
| โรงพยาบาลส่งต่อผู้ป่วยต้องรับผิดค่ารักษาหรือไม่ อายุความกี่ปี สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์วินิจฉัยอย่างไร
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญทางกฎหมายแพ่งว่าการที่สถานพยาบาลต้นทางออกหนังสือส่งตัวผู้ประกันตนไปรักษายังสถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า โดยรับรองว่าจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนั้น มีผลเป็นนิติสัมพันธ์ในลักษณะสัญญาที่ก่อให้เกิดหนี้หรือไม่ และหนี้ดังกล่าวอยู่ภายใต้อายุความกี่ปี ระหว่างอายุความ 2 ปีสำหรับค่ารักษาพยาบาลตามบทบัญญัติเฉพาะ หรืออายุความทั่วไป 10 ปีตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อีกทั้งยังมีประเด็นต่อเนื่องเกี่ยวกับความรับผิดของผู้รับโอนกิจการว่าต้องรับผิดในหนี้เดิมของกิจการหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่านิติกรรมการส่งตัวดังกล่าวเป็นการยอมผูกพันชำระหนี้โดยสมัครใจ จึงเป็นสัญญาที่สมบูรณ์และอยู่ภายใต้อายุความ 10 ปี และเมื่อมีการโอนกิจการ หนี้ดังกล่าวย่อมตกแก่ผู้รับโอนด้วย สรุปข้อเท็จจริง โจทก์เป็นหน่วยงานรัฐในกำกับของกรุงเทพมหานคร มีโรงพยาบาลในสังกัดรับผู้ป่วยที่ถูกส่งต่อจากโรงพยาบาลเอกชนซึ่งเป็นสถานพยาบาลตามระบบประกันสังคม โดยโรงพยาบาลต้นทางได้ออกหนังสือส่งตัวผู้ป่วยและรับรองว่าจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล ต่อมามีค่ารักษาพยาบาลค้างชำระหลายรายการตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2559 แม้มีการชำระบางส่วนโดยเช็คแล้ว ยังเหลือยอดค้างจำนวน 438429.35 บาท ต่อมามีการโอนกิจการของโรงพยาบาลต้นทางไปยังบริษัทจำเลย โจทก์จึงฟ้องเรียกค่ารักษาพยาบาลดังกล่าว คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นแรก ศาลวินิจฉัยว่า หนังสือส่งตัวผู้ป่วยที่ระบุรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเป็นการยอมผูกพันตนเข้าชำระหนี้ ถือเป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย มิใช่เพียงการปฏิบัติตามระเบียบทางปกครอง ประเด็นที่สอง หนี้ดังกล่าวไม่ใช่หนี้ค่ารักษาพยาบาลโดยตรงระหว่างผู้ป่วยกับสถานพยาบาล จึงไม่อยู่ภายใต้อายุความ 2 ปี แต่เป็นหนี้ตามสัญญาที่ไม่มีบทบัญญัติอายุความเฉพาะ ต้องใช้อายุความ 10 ปี ประเด็นที่สาม เมื่อมีการโอนกิจการซึ่งรวมถึงทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมด ผู้รับโอนย่อมต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าหนี้นั้นอยู่นอกขอบเขตการโอน ซึ่งในคดีนี้ไม่มีหลักฐานดังกล่าว ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระหนี้ วิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายแพ่งว่าการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งในการรับรองความรับผิดย่อมก่อให้เกิดหนี้ แม้จะเกิดขึ้นภายใต้กรอบของระเบียบราชการก็ตาม หนังสือส่งตัวมิใช่เพียงเอกสารทางธุรการ แต่มีผลเป็นสัญญาโดยปริยาย เนื่องจากมีองค์ประกอบครบ ได้แก่ คู่สัญญา ความสมัครใจ และวัตถุแห่งหนี้ที่ชัดเจน ในส่วนของอายุความ ศาลตีความโดยแยกฐานหนี้ออกจากหนี้ค่ารักษาพยาบาลโดยตรง ทำให้ไม่ต้องใช้มาตรา 193/34 (11) แต่ใช้มาตรา 193/30 ซึ่งเป็นบททั่วไป ส่งผลให้เจ้าหนี้มีระยะเวลาในการใช้สิทธินานขึ้น สำหรับการโอนกิจการ เป็นการใช้หลักว่าผู้รับโอนย่อมรับโอนทั้งสิทธิและหนี้ เว้นแต่จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น ซึ่งต้องพิสูจน์ให้ชัดเจน เจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 193/30 มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดอายุความทั่วไปในกรณีที่กฎหมายมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้และสร้างความแน่นอนในนิติสัมพันธ์ ขณะที่บทบัญญัติเรื่องอายุความ 2 ปี มีเจตนาใช้กับหนี้เฉพาะประเภท เช่น ค่ารักษาพยาบาลโดยตรง มิใช่กรณีที่มีนิติกรรมรับรองหนี้แยกต่างหาก แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาสอดคล้องกันว่าการรับรองหนี้หรือการทำหนังสือยืนยันความรับผิด ย่อมก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ใหม่ในลักษณะสัญญา ซึ่งอาจทำให้อายุความเปลี่ยนไปจากหนี้เดิม นอกจากนี้ แนวคำพิพากษายังยืนยันหลักว่าการโอนกิจการครอบคลุมหนี้สิน เว้นแต่จะมีข้อยกเว้นชัดแจ้ง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าคดีขาดอายุความหรือไม่เข้าองค์ประกอบความรับผิด 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 438429.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย โดยวินิจฉัยว่าเป็นหนี้ตามสัญญาและยังไม่ขาดอายุความ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยเห็นว่าหนังสือส่งตัวเป็นสัญญาที่ผูกพันให้ชำระหนี้ และต้องใช้อายุความ 10 ปี อีกทั้งผู้รับโอนกิจการต้องรับผิดในหนี้ดังกล่าว สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่า การแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งในการรับรองความรับผิดแม้จะอยู่ในรูปแบบเอกสารทางธุรการ ย่อมก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ในลักษณะสัญญา ซึ่งมีผลผูกพันตามกฎหมายแพ่งอย่างสมบูรณ์ การจำแนกฐานหนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดอายุความ และการโอนกิจการย่อมครอบคลุมหนี้สินทั้งหมดของกิจการ เว้นแต่จะมีข้อยกเว้นที่พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า หนังสือส่งตัวผู้ป่วยที่รับรองความรับผิดเป็น “สัญญาผูกพันชำระหนี้” และต้องใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 สัญญารับรองหนี้โดยปริยาย หมายถึง การออกหนังสือส่งตัวพร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเป็นการแสดงเจตนาผูกพันตนโดยสมัครใจ จึงก่อให้เกิดหนี้ใหม่ตามสัญญา 2 อายุความ 10 ปีตามมาตรา 193/30 ใช้ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติอายุความเฉพาะ ทำให้สิทธิเรียกร้องยังไม่ขาดอายุความแม้เวลาผ่านไปหลายปี คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม หนังสือส่งตัวผู้ป่วยของโรงพยาบาลมีผลผูกพันทางกฎหมายหรือไม่ คำตอบ หนังสือส่งตัวผู้ป่วยที่ออกโดยสถานพยาบาลต้นทาง โดยเฉพาะในระบบประกันสังคม มิใช่เป็นเพียงเอกสารทางธุรการเท่านั้น แต่หากมีข้อความรับรองชัดเจนว่าสถานพยาบาลต้นทางจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น ย่อมถือเป็นการแสดงเจตนาผูกพันตนโดยสมัครใจตามหลักกฎหมายแพ่ง การแสดงเจตนาดังกล่าวจึงมีผลเป็นนิติกรรมในลักษณะสัญญา ซึ่งมีองค์ประกอบครบทั้งฝ่ายคู่สัญญา ความสมัครใจ และวัตถุแห่งหนี้ที่แน่นอน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการรับรองดังกล่าวเป็นการยอมรับภาระหนี้แทนผู้ป่วยซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้น ส่งผลให้สถานพยาบาลต้นทางมีสถานะเป็นลูกหนี้โดยตรงต่อสถานพยาบาลปลายทาง และต้องรับผิดชำระค่ารักษาพยาบาลตามที่ได้ตกลงไว้โดยไม่มีเงื่อนไข ดังนั้นหนังสือส่งตัวจึงมีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ ไม่อาจอ้างว่าเป็นเพียงแนวปฏิบัติภายในเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ 2. คำถาม หนี้ค่ารักษาพยาบาลกรณีส่งต่อผู้ป่วยอยู่ภายใต้อายุความกี่ปี คำตอบ ประเด็นเรื่องอายุความต้องพิจารณาจากลักษณะของหนี้เป็นสำคัญ หากเป็นกรณีค่ารักษาพยาบาลที่เกิดจากความสัมพันธ์โดยตรงระหว่างผู้ป่วยกับสถานพยาบาล จะอยู่ภายใต้อายุความ 2 ปีตามบทบัญญัติเฉพาะ แต่ในกรณีที่สถานพยาบาลต้นทางออกหนังสือรับรองว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายแทนผู้ป่วย ถือเป็นการก่อหนี้ขึ้นใหม่ในลักษณะสัญญาระหว่างสถานพยาบาลทั้งสองแห่ง ซึ่งไม่มีบทบัญญัติอายุความเฉพาะรองรับ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้ใช้อายุความทั่วไป 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 การตีความเช่นนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่าการจำแนกประเภทของหนี้มีผลโดยตรงต่อระยะเวลาการใช้สิทธิเรียกร้อง และเจ้าหนี้ย่อมมีระยะเวลาเพียงพอในการบังคับสิทธิเมื่อเป็นหนี้ตามสัญญา มิใช่หนี้ค่ารักษาพยาบาลโดยตรง 3. คำถาม การโอนกิจการของโรงพยาบาลมีผลให้ผู้รับโอนต้องรับผิดหนี้เดิมหรือไม่ คำตอบ การโอนกิจการเป็นนิติกรรมที่มีผลให้ผู้รับโอนรับโอนทั้งทรัพย์สิน สิทธิ และหนี้สินของกิจการนั้นไปโดยรวม เว้นแต่จะมีการตกลงยกเว้นหนี้บางรายการไว้อย่างชัดแจ้งและสามารถพิสูจน์ได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมีการโอนกิจการโรงพยาบาลทั้งหมดไปยังจำเลย และไม่ปรากฏว่าหนี้ค่ารักษาพยาบาลดังกล่าวถูกยกเว้นออกจากการโอน หนี้นั้นย่อมตกเป็นภาระของผู้รับโอนโดยผลของกฎหมาย แม้ผู้โอนจะอยู่ในระหว่างการชำระบัญชีหรือมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร ก็ไม่เป็นเหตุให้ผู้รับโอนหลุดพ้นจากความรับผิด หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้มิให้เสียสิทธิจากการเปลี่ยนแปลงภายในของลูกหนี้ 4. คำถาม การรับรองหนี้ผ่านเอกสารทางธุรการถือเป็นสัญญาได้หรือไม่ คำตอบ แม้เอกสารจะมีลักษณะเป็นหนังสือราชการหรือเอกสารทางธุรการ แต่หากมีเนื้อหาที่แสดงถึงเจตนาผูกพันอย่างชัดแจ้ง เช่น การรับรองว่าจะชำระเงินหรือรับผิดค่าใช้จ่ายแทนบุคคลอื่น ย่อมถือเป็นนิติกรรมที่มีผลเป็นสัญญาได้ตามหลักกฎหมายแพ่ง การพิจารณาจะไม่ยึดถือรูปแบบของเอกสารเป็นสำคัญ แต่จะพิจารณาที่เนื้อหาและเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีเป็นหลัก หากมีการแสดงเจตนาโดยสมัครใจและมีวัตถุแห่งหนี้ที่แน่นอน ย่อมทำให้เกิดความผูกพันทางกฎหมายทันที ดังนั้นเอกสารที่ดูเหมือนเป็นเพียงแนวปฏิบัติหรือหนังสือภายใน อาจก่อให้เกิดภาระผูกพันทางกฎหมายได้หากมีองค์ประกอบครบถ้วน 5. คำถาม ความแตกต่างระหว่างอายุความ 2 ปีกับ 10 ปีมีผลต่อคดีอย่างไร คำตอบ อายุความ 2 ปีเป็นบทบัญญัติเฉพาะที่ใช้กับหนี้บางประเภท เช่น ค่ารักษาพยาบาลโดยตรง ซึ่งมีลักษณะเป็นหนี้ที่ต้องการความรวดเร็วในการเรียกร้องสิทธิ ขณะที่อายุความ 10 ปีเป็นบททั่วไปที่ใช้กับหนี้ซึ่งไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความไว้โดยเฉพาะ การจำแนกประเภทของหนี้จึงมีผลอย่างมากต่อสิทธิของเจ้าหนี้ หากจัดเป็นหนี้ตามสัญญา เจ้าหนี้จะมีระยะเวลาในการฟ้องคดีนานขึ้น และลดความเสี่ยงในการขาดอายุความ ศาลฎีกาในคดีนี้ได้วางหลักชัดเจนว่าหนี้จากหนังสือรับรองไม่ใช่หนี้ค่ารักษาพยาบาลโดยตรง จึงใช้อายุความ 10 ปี ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหนี้ในการบังคับสิทธิ 6. คำถาม การทวงถามหนี้และการชำระหนี้บางส่วนมีผลต่ออายุความหรือไม่ คำตอบ การทวงถามหนี้โดยเจ้าหนี้เพียงอย่างเดียวไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง แต่การที่ลูกหนี้ยอมรับหนี้หรือชำระหนี้บางส่วน เช่น การออกเช็คชำระเงินบางส่วน อาจถือเป็นการรับสภาพหนี้ ซึ่งมีผลต่อการเริ่มนับอายุความใหม่ในบางกรณี อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีว่าการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นการยอมรับหนี้อย่างชัดแจ้งหรือไม่ ในคดีนี้การชำระหนี้บางส่วนแสดงให้เห็นถึงการยอมรับภาระหนี้ ทำให้ข้อโต้แย้งเรื่องอายุความของจำเลยยิ่งอ่อนน้ำหนักลง และสนับสนุนให้ศาลเชื่อว่าหนี้ยังคงมีอยู่และสามารถบังคับได้ 7. คำถาม แนวปฏิบัติของสำนักงานประกันสังคมมีผลเป็นกฎหมายหรือไม่ คำตอบ แนวปฏิบัติของสำนักงานประกันสังคมโดยตัวมันเองมิใช่กฎหมายในความหมายของบทบัญญัติที่มีผลบังคับทั่วไป แต่สามารถเป็นกรอบกำหนดพฤติกรรมและขั้นตอนในการดำเนินการของสถานพยาบาลได้ อย่างไรก็ตาม หากสถานพยาบาลปฏิบัติตามแนวปฏิบัติดังกล่าวโดยออกหนังสือรับรองและแสดงเจตนาผูกพันตน ย่อมก่อให้เกิดนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายแพ่งได้ ดังนั้น แม้แนวปฏิบัติจะไม่ใช่กฎหมายโดยตรง แต่การกระทำตามแนวปฏิบัติอาจก่อให้เกิดผลทางกฎหมายได้หากมีองค์ประกอบของนิติกรรมครบถ้วน 8. คำถาม คดีลักษณะนี้ให้ข้อคิดอย่างไรแก่ผู้ประกอบกิจการโรงพยาบาล คำตอบ คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับผู้ประกอบกิจการโรงพยาบาลว่า การออกหนังสือหรือเอกสารใด ๆ ที่มีข้อความรับรองความรับผิด ต้องกระทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากอาจก่อให้เกิดภาระผูกพันทางกฎหมายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อีกทั้งในการโอนกิจการ ผู้รับโอนควรตรวจสอบหนี้สินอย่างรอบคอบ เพราะหนี้ที่มีอยู่ก่อนย่อมตกเป็นความรับผิดของตนโดยผลของกฎหมาย หากไม่มีการตกลงยกเว้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังต้องตระหนักถึงการบริหารอายุความและการเก็บเอกสารทางบัญชีและกฎหมายให้ครบถ้วน เพื่อป้องกันข้อพิพาทในอนาคตและรักษาสิทธิของตนอย่างมีประสิทธิภาพ อธิบายหลักกฎหมาย แยกตามกฎหมายและมาตรา ป.พ.พ. ม. 193/30 1 - หลักทั่วไปของอายุความ มาตรา 193/30 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยอายุความทั่วไป ใช้บังคับในกรณีที่กฎหมายมิได้กำหนดอายุความไว้เป็นการเฉพาะสำหรับสิทธิเรียกร้องนั้น โดยกำหนดให้อายุความมีระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่เจ้าหนี้อาจใช้สิทธิเรียกร้องได้ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดกรอบเวลาสูงสุดในการบังคับสิทธิ เพื่อให้เกิดความแน่นอนในความสัมพันธ์ทางกฎหมายและป้องกันการเรียกร้องที่ล่าช้าเกินสมควร 2 - เงื่อนไขการใช้มาตรา 193/30 การนำมาตรานี้มาใช้ต้องพิจารณาก่อนว่ามีกฎหมายบัญญัติอายุความเฉพาะไว้หรือไม่ หากไม่มีจึงจะใช้อายุความ 10 ปีตามมาตรานี้ เช่น หนี้ตามสัญญาทั่วไป หนี้ที่เกิดจากการรับรองหนี้ หรือหนี้ที่มิได้อยู่ในประเภทที่กฎหมายกำหนดอายุความสั้นไว้โดยเฉพาะ ทั้งนี้การจำแนกประเภทหนี้จึงเป็นประเด็นสำคัญในการวินิจฉัย 3 - การเริ่มนับอายุความ อายุความตามมาตรา 193/30 เริ่มนับตั้งแต่วันที่เจ้าหนี้อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้ ซึ่งโดยทั่วไปคือวันที่หนี้ถึงกำหนดชำระ หรือวันที่เกิดการผิดนัด การนับอายุความต้องพิจารณาเป็นรายหนี้หรือรายงวด หากเป็นหนี้หลายรายการย่อมเริ่มนับแยกกันแต่ละรายการ 4 - ความสัมพันธ์กับบทบัญญัติอายุความเฉพาะ มาตรา 193/30 เป็นบททั่วไป จึงต้องใช้เมื่อไม่มีบทบัญญัติเฉพาะ เช่น กรณีค่ารักษาพยาบาลโดยตรงซึ่งมีกำหนดอายุความ 2 ปี จะไม่ใช้มาตรานี้ แต่หากมีนิติกรรมใหม่ เช่น การรับรองหนี้หรือการทำสัญญาขึ้นใหม่ หนี้ดังกล่าวอาจเปลี่ยนฐานเป็นหนี้ตามสัญญา ทำให้กลับมาอยู่ภายใต้อายุความ 10 ปีตามมาตรานี้ 5 - ผลทางกฎหมายเมื่อพ้นอายุความ เมื่อพ้นกำหนดอายุความ ลูกหนี้มีสิทธิยกอายุความขึ้นเป็นข้อต่อสู้ได้ ทำให้เจ้าหนี้ไม่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องผ่านศาลได้ แม้หนี้จะยังมีอยู่ในทางข้อเท็จจริงก็ตาม อย่างไรก็ตาม หากลูกหนี้ไม่ยกข้อต่อสู้ ศาลจะไม่ยกขึ้นพิจารณาเอง 6 - ความสำคัญในทางปฏิบัติ มาตรา 193/30 มีบทบาทสำคัญในการคุ้มครองเจ้าหนี้ในกรณีที่กฎหมายมิได้กำหนดอายุความเฉพาะ โดยเปิดโอกาสให้มีระยะเวลาเพียงพอในการติดตามทวงถามและบังคับสิทธิ ทั้งยังเป็นหลักพื้นฐานที่ศาลใช้วินิจฉัยในคดีจำนวนมาก โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับสัญญา การรับรองหนี้ และหนี้ที่เกิดจากนิติกรรมที่ไม่ได้อยู่ในหมวดเฉพาะของกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7252/2568 หนังสือสำนักงานประกันสังคม ที่ รง 0609/ว 907 เรื่อง แนวปฏิบัติกรณีสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ส่งผู้ประกันตนไปรักษาต่อ ลงวันที่ 13 กันยายน 2548 ข้อ 2 ระบุว่า กรณีสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ไม่สามารถให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้ประกันตนได้ หรือมีความจำเป็นต้องส่งผู้ประกันตนไปตรวจพิเศษ สถานพยาบาลจะต้องส่งผู้ประกันตนไปรักษาต่อ ณ สถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า โดยดำเนินการตามขั้นตอน คือ ออกหนังสือส่งตัวผู้ประกันตนไปรักษาต่ออย่างชัดเจนโดยไม่มีเงื่อนไขและรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นให้แก่สถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่าต่อไปด้วย ดังนี้ การที่โรงพยาบาล ป. ส่งผู้ประกันตนซึ่งเป็นผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล ว. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า โดยออกหนังสือส่งตัวอันเป็นการรับรองว่าโรงพยาบาล ป. จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนั้นเป็นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในหนังสือสำนักงานประกันสังคมดังกล่าว การที่โรงพยาบาล ป. ออกหนังสือส่งตัวอันเป็นการรับรองดังกล่าวจึงเป็นการยอมผูกพันตนเข้าชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลของผู้ประกันตนซึ่งเป็นผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งคู่สัญญาทำด้วยความสมัครใจ ย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้และไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 438,429.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ยตามช่วงเวลาที่กฎหมายแก้ไขใหม่ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โรงพยาบาลต้นทางได้ส่งผู้ประกันตนไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลของโจทก์ โดยออกหนังสือรับรองว่าจะรับผิดชอบค่าใช้จ่าย อันเป็นการยอมผูกพันตนเข้าชำระหนี้ ถือเป็นสัญญาที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่มีกฎหมายกำหนดอายุความเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มิใช่อายุความ 2 ปีสำหรับค่ารักษาพยาบาลโดยตรง เมื่อโจทก์ฟ้องภายในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ ส่วนความรับผิดของจำเลย ศาลเห็นว่าได้มีการโอนกิจการโรงพยาบาลทั้งหมดรวมถึงหนี้สินให้แก่จำเลย และไม่ปรากฏว่าหนี้ดังกล่าวถูกยกเว้น จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่คงค้างจำนวน 438,429.35 บาทแก่โจทก์ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 438,429.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 438,429.35 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2563 เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ประกอบมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์มีคำขอมานั้นนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ในกำกับของกรุงเทพมหานคร มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2553 ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิทยาลัย น. โรงพยาบาล ว. เป็นส่วนหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ ว. ซึ่งเป็นงานส่วนหนึ่งของโจทก์ จำเลยมีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชน จำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชนและสถานพยาบาล ใช้ชื่อทางการค้าว่า โรงพยาบาล พ. ซึ่งเดิมใช้ชื่อว่า โรงพยาบาล ป. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลประกันสังคมเอกชน โดยมีบริษัท ท. เป็นเจ้าของและผู้บริหาร ต่อมาวันที่ 25 มกราคม 2561 จำเลยและบริษัท ท. ทำสัญญาโอนกิจการทั้งหมด โดยบริษัทดังกล่าวตกลงโอนกิจการทั้งหมดของบริษัทซึ่งมีอยู่ ณ เวลา 23.59 นาฬิกา ของวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 (วันเสร็จสมบูรณ์) ให้แก่จำเลยเพื่อให้จำเลยดำเนินกิจการโรงพยาบาล ป. ต่อไป ทั้งนี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นให้สัตยาบันการเข้าซื้อและรับโอนกิจการเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2561 เดิมโรงพยาบาล ป. ได้ส่งผู้ประกันตนซึ่งเป็นผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมมารักษาต่อที่โรงพยาบาล ว. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่าจำนวนหลายรายหลายครั้ง โดยโรงพยาบาล ป. ออกหนังสือรับรองการส่งตัวผู้ประกันตนและรับรองว่าโรงพยาบาล ป. จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ในหนังสือสำนักงานประกันสังคม ที่ รง 0609/ว 907 เรื่อง แนวปฏิบัติกรณีสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ส่งผู้ประกันตนไปรักษาต่อ ลงวันที่ 13 กันยายน 2548 โรงพยาบาล ป. ค้างชำระค่ารักษาพยาบาลตั้งแต่ปี 2556 ถึงปี 2559 เป็นเงิน 957,942.60 บาท โจทก์ทวงถามแล้ว นางสาวดลใจ ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงินของโรงพยาบาล ป. มีหนังสือถึงโจทก์ขอผ่อนชำระ 10 งวด โจทก์มีหนังสือถึงโรงพยาบาล ป. ให้ผ่อนชำระ 5 งวด ต่อมาโรงพยาบาล ป. โดยบริษัท ท. ออกเช็คชำระหนี้แก่โจทก์ เป็นเช็คลงวันที่ 9 มิถุนายน 2560 จำนวนเงิน 100,752 บาท ต่อมาโจทก์ทวงถามอีก โรงพยาบาล ป. โดยบริษัท ท. ออกเช็คชำระหนี้แก่โจทก์อีก เป็นเช็คลงวันที่ 14 มีนาคม 2561 จำนวนเงิน 418,761.25 บาท เมื่อหักเงินที่เรียกเก็บตามเช็คแล้ว โรงพยาบาล ป. คงค้างค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ 438,429.35 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ หรือไม่ เห็นว่า หนังสือสำนักงานประกันสังคม ที่ รง 0609/ว 907 เรื่อง แนวปฏิบัติกรณีสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ส่งผู้ประกันตนไปรักษาต่อ ลงวันที่ 13 กันยายน 2548 ข้อ 2 ระบุว่า กรณีสถานพยาบาลตามบัตรรับรองสิทธิฯ ไม่สามารถให้การรักษาพยาบาลแก่ผู้ประกันตนได้ หรือมีความจำเป็นต้องส่งผู้ประกันตนไปตรวจพิเศษ สถานพยาบาลจะต้องส่งผู้ประกันตนไปรักษาต่อ ณ สถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่าโดยดำเนินการตามขั้นตอน คือ ออกหนังสือส่งตัวผู้ประกันตนไปรักษาต่ออย่างชัดเจนโดยไม่มีเงื่อนไข และรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นให้แก่สถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่าต่อไปด้วย ดังนี้ การที่โรงพยาบาล ป. ส่งผู้ประกันตนซึ่งเป็นผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล ว. ซึ่งเป็นสถานพยาบาลที่มีศักยภาพสูงกว่า โดยออกหนังสือส่งตัวอันเป็นการรับรองว่าโรงพยาบาล ป.จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายนั้นเป็นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในหนังสือสำนักงานประกันสังคมดังกล่าว การที่โรงพยาบาล ป. ออกหนังสือส่งตัวอันเป็นการรับรองดังกล่าวจึงเป็นการยอมผูกพันตนเข้าชำระหนี้ค่ารักษาพยาบาลของผู้ประกันตนซึ่งเป็นผู้ป่วยสิทธิประกันสังคมซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นให้แก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นสัญญาประเภทหนึ่งซึ่งคู่สัญญาทำด้วยความสมัครใจ ย่อมสมบูรณ์ใช้บังคับได้ และไม่มีกฎหมายบัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 มิใช่กรณีเจ้าของสถานพยาบาลฟ้องเรียกเอาค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอย่างอื่น รวมทั้งเงินที่ได้ออกทดรองไป ซึ่งมีอายุความ 2 ปี ตามมาตรา 193/34 (11) เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโรงพยาบาล ป. มียอดค้างชำระค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์รวม 18 ยอด ซึ่งโจทก์ทวงถามแล้วไม่ได้รับชำระหนี้ โจทก์จึงอาจใช้สิทธิเรียกร้องหนี้แต่ละยอดได้ตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2556 ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2559 เมื่อเริ่มนับแต่เวลาที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องในหนี้ดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2563 ยังไม่เกิน 10 ปี คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า บริษัท ท. ซึ่งเป็นเจ้าของโรงพยาบาล ป. ได้โอนกิจการซึ่งรวมถึงทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัททั้งหมดให้แก่จำเลยเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 โดยขณะนั้นโรงพยาบาล ป.ค้างชำระค่ารักษาพยาบาลแก่โจทก์ และจากการหักชำระหนี้ครั้งหลังสุดยังคงมีหนี้ค้างชำระ 438,429.35 บาท ดังนี้ เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานว่าหนี้สินดังกล่าวอยู่นอกเหนือสัญญาโอนกิจการ และไม่ว่าบริษัท ท. จะอยู่ระหว่างชำระบัญชีดังที่จำเลยฎีกาก็ตาม จำเลยก็ต้องผูกพันรับผิดชำระหนี้จำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ตามสัญญาโอนกิจการดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




