ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




เจ้าหนี้กองมรดกต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่รู้การตายของเจ้ามรดกจริงหรือไม่ ศึกษาหลักอายุความตามกฎหมายมรดกและภาระการพิสูจน์ในการต่อสู้คดี

อายุความฟ้องเรียกร้องต่อกองมรดกนับอย่างไร, เจ้าหนี้กองมรดกต้องฟ้องภายในกี่ปี, การนับอายุความเมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิต, อายุความหนึ่งปีนับแต่รู้การตายของเจ้ามรดก, สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดกตามกฎหมายมรดก, ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่โอนทรัพย์สินหรือไม่, การฟ้องแย้งเรียกร้องสิทธิในทรัพย์มรดก, การซื้อขายที่ดินก่อนเจ้าของเสียชีวิต, ภาระการพิสูจน์เรื่องอายุความในคดีมรดก, การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหลังเจ้าของตาย, การเรียกร้องสิทธิต่อทายาทของผู้ตาย, วันรู้การตายของเจ้ามรดก 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความอายุความของสิทธิเรียกร้องที่เจ้าหนี้มีต่อเจ้ามรดกตามกฎหมายมรดก โดยมีประเด็นสำคัญว่าระยะเวลาหนึ่งปีตามกฎหมายจะเริ่มนับตั้งแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หรือจะต้องนับตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกกันแน่ คดีนี้เกิดจากข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินซึ่งผู้ตายเคยตกลงขายให้แก่จำเลยและมอบโฉนดที่ดินไว้แล้ว แต่ยังมิได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก่อนถึงแก่ความตาย ต่อมาผู้จัดการมรดกฟ้องเรียกคืนโฉนดที่ดิน ขณะที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ตามข้อตกลงซื้อขายเดิม โจทก์ต่อสู้ว่าฟ้องแย้งดังกล่าวขาดอายุความแล้วเพราะยื่นเกินหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้วินิจฉัยถึงหลักเกณฑ์การนับอายุความตามกฎหมายอย่างละเอียด โดยเน้นความแตกต่างระหว่างวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายกับวันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก อันเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อสิทธิในการฟ้องร้องของเจ้าหนี้กองมรดกและการคุ้มครองความเป็นธรรมแก่คู่กรณีในคดีมรดก นอกจากนี้คดียังสะท้อนหลักการสำคัญเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์เรื่องอายุความ การแสดงให้เห็นถึงวันเริ่มต้นแห่งการรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ตลอดจนหน้าที่ของผู้จัดการมรดกในการดำเนินการตามภาระผูกพันที่เจ้ามรดกได้ก่อไว้ก่อนเสียชีวิต ซึ่งล้วนเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่มีผลต่อการจัดการทรัพย์มรดกและการใช้สิทธิเรียกร้องในทางแพ่งโดยตรง 

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

นายกลิ่นเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4852 เนื้อที่ 97 ตารางวา ต่อมานายกลิ่นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 และศาลมีคำสั่งตั้งนางอนงค์เป็นผู้จัดการมรดกของนายกลิ่น ภายหลังเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวซึ่งอยู่ในความครอบครองของจำเลย โดยโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกอ้างว่าจำเลยนำโฉนดที่ดินไปยึดถือไว้และไม่ยอมส่งคืน จึงฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินคืนแก่กองมรดก และหากไม่สามารถส่งคืนได้หรือโฉนดสูญหายหรือถูกทำลาย ก็ขอให้ศาลมีคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเพื่อดำเนินการขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน

ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่าเหตุที่โฉนดที่ดินพิพาทอยู่ในความครอบครองของตนนั้น มิใช่เพราะนำมาเป็นหลักประกันหนี้เงินกู้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง แต่เป็นเพราะนายกลิ่นได้ตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและได้มอบโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น จำเลยจึงให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลย หากไม่ดำเนินการก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากไม่สามารถบังคับตามสภาพแห่งหนี้ได้ ก็ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 250,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย

ก่อนเกิดคดีนี้ จำเลยเคยยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้รับรองว่าตนได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ภายหลังได้ถอนคำร้องดังกล่าว โดยในการดำเนินการนั้นจำเลยได้ไปขอคัดสำเนาเอกสารราชการเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายกลิ่น ซึ่งได้รับการรับรองจากนายทะเบียนเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ต่อมาจำเลยจึงนำข้อพิพาทเข้าสู่การต่อสู้คดีในรูปของฟ้องแย้งเพื่อบังคับตามข้อตกลงซื้อขายที่ดินเดิม

ประเด็นสำคัญที่โจทก์ยกขึ้นต่อสู้คือ ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความตามกฎหมายมรดกแล้ว เนื่องจากจำเลยยื่นฟ้องแย้งภายหลังจากนายกลิ่นถึงแก่ความตายเกินกว่า 1 ปี ขณะที่จำเลยยืนยันว่าตนเพิ่งทราบเรื่องการเสียชีวิตของนายกลิ่นเมื่อได้รับเอกสารยืนยันจากทางราชการในวันที่ 30 สิงหาคม 2564 และได้ยื่นฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ซึ่งยังอยู่ภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย

ประเด็นพิพาทสำคัญของคดี

แม้ว่าคดีจะเริ่มต้นจากข้อพิพาทเรื่องการครอบครองโฉนดที่ดิน แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าที่ดินพิพาทได้มีการตกลงซื้อขายกันแล้ว ประเด็นสำคัญที่สุดที่เหลืออยู่ในชั้นฎีกาจึงมิใช่เรื่องสิทธิในโฉนดที่ดิน หากแต่เป็นปัญหาว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความตามกฎหมายหรือไม่

ประเด็นแรก คือ อายุความตามกฎหมายมรดกกรณีเจ้าหนี้กองมรดกจะใช้สิทธิเรียกร้องต่อเจ้ามรดกนั้น ต้องนับหนึ่งปีตั้งแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หรือให้นับตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก

ประเด็นที่สอง คือ ภาระการพิสูจน์เรื่องอายุความในคดีนี้อยู่กับฝ่ายใด และข้อเท็จจริงที่ปรากฏเพียงว่าจำเลยทราบวันเสียชีวิตของนายกลิ่นย้อนหลัง จะถือเป็นการพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าจำเลยได้รู้ถึงการเสียชีวิตดังกล่าวมาตั้งแต่วันเสียชีวิตหรือในช่วงเวลาใด

ประเด็นที่สาม คือ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่านายกลิ่นได้ตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยก่อนเสียชีวิต ผู้จัดการมรดกซึ่งเข้ามาจัดการทรัพย์มรดกภายหลังจะมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามภาระผูกพันของเจ้ามรดกเดิมหรือไม่

ลำดับเหตุการณ์สำคัญของคดี

นายกลิ่นตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและส่งมอบโฉนดที่ดินให้แก่จำเลย แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์

วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 นายกลิ่นถึงแก่ความตาย

ศาลมีคำสั่งตั้งนางอนงค์เป็นผู้จัดการมรดกของนายกลิ่น

วันที่ 30 สิงหาคม 2564 จำเลยขอคัดสำเนาเอกสารทางราชการเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายกลิ่นและได้รับการรับรองจากนายทะเบียน

วันที่ 1 กันยายน 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลรับรองกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์

ภายหลังจำเลยถอนคำร้องดังกล่าว

วันที่ 9 ธันวาคม 2564 โจทก์ยื่นฟ้องขอให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินพิพาท

วันที่ 20 มกราคม 2565 จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งขอให้มีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่ตน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์และให้โอนที่ดินแก่จำเลย

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนโฉนดที่ดินแก่โจทก์และยกฟ้องแย้ง

จำเลยฎีกา

ระหว่างพิจารณาคดีในชั้นฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย และนายวิทย์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกลิ่นได้รับอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยทราบเรื่องการเสียชีวิตของนายกลิ่นอย่างช้าที่สุดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 และการยื่นฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ยังไม่พ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ฟ้องแย้งจึงไม่ขาดอายุความ และผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยตามภาระผูกพันที่เจ้ามรดกได้ก่อไว้ก่อนเสียชีวิต 

วิเคราะห์คำวินิจฉัยศาลฎีกาเกี่ยวกับอายุความตามกฎหมายมรดก

ประเด็นสำคัญที่สุดที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยในคดีนี้มิใช่เรื่องการซื้อขายที่ดินหรือการครอบครองโฉนดที่ดิน เนื่องจากข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ว่า นายกลิ่นได้ตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและได้มอบโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว ดังนั้นเมื่อโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งข้อเท็จจริงดังกล่าว ปัญหาที่เหลืออยู่ในชั้นฎีกาจึงมีเพียงว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความหรือไม่ หากฟ้องแย้งขาดอายุความแล้ว จำเลยย่อมไม่อาจบังคับให้ผู้จัดการมรดกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ แต่หากฟ้องแย้งยังไม่ขาดอายุความ จำเลยย่อมมีสิทธิใช้สิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกได้ต่อไป

ศาลฎีกาเริ่มวินิจฉัยจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยชี้ให้เห็นว่ากฎหมายมิได้กำหนดให้อายุความหนึ่งปีเริ่มนับตั้งแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเสมอไป แต่กำหนดให้นับตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก ดังนั้นข้อโต้แย้งของโจทก์ที่อ้างเพียงว่าจำเลยยื่นฟ้องแย้งเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่นายกลิ่นถึงแก่ความตาย จึงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้รับฟังได้ว่าฟ้องแย้งขาดอายุความ เพราะกฎหมายใช้เกณฑ์การรับรู้ของเจ้าหนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการนับอายุความ มิใช่ใช้วันตายของเจ้ามรดกเป็นเกณฑ์โดยตรง

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่า แม้จำเลยจะทราบว่านายกลิ่นถึงแก่ความตายเมื่อใดในทางประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจำเลยได้รับรู้ข่าวการเสียชีวิตดังกล่าวมาตั้งแต่วันตายหรือในช่วงเวลาใกล้เคียงกับวันตายเสมอไป การที่จำเลยบรรยายในคำร้องหรือในคำให้การว่า นายกลิ่นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 เป็นเพียงการยืนยันข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันเสียชีวิตของนายกลิ่นเท่านั้น มิใช่หลักฐานแสดงว่าจำเลยรู้ถึงการเสียชีวิตดังกล่าวตั้งแต่วันนั้นหรือก่อนหน้านั้น

นอกจากนี้ศาลฎีกายังพิจารณาว่า ในคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์เองก็ไม่ได้ระบุหรือแสดงพยานหลักฐานใดเลยว่าจำเลยได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของนายกลิ่นตั้งแต่เมื่อใด โจทก์เพียงอ้างลอย ๆ ว่าฟ้องแย้งขาดอายุความตามกฎหมายมรดกเท่านั้น โดยไม่ได้แสดงข้อเท็จจริงสนับสนุนว่ากำหนดเวลาหนึ่งปีได้เริ่มนับไปแล้วตั้งแต่เมื่อใด

การวินิจฉัยเรื่องภาระการพิสูจน์และวันเริ่มต้นแห่งการรู้ถึงความตายของเจ้ามรดก

ศาลฎีกายอมรับว่าประเด็นเรื่องอายุความเป็นประเด็นที่โจทก์ยกขึ้นต่อสู้ และเมื่อมีการยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความขึ้นแล้ว จำเลยในฐานะผู้ใช้สิทธิเรียกร้องย่อมมีหน้าที่นำสืบให้เห็นว่าสิทธิเรียกร้องของตนยังไม่ขาดอายุความ อย่างไรก็ตาม การพิสูจน์ดังกล่าวต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ทั้งหมดที่ปรากฏในสำนวน มิใช่พิจารณาเพียงวันเสียชีวิตของเจ้ามรดกเท่านั้น

ข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ ก่อนที่จำเลยจะยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ จำเลยได้ไปขอคัดสำเนาเอกสารเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายกลิ่นจากทางราชการ และเอกสารดังกล่าวได้รับการรับรองเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ศาลเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยกำลังค้นหาพยานหลักฐานเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงเรื่องการเสียชีวิตของนายกลิ่น และอย่างน้อยที่สุดจำเลยย่อมทราบเรื่องการเสียชีวิตของนายกลิ่นในวันที่ได้รับเอกสารราชการดังกล่าว

ศาลยังพิจารณาประกอบกับคำเบิกความของจำเลยที่ระบุว่า เมื่อทราบว่านายกลิ่นถึงแก่ความตายแล้ว จำเลยได้ติดต่อกับนายวิทย์ซึ่งเป็นทายาทของนายกลิ่น เพื่อหารือเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินและการโอนที่ดินพิพาท ก่อนจะดำเนินการทางศาลในเวลาต่อมา พฤติการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเพิ่งได้รับรู้เรื่องการเสียชีวิตของนายกลิ่นในช่วงเวลาก่อนการดำเนินการดังกล่าว

ศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งว่า นายกลิ่นมิใช่ญาติพี่น้องของจำเลย และไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาก่อน ทั้งสองฝ่ายเกี่ยวข้องกันเพียงในฐานะคู่สัญญาซื้อขายที่ดินเท่านั้น ดังนั้นการเสียชีวิตของนายกลิ่นจึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยจำต้องทราบโดยปกติหรือควรทราบโดยอัตโนมัติ ต่างจากกรณีญาติสนิทหรือบุคคลในครอบครัวที่อาจมีเหตุให้คาดหมายได้ว่าควรรับรู้ข่าวการเสียชีวิตในเวลาใกล้เคียงกับวันตาย

เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว ศาลฎีกาจึงรับฟังว่า อย่างช้าที่สุดจำเลยทราบเรื่องการเสียชีวิตของนายกลิ่นเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 อันเป็นวันที่ได้รับเอกสารรับรองจากทางราชการ และเมื่อจำเลยยื่นคำให้การพร้อมฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ซึ่งยังอยู่ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีนับแต่วันดังกล่าว สิทธิเรียกร้องตามฟ้องแย้งของจำเลยจึงยังไม่ขาดอายุความ

ผลของการที่ฟ้องแย้งไม่ขาดอายุความต่อสิทธิในที่ดินพิพาท

เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งของจำเลยยังไม่ขาดอายุความแล้ว ข้อเท็จจริงที่ยุติอยู่ก่อนหน้านี้ว่านายกลิ่นได้ตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและมอบโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว จึงมีผลผูกพันต่อการวินิจฉัยคดีต่อไป กล่าวคือ ภาระหน้าที่ที่นายกลิ่นมีอยู่ตามข้อตกลงซื้อขายยังคงเป็นหนี้ที่ผูกพันกองมรดก แม้นายกลิ่นจะถึงแก่ความตายไปแล้วก็ตาม

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า ผู้จัดการมรดกซึ่งเข้ามาดำเนินการแทนเจ้ามรดกมีหน้าที่ปฏิบัติตามภาระผูกพันดังกล่าว โดยต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแทนนายกลิ่น หากไม่ดำเนินการก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ ทั้งนี้ความรับผิดของผู้จัดการมรดกย่อมจำกัดอยู่เพียงในขอบเขตของทรัพย์มรดก ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับจัดการอยู่

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยตามข้อตกลงซื้อขายที่นายกลิ่นได้ทำไว้ก่อนเสียชีวิต โดยถือว่าจำเลยยังคงมีสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้เพราะฟ้องแย้งมิได้ขาดอายุความตามกฎหมายมรดกแต่อย่างใด 

อธิบายหลักกฎหมายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม เป็นบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาจำกัดสำหรับการใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้กองมรดกต่อเจ้ามรดก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้การจัดการมรดกเป็นไปด้วยความรวดเร็วและเกิดความแน่นอนทางกฎหมาย ไม่ปล่อยให้สิทธิเรียกร้องต่าง ๆ ค้างคาอยู่เป็นเวลานานจนส่งผลกระทบต่อทายาท ผู้จัดการมรดก หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดก กฎหมายจึงกำหนดว่า เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกแล้ว จะต้องดำเนินการใช้สิทธิเรียกร้องภายในกำหนดเวลาหนึ่งปี มิฉะนั้นสิทธิเรียกร้องดังกล่าวย่อมขาดอายุความ

หลักสำคัญของมาตรานี้อยู่ที่คำว่า “ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก” เพราะกฎหมายมิได้กำหนดให้นับอายุความหนึ่งปีตั้งแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเสมอไป แต่เลือกใช้หลักการรับรู้ข้อเท็จจริงของเจ้าหนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการนับระยะเวลา ทั้งนี้เนื่องจากในทางปฏิบัติเจ้าหนี้อาจมิได้เป็นญาติหรือบุคคลใกล้ชิดกับเจ้ามรดก จึงอาจไม่ทราบข่าวการเสียชีวิตในทันที หากกฎหมายกำหนดให้นับจากวันตายโดยตรง อาจทำให้เจ้าหนี้สูญเสียสิทธิเรียกร้องไปทั้งที่ยังไม่เคยทราบเลยว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว

คำว่า “ได้รู้” หมายถึง การที่เจ้าหนี้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเจ้ามรดกจริง ๆ ไม่ว่าจะทราบจากบุคคลอื่น จากเอกสารทางราชการ หรือจากพฤติการณ์อื่นใดที่ทำให้มั่นใจได้ว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ส่วนคำว่า “ควรจะได้รู้” เป็นมาตรฐานทางกฎหมายที่ใช้พิจารณาว่า แม้เจ้าหนี้จะอ้างว่าไม่ทราบ แต่หากพฤติการณ์โดยรอบแสดงให้เห็นว่าบุคคลในฐานะเช่นนั้นย่อมควรทราบได้ตามปกติ ก็อาจถือว่าอายุความเริ่มนับแล้วได้เช่นกัน

คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการนำมาตรา 1754 วรรคสาม มาใช้วินิจฉัยข้อพิพาทเรื่องอายุความ โดยโจทก์อ้างว่าจำเลยยื่นฟ้องแย้งเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว จึงขาดอายุความ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าการอ้างเพียงวันตายของเจ้ามรดกยังไม่เพียงพอ เพราะกฎหมายไม่ได้ให้นับจากวันตายเป็นหลัก หากแต่ให้นับจากวันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกต่างหาก ดังนั้นผู้ที่ยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความขึ้นอ้างจึงต้องแสดงข้อเท็จจริงให้เห็นด้วยว่า เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตั้งแต่เมื่อใด

ศาลฎีกายังอธิบายให้เห็นความแตกต่างระหว่างการรู้วันเสียชีวิตของเจ้ามรดกกับการรู้ข่าวการเสียชีวิตของเจ้ามรดก กล่าวคือ การที่บุคคลสามารถระบุได้ว่าเจ้ามรดกเสียชีวิตเมื่อวันที่ใด มิได้หมายความว่าบุคคลนั้นได้รับรู้ข่าวการเสียชีวิตตั้งแต่วันดังกล่าวเสมอไป เพราะอาจเป็นการทราบย้อนหลังจากเอกสารหรือพยานหลักฐานที่ค้นพบในภายหลังได้ ดังนั้นการจะถือว่าอายุความเริ่มนับแล้วจึงต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ที่แสดงถึงการรับรู้ข่าวการเสียชีวิตอย่างแท้จริง

อีกประการหนึ่ง มาตรา 1754 วรรคสาม มีความสัมพันธ์โดยตรงกับภาระการพิสูจน์ในคดี หากมีการยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความขึ้นอ้าง ศาลจำเป็นต้องพิจารณาว่าพยานหลักฐานใดแสดงให้เห็นถึงวันเริ่มต้นแห่งการรับรู้เรื่องการเสียชีวิตของเจ้ามรดก ในคดีนี้ศาลรับฟังจากพฤติการณ์ที่จำเลยไปขอคัดสำเนาเอกสารรับรองการเสียชีวิตจากทางราชการ และเห็นว่าอย่างน้อยที่สุดจำเลยย่อมทราบเรื่องการเสียชีวิตในวันที่ได้รับเอกสารดังกล่าว จึงนำวันนั้นมาเป็นจุดเริ่มต้นของการนับอายุความ

แนวคิดสำคัญของมาตรา 1754 วรรคสาม จึงเป็นการสร้างความสมดุลระหว่างการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้กับการสร้างความแน่นอนแก่กองมรดก กล่าวคือ กฎหมายไม่เปิดโอกาสให้เจ้าหนี้ปล่อยเวลาเนิ่นนานโดยไม่ดำเนินการใช้สิทธิ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ตัดสิทธิเจ้าหนี้เพียงเพราะเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากเจ้าหนี้ยังไม่รู้และยังไม่มีเหตุควรรู้ถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ด้วยเหตุนี้การพิจารณาว่าเจ้าหนี้ “ได้รู้” หรือ “ควรจะได้รู้” เมื่อใด จึงเป็นหัวใจสำคัญของการใช้มาตรา 1754 วรรคสาม และเป็นประเด็นที่มีผลโดยตรงต่อความอยู่รอดของสิทธิเรียกร้องในคดีมรดกทุกประเภทที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหนี้กองมรดก 

ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 1754 วรรคสาม และมาตรา 1754 วรรคสี่ รวมถึงเหตุผลที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งยังไม่ขาดอายุความ

การทำความเข้าใจคดีนี้ให้ถูกต้องจำเป็นต้องพิจารณามาตรา 1754 วรรคสาม ควบคู่กับมาตรา 1754 วรรคสี่ เนื่องจากทั้งสองบทบัญญัติทำหน้าที่ร่วมกันในการกำหนดกรอบเวลาการใช้สิทธิของเจ้าหนี้กองมรดก โดยวรรคสามกำหนดอายุความระยะสั้น ส่วนวรรคสี่กำหนดระยะเวลาสูงสุดที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้สิทธิได้

มาตรา 1754 วรรคสาม กำหนดว่า เจ้าหนี้กองมรดกจะใช้สิทธิเรียกร้องต่อเจ้ามรดกไม่ได้เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก หลักการดังกล่าวสะท้อนแนวคิดว่ากฎหมายต้องการให้เจ้าหนี้ดำเนินการใช้สิทธิโดยรวดเร็วหลังจากได้รับรู้ข้อเท็จจริงที่สำคัญแล้ว เพราะเมื่อเจ้าหนี้ทราบว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ย่อมสามารถดำเนินการติดตามสิทธิของตนจากกองมรดกหรือจากผู้จัดการมรดกได้ทันที จึงไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม หากใช้หลักวรรคสามเพียงอย่างเดียว อาจเกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้ เพราะเจ้าหนี้บางรายอาจอ้างว่าไม่เคยทราบข่าวการเสียชีวิตของเจ้ามรดกเลย แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีแล้วก็ตาม หากยอมรับข้ออ้างเช่นนั้นโดยไม่มีขอบเขตจำกัด สิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกอาจดำรงอยู่ตลอดไป ส่งผลให้การแบ่งมรดกและการจัดการทรัพย์มรดกไม่อาจเสร็จสิ้นได้อย่างเด็ดขาด

ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงบัญญัติมาตรา 1754 วรรคสี่ขึ้นมาเพื่อกำหนดขอบเขตสูงสุดของการใช้สิทธิ โดยศาลฎีกาในคดีนี้ได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนว่า หากจะนับระยะเวลาจากวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยตรง จะต้องพิจารณาระยะเวลาสิบปีตามวรรคสี่ มิใช่ระยะเวลาหนึ่งปีตามวรรคสาม กล่าวอีกนัยหนึ่ง วรรคสามเป็นอายุความที่ผูกกับการรับรู้ของเจ้าหนี้ ส่วนวรรคสี่เป็นกำหนดเวลาสูงสุดที่ผูกกับวันเสียชีวิตของเจ้ามรดก

คดีนี้โจทก์อ้างว่าจำเลยยื่นฟ้องแย้งเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่นายกลิ่นถึงแก่ความตายแล้ว จึงขาดอายุความ แต่ศาลฎีกาเห็นว่าการอ้างดังกล่าวเป็นการนำหลักกฎหมายมาใช้คลาดเคลื่อน เพราะระยะเวลาหนึ่งปีตามวรรคสามมิได้นับจากวันตายของเจ้ามรดก หากแต่ต้องนับจากวันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกต่างหาก การอ้างเพียงว่านายกลิ่นถึงแก่ความตายเมื่อปี 2561 และจำเลยยื่นฟ้องแย้งในปี 2565 จึงยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าฟ้องแย้งขาดอายุความ

ศาลฎีกาจึงหันมาพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันเริ่มต้นแห่งการรับรู้ของจำเลย โดยพบว่าจำเลยได้ไปขอคัดสำเนาเอกสารทางราชการเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายกลิ่น และได้รับเอกสารดังกล่าวเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยอย่างน้อยที่สุดย่อมทราบเรื่องการเสียชีวิตของนายกลิ่นในวันดังกล่าว จึงถือเอาวันที่ 30 สิงหาคม 2564 เป็นวันเริ่มต้นในการนับอายุความตามมาตรา 1754 วรรคสาม

เมื่อเปรียบเทียบกับวันที่จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้ง คือวันที่ 20 มกราคม 2565 จะเห็นได้ว่ายังอยู่ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปีนับแต่วันที่จำเลยได้รู้ถึงความตายของนายกลิ่น ดังนั้นฟ้องแย้งจึงยังไม่ขาดอายุความตามมาตรา 1754 วรรคสาม

ในขณะเดียวกัน หากพิจารณาตามมาตรา 1754 วรรคสี่ ซึ่งเป็นกำหนดเวลาสูงสุดนับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย นายกลิ่นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ส่วนจำเลยยื่นฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ซึ่งยังอยู่ภายในระยะเวลาสิบปีนับแต่วันตายของนายกลิ่นเช่นเดียวกัน จึงไม่มีปัญหาเรื่องการพ้นกำหนดเวลาสูงสุดตามวรรคสี่แต่อย่างใด

สาระสำคัญที่ได้จากคดีนี้คือ การพิจารณาอายุความตามมาตรา 1754 จะต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง “วันตายของเจ้ามรดก” กับ “วันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก” เพราะเป็นคนละแนวคิดและมีผลทางกฎหมายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ วรรคสามมุ่งคุ้มครองความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้โดยผูกการเริ่มนับเวลากับการรับรู้ข้อเท็จจริง ส่วนวรรคสี่มุ่งสร้างความแน่นอนแก่กองมรดกโดยกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดสูงสุดที่ไม่อาจขยายออกไปได้อีก

แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงแสดงให้เห็นว่า การยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความตามมาตรา 1754 วรรคสาม ไม่อาจอาศัยเพียงข้อเท็จจริงว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตายมานานเกินหนึ่งปีแล้ว แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ด้วยว่าเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกเกินกว่าหนึ่งปีก่อนใช้สิทธิเรียกร้อง มิฉะนั้นศาลย่อมไม่อาจรับฟังได้ว่าสิทธิเรียกร้องดังกล่าวขาดอายุความแล้ว และเจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิดำเนินคดีเพื่อบังคับตามสิทธิของตนต่อกองมรดกได้ต่อไปภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีสิทธิเรียกร้องเกี่ยวกับที่ดินพิพาทตามที่อ้างในฟ้องแย้ง จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4852 ให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับโอนกรรมสิทธิ์ได้ ก็ให้โจทก์ชำระเงินจำนวน 250000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 200000 บาท โดยกำหนดว่าผู้จัดการมรดกไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของผู้ตาย

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 5

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ โดยให้จำเลยส่งคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก และหากไม่สามารถส่งคืนได้หรือโฉนดสูญหายหรือถูกทำลาย ก็ให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินแก่โจทก์ พร้อมทั้งยกฟ้องแย้งของจำเลย โดยเห็นว่าจำเลยไม่มีสิทธิได้รับการบังคับตามคำขอในฟ้องแย้ง ส่งผลให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีในชั้นอุทธรณ์

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งของจำเลยยังไม่ขาดอายุความ เนื่องจากอายุความหนึ่งปีตามกฎหมายต้องนับแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิใช่นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายโดยตรง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยทราบเรื่องการเสียชีวิตของนายกลิ่นอย่างช้าที่สุดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 และยื่นฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 จึงยังอยู่ภายในกำหนดเวลา ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยตามข้อตกลงซื้อขายที่ผู้ตายได้ทำไว้ก่อนเสียชีวิต โดยกำหนดว่าผู้จัดการมรดกไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของผู้ตาย และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักการสำคัญของกฎหมายมรดกว่า การพิจารณาอายุความตามมาตรา 1754 วรรคสาม ไม่อาจพิจารณาเฉพาะวันถึงแก่ความตายของเจ้ามรดกได้ แต่ต้องพิจารณาถึงวันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกด้วย เนื่องจากกฎหมายมุ่งคุ้มครองความเป็นธรรมแก่เจ้าหนี้ซึ่งอาจไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจ้ามรดกจนสามารถทราบข่าวการเสียชีวิตได้ในทันที

นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักการเรื่องภาระการพิสูจน์ในประเด็นอายุความ กล่าวคือ ผู้ที่อ้างว่าคู่กรณีขาดอายุความต้องแสดงข้อเท็จจริงให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นแห่งการนับอายุความอย่างชัดเจน ไม่อาจอ้างเพียงว่าผู้ตายเสียชีวิตมาเป็นเวลานานแล้วเท่านั้น หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตั้งแต่เมื่อใด ข้อต่อสู้เรื่องอายุความย่อมไม่อาจรับฟังได้

อีกประการหนึ่ง คดีนี้ยืนยันหลักกฎหมายมรดกว่าการถึงแก่ความตายของเจ้ามรดกไม่ได้ทำให้ภาระผูกพันที่เจ้ามรดกได้ก่อไว้ก่อนเสียชีวิตระงับสิ้นไป หากเจ้ามรดกได้ทำสัญญาหรือมีหน้าที่ต้องปฏิบัติต่อบุคคลภายนอก ผู้จัดการมรดกย่อมมีหน้าที่ดำเนินการแทนเจ้ามรดกภายในขอบเขตของทรัพย์มรดก เพื่อให้สิทธิของคู่สัญญาและบุคคลภายนอกได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม 

ประเด็นกฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความอายุความตามกฎหมายมรดกว่า ระยะเวลาหนึ่งปีสำหรับการใช้สิทธิเรียกร้องต่อเจ้ามรดกจะเริ่มนับเมื่อใด และการพิสูจน์ว่าผู้ใช้สิทธิได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตั้งแต่เมื่อใด โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าอายุความหนึ่งปีตามกฎหมายมิได้นับจากวันถึงแก่ความตายของเจ้ามรดกโดยตรง แต่ให้นับจากวันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก

เป็นหัวใจสำคัญของการนับอายุความตามมาตรา 1754 วรรคสาม เพราะกฎหมายใช้การรับรู้ของเจ้าหนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการนับระยะเวลา ไม่ใช่ใช้วันเสียชีวิตของเจ้ามรดกเป็นเกณฑ์โดยอัตโนมัติ ดังนั้นการพิสูจน์ว่าเจ้าหนี้ทราบข่าวการเสียชีวิตเมื่อใดจึงมีผลโดยตรงต่อความอยู่รอดของสิทธิเรียกร้อง

2. อายุความหนึ่งปีของเจ้าหนี้กองมรดก

เป็นกลไกทางกฎหมายที่กำหนดให้เจ้าหนี้ต้องเร่งดำเนินการใช้สิทธิหลังจากรับรู้การเสียชีวิตของเจ้ามรดกแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ตัดสิทธิของเจ้าหนี้ที่ยังไม่ทราบข่าวการเสียชีวิต โดยคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการยื่นฟ้องแย้งภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับเอกสารยืนยันการเสียชีวิตจากทางราชการ ยังถือว่าอยู่ภายในกำหนดอายุความและสามารถบังคับสิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกได้ต่อไป 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

   อายุความหนึ่งปีตามกฎหมายมรดกต้องนับจากวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเสมอไปหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็นต้องนับจากวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเสมอไป เพราะหลักกฎหมายที่ศาลฎีกานำมาวินิจฉัยในคดีนี้กำหนดว่า การใช้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้กองมรดกภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีนั้น ต้องนับตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิใช่นับจากวันเสียชีวิตโดยตรง ดังนั้นแม้เจ้ามรดกจะถึงแก่ความตายมานานหลายปีแล้ว แต่หากเจ้าหนี้ยังไม่รู้และไม่มีเหตุที่ควรจะรู้ถึงการเสียชีวิตดังกล่าว อายุความหนึ่งปีก็ยังไม่เริ่มนับ การวินิจฉัยจึงต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีเป็นรายกรณีว่าผู้ใช้สิทธิได้รับรู้ข่าวการเสียชีวิตเมื่อใด และมีข้อเท็จจริงใดสนับสนุนว่าควรจะทราบเรื่องดังกล่าวก่อนหน้านั้นหรือไม่ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้เจ้าหนี้เสียสิทธิเพียงเพราะไม่สามารถทราบข่าวการเสียชีวิตของเจ้ามรดกได้ในทันที ขณะเดียวกันก็ยังคงรักษาความแน่นอนทางกฎหมายในการจัดการกองมรดกไว้ด้วย

2. คำถาม

   หากเจ้าหนี้ทราบเพียงวันเสียชีวิตของเจ้ามรดกภายหลัง จะถือว่ารู้เรื่องการเสียชีวิตมาตั้งแต่วันตายหรือไม่

คำตอบ

ตามแนววินิจฉัยในคดีนี้ การที่บุคคลสามารถระบุได้ว่าเจ้ามรดกเสียชีวิตเมื่อวันที่ใด มิได้หมายความว่าบุคคลนั้นรับรู้ข่าวการเสียชีวิตมาตั้งแต่วันดังกล่าวเสมอไป เพราะในทางปฏิบัติบุคคลอาจมาทราบวันเสียชีวิตย้อนหลังจากเอกสารราชการ พยานหลักฐาน หรือการสอบถามบุคคลอื่นภายหลังได้ ศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่แสดงถึงการรับรู้ข่าวการเสียชีวิตจริงมากกว่าการรู้ข้อมูลเกี่ยวกับวันเสียชีวิตในภายหลัง การพิจารณาว่าอายุความเริ่มนับเมื่อใดจึงต้องดูว่ามีพยานหลักฐานใดแสดงถึงการรับรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นครั้งแรก เช่น การได้รับเอกสารรับรองการเสียชีวิต การติดต่อกับทายาท หรือเหตุการณ์อื่นที่ทำให้ทราบอย่างแน่ชัดว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว หลักการนี้ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการสันนิษฐานเกินสมควรว่าผู้ใช้สิทธิทราบข่าวการเสียชีวิตมาตั้งแต่วันตายทั้งที่ข้อเท็จจริงอาจไม่เป็นเช่นนั้น

3. คำถาม

   ผู้ที่อ้างว่าคดีขาดอายุความต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงอะไรบ้าง

คำตอบ

เมื่อมีการยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความขึ้นในคดี ประเด็นสำคัญมิได้อยู่เพียงการแสดงให้เห็นว่าเจ้ามรดกถึงแก่ความตายมานานแล้วเท่านั้น แต่ต้องแสดงให้ศาลเห็นด้วยว่าผู้ใช้สิทธิได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตั้งแต่เมื่อใด เพราะวันดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการนับอายุความตามกฎหมาย หากไม่มีพยานหลักฐานยืนยันเรื่องวันรับรู้ดังกล่าว การอ้างว่าอายุความครบกำหนดแล้วอาจไม่เพียงพอให้ศาลรับฟังได้ คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเนื่องจากฝ่ายโจทก์อ้างเพียงว่าจำเลยยื่นฟ้องแย้งเกินหนึ่งปีนับแต่วันเสียชีวิตของเจ้ามรดก แต่ไม่ได้แสดงหลักฐานว่าจำเลยรับรู้ข่าวการเสียชีวิตตั้งแต่เมื่อใด ศาลฎีกาจึงไม่รับฟังข้อต่อสู้ดังกล่าวและหันไปพิจารณาพฤติการณ์อื่นที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ข่าวการเสียชีวิตแทน หลักการนี้แสดงให้เห็นว่าการพิสูจน์เรื่องอายุความต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและเชื่อมโยงกับบทบัญญัติของกฎหมายโดยตรง

4. คำถาม

   เหตุใดศาลฎีกาจึงถือว่าจำเลยทราบเรื่องการเสียชีวิตของเจ้ามรดกเมื่อได้รับเอกสารราชการ

คำตอบ

ศาลฎีกาพิจารณาจากพฤติการณ์ที่ปรากฏในสำนวนว่า ก่อนที่จำเลยจะดำเนินคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาท จำเลยได้ไปขอคัดสำเนาเอกสารเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเจ้ามรดกจากหน่วยงานของรัฐ และได้รับการรับรองเอกสารดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ศาลเห็นว่าการดำเนินการเช่นนี้แสดงให้เห็นว่าจำเลยได้ค้นหาพยานหลักฐานเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงเรื่องการเสียชีวิตของเจ้ามรดก และอย่างน้อยที่สุดย่อมถือได้ว่าจำเลยทราบเรื่องการเสียชีวิตแล้วในวันที่ได้รับเอกสารดังกล่าว แม้ศาลจะไม่ได้วินิจฉัยว่าจำเลยเพิ่งทราบในวันนั้นเป็นครั้งแรกอย่างแน่นอน แต่ก็ถือว่าเป็นวันที่มีหลักฐานชัดเจนที่สุดรองรับการรับรู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว เมื่อคำนวณระยะเวลาจากวันดังกล่าวถึงวันยื่นฟ้องแย้งแล้วยังไม่เกินหนึ่งปี ศาลจึงวินิจฉัยว่าฟ้องแย้งยังไม่ขาดอายุความและยังสามารถบังคับสิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกได้ตามกฎหมาย

5. คำถาม

   หากเจ้าหนี้และเจ้ามรดกไม่ได้เป็นญาติหรือบุคคลใกล้ชิดกัน จะมีผลต่อการพิจารณาเรื่องอายุความหรือไม่

คำตอบ

มีผลต่อการพิจารณาในเชิงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับรู้ข่าวการเสียชีวิตของเจ้ามรดก เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้นับอายุความจากวันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิใช่นับจากวันตายโดยอัตโนมัติ ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้กับเจ้ามรดกจึงเป็นปัจจัยที่ศาลอาจนำมาพิจารณาประกอบว่าเจ้าหนี้ควรทราบข่าวการเสียชีวิตได้เร็วเพียงใด ในคดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้ามรดกมิใช่ญาติพี่น้องของจำเลย และมิได้มีความสนิทสนมกันมาก่อน ทั้งสองฝ่ายเกี่ยวข้องกันเพียงเพราะมีการตกลงซื้อขายที่ดินเท่านั้น ศาลจึงเห็นว่าการเสียชีวิตของเจ้ามรดกไม่ใช่เรื่องที่จำเลยควรจะต้องทราบโดยปกติ และไม่อาจสันนิษฐานได้ว่าจำเลยรับรู้ข่าวการเสียชีวิตมาตั้งแต่วันตาย การวินิจฉัยจึงต้องอาศัยพยานหลักฐานอื่นที่แสดงถึงวันรับรู้ข่าวการเสียชีวิตอย่างแท้จริง

6. คำถาม

   เมื่อเจ้ามรดกเสียชีวิตแล้ว ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาที่เจ้ามรดกทำไว้ก่อนเสียชีวิตหรือไม่

คำตอบ

จากข้อเท็จจริงที่ศาลฎีการับฟังเป็นยุติในคดีนี้ว่า เจ้ามรดกได้ตกลงขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและได้มอบโฉนดที่ดินให้แก่จำเลยแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ก่อนถึงแก่ความตาย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าภาระผูกพันดังกล่าวมิได้ระงับไปเพราะการเสียชีวิตของเจ้ามรดก แต่ยังคงเป็นภาระผูกพันที่เกี่ยวข้องกับกองมรดกต่อไป เมื่อมีการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกเข้ามาดำเนินการแทนเจ้ามรดก ผู้จัดการมรดกจึงมีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามสิทธิและหน้าที่ที่เจ้ามรดกมีอยู่ก่อนเสียชีวิตภายในขอบเขตของทรัพย์มรดกที่จัดการอยู่ หลักการนี้มีความสำคัญต่อความมั่นคงของนิติสัมพันธ์ เพราะช่วยให้คู่สัญญาของผู้ตายยังสามารถได้รับความคุ้มครองตามสิทธิที่เกิดขึ้นก่อนการเสียชีวิต และไม่ทำให้การเสียชีวิตกลายเป็นเหตุให้ภาระผูกพันตามกฎหมายสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ

7. คำถาม

   เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่รับฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลย

คำตอบ

ศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นสำคัญที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 นำมาวินิจฉัยเกี่ยวกับอายุความยังไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามกฎหมายมรดก เพราะการพิจารณาเรื่องอายุความต้องอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับวันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิใช่พิจารณาเฉพาะวันเสียชีวิตของเจ้ามรดกเท่านั้น เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่ามีข้อเท็จจริงรองรับว่าจำเลยทราบเรื่องการเสียชีวิตของเจ้ามรดกอย่างช้าที่สุดเมื่อได้รับเอกสารรับรองจากทางราชการในวันที่ 30 สิงหาคม 2564 และหลังจากนั้นได้ดำเนินการใช้สิทธิภายในระยะเวลาไม่นาน โดยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 จึงยังอยู่ภายในกำหนดเวลาหนึ่งปีตามกฎหมาย เมื่อฟ้องแย้งไม่ขาดอายุความ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าจำเลยยังมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้จัดการมรดกปฏิบัติตามภาระผูกพันที่เจ้ามรดกได้ก่อไว้ก่อนเสียชีวิต และพิพากษากลับจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

8. คำถาม

   หลักกฎหมายสำคัญที่สุดที่ได้รับจากคดีนี้คืออะไร

คำตอบ

หลักกฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ การนับอายุความตามกฎหมายมรดกต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับรู้ข่าวการเสียชีวิตของเจ้ามรดก มิใช่อาศัยเพียงวันถึงแก่ความตายของเจ้ามรดกเท่านั้น ศาลฎีกาได้แสดงให้เห็นว่าคำว่าได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนก่อนจะสรุปได้ว่าสิทธิเรียกร้องขาดอายุความแล้วหรือไม่ นอกจากนี้คดียังตอกย้ำหลักการอีกประการหนึ่งว่า ภาระผูกพันที่เจ้ามรดกได้ก่อไว้ก่อนเสียชีวิตยังคงผูกพันกองมรดกต่อไป และผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ดำเนินการแทนเจ้ามรดกภายในขอบเขตแห่งทรัพย์มรดกที่ได้รับจัดการอยู่ แนววินิจฉัยดังกล่าวจึงมีความสำคัญทั้งในด้านกฎหมายอายุความ กฎหมายมรดก และการคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่มีนิติสัมพันธ์กับผู้ตายก่อนการเสียชีวิต อันเป็นหลักการพื้นฐานที่ส่งผลต่อคดีมรดกจำนวนมากในทางปฏิบัติ

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8829/2568 

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ห้ามเจ้าหนี้กองมรดกใช้สิทธิเรียกร้องที่มีต่อเจ้ามรดกมาฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ก. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2565 ที่โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความ ก็เพียงแต่อ้างว่า จำเลยมาฟ้องแย้งเกินกว่า 1 ปี นับแต่ ก. ถึงแก่ความตายเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติมาตรา 1754 วรรคสาม แล้ว อายุความ 1 ปี นั้น ให้นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิใช่นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากจะนับจากวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ก็ต้องนับระยะเวลา 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย ตามมาตรา 1754 วรรคสี่ เมื่อจำเลยทราบเรื่องการตายของ ก. ตั้งแต่ได้รับเอกสารยืนยันจากทางราชการ คือ วันที่ 30 สิงหาคม 2564 และจำเลยมายื่นคำให้การและฟ้องแย้งคดีนี้วันที่ 20 มกราคม 2565 จึงยังไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงเรื่องการตายของ ก. ฟ้องแย้งของจำเลยจึงยังไม่ขาดอายุความ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 4852 แก่โจทก์ หากจำเลยไม่คืนหรือต้นฉบับโฉนดที่ดินสูญหายหรือถูกทำลาย ให้ศาลมีคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในการขอออกใบแทนต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งขอให้โจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 4852 ให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ให้โจทก์ชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 4852 ให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ให้โจทก์ชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 9 ธันวาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ (ที่ถูก แก่จำเลย) แต่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายกลิ่น ให้โจทก์ใช้ค่าธรรมเนียม (ที่ถูก ค่าฤชาธรรมเนียม) แทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้จำเลยส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 4852 คืนโจทก์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกลิ่น หากจำเลยไม่สามารถส่งคืนหรือโฉนดที่ดินสูญหายหรือถูกทำลาย ให้เจ้าพนักงานที่ดินออกใบแทนโฉนดที่ดินให้แก่โจทก์ ยกฟ้องแย้ง คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นส่วนที่เกิน 1,000 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนฟ้องโจทก์และฟ้องแย้งจำเลยในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ถึงแก่ความตาย นายวิทย์ผู้จัดการมรดกของนายกลิ่น ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลฎีกาอนุญาตให้นายวิทย์เข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้เป็นยุติว่า นายกลิ่นมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4852 เนื้อที่ 97 ตารางวา นายกลิ่นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนางอนงค์ โจทก์ ให้เป็นผู้จัดการมรดกของนายกลิ่น จำเลยครอบครองโฉนดที่ดินพิพาทอยู่ และเคยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ต่อมาได้ขอถอนคำร้องขอ โดยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วว่า เหตุที่โฉนดที่ดินพิพาทไปอยู่ในความครอบครองของจำเลย เนื่องจากนายกลิ่นได้ตกลงขายที่ดินพิพาทและมอบโฉนดที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว ตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย ไม่ใช่เพียงแต่นำโฉนดที่ดินพิพาทไปวางประกันหนี้เงินกู้ตามคำฟ้องของโจทก์เท่านั้น เมื่อในชั้นฎีกาโจทก์ไม่ได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ข้อเท็จจริงที่ฟังว่า นายกลิ่นได้ตกลงขายที่ดินพิพาทให้จำเลยแล้ว จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความแล้วหรือไม่ เห็นว่า ตามบทบัญญัติในเรื่องอายุความดังกล่าว ห้ามเจ้าหนี้กองมรดกใช้สิทธิเรียกร้องที่มีต่อเจ้ามรดกมาฟ้องร้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า นายกลิ่นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 จำเลยยื่นคำให้การและฟ้องแย้งเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2565 ที่โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ฟ้องแย้งของจำเลยขาดอายุความ ก็เพียงแต่อ้างว่า จำเลยมาฟ้องแย้งเกินกว่า 1 ปี นับแต่นายกลิ่นถึงแก่ความตายเท่านั้น แต่เมื่อพิจารณาจากบทบัญญัติมาตรา 1754 วรรคสาม แล้ว อายุความ 1 ปี นั้น ให้นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก มิใช่นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากจะนับจากวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ก็ต้องนับระยะเวลา 10 ปี นับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย ตามมาตรา 1754 วรรคสี่ ตามฟ้องแย้งของจำเลยในคดีนี้ จำเลยเพียงยืนยันว่า นายกลิ่นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 เท่านั้น ไม่ได้มีข้อความใดเลยที่จะแสดงให้เห็นว่า จำเลยได้รู้หรือควรจะได้รู้ว่านายกลิ่นถึงแก่ความตายตั้งแต่เมื่อใด ซึ่งคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ แม้จะอ้างอายุความฟ้องร้องตามมาตรา 1754 วรรคสาม ก็ตาม แต่โจทก์ก็ไม่ได้ยืนยันในคำให้การดังกล่าวให้เห็นเลยว่า จำเลยได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงเรื่องการถึงแก่ความตายของนายกลิ่นตั้งแต่เมื่อใด คงอ้างลอย ๆ มาเพียงว่า คดีขาดอายุความตามบทบัญญัติดังกล่าวเท่านั้น ประเด็นในเรื่องอายุความนี้ แม้จะเป็นประเด็นที่โจทก์ให้การต่อสู้ อันเป็นหน้าที่ของจำเลยที่มีภาระการพิสูจน์ ต้องนำสืบให้เห็นว่า คดีตามฟ้องแย้งของจำเลยไม่ขาดอายุความ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฎว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 จำเลยเคยยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น เพื่อขอให้มีคำสั่งว่าจำเลยได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทแล้วโดยการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งในเอกสารท้ายคำร้องดังกล่าว ก่อนดำเนินการยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น จำเลยได้จัดเตรียมเอกสารโดยการไปขอคัดสำเนาเอกสารเกี่ยวกับการตายของนายกลิ่น ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องคือนายทะเบียนได้รับรองให้ เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ของจำเลยในคดีดังกล่าว ในการนำสืบของจำเลยคดีนี้ จำเลยก็ยืนยันว่า เมื่อครบกำหนดจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาท เคยทวงถามให้นายกลิ่นจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แล้ว แต่นายกลิ่นก็บ่ายเบี่ยงเรื่อยมา จนภายหลังเมื่อทราบว่านายกลิ่นถึงแก่ความตาย จึงโทรศัพท์ไปหานายวิทย์ ทายาทของนายกลิ่น โดยตกลงกันว่าจะให้บ้านในที่ดินพิพาทแก่นายนิคม บุตรของนายกลิ่น แต่ไม้บางส่วนจำเลยขอเอาไว้ทำเฟอร์นิเจอร์ โดยนายวิทย์แจ้งให้จำเลยไปดำเนินการทางศาลเพื่อขอจดทะเบียนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเอง จำเลยจึงดำเนินการยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ภายหลังจำเลยถูกโจทก์แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีข้อหาลักทรัพย์เกี่ยวกับไม้ที่จะนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ตามที่ตกลงกับนายวิทย์ จำเลยจึงถอนคำร้องขอต่อศาลชั้นต้น เพื่อมาดำเนินคดีเรียกร้องให้โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกลิ่น ดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแทน การที่จำเลยบรรยายในคำร้องขอคดีขอครอบครองปรปักษ์ที่ดินพิพาท หรือบรรยายในคำให้การและฟ้องแย้งคดีนี้ว่า นายกลิ่นถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2561 เพียงแต่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่านายกลิ่นถึงแก่ความตายแล้ว ตั้งแต่เมื่อใดเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่า จำเลยรู้ถึงเหตุแห่งการตายของนายกลิ่นแล้วในขณะนั้น หรือรู้เมื่อใดเลย แต่พฤติการณ์ที่จำเลยนำสืบว่า เมื่อรู้ว่านายกลิ่นถึงแก่ความตายแล้ว ก็รีบโทรศัพท์ไปหานายวิทย์เพื่อตกลงกัน แล้วจึงยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยไปขอคัดสำเนาเอกสารเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2564 ก็ต้องถือว่าจำเลยหาพยานหลักฐานยืนยันว่านายกลิ่นถึงแก่ความตายได้ เท่ากับทราบเรื่องการตายในวันดังกล่าวนั้นเอง นายกลิ่นไม่ใช่ญาติพี่น้องของจำเลย ไม่ได้สนิทสนมกันมาก่อน เพียงแค่มีการนำที่ดินพิพาทมาขายให้จำเลยเท่านั้น การถึงแก่ความตายของนายกลิ่น จึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยควรจะต้องรู้แต่อย่างใด ที่สำคัญฝ่ายโจทก์เองก็ไม่ได้มีการกล่าวอ้าง หรือนำสืบพยานหลักฐานใด ๆ ให้เห็นเลยว่า จำเลยได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงเรื่องการตายของนายกลิ่นตั้งแต่เมื่อใด เห็นว่าจากพฤติการณ์ที่จำเลยยื่นคำร้องขอแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท โดยการขอหลักฐานจากทางราชการก่อนดังกล่าว ต้องถือว่าจำเลยทราบเรื่องการตายของนายกลิ่นตั้งแต่ได้รับเอกสารยืนยันจากทางราชการนั้นเอง คือทราบตั้งแต่วันที่ 30 สิงหาคม 2564 เมื่อจำเลยมายื่นคำให้การและฟ้องแย้งคดีนี้ วันที่ 20 มกราคม 2565 จึงยังไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยได้รู้ หรือควรจะได้รู้ถึงเรื่องการตายของนายกลิ่น ฟ้องแย้งของจำเลยจึงยังไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ยกฟ้องแย้งและบังคับจำเลยตามคำฟ้องโจทก์ ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น และเมื่อข้อเท็จจริงฟังว่า นายกลิ่นขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแล้ว และมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้จำเลย แต่นายกลิ่นถึงแก่ความตายไปเสียก่อนแล้วเช่นนี้ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนายกลิ่นจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยแทนนายกลิ่นนั้นเอง

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 4852 ให้แก่จำเลย หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ แต่หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ให้โจทก์ชำระเงิน 250,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 20 มกราคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่จำเลยขอ แต่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายกลิ่น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ เฉพาะค่าขึ้นศาลส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นที่จำเลยชำระไว้เกิน 1,000 บาท ให้คืนแก่จำเลย

เจ้าหนี้กองมรดกต้องรีบฟ้องภายใน 1 ปีนับจากวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิตจริงหรือ  คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อายุความ 1 ปี สำหรับเจ้าหนี้กองมรดก มิได้นับจากวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเสมอไป แต่ให้นับจากวันที่เจ้าหนี้ได้รู้หรือควรจะได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก




อายุความฟ้องร้องคดี

ฟ้องคดีผิดศาลแล้วคดีขาดอายุความยังฟ้องใหม่ได้หรือไม่ และคำฟ้องจะถือว่าเคลือบคลุมหรือไม่เมื่อบริษัทประกันภัยทราบข้อพิพาทอยู่แล้ว
เจ้าหนี้ฟ้องคดีล้มละลายแล้วถอนฟ้อง หนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินยังไม่ขาดอายุความหรือไม่ และการรับสภาพหนี้มีผลให้นับอายุความใหม่อย่างไร
ฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ต้องฟ้องภายในกี่ปี ค่าเสียหายจากการละเมิดใช้อายุความ 1 ปีหรือ 10 ปี
หนี้บัตรเครดิตขาดอายุความแล้วลูกหนี้ยังผ่อนชำระภายหลัง จะยกอายุความขึ้นต่อสู้คดีได้อีกหรือไม่ และเริ่มนับอายุความใหม่เมื่อใด
ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดแม้หนี้ลูกหนี้ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักการสละสิทธิและข้อตกลงค้ำประกันไว้อย่างไร
ฟ้องแบ่งมรดกอิสลามเกิน 1 ปี ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องดะโต๊ะยุติธรรมและการสละอายุความไว้อย่างไร
ชำระหนี้บางส่วนหลังขาดอายุความแล้ว ยังถือเป็นการรับสภาพหนี้หรือไม่ ศึกษาหลักอายุความและผลของการชำระหนี้
หนังสือยืนยันยอดหนี้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้หรือไม่ และเบี้ยปรับร้อยละ 2 ต่อเดือนเรียกได้เพียงใด
ลูกหนี้บัตรเครดิตชำระหนี้หลังขาดอายุความ ยังยกอายุความต่อสู้ได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องสละประโยชน์แห่งอายุความไว้อย่างไร
สิทธิเรียกคืนเงินค่าสินค้าหลังหักกลบหนี้ใช้อายุความกี่ปี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ใช่คดีชำรุดบกพร่องและไม่ใช่หนี้การค้าอายุความ 2 ปี
สิทธิเรียกร้องแบ่งมรดกขาดอายุความแล้ว ทายาทยังมีสิทธิคัดค้านการตั้งผู้จัดการมรดกได้หรือไม่ หลักครอบครองทรัพย์มรดกโดยเจตนายึดถือเพื่อตน
ฟ้องแบ่งมรดกเกิน 10 ปีได้หรือไม่ เมื่อไม่เคยครอบครองทรัพย์มรดกและทายาทอื่นครอบครองต่อเนื่อง ศึกษาหลักอายุความมรดกและการสละประโยชน์แห่งอายุความ
ผู้จัดการมรดกยกอายุความต่อสู้ได้หรือไม่ เมื่อมีพฤติการณ์ยอมรับสิทธิทายาทและสละประโยชน์แห่งอายุความในทรัพย์มรดก
ฟ้องแบ่งมรดกขาดอายุความหรือไม่ เมื่อมีผู้จัดการมรดกและทายาทร่วมกันถือครองทรัพย์ ศาลฎีกาวางหลักแยกคดีมรดกกับคดีจัดการมรดกอย่างชัดเจน
ซื้อห้องชุดจากการขายทอดตลาดต้องรับผิดหนี้ส่วนกลางเดิมหรือไม่
ซื้อห้องชุดจากการขายทอดตลาดต้องรับผิดหนี้ส่วนกลางย้อนหลังหรือไม่
ฟ้องโอนที่ดินระบุผิด ศาลพิพากษาแก้ให้ถูกได้หรือไม่ และประเด็นอายุความในคดีตัวแทนซื้อที่ดินมีผลอย่างไรตามกฎหมาย
โรงพยาบาลส่งต่อผู้ป่วยต้องรับผิดค่ารักษาหรือไม่ อายุความกี่ปี สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์วินิจฉัยอย่างไร
ผู้จัดการมรดกโอนที่ดินให้ตนเองแล้วขายต่อได้หรือไม่ ทายาทฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้หรือไม่ เมื่อผู้รับโอนเป็นบุคคลภายนอกโดยสุจริต
ข้อตกลงทรัพย์สินท้ายทะเบียนหย่าผูกพันผู้รับโอนหรือไม่ และฟ้องบังคับสิทธิขาดอายุความหรือไม่ และสิทธิเรียกร้องจากบันทึกท้ายทะเบียนหย่า
ความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนหลังออกจากห้างหุ้นส่วนและข้อตกลงยอมชำระหนี้
ฟ้องเพิกถอนทรัพย์มรดกหลังพ้นอายุความ สิทธิผู้รับโอนยกอายุความมรดก(ฎีกา 14174/2557)
ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์โดยมิชอบ อายุความเริ่มนับเมื่อใด และเพิกถอนนิติกรรมได้เพียงใดในทรัพย์สินที่เป็นทั้งมรดกและสินสมรส
หนังสือรับสภาพหนี้ทำให้อายุความมูลหนี้เดิมสะดุดหยุดลง(ฎีกาที่ 4557/2566)
กำหนดหนึ่งเดือนในการเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ไม่ใช่อายุความ
ความผิดลักทรัพย์ในครอบครัว อายุความคดีอันยอมความได้,ป.อ. มาตรา 71, ป.อ. มาตรา 96,(ฎีกา 4925/2566)
อายุความร้องทุกข์คดีฉ้อโกงต้องดูวันรู้เรื่องความผิดหรือไม่ และคดีโทษไม่เกินห้าปีฎีกาได้เพียงใด
ฟ้องเรียกค่าบริการส่วนกลางหมู่บ้านจัดสรรย้อนหลังได้แค่ไหน? ศาลชี้ชัดอายุความ 2 ปี ไม่ใช่ 10 ปี เจ้าของที่ดินต้องรู้
สรุปคดีเรียกจำเลยร่วม อายุความ 10 ปี, ป.ว.พ.ม.57(3) (ฎีกา 1460/2567)
อายุความสินเชื่อ 10 ปี & สิทธิเรียกร้อง, ปรับโครงสร้าง, ม.193/30 (ฎีกา 2542/2567)
(ฎีกา 1174/2568) คดีบัตรเครดิตหรือเงินกู้ & อายุความ 5 ปี
(ฎีกา 2140/2568)คดีทุจริต ป.ป.ช. & อายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกา 1685/2568 – สัญญาประนีประนอม & อายุความ 10 ปี
(ฎีกาที่ 1856/2568) ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ & อายุความ 10 ปี
(ฎีกาที่ 3329/2567) ว่าด้วยการชำระหนี้เป็นงวด อายุความ และการรับสภาพหนี้, ป.พ.พ. มาตรา 193/30,
(ฎีกาที่ 3376/2567): ความรับผิดค่ารักษาพยาบาลและอายุความ 2 ปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (11)
ฟ้องเรียกค่ากรวดทรายขาดอายุความหรือไม่ และค่าว่าจ้างถมทรายยังฟ้องได้หรือไม่
ซื้อที่ดินแล้วเนื้อที่ขาด ฟ้องเรียกเงินคืนได้หรือไม่ วิเคราะห์สัญญาซื้อขาย อายุความ 10 ปี และสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแพ่ง
อายุความฟ้องเรียกหนี้บัตรกดเงินสด และการนับระยะเวลาตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30(ฎีกาที่ 6568/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกา 1174/2568 เกี่ยวกับหนี้สินเชื่อ “อายุความ 2  ปี หรือ 5  ปี” วิเคราะห์ครบถ้วน
สิทธิรับมรดก & อายุความมรดก, แบ่งทรัพย์มรดก,เพิกถอน,(ฎีกา 384/2564)
สิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินสินสมรส อายุความ ฟ้องซ้ำ ฟ้องซ้อน
อายุความมูลละเมิด, ฟ้องทายาทผู้ทำละเมิดที่ตายแล้ว, มรดกและความรับผิดของทายาท, การขุดดินและความเสียหายทางสาธารณะ,
คดีเช่าซื้อรถตู้, ยักยอกรถตู้, ฟ้องร้องเกินกำหนด 3 เดือน, คดีขาดอายุความ,
สิทธิในการฟ้องคดีมรดก, อายุความมรดก, การครอบครองที่ดินโดยมิได้จดทะเบียนสมรส
อายุความค่าจ้างว่าความ, อายุความสะดุดลง, ดอกเบี้ยผิดนัด, สัญญาจ้างทำของ,
อายุความ 5 ปี หนี้ตามสัญญา, หนี้ที่ต้องชำระเป็นงวดๆ อายุความ, ฟ้องคดีขาดอายุความ หนี้เงินกู้
การชำระหนี้ซึ่งขาดอายุความแล้วจะเรียกคืนไม่ได้
อายุความฟ้องเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงชู้
สิทธิฟ้องเรียกเงินคืนผิดสัญญาจะซื้อขาย
อายุความสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่
สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความ
การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครอง
ฟ้องผิดตัวอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง-อำนาจฟ้อง
อายุความรับผิดในฐานะตัวแทนไม่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ
อายุความตามสัญญาให้บริการทางการแพทย์อันเป็นเอกเทศสัญญา
อายุความคดีความผิดฐานฉ้อโกง ร้องทุกข์เกิน 3 เดือน
วันวินาศภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 882 วรรคหนึ่ง
อายุความสะดุดหยุดลงย่อมเป็นคุณเฉพาะแก่ฝ่ายโจทก์
รับสภาพความรับผิดโดยมีหลักฐานเป็นหนังสือ
ผู้ค้ำประกันยกข้อต่อสู้เรื่องขาดอายุความ
ฟ้องเรียกให้ชำระหนี้เงินกู้อย่างเจ้าหนี้สามัญ
ไม่ได้แสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ
บัตรเครดิตฟ้องหนี้เกินกำหนดจะขาดอายุความหรือไม่ การชำระหนี้ภายหลังมีผลต่ออายุความอย่างไร