
| ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดแม้หนี้ลูกหนี้ขาดอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักการสละสิทธิและข้อตกลงค้ำประกันไว้อย่างไร
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาข้อกฎหมายสำคัญเรื่องความรับผิดของผู้ค้ำประกันในกรณีที่หนี้ของลูกหนี้ขาดอายุความ รวมถึงการตีความข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันว่าผู้ค้ำประกันสามารถตกลงรับผิดแม้ลูกหนี้จะเสียชีวิตและเจ้าหนี้ไม่ฟ้องภายในกำหนดเวลาได้หรือไม่ คดีนี้ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างบทบัญญัติเรื่องค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 กับหลักอายุความตามมาตรา 193/11 และมาตรา 193/24 โดยวินิจฉัยว่าบทบัญญัติมาตรา 698 มิใช่บทบังคับเด็ดขาดที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ และผู้ค้ำประกันอาจยอมผูกพันตนให้รับผิดในหนี้ที่ลูกหนี้ขาดอายุความแล้วได้ หากไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน อีกทั้งยังวางแนวตีความว่า การที่ผู้ค้ำประกันตกลงไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ มิได้หมายความว่าผู้ค้ำประกันสละประโยชน์แห่งอายุความของตนเองไว้ล่วงหน้า คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกัน การตีความสัญญาค้ำประกัน และหลักกฎหมายเรื่องอายุความในทางแพ่งอย่างมีนัยสำคัญต่อการทำสัญญาและการดำเนินคดีเกี่ยวกับหนี้ค้ำประกันในทางปฏิบัติ สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2533 นายดาบตำรวจเริงศักดิ์ หัตถสาร ได้กู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 30,000 บาท โดยตกลงชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15.5 ต่อปี และผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 1,065 บาท เริ่มชำระงวดแรกในเดือนพฤศจิกายน 2533 และกำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2536 ทั้งตกลงว่า หากผิดนัดชำระหนี้ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดและมีสิทธิเรียกชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันที ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันให้แก่โจทก์ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับผู้กู้ ต่อมาผู้กู้ชำระหนี้ไม่ถูกต้อง โดยชำระดอกเบี้ยเพียงถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2538 หลังจากนั้นไม่ชำระอีกเลย คงค้างต้นเงินจำนวน 7,590.42 บาท และดอกเบี้ยจำนวน 6,378.03 บาท รวมเป็นเงิน 13,968.45 บาท ต่อมาเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2537 ผู้กู้ถึงแก่ความตาย แต่โจทก์อ้างว่าเพิ่งทราบการตายเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2543 จึงฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายในฐานะทายาท และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกัน ให้ร่วมกันรับผิดชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า โจทก์ทราบเรื่องการตายของผู้กู้มาตั้งแต่ปี 2538 แล้ว เพราะโจทก์เคยติดตามทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ และจำเลยที่ 2 ได้แจ้งเรื่องการเสียชีวิตให้โจทก์ทราบ อีกทั้งโจทก์ยังเคยมีหนังสือทวงถามไปยังทายาทของผู้ตายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2538 จึงเห็นได้ว่าโจทก์ฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงการตายของลูกหนี้ ฟ้องจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะทายาทไม่ต้องรับผิด แต่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 13,968.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปีของต้นเงิน 7,590.42 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า ข้อความในสัญญาค้ำประกันที่ระบุว่า “ถ้าผู้กู้ตายเกินกว่า 1 ปี ผู้ค้ำประกันยอมชำระหนี้แทนจนครบถ้วน” มีผลใช้บังคับตามกฎหมายหรือไม่ จำเลยที่ 2 เห็นว่า เมื่อหนี้ของลูกหนี้ขาดอายุความแล้ว ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดตามมาตรา 698 และข้อตกลงดังกล่าวเป็นการขยายอายุความหรือสละประโยชน์แห่งอายุความล่วงหน้า อันขัดต่อมาตรา 193/11 และมาตรา 193/24 แต่ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย โดยวินิจฉัยว่า มาตรา 698 มิใช่บทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นกฎหมายบังคับเด็ดขาดจนคู่สัญญาจะตกลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะเมื่อพิจารณาประกอบกับมาตรา 681 แล้ว จะเห็นว่ากฎหมายยอมรับให้มีการค้ำประกันหนี้บางประเภทได้ แม้ลูกหนี้อาจไม่ต้องรับผิดก็ตาม หากผู้ค้ำประกันรู้อยู่แล้วถึงเหตุแห่งความไม่สมบูรณ์ของหนี้นั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่า การที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนให้รับผิดในหนี้ที่ลูกหนี้ขาดอายุความแล้ว สามารถกระทำได้ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่ถือเป็นการงดใช้หรือขยายอายุความตามมาตรา 193/11 อีกทั้งศาลฎีกายังตีความว่า ข้อตกลงดังกล่าวมีความหมายเพียงว่า ผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้เท่านั้น มิใช่การสละสิทธิยกอายุความของผู้ค้ำประกันเอง จึงไม่ถือเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความไว้ล่วงหน้าตามมาตรา 193/24 ดังนั้น ข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย และจำเลยที่ 2 ต้องรับผิดชำระหนี้แก่โจทก์ วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับมาตรา 698 มาตรา 698 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักทั่วไปว่า เมื่อหนี้ประธานของลูกหนี้ระงับลง ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดด้วย เพราะความรับผิดของผู้ค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ซึ่งขึ้นอยู่กับหนี้ประธาน อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาในคดีนี้วางหลักสำคัญว่า แม้มาตรา 698 จะเป็นหลักทั่วไป แต่ไม่ใช่บทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นกฎหมายบังคับเด็ดขาดเสมอไป หากผู้ค้ำประกันสมัครใจรับภาระความรับผิดบางประการเพิ่มเติมโดยชัดแจ้ง และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลใช้บังคับได้ หลักการนี้สะท้อนแนวคิดเรื่องเสรีภาพในการทำนิติกรรมและการเคารพเจตนาของคู่สัญญา โดยเฉพาะในสัญญาค้ำประกันซึ่งผู้ค้ำประกันยอมเข้ารับภาระความเสี่ยงแทนลูกหนี้โดยสมัครใจ ทั้งยังแสดงให้เห็นว่า อายุความมิได้ทำให้หนี้สูญสิ้นไปโดยเด็ดขาด แต่เป็นเพียงเหตุให้ลูกหนี้มีสิทธิปฏิเสธการชำระหนี้ได้ หากไม่ยกอายุความขึ้นต่อสู้ หนี้ก็ยังมีอยู่ในทางธรรมชาติ และสามารถชำระได้โดยสมัครใจ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 193/11 และมาตรา 193/24 ศาลฎีกาแยกให้ชัดเจนระหว่าง “การขยายอายุความ” กับ “การตกลงไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้” มาตรา 193/11 ห้ามมิให้คู่กรณีตกลงงดใช้หรือขยายอายุความล่วงหน้า เพราะอายุความเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยในระดับหนึ่ง แต่ในคดีนี้ศาลเห็นว่า ข้อตกลงของผู้ค้ำประกันไม่ได้ทำให้อายุความยืดออกไป เพียงแต่ผู้ค้ำประกันยอมรับภาระของตนแม้ลูกหนี้จะยกอายุความได้ จึงไม่ใช่การขยายอายุความ ส่วนมาตรา 193/24 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการสละประโยชน์แห่งอายุความ ซึ่งโดยหลักจะต้องเกิดขึ้นภายหลังอายุความครบกำหนดแล้ว ไม่อาจสละไว้ล่วงหน้าได้ แต่ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อความในสัญญาค้ำประกันของคดีนี้ มิใช่การสละสิทธิยกอายุความของผู้ค้ำประกันเอง หากเป็นเพียงการตกลงไม่หยิบยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้แทนลูกหนี้ จึงไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 193/24 วิเคราะห์เจตนารมณ์ของมาตรากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ค้ำประกันในฐานะบุคคลที่เข้ามารับผิดเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ มิใช่ลูกหนี้ตัวจริง จึงกำหนดหลักว่าเมื่อหนี้ประธานระงับ ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดด้วย เพราะหนี้ค้ำประกันมีลักษณะเป็นหนี้อุปกรณ์ที่ต้องอาศัยหนี้ประธานเป็นพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีเจตนาจะห้ามผู้ค้ำประกันตกลงรับผิดเพิ่มเติมด้วยความสมัครใจ หากข้อตกลงนั้นไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ส่วนมาตรา 193/11 มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้คู่กรณีตกลงขยายอายุความออกไปอย่างไม่สิ้นสุดหรือกำหนดเงื่อนไขที่กระทบต่อระบบอายุความของกฎหมาย เพราะอายุความเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความแน่นอนแห่งสิทธิและป้องกันการฟ้องร้องที่ล่าช้าเกินสมควร แต่ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อตกลงของผู้ค้ำประกันมิได้ทำให้อายุความยืดออกไป เพียงแต่เป็นการรับภาระหนี้ไว้โดยสมัครใจ จึงไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตรา 193/11 สำหรับมาตรา 193/24 มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองลูกหนี้หรือผู้มีสิทธิยกอายุความมิให้ถูกบังคับให้สละสิทธิล่วงหน้าก่อนอายุความครบกำหนด เพราะอาจเสียเปรียบในการทำสัญญาได้ง่าย กฎหมายจึงกำหนดว่าการสละประโยชน์แห่งอายุความจะทำได้ต่อเมื่ออายุความครบกำหนดแล้วเท่านั้น แต่ศาลฎีกาในคดีนี้ตีความอย่างเคร่งครัดว่า ผู้ค้ำประกันเพียงตกลงไม่ใช้อายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ มิใช่สละสิทธิยกอายุความของตนเอง จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อห้ามของมาตรา 193/24 วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาในคดีนี้สะท้อนหลักสำคัญของศาลฎีกาไทยเกี่ยวกับการตีความสัญญาค้ำประกันว่า ศาลจะพิจารณาตามเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา มิใช่พิจารณาเพียงถ้อยคำตามตัวอักษรเท่านั้น หากข้อความในสัญญาแสดงให้เห็นว่าผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดเพิ่มเติมโดยสมัครใจ และไม่กระทบต่อหลักความสงบเรียบร้อย ศาลย่อมรับรองให้มีผลใช้บังคับได้ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับหลักทั่วไปในกฎหมายแพ่งที่ให้ความสำคัญกับเสรีภาพในการทำนิติกรรมและหลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งสัญญา โดยถือว่าคู่สัญญาย่อมผูกพันตามข้อตกลงที่ตนได้แสดงเจตนาไว้โดยสุจริต นอกจากนี้ คำพิพากษานี้ยังแสดงให้เห็นแนววินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับอายุความว่า อายุความมิได้ทำให้หนี้สูญสิ้นไปโดยเด็ดขาด แต่เป็นเพียงสิทธิในการปฏิเสธการบังคับชำระหนี้ หากบุคคลผู้มีสิทธิไม่ยกอายุความขึ้นต่อสู้ หรือยินยอมรับผิดต่อไปโดยสมัครใจ หนี้นั้นก็ยังสามารถบังคับกันได้ในทางนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี อีกทั้งศาลฎีกายังแยกความแตกต่างระหว่าง “การขยายอายุความ” กับ “การยอมรับภาระหนี้” อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นหลักสำคัญในทางปฏิบัติเกี่ยวกับการตีความสัญญาค้ำประกันและสัญญารับสภาพหนี้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระเงินจำนวน 13,968.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,590.42 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยเห็นว่าข้อตกลงในสัญญาค้ำประกันมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทของผู้กู้ไม่ต้องรับผิด จึงพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 2. ศาลอุทธรณ์ ไม่มีการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ เนื่องจากจำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 698 มิใช่บทบังคับเด็ดขาดที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ผู้ค้ำประกันอาจยอมผูกพันตนให้รับผิดในหนี้ที่ลูกหนี้ขาดอายุความแล้วได้ โดยไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและไม่เป็นการขยายอายุความตามมาตรา 193/11 อีกทั้งข้อตกลงดังกล่าวมิใช่การสละประโยชน์แห่งอายุความของผู้ค้ำประกันไว้ล่วงหน้าตามมาตรา 193/24 จึงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า ความรับผิดของผู้ค้ำประกันแม้จะเป็นหนี้อุปกรณ์ที่ขึ้นอยู่กับหนี้ประธาน แต่กฎหมายมิได้ปิดกั้นไม่ให้ผู้ค้ำประกันตกลงรับผิดเพิ่มเติมโดยสมัครใจ หากข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การตีความสัญญาค้ำประกันจึงต้องพิจารณาเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาเป็นสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ค้ำประกันรับทราบถึงความเสี่ยงหรือข้อจำกัดทางกฎหมายของหนี้อยู่แล้ว แต่ยังยินยอมเข้ารับผิดแทนลูกหนี้ต่อไป นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักกฎหมายเรื่องอายุความว่า อายุความเป็นเพียงสิทธิในการปฏิเสธการบังคับชำระหนี้ มิได้ทำให้หนี้สูญสิ้นไปโดยเด็ดขาด บุคคลผู้มีสิทธิจึงอาจเลือกไม่ยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้ หากเป็นการแสดงเจตนาโดยสมัครใจและไม่ต้องห้ามตามกฎหมาย อีกประการหนึ่ง คดีนี้ยังเป็นแนวสำคัญในการแยกความแตกต่างระหว่างการขยายอายุความซึ่งกฎหมายห้าม กับการรับภาระหนี้เพิ่มเติมซึ่งกฎหมายอนุญาต เพราะแม้ผลในทางปฏิบัติจะทำให้เจ้าหนี้ยังสามารถเรียกร้องได้ แต่ในทางกฎหมายถือเป็นคนละกรณีกันโดยสิ้นเชิง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า ผู้ค้ำประกันสามารถตกลงรับผิดในหนี้ที่ลูกหนี้ขาดอายุความแล้วได้หรือไม่ และข้อตกลงดังกล่าวจะถือเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความล่วงหน้าหรือเป็นการขยายอายุความอันต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ค้ำประกันสามารถตกลงรับผิดในหนี้ดังกล่าวได้ หากไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และไม่ถือเป็นการขยายอายุความตามกฎหมาย สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ผู้ค้ำประกันรับผิดแม้หนี้ลูกหนี้ขาดอายุความ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 698 มิใช่บทบัญญัติบังคับเด็ดขาด ผู้ค้ำประกันจึงอาจตกลงยอมรับผิดในหนี้ที่ลูกหนี้ขาดอายุความแล้วได้ หากเป็นการแสดงเจตนาโดยสมัครใจและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน 2. การไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ ไม่ใช่การสละอายุความของผู้ค้ำประกัน ศาลฎีกาแยกให้ชัดว่า การที่ผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ใช้อายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ มิได้หมายความว่าผู้ค้ำประกันสละสิทธิยกอายุความของตนเองไว้ล่วงหน้า จึงไม่ต้องห้ามตามมาตรา 193/24 3. อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 มาตรา 150 เป็นบทบัญญัติสำคัญเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน โดยกำหนดว่านิติกรรมใดมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี นิติกรรมนั้นย่อมตกเป็นโมฆะ หลักการสำคัญของมาตรานี้คือ การควบคุมเสรีภาพในการทำนิติกรรมของเอกชนมิให้กระทบต่อผลประโยชน์สาธารณะ แม้กฎหมายแพ่งจะรับรองเสรีภาพในการแสดงเจตนา แต่เสรีภาพดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดี ในคดีนี้ ศาลฎีกานำหลักของมาตรา 150 มาใช้พิจารณาโดยอ้อมว่า การที่ผู้ค้ำประกันตกลงรับผิดในหนี้ที่ลูกหนี้ขาดอายุความแล้ว มิใช่ข้อตกลงที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะเป็นการยอมรับภาระหนี้โดยสมัครใจ มิใช่การเอาเปรียบหรือฝ่าฝืนหลักกฎหมายอันเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ จึงไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 หลักดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกข้อตกลงที่แตกต่างจากบทบัญญัติทั่วไปของกฎหมายจะเป็นโมฆะทันที หากกฎหมายนั้นมิใช่บทบังคับเด็ดขาด และข้อตกลงไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย คู่สัญญาย่อมสามารถตกลงแตกต่างได้ตามหลักเสรีภาพในการทำนิติกรรม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/11 มาตรา 193/11 บัญญัติห้ามมิให้คู่กรณีตกลงงดใช้หรือขยายอายุความก่อนอายุความครบกำหนด เพราะอายุความเป็นระบบกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความแน่นอนแห่งสิทธิและป้องกันมิให้เกิดการฟ้องร้องที่ล่าช้าเกินสมควร เจตนารมณ์สำคัญของมาตรานี้คือ การป้องกันมิให้เจ้าหนี้ใช้อำนาจต่อรองบังคับลูกหนี้ให้ยอมขยายอายุความออกไปล่วงหน้า ซึ่งอาจทำให้ลูกหนี้เสียเปรียบเกินสมควร และกระทบต่อเสถียรภาพของระบบกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาในคดีนี้วินิจฉัยว่า ข้อตกลงของผู้ค้ำประกันมิใช่การขยายอายุความ แต่เป็นเพียงการที่ผู้ค้ำประกันยอมรับผิดในหนี้ต่อไป แม้ลูกหนี้จะมีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้แล้วก็ตาม จึงไม่เข้าลักษณะเป็นการงดใช้หรือขยายอายุความตามมาตรา 193/11 หลักวินิจฉัยนี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติ เพราะแสดงให้เห็นว่าศาลแยกความแตกต่างระหว่าง “การเปลี่ยนแปลงกำหนดอายุความ” กับ “การรับภาระหนี้เพิ่มเติม” ออกจากกันอย่างชัดเจน แม้ผลในทางปฏิบัติจะทำให้เจ้าหนี้ยังสามารถเรียกร้องชำระหนี้ได้ แต่ในทางกฎหมายถือเป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 มาตรา 193/24 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการสละประโยชน์แห่งอายุความ โดยกำหนดหลักว่า บุคคลจะสละประโยชน์แห่งอายุความล่วงหน้าก่อนที่อายุความจะครบกำหนดไม่ได้ แต่เมื่ออายุความครบกำหนดแล้ว บุคคลผู้มีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้อาจสละสิทธินั้นได้ เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองลูกหนี้หรือผู้มีสิทธิยกอายุความมิให้ถูกบังคับให้สละสิทธิไว้ตั้งแต่ต้นสัญญา เพราะในทางปฏิบัติลูกหนี้มักอยู่ในฐานะเสียเปรียบและอาจถูกเจ้าหนี้กำหนดเงื่อนไขให้ยอมเสียสิทธิสำคัญของตนไว้ล่วงหน้า ในคดีนี้ ศาลฎีกาได้ตีความอย่างสำคัญว่า ข้อตกลงที่ผู้ค้ำประกันระบุว่า หากลูกหนี้ตายเกิน 1 ปี ผู้ค้ำประกันจะชำระหนี้แทนจนครบถ้วน มิใช่การสละประโยชน์แห่งอายุความของผู้ค้ำประกันเอง แต่เป็นเพียงการตกลงว่าจะไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้เท่านั้น หลักวินิจฉัยดังกล่าวมีความสำคัญมาก เพราะศาลฎีกาแยกความแตกต่างระหว่าง “อายุความของลูกหนี้” กับ “สิทธิยกอายุความของผู้ค้ำประกัน” ออกจากกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ แม้ผู้ค้ำประกันจะไม่อ้างอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ค้ำประกันสละสิทธิของตนเองตามมาตรา 193/24 เสมอไป ดังนั้น ข้อตกลงในคดีนี้จึงไม่เป็นโมฆะและยังคงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 มาตรา 698 เป็นบทบัญญัติสำคัญในเรื่องค้ำประกัน โดยกำหนดหลักทั่วไปว่า เมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไป ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดด้วย เพราะความรับผิดของผู้ค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ที่ขึ้นอยู่กับหนี้ประธาน หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ค้ำประกันมิให้ต้องรับผิดเกินกว่าหนี้ของลูกหนี้ และเพื่อรักษาหลักความสัมพันธ์ระหว่างหนี้ประธานกับหนี้อุปกรณ์ อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาในคดีนี้วินิจฉัยว่า มาตรา 698 มิใช่บทบัญญัติบังคับเด็ดขาดที่คู่สัญญาจะตกลงแตกต่างไม่ได้ เพราะเมื่อพิจารณาร่วมกับมาตรา 681 แล้ว จะเห็นได้ว่ากฎหมายยังยอมรับให้มีการค้ำประกันหนี้บางประเภทได้ แม้ลูกหนี้จะไม่ต้องรับผิดโดยสมบูรณ์ หากผู้ค้ำประกันรู้ถึงเหตุแห่งความไม่สมบูรณ์นั้นอยู่แล้ว ศาลฎีกาจึงวางหลักว่า ผู้ค้ำประกันอาจยอมผูกพันตนให้รับผิดในหนี้ที่ลูกหนี้ขาดอายุความแล้วได้ หากเป็นการกระทำโดยสมัครใจและไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หลักกฎหมายนี้มีผลสำคัญในทางปฏิบัติ เพราะแสดงให้เห็นว่า ความรับผิดของผู้ค้ำประกันมิได้ขึ้นอยู่กับหนี้ประธานอย่างเคร่งครัดในทุกกรณี หากผู้ค้ำประกันได้แสดงเจตนายอมรับภาระไว้โดยชัดแจ้ง ศาลอาจรับรองให้ข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ผู้ค้ำประกันต้องรับผิดแม้ลูกหนี้ขาดอายุความแล้วจริงหรือไม่ คำตอบ โดยหลักทั่วไป เมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับลง ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 เพราะความรับผิดของผู้ค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ที่ขึ้นอยู่กับหนี้ประธาน อย่างไรก็ตาม หากผู้ค้ำประกันได้ทำข้อตกลงยอมรับผิดเพิ่มเติมไว้โดยชัดแจ้งและสมัครใจ ศาลอาจรับรองให้ข้อตกลงดังกล่าวมีผลใช้บังคับได้ แม้ลูกหนี้จะมีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้แล้วก็ตาม คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อความในสัญญาค้ำประกันที่ระบุว่า หากผู้กู้ตายเกิน 1 ปี ผู้ค้ำประกันยอมชำระหนี้แทนจนกว่าจะครบถ้วน ถือเป็นการที่ผู้ค้ำประกันยอมรับภาระไว้โดยสมัครใจ มิใช่ข้อตกลงที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย ผู้ค้ำประกันจึงยังต้องรับผิดแม้ลูกหนี้จะขาดอายุความแล้วก็ตาม 2 คำถาม การไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ ถือเป็นการสละสิทธิของผู้ค้ำประกันหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกความแตกต่างระหว่าง “การไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้” กับ “การสละสิทธิยกอายุความของผู้ค้ำประกันเอง” ออกจากกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ หากผู้ค้ำประกันเพียงตกลงว่าจะไม่อ้างสิทธิของลูกหนี้เรื่องอายุความขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ ย่อมยังไม่ถือว่าเป็นการสละสิทธิของผู้ค้ำประกันเองตามมาตรา 193/24 เพราะการสละประโยชน์แห่งอายุความตามกฎหมายจะต้องเป็นกรณีที่บุคคลผู้มีสิทธิยกอายุความของตนเองยอมสละสิทธินั้นโดยตรง อีกทั้งกฎหมายยังห้ามมิให้สละสิทธิไว้ล่วงหน้าก่อนอายุความครบกำหนดด้วย คดีนี้ศาลจึงเห็นว่า ข้อความในสัญญาค้ำประกันมิใช่การสละประโยชน์แห่งอายุความของผู้ค้ำประกัน แต่เป็นเพียงการตกลงไม่ใช้อายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้แทนลูกหนี้เท่านั้น จึงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย 3 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่ามาตรา 698 ไม่ใช่บทบังคับเด็ดขาด คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาว่า แม้มาตรา 698 จะกำหนดหลักทั่วไปว่าผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดเมื่อหนี้ประธานระงับลง แต่เมื่อพิจารณาร่วมกับมาตรา 681 แล้ว จะเห็นได้ว่ากฎหมายยังยอมรับให้มีการค้ำประกันหนี้บางประเภทได้ แม้ลูกหนี้จะไม่ต้องรับผิดโดยสมบูรณ์ หากผู้ค้ำประกันรู้ถึงเหตุแห่งความไม่สมบูรณ์ของหนี้นั้นอยู่แล้ว ศาลจึงเห็นว่า มาตรา 698 มิใช่บทบัญญัติที่ห้ามคู่สัญญาตกลงแตกต่างโดยเด็ดขาด หากผู้ค้ำประกันสมัครใจรับภาระเพิ่มเติมและข้อตกลงนั้นไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี ก็อาจมีผลใช้บังคับได้ หลักดังกล่าวสะท้อนแนวคิดเรื่องเสรีภาพในการทำนิติกรรมและหลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งสัญญา ซึ่งกฎหมายแพ่งไทยให้ความสำคัญอย่างมากในการคุ้มครองเจตนาของคู่สัญญา 4 คำถาม ข้อตกลงให้ผู้ค้ำประกันรับผิดแม้หนี้ขาดอายุความ ถือเป็นการขยายอายุความหรือไม่ คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อตกลงดังกล่าวไม่ถือเป็นการขยายอายุความตามมาตรา 193/11 เพราะอายุความของลูกหนี้ยังคงครบกำหนดตามเดิม มิได้มีการเลื่อนหรือขยายระยะเวลาออกไปแต่อย่างใด เพียงแต่ผู้ค้ำประกันยินยอมรับผิดในหนี้นั้นต่อไปด้วยความสมัครใจเท่านั้น หลักสำคัญของมาตรา 193/11 คือการห้ามคู่กรณีตกลงยืดระยะเวลาอายุความล่วงหน้า ซึ่งอาจกระทบต่อความแน่นอนของระบบกฎหมาย แต่ในคดีนี้ศาลเห็นว่าเป็นเพียงการรับภาระหนี้เพิ่มเติม มิใช่การแก้ไขกำหนดอายุความของหนี้ประธาน จึงไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย หลักวินิจฉัยดังกล่าวมีความสำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะช่วยแยกความแตกต่างระหว่าง “การขยายอายุความ” กับ “การยอมรับผิดในหนี้” ออกจากกันอย่างชัดเจน 5 คำถาม หากลูกหนี้เสียชีวิต เจ้าหนี้ต้องฟ้องทายาทภายในกำหนดเวลาใด คำตอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม เจ้าหนี้ของเจ้ามรดกจะต้องฟ้องเรียกร้องหนี้จากทายาทภายในกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่เจ้าหนี้รู้หรือควรรู้ถึงการตายของลูกหนี้ มิฉะนั้นสิทธิเรียกร้องต่อทายาทอาจขาดอายุความได้ ในคดีนี้จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าโจทก์ทราบเรื่องการตายของลูกหนี้มาตั้งแต่ปี 2538 เพราะเคยมีการติดตามทวงถามและมีหนังสือทวงถามถึงทายาทแล้ว แต่โจทก์เพิ่งนำคดีมาฟ้องภายหลังเกินกว่า 1 ปี อย่างไรก็ตาม ศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทอยู่แล้ว จึงเหลือประเด็นสำคัญเฉพาะความรับผิดของผู้ค้ำประกันเท่านั้น คดีนี้จึงแสดงให้เห็นว่าความรับผิดของทายาทกับความรับผิดของผู้ค้ำประกันอาจแยกออกจากกันได้ แม้เจ้าหนี้จะหมดสิทธิเรียกร้องจากทายาท แต่ยังอาจเรียกร้องจากผู้ค้ำประกันได้ในบางกรณี 6 คำถาม ผู้ค้ำประกันสามารถต่อสู้คดีโดยยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นอ้างได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักทั่วไป ผู้ค้ำประกันอาจยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้ เพราะความรับผิดของผู้ค้ำประกันเป็นหนี้อุปกรณ์ที่สัมพันธ์กับหนี้ประธาน แต่หากผู้ค้ำประกันได้ตกลงไว้โดยชัดแจ้งว่าจะไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ ข้อตกลงดังกล่าวอาจมีผลผูกพันได้ หากไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ค้ำประกันได้ยอมรับไว้ในสัญญาว่า หากผู้กู้ตายเกินกว่า 1 ปี จะยอมชำระหนี้แทนจนครบถ้วน จึงถือได้ว่าผู้ค้ำประกันตกลงไม่ใช้อายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ อย่างไรก็ตาม ศาลยังแยกให้ชัดว่า มิได้หมายความว่าผู้ค้ำประกันสละสิทธิยกอายุความของตนเองไว้ล่วงหน้า จึงไม่ขัดต่อมาตรา 193/24 และยังคงมีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย 7 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงให้ความสำคัญกับเจตนาของคู่สัญญาในคดีนี้ คำตอบ กฎหมายแพ่งไทยให้ความสำคัญกับหลักเสรีภาพในการทำนิติกรรมและหลักความศักดิ์สิทธิ์แห่งสัญญา กล่าวคือ เมื่อคู่สัญญาแสดงเจตนาโดยสุจริตและไม่ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี ย่อมต้องผูกพันตามข้อตกลงนั้น คดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาว่า ผู้ค้ำประกันได้แสดงเจตนาไว้อย่างชัดเจนในสัญญาว่า แม้ผู้กู้ตายเกินกว่า 1 ปี ก็ยังยอมชำระหนี้แทนจนกว่าจะครบถ้วน ศาลจึงเห็นว่าเป็นการรับภาระหนี้โดยสมัครใจ มิใช่ข้อตกลงที่เกิดจากการบังคับหรือขัดต่อกฎหมาย หลักวินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่า ในการตีความสัญญาค้ำประกัน ศาลจะพิจารณาเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาประกอบกับหลักความสุจริตและความสมเหตุสมผลของข้อตกลงเป็นสำคัญ 8 คำถาม คดีนี้มีความสำคัญต่อแนวปฏิบัติเกี่ยวกับสัญญาค้ำประกันอย่างไร คำตอบ คดีนี้ถือเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกัน เพราะศาลฎีกาวางหลักว่า ผู้ค้ำประกันอาจรับผิดได้แม้ลูกหนี้จะมีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้แล้ว หากผู้ค้ำประกันยอมรับภาระดังกล่าวไว้โดยสมัครใจและข้อตกลงไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน หลักการนี้ส่งผลโดยตรงต่อการร่างสัญญาค้ำประกันในทางธุรกิจและสถาบันการเงิน เพราะเจ้าหนี้มักกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมเพื่อคุ้มครองสิทธิของตน ขณะเดียวกันผู้ค้ำประกันก็ควรตรวจสอบข้อความในสัญญาอย่างละเอียดก่อนลงนาม เนื่องจากการแสดงเจตนาเพียงบางข้อความอาจทำให้ต้องรับผิดมากกว่าที่เข้าใจ นอกจากนี้ คดียังเป็นแนวสำคัญในการตีความความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายเรื่องค้ำประกันกับกฎหมายเรื่องอายุความในระบบกฎหมายแพ่งไทย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9467/2544 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 มิใช่เป็นบทบังคับเด็ดขาดเปลี่ยนแปลงไม่ได้เสียเลย การที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนให้รับผิดในหนี้ที่ขาดอายุความเรียกร้องจากลูกหนี้แล้วจึงอาจกระทำได้ ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และมิใช่เป็นการงดใช้หรือขยายอายุความตามมาตรา 193/11 การที่จำเลยที่ 2ทำสัญญาค้ำประกันตกลงกับโจทก์ว่า ถ้าผู้กู้ตายเกิน 1 ปี ผู้ค้ำประกันยอมชำระหนี้แทนจนครบถ้วน ซึ่งมีความหมายว่าเป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ มิใช่เป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ยกอายุความของผู้ค้ำประกันเองขึ้นเป็นข้อต่อสู้ อันจะถือได้ว่าผู้ค้ำประกันสละประโยชน์แห่งอายุความของผู้ค้ำประกันไว้ก่อนตามมาตรา 193/24 จึงมีผลบังคับกันได้ตามกฎหมาย โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2533 นายดาบตำรวจเริงศักดิ์หัตถสาร กู้ยืมเงินโจทก์ จำนวน 30,000 บาท ตกลงชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ15.5 ต่อปี โดยผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 1,065 บาท เริ่มงวดแรกเดือนพฤศจิกายน 2533 กำหนดชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2536 หากผิดนัดยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดและยอมให้ฟ้องเรียกหนี้ทั้งหมดคืนได้ทันทีเพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ในวันเดียวกันจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันไว้แก่โจทก์ โดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับนายดาบตำรวจเริงศักดิ์ ภายหลังทำสัญญานายดาบตำรวจเริงศักดิ์ชำระหนี้ไม่ถูกต้องโดยชำระดอกเบี้ยเพียงถึงวันที่ 30 สิงหาคม 2538หลังจากนั้นมิได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์อีกเลย คิดถึงวันฟ้องนายดาบตำรวจเริงศักดิ์ค้างชำระต้นเงินโจทก์อยู่จำนวน 7,590.42 บาท ดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวน6,378.03 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 13,968.45 บาท เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม2537 นายดาบตำรวจเริงศักดิ์ถึงแก่ความตาย แต่โจทก์เพิ่งทราบถึงการตายเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2543 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายในฐานะทายาทโดยธรรมกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันต้องร่วมกันรับผิดชำระให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 13,968.45บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,590.42 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ได้ทราบเรื่องการตายของนายดาบตำรวจเริงศักดิ์นานแล้วตั้งแต่ปี 2538 เนื่องจากโจทก์เคยติดตามทวงถามให้จำเลยที่ 2ชำระหนี้ จำเลยที่ 2 ได้แจ้งให้โจทก์ทราบแล้ว ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือทวงถามมายังทายาทของนายดาบตำรวจเริงศักดิ์เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2538 โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยทั้งสองเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่โจทก์รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของนายดาบตำรวจเริงศักดิ์ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคสาม ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 13,968.45 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 7,590.42 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เพียงประเด็นเดียวว่า สัญญาค้ำประกันที่มีข้อความว่าถ้าผู้กู้ตายเกินกว่า 1 ปี ผู้ค้ำประกันก็ยอมชำระหนี้แทนจนครบถ้วนนั้นมีผลใช้บังคับหรือไม่ เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 698 จะบัญญัติให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดในขณะเมื่อหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไปไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความในมาตรา 681 ประกอบด้วยแล้วจะเห็นได้ว่าแม้หนี้ซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดเพราะทำด้วยความสำคัญผิดหรือเป็นผู้ไร้ความสามารถก็อาจมีการค้ำประกันอย่างสมบูรณ์ได้หากผู้ค้ำประกันรู้ถึงเหตุสำคัญผิดหรือไร้ความสามารถนั้น กรณีจึงถือไม่ได้ว่า บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 698 เป็นบทบังคับเด็ดขาดเปลี่ยนแปลงไม่ได้เสียเลย และเห็นว่าในกรณีที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนให้รับผิดในหนี้ที่ขาดอายุความเรียกร้องจากลูกหนี้แล้วจึงอาจกระทำได้ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนและมิใช่เป็นการงดใช้หรือขยายอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/11 แต่อย่างใดดังนั้น การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันตกลงกับโจทก์ว่า ถ้าผู้กู้ตายเกิน 1 ปี ผู้ค้ำประกันยอมชำระหนี้แทนจนครบถ้วนซึ่งมีความหมายว่าเป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ยกอายุความของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้ หาใช่เป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันตกลงจะไม่ยกอายุความของผู้ค้ำประกันเองขึ้นเป็นข้อต่อสู้ อันจะถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ค้ำประกันสละประโยชน์แห่งอายุความของผู้ค้ำประกันไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 แต่อย่างใดไม่ ข้อตกลงตามสัญญาค้ำประกันดังกล่าวจึงมีผลบังคับกันได้ตามกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นชอบแล้วอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน
|




.jpg)