ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องโอนที่ดินระบุผิด ศาลพิพากษาแก้ให้ถูกได้หรือไม่ และประเด็นอายุความในคดีตัวแทนซื้อที่ดินมีผลอย่างไรตามกฎหมาย

ฟ้องโอนที่ดินระบุแปลงผิด ศาลแก้ไขคำพิพากษาได้หรือไม่, ตัวแทนซื้อที่ดินแล้วไม่โอนกรรมสิทธิ์ต้องฟ้องอย่างไร, อายุความเรียกทรัพย์จากตัวแทนกี่ปี, สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนไม่มีอายุความหรือไม่, หนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 ก แปลงที่ดิน, การแบ่งแยกที่ดินตามข้อตกลงร่วมซื้อ, ฟ้องเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน, ความแตกต่างระหว่างโฉนดกับน.ส.3ก, การพิพากษาเกินคำขอคืออะไร, ศาลตีความคำฟ้องตามเจตนาอย่างไร, ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินร่วมซื้อ, ตัวแทนถือแทนผู้มอบหมาย, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินจากการซื้อร่วมกันผ่านตัวแทน และปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการตีความคำฟ้องที่ระบุแปลงที่ดินผิด รวมถึงประเด็นเรื่องอายุความในการฟ้องร้องเรียกทรัพย์จากตัวแทน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยหลักสำคัญว่า แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุที่ดินผิดพลาด แต่หากพิจารณาจากคำบรรยายฟ้องและพฤติการณ์โดยรวมแล้วเห็นได้ชัดว่าเจตนาที่แท้จริงของโจทก์มุ่งหมายให้โอนที่ดินอีกแปลงหนึ่ง ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ตรงตามเจตนานั้นได้โดยไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ อีกทั้งยังวางหลักเกี่ยวกับลำดับการวินิจฉัยประเด็นในคดี โดยเฉพาะกรณีที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่ามีความสัมพันธ์ในฐานะตัวแทนหรือไม่ จึงจะนำไปสู่การพิจารณาเรื่องอายุความได้อย่างถูกต้อง

ข้อเท็จจริงของคดี

   โจทก์และบิดาของจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินจัดสรร โดยตกลงแบ่งที่ดินออกเป็นสองส่วน คือ ด้านทิศเหนือเป็นของโจทก์ และด้านทิศใต้เป็นของบิดาจำเลย ต่อมามีการให้บิดาจำเลยเป็นผู้ดำเนินการซื้อที่ดินแทนทั้งหมด และมีการก่อสร้างบ้านในส่วนของโจทก์โดยโจทก์เป็นผู้ชำระเงินค่าก่อสร้าง เมื่อมีการโอนสิทธิในที่ดินกลับปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมด ต่อมาโจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนและบังคับให้จำเลยโอนที่ดินส่วนของโจทก์คืน อย่างไรก็ตาม คำขอท้ายฟ้องกลับระบุแปลงที่ดินด้านทิศใต้ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่โจทก์อ้าง

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแยกเป็นประเด็น

   ประเด็นแรก ศาลวินิจฉัยว่า การที่คำขอท้ายฟ้องระบุที่ดินผิด แต่คำบรรยายฟ้องและพยานหลักฐานชัดเจนว่าโจทก์ประสงค์ได้ที่ดินด้านทิศเหนือ ถือเป็นความผิดพลาดทางเทคนิค ศาลสามารถพิพากษาให้โอนที่ดินตามเจตนาที่แท้จริงได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

   ประเด็นที่สอง ศาลเห็นว่า ก่อนจะพิจารณาเรื่องอายุความ จำเป็นต้องวินิจฉัยก่อนว่าบิดาจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์หรือไม่ เพราะหากเป็นตัวแทน การฟ้องจะอยู่ภายใต้หลักอายุความ 10 ปี แต่หากไม่ใช่ตัวแทน อาจเป็นการใช้สิทธิติดตามทรัพย์ซึ่งไม่มีอายุความ

   ประเด็นที่สาม ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเรื่องอายุความโดยยังไม่ได้วินิจฉัยสถานะตัวแทนก่อน ถือเป็นการวินิจฉัยไม่ครบถ้วนตามลำดับแห่งคดี

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

   หลักสำคัญในคดีนี้คือการตีความคำฟ้องตามเจตนาแท้จริง มิใช่ยึดถือตัวอักษรของคำขอท้ายฟ้องอย่างเคร่งครัด ซึ่งสอดคล้องกับหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่มุ่งให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรม อีกทั้งยังสะท้อนหลักว่าศาลมีอำนาจแก้ไขความคลาดเคลื่อนทางเทคนิคได้ หากไม่กระทบสิทธิของคู่ความ

   ในส่วนของอายุความ คดีนี้แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “การเรียกทรัพย์จากตัวแทน” กับ “การติดตามเอาทรัพย์คืน” ซึ่งมีผลต่อกำหนดอายุความโดยตรง

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

   กฎหมายมุ่งคุ้มครองเจตนาที่แท้จริงของคู่ความ และป้องกันมิให้ความผิดพลาดทางรูปแบบทำให้เสียสิทธิในสาระสำคัญ ขณะเดียวกัน หลักเรื่องตัวแทนมีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดความรับผิดและความสัมพันธ์ทางกฎหมายให้ชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีที่มีการถือทรัพย์แทนผู้อื่น

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

   แนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยสม่ำเสมอวางหลักว่า การพิจารณาคดีต้องวินิจฉัยตามลำดับประเด็น หากยังมีข้อพิพาทเรื่องสถานะทางกฎหมาย เช่น ตัวแทน ศาลต้องวินิจฉัยให้ชัดเจนก่อนจึงจะพิจารณาประเด็นรอง เช่น อายุความได้ อีกทั้งยังมีแนวคำพิพากษาที่รับรองว่าศาลสามารถตีความคำฟ้องตามเจตนาแท้จริงได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษาให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินด้านทิศเหนือเนื้อที่ประมาณ 198 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์ โดยกำหนดให้โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยจำนวนหนึ่งพร้อมดอกเบี้ย และให้คู่ความออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง คำขออื่นให้ยก ถือว่าศาลชั้นต้นรับฟังว่าโจทก์มีสิทธิในที่ดินส่วนดังกล่าวตามข้อตกลงร่วมซื้อและการครอบครองใช้ประโยชน์จริง

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษากลับให้ยกฟ้องทั้งหมด โดยเห็นว่าคดีของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้ตามที่ฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ ส่งผลให้สิทธิเรียกร้องของโจทก์ถูกปฏิเสธในชั้นอุทธรณ์

3. ศาลฎีกา

   พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยเห็นว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ครบถ้วนตามลำดับแห่งประเด็น เพราะยังไม่ได้วินิจฉัยก่อนว่าบิดาจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์หรือไม่ แล้วกลับวินิจฉัยเรื่องอายุความ จึงให้ส่งสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาใหม่ตามลำดับแห่งคดี พร้อมทั้งวินิจฉัยหลักว่า การระบุแปลงที่ดินผิดในคำขอท้ายฟ้องสามารถแก้ไขได้ตามเจตนาแท้จริงของโจทก์ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า ศาลต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและคำฟ้องโดยคำนึงถึงเจตนาแท้จริงของคู่ความ มิใช่ยึดถือตัวอักษรแห่งคำขอท้ายฟ้องอย่างเคร่งครัดจนก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังตอกย้ำหลักการวินิจฉัยคดีตามลำดับแห่งประเด็น กล่าวคือ หากมีข้อพิพาทในประเด็นพื้นฐาน เช่น ความสัมพันธ์ในฐานะตัวแทน ศาลต้องวินิจฉัยให้เสร็จสิ้นก่อน จึงจะสามารถวินิจฉัยประเด็นรอง เช่น อายุความ ได้อย่างถูกต้อง การข้ามลำดับดังกล่าวย่อมเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ชอบ นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างเชิงหลักกฎหมายระหว่างการเรียกทรัพย์จากตัวแทนกับการติดตามเอาทรัพย์คืน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อกำหนดอายุความและสิทธิในการฟ้องร้อง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความคำฟ้องตามเจตนาแท้จริงของโจทก์ และการวินิจฉัยสถานะความเป็นตัวแทนก่อนพิจารณาเรื่องอายุความ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุแปลงที่ดินผิด แต่หากข้อเท็จจริงแสดงชัดว่าโจทก์มีเจตนาเรียกร้องที่ดินอีกแปลงหนึ่ง ศาลย่อมพิพากษาให้ตรงตามเจตนานั้นได้โดยไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 การพิพากษาเกินคำขอ

หมายถึงกรณีที่ศาลให้สิทธิเกินกว่าที่คู่ความร้องขอ แต่ในคดีนี้ศาลวินิจฉัยว่าเป็นเพียงความผิดพลาดในการระบุแปลงที่ดิน มิใช่การขอสิทธิที่แตกต่างในสาระสำคัญ จึงสามารถแก้ไขให้ตรงตามเจตนาได้

2 ความเป็นตัวแทนและอายุความ

เป็นประเด็นหลักที่ต้องวินิจฉัยก่อน หากเป็นการถือทรัพย์แทนย่อมอยู่ในกรอบอายุความเรียกทรัพย์จากตัวแทน แต่หากไม่ใช่ อาจเป็นสิทธิติดตามทรัพย์ซึ่งไม่มีอายุความ การวินิจฉัยต้องเรียงลำดับอย่างเคร่งครัด

คำถามที่พบบ่อย FAQ

1. คำถาม ฟ้องขอให้โอนที่ดินแต่ระบุแปลงผิด ศาลสามารถพิพากษาให้ตรงกับความจริงได้หรือไม่

   คำตอบ

   ศาลสามารถพิพากษาให้ตรงกับเจตนาแท้จริงของโจทก์ได้ แม้คำขอท้ายฟ้องจะระบุแปลงที่ดินผิด หากข้อเท็จจริงจากคำบรรยายฟ้องและพยานหลักฐานแสดงชัดว่าโจทก์ประสงค์จะได้ที่ดินอีกแปลงหนึ่ง กรณีดังกล่าวถือเป็นความคลาดเคลื่อนทางรูปแบบ มิใช่การเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญแห่งคำฟ้อง หลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมุ่งให้ศาลพิจารณาคดีโดยยึดความยุติธรรมและเจตนาที่แท้จริงเป็นสำคัญ การยึดถือตัวอักษรของคำขอท้ายฟ้องโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดอาจทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อคู่ความ ดังนั้น หากการแก้ไขดังกล่าวไม่กระทบสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลย ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงได้โดยไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ

2. คำถาม การพิพากษาเกินคำขอคืออะไร และกรณีใดถือว่าไม่เกินคำขอ

   คำตอบ

   การพิพากษาเกินคำขอ หมายถึงการที่ศาลให้สิทธิแก่คู่ความเกินกว่าที่ได้ร้องขอไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การ ซึ่งเป็นข้อห้ามตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง อย่างไรก็ตาม หากคำขอท้ายฟ้องมีความคลาดเคลื่อนเพียงในเชิงรูปแบบ เช่น ระบุแปลงที่ดินผิด แต่ข้อเท็จจริงในคำบรรยายฟ้องชัดเจนว่ามุ่งหมายสิทธิในทรัพย์สินอีกแปลงหนึ่ง ศาลสามารถตีความคำฟ้องโดยยึดเจตนาแท้จริงของคู่ความได้ กรณีเช่นนี้ไม่ถือว่าเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เพราะไม่ได้เป็นการให้สิทธิใหม่หรือเกินกว่าที่คู่ความต้องการ แต่เป็นการแก้ไขความผิดพลาดทางเทคนิคให้ตรงกับข้อเท็จจริงและเจตนา

3. คำถาม เหตุใดศาลต้องวินิจฉัยเรื่องตัวแทนก่อนเรื่องอายุความ

   คำตอบ

   การวินิจฉัยสถานะความเป็นตัวแทนเป็นประเด็นพื้นฐานของคดี หากบุคคลหนึ่งถือทรัพย์แทนผู้อื่นในฐานะตัวแทน การฟ้องเรียกทรัพย์ย่อมอยู่ภายใต้กฎหมายว่าด้วยตัวแทนและมีอายุความเฉพาะ เช่น อายุความ 10 ปี แต่หากไม่ใช่ตัวแทน สิทธิของผู้ฟ้องอาจเป็นสิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนซึ่งไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องอายุความ ดังนั้น การวินิจฉัยเรื่องตัวแทนจึงเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่มีผลต่อการใช้กฎหมายเรื่องอายุความโดยตรง หากศาลวินิจฉัยอายุความโดยยังไม่วินิจฉัยสถานะตัวแทน ย่อมเป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนและไม่ครบถ้วนตามลำดับแห่งคดี

4. คำถาม สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนแตกต่างจากการเรียกทรัพย์จากตัวแทนอย่างไร

   คำตอบ

   สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนเป็นสิทธิของเจ้าของทรัพย์ที่ถูกผู้อื่นครอบครองโดยไม่ชอบ ซึ่งเจ้าของสามารถฟ้องเรียกคืนทรัพย์ได้โดยทั่วไปโดยไม่มีกำหนดอายุความ ในขณะที่การเรียกทรัพย์จากตัวแทนเป็นความสัมพันธ์ตามสัญญาหรือกฎหมายตัวแทน ซึ่งมีกรอบอายุความกำหนดไว้ชัดเจน ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ฐานสิทธิ หากเป็นเจ้าของแท้จริงย่อมใช้สิทธิติดตามทรัพย์ แต่หากเป็นเพียงการเรียกร้องตามความสัมพันธ์ตัวแทน จะต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดเรื่องอายุความ การแยกแยะสองกรณีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางคดี

5. คำถาม การซื้อที่ดินร่วมกันแต่ให้ผู้อื่นถือกรรมสิทธิ์แทนมีผลทางกฎหมายอย่างไร

   คำตอบ

   การซื้อที่ดินร่วมกันแต่ให้บุคคลหนึ่งถือกรรมสิทธิ์แทน อาจก่อให้เกิดความสัมพันธ์ในลักษณะตัวแทนหรือผู้ถือทรัพย์แทน ซึ่งต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เช่น การตกลงร่วมซื้อ การแบ่งประโยชน์ และการชำระเงิน หากพิสูจน์ได้ว่าผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นเพียงตัวแทน ย่อมมีหน้าที่ต้องโอนทรัพย์ให้แก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริง แต่หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ ความเป็นเจ้าของตามทะเบียนย่อมมีผลตามกฎหมาย การจัดทำข้อตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

6. คำถาม การแบ่งแยกที่ดินภายหลังการซื้อร่วมมีผลต่อสิทธิของคู่ความหรือไม่

   คำตอบ

   การแบ่งแยกที่ดินเป็นเพียงการจัดรูปแปลงทางทะเบียน มิได้เปลี่ยนแปลงสิทธิในสาระสำคัญ หากมีข้อตกลงเดิมว่าใครมีสิทธิในส่วนใด การแบ่งแยกย่อมต้องเป็นไปตามข้อตกลงนั้น หากมีการแบ่งแยกแล้วแต่ไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้มีสิทธิ ย่อมก่อให้เกิดสิทธิในการฟ้องบังคับให้โอนหรือเพิกถอนการโอนที่ไม่ชอบได้ ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมประกอบกัน

7. คำถาม การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้ามประเด็นสำคัญมีผลอย่างไร

   คำตอบ

   หากศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้ามประเด็นสำคัญ เช่น ยังไม่ได้วินิจฉัยเรื่องตัวแทนแต่กลับวินิจฉัยเรื่องอายุความ ย่อมเป็นการวินิจฉัยที่ไม่ครบถ้วนตามลำดับแห่งคดี ซึ่งถือว่าไม่ชอบ ศาลฎีกามีอำนาจยกคำพิพากษาดังกล่าวและให้พิจารณาใหม่ เพื่อให้การวินิจฉัยเป็นไปตามขั้นตอนและหลักกฎหมายอย่างถูกต้อง

8. คำถาม หากจำเลยไม่ยอมโอนที่ดินตามคำพิพากษาจะทำอย่างไร

   คำตอบ

   ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้โอนที่ดิน แต่จำเลยไม่ดำเนินการ โจทก์สามารถขอให้ศาลออกคำบังคับ และในบางกรณีคำพิพากษาอาจใช้แทนการแสดงเจตนาในการโอนกรรมสิทธิ์ได้โดยตรง ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คำพิพากษาสามารถบังคับใช้ได้จริงและไม่ถูกขัดขวางโดยการไม่ปฏิบัติตามของฝ่ายแพ้คดี

อธิบายหลักกฎหมาย ป.วิ.พ. ม. 142 (5)

ข้อ 1 หลักห้ามพิพากษาเกินคำขอ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) บัญญัติหลักสำคัญว่า ศาลจะพิพากษาหรือมีคำสั่งเกินไปกว่าที่คู่ความร้องขอไม่ได้ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิในการต่อสู้คดีของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ให้ถูกตัดสินในเรื่องที่ไม่ได้มีโอกาสโต้แย้งหรือเตรียมพยานหลักฐานต่อสู้

ข้อ 2 ขอบเขตของคำขอและการตีความ

การพิจารณาว่าศาลพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ ต้องพิจารณาทั้งคำขอท้ายฟ้องและคำบรรยายฟ้องประกอบกัน มิใช่พิจารณาเฉพาะถ้อยคำในคำขอท้ายฟ้องอย่างเคร่งครัด หากข้อเท็จจริงในคำฟ้องแสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่าคู่ความประสงค์ให้ศาลรับรองสิทธิในลักษณะใด ศาลสามารถตีความคำขอให้สอดคล้องกับเจตนาที่แท้จริงได้

ข้อ 3 ความแตกต่างระหว่าง “เกินคำขอ” กับ “แก้ไขความคลาดเคลื่อน”

หากศาลให้สิทธิหรือบังคับในสิ่งที่คู่ความมิได้ร้องขอเลย ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอซึ่งต้องห้าม แต่หากเป็นเพียงการแก้ไขความผิดพลาดทางเทคนิค เช่น การระบุทรัพย์สินผิดพลาด แต่ยังอยู่ในกรอบสิทธิที่คู่ความต้องการเดิม ย่อมไม่ถือเป็นการเกินคำขอ ทั้งนี้ต้องไม่ทำให้คู่ความอีกฝ่ายเสียสิทธิในการต่อสู้คดี

ข้อ 4 หลักการพิจารณาตามเจตนาแท้จริง

ศาลมีหน้าที่ค้นหาความจริงและอำนวยความยุติธรรม โดยต้องพิจารณาเจตนาแท้จริงของคู่ความเป็นสำคัญ หากยึดถือตัวอักษรของคำขออย่างเคร่งครัดจนขัดต่อข้อเท็จจริง อาจทำให้เกิดผลไม่เป็นธรรม หลักมาตรา 142 (5) จึงต้องตีความควบคู่กับหลักความสุจริตและความเป็นธรรม

ข้อ 5 การนำไปใช้ในคดีเกี่ยวกับทรัพย์สิน

ในคดีเกี่ยวกับที่ดินหรือทรัพย์สิน มักเกิดกรณีระบุเลขที่ดินหรือแปลงที่ดินคลาดเคลื่อน หากข้อเท็จจริงชัดเจนว่าทรัพย์ที่แท้จริงคือแปลงใด ศาลสามารถพิพากษาให้ตรงกับทรัพย์นั้นได้ โดยไม่ถือว่าเกินคำขอ เพราะยังอยู่ในขอบเขตแห่งสิทธิที่คู่ความเรียกร้อง

ข้อ 6 แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักสม่ำเสมอว่า หากคำบรรยายฟ้องแสดงเจตนาแน่ชัด แม้คำขอท้ายฟ้องจะคลาดเคลื่อน ศาลสามารถพิพากษาให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงได้ และไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการคุ้มครองสิทธิของคู่ความและรักษาความยุติธรรมในกระบวนพิจารณา

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

         เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6844/2568 

โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์กับ พ. บิดาจำเลยร่วมกันซื้อที่ดิน ที่ดินส่วนของโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือ ทางพิจารณาได้ความว่าที่ดินทั้งแปลงเดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินด้านทิศเหนือออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 โดยที่ดินด้านทิศใต้ คงเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ได้ออกเป็นโฉนดเลขที่ 75240 ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยโอนที่ดินในส่วนของโจทก์ด้านทิศเหนือ การที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 หรือโฉนดเลขที่ 75240 ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ จึงเป็นการระบุผิดพลาดโดยชัดเจน ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินด้านทิศเหนือตามคำบรรยายฟ้องที่ถูกต้องได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 3580 ซึ่งออกเป็นโฉนดเลขที่ 75240 เนื้อที่ 198 ตารางวา และให้โอนกรรมสิทธิ์พร้อมสิ่งปลูกสร้างด้านทิศเหนือแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งแยกที่ดินด้านทิศเหนือให้โจทก์ โดยให้โจทก์ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์กับบิดาจำเลยร่วมกันซื้อที่ดิน โดยตกลงแบ่งที่ดินคนละครึ่งและมอบหมายให้บิดาจำเลยดำเนินการซื้อแทน พร้อมปลูกสร้างบ้านในส่วนของโจทก์ ต่อมาจำเลยเป็นผู้รับโอนที่ดินทั้งหมด โจทก์จึงเรียกร้องให้แบ่งแยกและโอนคืน

ปัญหาสำคัญคือ คำขอท้ายฟ้องระบุที่ดินด้านทิศใต้ แต่ข้อเท็จจริงชี้ว่าที่ดินของโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือ ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการระบุผิดโดยชัดแจ้ง ศาลสามารถพิพากษาให้โอนที่ดินด้านทิศเหนือได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

อีกประเด็นคืออายุความ ศาลเห็นว่าต้องวินิจฉัยก่อนว่าบิดาจำเลยเป็นตัวแทนของโจทก์หรือไม่ เพราะมีผลต่อการใช้กฎหมายเรื่องอายุความ หากยังไม่วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว การวินิจฉัยเรื่องอายุความย่อมไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยข้ามประเด็นจึงไม่ถูกต้อง

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และให้พิจารณาใหม่ตามลำดับประเด็นแห่งคดี

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ซึ่งปัจจุบันคือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 75240 เนื้อที่ 198 ตารางวา ระหว่างบริษัท ซ. กับจำเลยเสีย และมีคำพิพากษาแสดงว่าที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 198 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งตั้งอยู่ด้านทิศเหนือเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวแก่โจทก์โดยให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของราคาที่ดินปัจจุบัน 1,643.400 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะแบ่งแยกจดทะเบียนโอนที่ดินแก่โจทก์เสร็จสิ้น หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 (เดิม) หรือเลขที่ 9291 (ใหม่) ด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 198 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์ ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายออกคนละครึ่ง โดยโจทก์ต้องชำระเงิน 1,015,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2559 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีนาย ศ. หรือ ป. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามร่วมกับกรรมการอื่นกระทำการผูกพันโจทก์ได้ จำเลยเป็นบุตรของนาย พ. เมื่อปลายปี 2543 นาย ศ. กับนาย พ. ร่วมกันจองซื้อที่ดินจัดสรรแปลงหมายเลข บี 26 เนื้อที่ 408 ตารางวา ในโครงการ บ. ของบริษัท ค. ซึ่งเป็นที่ดินมีหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 มีชื่อบริษัท ซ. เป็นผู้ครอบครองและได้ทำประโยชน์ ในการทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวตกลงราคาตารางวาละ 6,500 บาท และวางเงินมัดจำไว้ 400,000 บาท นาย ศ. กับนาย พ. ตกลงแบ่งที่ดินคนละกึ่งหนึ่งโดยที่ดินด้านทิศเหนือเป็นของนาย ศ. ส่วนที่ดินด้านทิศใต้เป็นของนาย พ. และมอบหมายให้นาย พ.เป็นผู้ทำสัญญาจะซื้อที่ดินดังกล่าวกับผู้ขายเพียงผู้เดียว กับมอบหมายให้นาย พ. ว่าจ้างห้างหุ้นส่วนจำกัด จ. ซึ่งมีนางสาว ล. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ให้ปลูกสร้างบ้านรับรองให้แก่โจทก์ 1 หลัง บนที่ดินด้านทิศเหนือ โจทก์จ่ายเงินค่าก่อสร้างแล้ว 1,500,000 บาท บ้านรับรองของโจทก์สร้างเสร็จปี 2545 ต่อมาวันที่ 13 ธันวาคม 2547 โครงการผู้ขายมีหนังสือแจ้งให้นายพินิจนำเงินค่าที่ดินที่ค้าง 1,640,000 บาท ไปชำระเพื่อกำหนดนัดวันโอนสิทธิในที่ดิน จากนั้นเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2549 จำเลยได้ทำสัญญาซื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 เนื้อที่ 408 ตารางวา ดังกล่าวจากบริษัท ซ. และได้จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองและทำประโยชน์แล้ว วันที่ 21 มีนาคม 2550 โจทก์มีหนังสือแจ้งนาย พ. กับจำเลยให้แบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ดังกล่าวด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 200 ตารางวา คืนให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงโดยโจทก์จะชำระเงินค่าที่ดินค้างชำระ 250,000 บาท กับค่าก่อสร้างค้างชำระ 250,000 บาท รวม 500,000 บาท ให้ในวันแบ่งแยกและโอนสิทธิครอบครองในที่ดินต่อมาวันที่ 25 เมษายน 2550 จำเลยได้ขอแบ่งแยกที่ดินด้านทิศเหนือเนื้อที่ 210 ตารางวา ออกจากเนื้อที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 จึงเหลือเนื้อที่ดิน 198 ตารางวา ส่วนที่ดินด้านทิศเหนือ เนื้อที่ 210 ตารางวา เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 ให้ จากนั้นปี 2554 จำเลยได้ยื่นคำร้องขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกหลักฐานโฉนดเลขที่ 75240 เนื้อที่ 198 ตารางวา ให้แทน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2557 ส่วนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 เนื้อที่ 208 ตารางวา ปรากฏหลักฐานว่าจำเลยได้ขอรังวัดออกโฉนดไว้ด้วย แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าพนักงานที่ดินได้ออกหลักฐานโฉนดหมายเลขอะไร และปัจจุบันที่ดินดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว เห็นควรวินิจฉัยก่อนว่า โจทก์ฟ้องว่าที่ดินส่วนของโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือ แต่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินแปลงด้านทิศใต้ ศาลจะพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินแปลงด้านทิศเหนือที่ถูกต้องได้หรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องยืนยันว่า ที่ดินส่วนของโจทก์อยู่ด้านทิศเหนือ ประกอบกับทางพิจารณาได้ความว่า ที่ดินทั้งแปลงเดิมเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมามีการแบ่งแยกที่ดินด้านทิศเหนือออกเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 9291 โดยที่ดินด้านทิศใต้ คงเป็นหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ต่อมาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 ได้ออกเป็นโฉนดเลขที่ 75240 ดังนี้ ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาของโจทก์ได้ว่าโจทก์ประสงค์ให้จำเลยโอนที่ดินในส่วนของโจทก์ด้านทิศเหนือ การที่โจทก์มีคำขอท้ายฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 3580 หรือโฉนดเลขที่ 75240 ซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ จึงเป็นการระบุผิดพลาดโดยชัดเจน ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยโอนที่ดินด้านทิศเหนือตามคำบรรยายฟ้องที่ถูกต้องได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ

ปัญหาตามฎีกาของโจทก์มีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มอบหมายให้นาย พ. บิดาจำเลยจำเลยเป็นตัวแทนซื้อที่ดินร่วมกับนาย พ. แล้วนาย พ. จะแบ่งแยกที่ดินส่วนของโจทก์ให้ในภายหลังโดยโจทก์ชำระเงินให้นาย พ. ไปบางส่วนแล้ว แต่ต่อมานาย พ. มอบหมายให้จำเลยซื้อและจดทะเบียนรับโอนที่ดินดังกล่าว ส่วนจำเลยให้การต่อสู้ว่า นาย พ. ชักชวนนาย ศ. กรรมการโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยโจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด ดังนี้ จึงมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยก่อนว่า นาย พ. เป็นตัวแทนของโจทก์ในการซื้อที่ดินพิพาทหรือไม่ หากฟังได้ว่านาย พ. เป็นตัวแทนของโจทก์โดยนาย พ. มอบหมายให้จำเลยซื้อที่ดินพิพาทแทนโจทก์แล้ว จึงจะนำไปสู่ประเด็นเรื่องอายุความว่า เป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องเรียกทรัพย์สินจากตัวแทนที่ได้รับไว้เกี่ยวด้วยการเป็นตัวแทนที่มีอายุความ 10 ปี ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัย หรือเป็นกรณีที่โจทก์ใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คือที่ดินส่วนของโจทก์ที่นาย พ. ซื้อแทนคืนโดยไม่มีกำหนดอายุความดังที่โจทก์ฎีกา แต่หากฟังได้ตามที่จำเลยต่อสู้ว่านาย พ. ไม่ได้เป็นตัวแทนของโจทก์ในการซื้อที่ดินพิพาท และจำเลยเป็นผู้ซื้อที่ดินพิพาทโดยตนเองแล้ว ย่อมไม่เกิดประเด็นเรื่องอายุความดังกล่าวให้ต้องวินิจฉัย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกประเด็นเรื่องอายุความดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยโดยยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นเรื่องการเป็นตัวแทนโจทก์ของนาย พ. หรือไม่ก่อน จึงไม่ชอบ เห็นควรย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิจารณาพิพากษาใหม่ตามลำดับประเด็นแห่งคดี คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นในชั้นนี้ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่




อายุความฟ้องร้องคดี

ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดแม้หนี้ลูกหนี้ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักการสละสิทธิและข้อตกลงค้ำประกันไว้อย่างไร article
ฟ้องแบ่งมรดกอิสลามเกิน 1 ปี ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องดะโต๊ะยุติธรรมและการสละอายุความไว้อย่างไร article
ชำระหนี้บางส่วนหลังขาดอายุความแล้ว ยังถือเป็นการรับสภาพหนี้หรือไม่ ศึกษาหลักอายุความและผลของการชำระหนี้ article
หนังสือยืนยันยอดหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้หรือไม่ และเบี้ยปรับร้อยละ 2 ต่อเดือนเรียกได้เพียงใด article
ลูกหนี้บัตรเครดิตชำระหนี้หลังขาดอายุความ ยังยกอายุความต่อสู้ได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องสละประโยชน์แห่งอายุความไว้อย่างไร article
สิทธิเรียกคืนเงินค่าสินค้าหลังหักกลบหนี้ใช้อายุความกี่ปี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ใช่คดีชำรุดบกพร่องและไม่ใช่หนี้การค้าอายุความ 2 ปี
สิทธิเรียกร้องแบ่งมรดกขาดอายุความแล้ว ทายาทยังมีสิทธิคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ หลักครอบครองทรัพย์มรดกโดยเจตนายึดถือเพื่อตน article
ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีได้หรือไม่ เมื่อไม่เคยครอบครองทรัพย์มรดกและทายาทอื่นครอบครองต่อเนื่อง ศึกษาหลักอายุความมรดกและการสละประโยชน์แห่งอายุความ
ผู้จัดการมรดกยกอายุความต่อสู้ได้หรือไม่ เมื่อมีพฤติการณ์ยอมรับสิทธิทายาทและสละประโยชน์แห่งอายุความในทรัพย์มรดก
ฟ้องแบ่งมรดกขาดอายุความหรือไม่ เมื่อมีผู้จัดการมรดกและทายาทร่วมกันถือครองทรัพย์ ศาลฎีกาวางหลักแยกคดีมรดกกับคดีจัดการมรดกอย่างชัดเจน
ซื้อห้องชุดจากการขายทอดตลาดต้องรับผิดหนี้ส่วนกลางเดิมหรือไม่
ซื้อห้องชุดจากการขายทอดตลาดต้องรับผิดหนี้ส่วนกลางย้อนหลังหรือไม่
โรงพยาบาลส่งต่อผู้ป่วยต้องรับผิดค่ารักษาหรือไม่ อายุความกี่ปี สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์วินิจฉัยอย่างไร
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ตนเองแล้วขายต่อได้หรือไม่ ทายาทฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้หรือไม่ เมื่อผู้รับโอนเป็นบุคคลภายนอกโดยสุจริต
ข้อตกลงทรัพย์สินท้ายทะเบียนหย่าผูกพันผู้รับโอนหรือไม่ และฟ้องบังคับสิทธิขาดอายุความหรือไม่ และสิทธิเรียกร้องจากบันทึกท้ายทะเบียนหย่า
ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนหลังออกจากห้างหุ้นส่วนและข้อตกลงยอมชำระหนี้
ฟ้องเพิกถอนทรัพย์มรดกหลังพ้นอายุความ สิทธิผู้รับโอนยกอายุความมรดก(ฎีกา 14174/2557)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ อายุความเริ่มนับเมื่อใด และเพิกถอนนิติกรรมได้เพียงใดในทรัพย์สินที่เป็นทั้งมรดกและสินสมรส
หนังสือรับสภาพหนี้ทำให้อายุความมูลหนี้เดิมสะดุดหยุดลง(ฎีกาที่ 4557/2566)
กำหนดหนึ่งเดือนในการเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ไม่ใช่อายุความ
ความผิดลักทรัพย์ในครอบครัว อายุความคดีอันยอมความได้,ป.อ. มาตรา 71, ป.อ. มาตรา 96,(ฎีกา 4925/2566)
อายุความร้องทุกข์คดีฉ้อโกงต้องดูวันรู้เรื่องความผิดหรือไม่ และคดีโทษไม่เกินห้าปีฎีกาได้เพียงใด
ฟ้องเรียกค่าบริการส่วนกลางหมู่บ้านจัดสรรย้อนหลังได้แค่ไหน? ศาลชี้ชัดอายุความ 2 ปี ไม่ใช่ 10 ปี เจ้าของที่ดินต้องรู้
สรุปคดีเรียกจำเลยร่วม อายุความ 10 ปี, ป.ว.พ.ม.57(3) (ฎีกา 1460/2567)
อายุความสินเชื่อ 10 ปี & สิทธิเรียกร้อง, ปรับโครงสร้าง, ม.193/30 (ฎีกา 2542/2567)
(ฎีกา 1174/2568) คดีบัตรเครดิตหรือเงินกู้ & อายุความ 5 ปี
(ฎีกา 2140/2568)คดีทุจริต ป.ป.ช. & อายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกา 1685/2568 – สัญญาประนีประนอม & อายุความ 10 ปี
(ฎีกาที่ 1856/2568) ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ & อายุความ 10 ปี
(ฎีกาที่ 3329/2567) ว่าด้วยการชำระหนี้เป็นงวด อายุความ และการรับสภาพหนี้, ป.พ.พ. มาตรา 193/30,
(ฎีกาที่ 3376/2567): ความรับผิดค่ารักษาพยาบาลและอายุความ 2 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (11)
ฟ้องเรียกค่ากรวดทรายขาดอายุความหรือไม่ และค่าว่าจ้างถมทรายยังฟ้องได้หรือไม่
ซื้อที่ดินแล้วเนื้อที่ขาด ฟ้องเรียกเงินคืนได้หรือไม่ วิเคราะห์สัญญาซื้อขาย อายุความ 10 ปี และสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแพ่ง
อายุความฟ้องเรียกหนี้บัตรกดเงินสด และการนับระยะเวลาตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30(ฎีกาที่ 6568/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกา 1174/2568 เกี่ยวกับหนี้สินเชื่อ “อายุความ 2  ปี หรือ 5  ปี” วิเคราะห์ครบถ้วน
สิทธิรับมรดก & อายุความมรดก, แบ่งทรัพย์มรดก,เพิกถอน,(ฎีกา 384/2564)
สิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินสินสมรส อายุความ ฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน
อายุความมูลละเมิด, ฟ้องทายาทผู้ทำละเมิดที่ตายแล้ว, มรดกและความรับผิดของทายาท, การขุดดินและความเสียหายทางสาธารณะ,
คดีเช่าซื้อรถตู้, ยักยอกรถตู้, ฟ้องร้องเกินกำหนด 3 เดือน, คดีขาดอายุความ,
สิทธิในการฟ้องคดีมรดก, อายุความมรดก, การครอบครองที่ดินโดยมิได้จดทะเบียนสมรส
อายุความค่าจ้างว่าความ, อายุความสะดุดลง, ดอกเบี้ยผิดนัด, สัญญาจ้างทำของ,
อายุความ 5 ปี หนี้ตามสัญญา, หนี้ที่ต้องชำระเป็นงวดๆ อายุความ, ฟ้องคดีขาดอายุความ หนี้เงินกู้
การชำระหนี้ซึ่งขาดอายุความแล้วจะเรียกคืนไม่ได้
อายุความฟ้องเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงชู้
สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนผิดสัญญาจะซื้อขาย
อายุความสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่
สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ
การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครอง
ฟ้องผิดตัวอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง-อำนาจฟ้อง
อายุความรับผิดในฐานะตัวแทนไม่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ
อายุความตามสัญญาให้บริการทางการแพทย์อันเป็นเอกเทศสัญญา
อายุความคดีความผิดฐานฉ้อโกง ร้องทุกข์เกิน 3 เดือน
วันวินาศภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง
อายุความสะดุดหยุดลงย่อมเป็นคุณเฉพาะแก่ฝ่ายโจทก์
รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ
ผู้ค้ำประกันยกข้อต่อสู้เรื่องขาดอายุความ
ฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้อย่างเจ้าหนี้สามัญ
ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ
บัตรเครดิตฟ้องหนี้เกินกำหนดจะขาดอายุความหรือไม่ การชำระหนี้ภายหลังมีผลต่ออายุความอย่างไร