความเฉพาะ เช่น อายุความ 10 ปี แต่หากไม่ใช่ตัวแทน สิทธิของผู้ฟ้องอาจเป็นสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนซึ่งไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องอายุความ ดังนั้น การวินิจฉัยเรื่องตัวแทนจึงเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่มีผลต่อการใช้กฎหมายเรื่องอายุความโดยตรง หากศาลวินิจฉัยอายุความโดยยังไม่วินิจฉัยสถานะตัวแทน ย่อมเป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนและไม่ครบถ้วนตามลำดับแห่งคดี 4. คำถาม สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนแตกต่างจากการเรียกทรัพย์จากตัวแทนอย่างไร คำตอบ สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนเป็นสิทธิของเจ้าของทรัพย์ที่ถูกผู้อื่นครอบครองโดยไม่ชอบ ซึ่งเจ้าของสามารถฟ้องเรียกคืนทรัพย์ได้โดยทั่วไปโดยไม่มีกำหนดอายุความ ในขณะที่การเรียกทรัพย์จากตัวแทนเป็นความสัมพันธ์ตามสัญญาหรือกฎหมายตัวแทน ซึ่งมีกรอบอายุความกำหนดไว้ชัดเจน ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ฐานสิทธิ หากเป็นเจ้าของแท้จริงย่อมใช้สิทธิติดตามทรัพย์ แต่หากเป็นเพียงการเรียกร้องตามความสัมพันธ์ตัวแทน จะต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องอายุความ การแยกแยะสองกรณีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางคดี 5. คำถาม การซื้อที่ดินร่วมกันแต่ให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์แทนมีผลทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ การซื้อที่ดินร่วมกันแต่ให้บุคคลหนึ่งถือกรรมสิทธิ์แทน อาจก่อให้เกิดความสัมพันธ์ในลักษณะตัวแทนหรือผู้ถือทรัพย์แทน ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เช่น การตกลงร่วมซื้อ การแบ่งประโยชน์ และการชำระเงิน หากพิสูจน์ได้ว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นเพียงตัวแทน ย่อมมีหน้าที่ต้องโอนทรัพย์ให้แก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริง แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ความเป็นเจ้าของตามทะเบียนย่อมมีผลตามกฎหมาย การจัดทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง 6. คำถาม การแบ่งแยกที่ดินภายหลังการซื้อร่วมมีผลต่อสิทธิของคู่ความหรือไม่ คำตอบ การแบ่งแยกที่ดินเป็นเพียงการจัดรูปแปลงทางทะเบียน มิได้เปลี่ยนแปลงสิทธิในสาระสำคัญ หากมีข้อตกลงเดิมว่าใครมีสิทธิในส่วนใด การแบ่งแยกย่อมต้องเป็นไปตามข้อตกลงนั้น หากมีการแบ่งแยกแล้วแต่ไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้มีสิทธิ ย่อมก่อให้เกิดสิทธิในการฟ้องบังคับให้โอนหรือเพิกถอนการโอนที่ไม่ชอบได้ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมประกอบกัน 7. คำถาม การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้ามประเด็นสำคัญมีผลอย่างไร คำตอบ หากศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้ามประเด็นสำคัญ เช่น ยังไม่ได้วินิจฉัยเรื่องตัวแทนแต่กลับวินิจฉัยเรื่องอายุความ ย่อมเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ครบถ้วนตามลำดับแห่งคดี ซึ่งถือว่าไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจยกคำพิพากษาดังกล่าวและให้พิจารณาใหม่ เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามขั้นตอนและหลักกฎหมายอย่างถูกต้อง 8. คำถาม หากจำเลยไม่ยอมโอนที่ดินตามคำพิพากษาจะทำอย่างไร คำตอบ ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้โอนที่ดิน แต่จำเลยไม่ดำเนินการ โจทก์สามารถขอให้ศาลออกคำบังคับ และในบางกรณีคำพิพากษาอาจใช้แทนการแสดงเจตนาในการโอนกรรมสิทธิ์ได้โดยตรง ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำพิพากษาสามารถบังคับใช้ได้จริงและไม่ถูกขัดขวางโดยการไม่ปฏิบัติตามของฝ่ายแพ้คดี อธิบายหลักกฎหมาย ป.วิ.พ. ม. 142 (5) ข้อ 1 หลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) บัญญัติหลักสำคัญว่า ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งเกินไปกว่าที่คู่ความร้องขอไม่ได้ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ให้ถูกตัดสินในเรื่องที่ไม่ได้มีโอกาสโต้แย้งหรือเตรียมพยานหลักฐานต่อสู้ ข้อ 2 ขอบเขตของคำขอและการตีความ การพิจารณาว่าศาลพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ ต้องพิจารณาทั้งคำขอท้ายฟ้องและคำบรรยายฟ้องประกอบกัน มิใช่พิจารณาเฉพาะถ้อยคำในคำขอท้ายฟ้องอย่างเคร่งครัด หากข้อเท็จจริงในคำฟ้องแสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่าคู่ความประสงค์ให้ศาลรับรองสิทธิในลักษณะใด ศาลสามารถตีความคำขอให้สอดคล้องกับเจตนาที่แท้จริงได้ ข้อ 3 ความแตกต่างระหว่าง “เกินคำขอ” กับ “แก้ไขความคลาดเคลื่อน” หากศาลให้สิทธิหรือบังคับในสิ่งที่คู่ความมิได้ร้องขอเลย ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอซึ่งต้องห้าม แต่หากเป็นเพียงการแก้ไขความผิดพลาดทางเทคนิค เช่น การระบุทรัพย์สินผิดพลาด แต่ยังอยู่ในกรอบสิทธิที่คู่ความต้องการเดิม ย่อมไม่ถือเป็นการเกินคำขอ ทั้งนี้ต้องไม่ทำให้คู่ความอีกฝ่ายเสียสิทธิในการต่อสู้คดี ข้อ 4 หลักการพิจารณาตามเจตนาแท้จริง ศาลมีหน้าที่ค้นหาความจริงและอำนวยความยุติธรรม โดยต้องพิจารณาเจตนาแท้จริงของคู่ความเป็นสำคัญ หากยึดถือตัวอักษรของคำขออย่างเคร่งครัดจนขัดต่อข้อเท็จจริง อาจทำให้เกิดผลไม่เป็นธรรม หลักมาตรา 142 (5) จึงต้องตีความควบคู่กับหลักความสุจริตและความเป็นธรรม ข้อ 5 การนำไปใช้ในคดีเกี่ยวกับทรัพย์สิน ในคดีเกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพย์สิน มักเกิดกรณีระบุเลขที่ดินหรือแปลงที่ดินคลาดเคลื่อน หากข้อเท็จจริงชัดเจนว่าทรัพย์ที่แท้จริงคือแปลงใด ศาลสามารถพิพากษาให้ตรงกับทรัพย์นั้นได้ โดยไม่ถือว่าเกินคำขอ เพราะยังอยู่ในขอบเขตแห่งสิทธิที่คู่ความเรียกร้อง ข้อ 6 แนวคำพิพากษาศาลฎีกา แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักสม่ำเสมอว่า หากคำบรรยายฟ้องแสดงเจตนาแน่ชัด แม้คำขอท้ายฟ้องจะคลาดเคลื่อน ศาลสามารถพิพากษาให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงได้ และไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการคุ้มครองสิทธิของคู่ความและรักษาความยุติธรรมในกระบวนพิจารณา ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6844/2568 โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์กับ พ. บิดาจำเลยร่วมกันซื้อที่ดิน ที่ดินส่วนของโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือ ทางพิจารณาได้ความว่าที่ดินทั้งแปลงเดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินด้านทิศเหนือออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 โดยที่ดินด้านทิศใต้ คงเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ได้ออกเป็นโฉนดเลขที่ 75240 ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยโอนที่ดินในส่วนของโจทก์ด้านทิศเหนือ การที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 หรือโฉนดเลขที่ 75240 ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ จึงเป็นการระบุผิดพลาดโดยชัดเจน ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินด้านทิศเหนือตามคำบรรยายฟ้องที่ถูกต้องได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 3580 ซึ่งออกเป็นโฉนดเลขที่ 75240 เนื้อที่ 198 ตารางวา และให้โอนกรรมสิทธิ์พร้อมสิ่งปลูกสร้างด้านทิศเหนือแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งแยกที่ดินด้านทิศเหนือให้โจทก์ โดยให้โจทก์ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์กับบิดาจำเลยร่วมกันซื้อที่ดิน โดยตกลงแบ่งที่ดินคนละครึ่งและมอบหมายให้บิดาจำเลยดำเนินการซื้อแทน พร้อมปลูกสร้างบ้านในส่วนของโจทก์ ต่อมาจำเลยเป็นผู้รับโอนที่ดินทั้งหมด โจทก์จึงเรียกร้องให้แบ่งแยกและโอนคืน ปัญหาสำคัญคือ คำขอท้ายฟ้องระบุที่ดินด้านทิศใต้ แต่ข้อเท็จจริงชี้ว่าที่ดินของโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือ ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการระบุผิดโดยชัดแจ้ง ศาลสามารถพิพากษาให้โอนที่ดินด้านทิศเหนือได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ อีกประเด็นคืออายุความ ศาลเห็นว่าต้องวินิจฉัยก่อนว่าบิดาจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์หรือไม่ เพราะมีผลต่อการใช้กฎหมายเรื่องอายุความ หากยังไม่วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว การวินิจฉัยเรื่องอายุความย่อมไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยข้ามประเด็นจึงไม่ถูกต้อง พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้พิจารณาใหม่ตามลำดับประเด็นแห่งคดี ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ซึ่งปัจจุบันคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 75240 เนื้อที่ 198 ตารางวา ระหว่างบริษัท ซ. กับจำเลยเสีย และมีคำพิพากษาแสดงว่าที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 198 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศเหนือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่โจทก์โดยให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาที่ดินปัจจุบัน 1,643.400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะแบ่งแยกจดทะเบียนโอนที่ดินแก่โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 (เดิม) หรือเลขที่ 9291 (ใหม่) ด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 198 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายออกคนละครึ่ง โดยโจทก์ต้องชำระเงิน 1,015,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนาย ศ. หรือ ป. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามร่วมกับกรรมการอื่นกระทำการผูกพันโจทก์ได้ จำเลยเป็นบุตรของนาย พ. เมื่อปลายปี 2543 นาย ศ. กับนาย พ. ร่วมกันจองซื้อที่ดินจัดสรรแปลงหมายเลข บี 26 เนื้อที่ 408 ตารางวา ในโครงการ บ. ของบริษัท ค. ซึ่งเป็นที่ดินมีหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 มีชื่อบริษัท ซ. เป็นผู้ครอบครองและได้ทำประโยชน์ ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวตกลงราคาตารางวาละ 6,500 บาท และวางเงินมัดจำไว้ 400,000 บาท นาย ศ. กับนาย พ. ตกลงแบ่งที่ดินคนละกึ่งหนึ่งโดยที่ดินด้านทิศเหนือเป็นของนาย ศ. ส่วนที่ดินด้านทิศใต้เป็นของนาย พ. และมอบหมายให้นาย พ.เป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินดังกล่าวกับผู้ขายเพียงผู้เดียว กับมอบหมายให้นาย พ. ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ซึ่งมีนางสาว ล. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ให้ปลูกสร้างบ้านรับรองให้แก่โจทก์ 1 หลัง บนที่ดินด้านทิศเหนือ โจทก์จ่ายเงินค่าก่อสร้างแล้ว 1,500,000 บาท บ้านรับรองของโจทก์สร้างเสร็จปี 2545 ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2547 โครงการผู้ขายมีหนังสือแจ้งให้นายพินิจนำเงินค่าที่ดินที่ค้าง 1,640,000 บาท ไปชำระเพื่อกำหนดนัดวันโอนสิทธิในที่ดิน จากนั้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2549 จำเลยได้ทำสัญญาซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 เนื้อที่ 408 ตารางวา ดังกล่าวจากบริษัท ซ. และได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองและทำประโยชน์แล้ว วันที่ 21 มีนาคม 2550 โจทก์มีหนังสือแจ้งนาย พ. กับจำเลยให้แบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 200 ตารางวา คืนให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงโดยโจทก์จะชำระเงินค่าที่ดินค้างชำระ 250,000 บาท กับค่าก่อสร้างค้างชำระ 250,000 บาท รวม 500,000 บาท ให้ในวันแบ่งแยกและโอนสิทธิครอบครองในที่ดินต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2550 จำเลยได้ขอแบ่งแยกที่ดินด้านทิศเหนือเนื้อที่ 210 ตารางวา ออกจากเนื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 จึงเหลือเนื้อที่ดิน 198 ตารางวา ส่วนที่ดินด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 210 ตารางวา เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 ให้ จากนั้นปี 2554 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกหลักฐานโฉนดเลขที่ 75240 เนื้อที่ 198 ตารางวา ให้แทน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557 ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 เนื้อที่ 208 ตารางวา ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้ขอรังวัดออกโฉนดไว้ด้วย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกหลักฐานโฉนดหมายเลขอะไร และปัจจุบันที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่ พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ฟ้องว่าที่ดินส่วนของโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือ แต่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงด้านทิศใต้ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินแปลงด้านทิศเหนือที่ถูกต้องได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่า ที่ดินส่วนของโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือ ประกอบกับทางพิจารณาได้ความว่า ที่ดินทั้งแปลงเดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินด้านทิศเหนือออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 โดยที่ดินด้านทิศใต้ คงเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ได้ออกเป็นโฉนดเลขที่ 75240 ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยโอนที่ดินในส่วนของโจทก์ด้านทิศเหนือ การที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 หรือโฉนดเลขที่ 75240 ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ จึงเป็นการระบุผิดพลาดโดยชัดเจน ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินด้านทิศเหนือตามคำบรรยายฟ้องที่ถูกต้องได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบหมายให้นาย พ. บิดาจำเลยจำเลยเป็นตัวแทนซื้อที่ดินร่วมกับนาย พ. แล้วนาย พ. จะแบ่งแยกที่ดินส่วนของโจทก์ให้ในภายหลังโดยโจทก์ชำระเงินให้นาย พ. ไปบางส่วนแล้ว แต่ต่อมานาย พ. มอบหมายให้จำเลยซื้อและจดทะเบียนรับโอนที่ดินดังกล่าว ส่วนจำเลยให้การต่อสู้ว่า นาย พ. ชักชวนนาย ศ. กรรมการโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ดังนี้ จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า นาย พ. เป็นตัวแทนของโจทก์ในการซื้อที่ดินพิพาทหรือไม่ หากฟังได้ว่านาย พ. เป็นตัวแทนของโจทก์โดยนาย พ. มอบหมายให้จำเลยซื้อที่ดินพิพาทแทนโจทก์แล้ว จึงจะนำไปสู่ประเด็นเรื่องอายุความว่า เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์สินจากตัวแทนที่ได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนที่มีอายุความ 10 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย หรือเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คือที่ดินส่วนของโจทก์ที่นาย พ. ซื้อแทนคืนโดยไม่มีกำหนดอายุความดังที่โจทก์ฎีกา แต่หากฟังได้ตามที่จำเลยต่อสู้ว่านาย พ. ไม่ได้เป็นตัวแทนของโจทก์ในการซื้อที่ดินพิพาท และจำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทโดยตนเองแล้ว ย่อมไม่เกิดประเด็นเรื่องอายุความดังกล่าวให้ต้องวินิจฉัย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกประเด็นเรื่องอายุความดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องการเป็นตัวแทนโจทก์ของนาย พ. หรือไม่ก่อน จึงไม่ชอบ เห็นควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวใหม่ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามลำดับประเด็นแห่งคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ |



