
| ลูกหนี้บัตรเครดิตชำระหนี้หลังขาดอายุความ ยังยกอายุความต่อสู้ได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องสละประโยชน์แห่งอายุความไว้อย่างไร
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาข้อกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับอายุความของหนี้จากการใช้บัตรเครดิต การเริ่มนับอายุความ การสละประโยชน์แห่งอายุความ และผลทางกฎหมายของการผ่อนชำระหนี้ภายหลังที่อายุความครบกำหนดแล้ว โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้จากการใช้บัตรเครดิตเป็นกรณีที่ธนาคารออกเงินทดรองให้แก่ผู้ถือบัตรก่อนแล้วจึงมาเรียกเก็บเงินภายหลัง จึงเป็นสิทธิเรียกร้องที่มีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 อย่างไรก็ตาม แม้อายุความจะครบกำหนดแล้ว หากลูกหนี้ยังผ่อนชำระหนี้ต่อเนื่องภายหลังครบกำหนดอายุความ ย่อมถือเป็นพฤติการณ์แสดงออกโดยปริยายว่าลูกหนี้สละประโยชน์แห่งอายุความตามกฎหมาย ทำให้ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ได้อีก คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้สิทธิเรียกร้องจะขาดอายุความแล้ว แต่พฤติการณ์ของลูกหนี้ภายหลังอายุความครบกำหนดยังอาจมีผลทำให้เจ้าหนี้กลับมามีสิทธิบังคับหนี้ได้อีก หากปรากฏว่าลูกหนี้ได้แสดงเจตนาสละประโยชน์แห่งอายุความไม่ว่าโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายจากการกระทำของตนเอง ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์เป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาใช้บัตรเครดิตจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โดยเดิมจำเลยได้ทำสัญญาใช้บัตรเครดิตกับธนาคารตั้งแต่ปี 2535 และใช้บัตรเครดิตดังกล่าวแทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการ ต่อมาจำเลยใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2537 หลังจากนั้นธนาคารแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 แต่จำเลยไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ธนาคารจึงมีสิทธิบังคับชำระหนี้นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไป ต่อมาธนาคารได้โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาใช้บัตรเครดิตให้แก่โจทก์ในปี 2545 และโจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกให้จำเลยชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตพร้อมดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 642,352.07 บาท รวมถึงดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินตามอัตราที่กำหนดไว้ในสัญญา จำเลยต่อสู้ว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความแล้ว เนื่องจากหนี้จากการใช้บัตรเครดิตมีอายุความ 2 ปี ตามกฎหมาย เมื่อธนาคารสามารถบังคับสิทธิเรียกร้องได้ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2537 อายุความจึงครบกำหนดในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2539 และโจทก์นำคดีมาฟ้องภายหลังจากนั้นเป็นเวลานาน สิทธิเรียกร้องจึงขาดอายุความ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงปรากฏเพิ่มเติมว่า ภายหลังจากอายุความครบกำหนดแล้ว จำเลยยังได้ผ่อนชำระหนี้ให้แก่ธนาคารหลายครั้งตั้งแต่ปี 2540 ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปี 2544 และชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2544 ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกานำมาวินิจฉัยว่าเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความโดยปริยายหรือไม่ ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ประเด็นสำคัญแรก คือ หนี้จากการใช้บัตรเครดิตเป็นหนี้ประเภทใดและมีอายุความกี่ปี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การใช้บัตรเครดิตมีลักษณะเป็นกรณีที่ธนาคารออกเงินทดรองให้แก่ผู้ถือบัตรไปก่อน แล้วจึงมาเรียกเก็บเงินจากผู้ถือบัตรภายหลัง จึงเป็นหนี้ที่มีลักษณะเป็นการเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไป สิทธิเรียกร้องประเภทดังกล่าวมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 เมื่อธนาคารแจ้งให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 แต่จำเลยไม่ชำระ จึงต้องถือว่าธนาคารมีสิทธิบังคับชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2537 และเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันดังกล่าว อายุความจึงครบกำหนดในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2539 ประเด็นสำคัญที่สอง คือ ภายหลังอายุความครบกำหนดแล้ว การที่จำเลยผ่อนชำระหนี้หลายครั้งถือเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้อายุความจะครบกำหนดแล้ว แต่ภายหลังจากนั้นจำเลยยังผ่อนชำระหนี้ให้แก่ธนาคารหลายครั้งติดต่อกันเป็นเวลาหลายปีจนถึงปี 2544 พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมถือเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่าจำเลยยอมรับหนี้และสละประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 ผลทางกฎหมายคือ จำเลยไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้หรือผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องได้อีก และต้องเริ่มนับอายุความใหม่จากวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้าย เมื่อคำนวณระยะเวลาจากวันที่ชำระครั้งสุดท้ายถึงวันฟ้องแล้วยังไม่ครบ 2 ปี สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ การวิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับอายุความหนี้บัตรเครดิต หลักกฎหมายสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความลักษณะของหนี้จากการใช้บัตรเครดิตว่าเป็นหนี้ที่เกิดจากการออกเงินทดรอง ซึ่งต่างจากหนี้เงินกู้ทั่วไป เพราะธนาคารมิได้ส่งมอบเงินสดให้แก่ลูกหนี้โดยตรง แต่ธนาคารชำระเงินแทนผู้ถือบัตรแก่ร้านค้าหรือผู้ให้บริการก่อน แล้วจึงมาเรียกเก็บเงินคืนจากผู้ถือบัตรภายหลัง เหตุนี้ศาลฎีกาจึงถือว่า สิทธิเรียกร้องดังกล่าวอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 193/34 ซึ่งกำหนดอายุความ 2 ปี สำหรับการเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไป มิใช่อายุความทั่วไป 10 ปี ตามมาตรา 193/30 แนววินิจฉัยดังกล่าวมีผลสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากหนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจำนวนมากในระบบเศรษฐกิจ และเจ้าหนี้มักมีการโอนสิทธิเรียกร้องให้บริษัทรับซื้อหนี้ภายหลัง หากเจ้าหนี้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเกินกำหนดอายุความโดยไม่มีเหตุสะดุดหยุดลงหรือไม่มีการสละประโยชน์แห่งอายุความ สิทธิฟ้องร้องย่อมระงับไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญอีกประการหนึ่งว่า แม้สิทธิเรียกร้องจะขาดอายุความแล้ว แต่ลูกหนี้ยังสามารถสละประโยชน์แห่งอายุความได้ภายหลัง และการสละดังกล่าวไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือหรือกล่าวถ้อยคำโดยชัดแจ้งเสมอไป หากพฤติการณ์ของลูกหนี้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าประสงค์จะยอมรับหนี้ เช่น การผ่อนชำระหนี้ภายหลังอายุความครบกำหนด ก็อาจถือเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความโดยปริยายได้เช่นกัน เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 มาตรา 193/34 มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดระยะเวลาบังคับสิทธิสำหรับหนี้บางประเภทที่ควรเร่งรัดให้มีการติดตามทวงถามและดำเนินคดีภายในระยะเวลาอันสั้น โดยเฉพาะหนี้ที่เกิดจากการออกเงินทดรอง การค้าขาย หรือการให้บริการทางการเงิน ซึ่งมีลักษณะหมุนเวียนรวดเร็วและมีเอกสารทางบัญชีประกอบจำนวนมาก กฎหมายจึงกำหนดอายุความไว้เพียง 2 ปี เพื่อให้เจ้าหนี้ใช้ความระมัดระวังในการติดตามหนี้ มิใช่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเป็นระยะเวลานานจนเกิดความไม่แน่นอนในทางกฎหมายแก่ลูกหนี้ ในขณะเดียวกัน หลักการสละประโยชน์แห่งอายุความตามมาตรา 193/24 ก็มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการตัดสินใจของลูกหนี้ กล่าวคือ แม้ลูกหนี้จะมีสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้ แต่หากลูกหนี้สมัครใจยอมรับหนี้หรือแสดงพฤติการณ์ว่าประสงค์จะชำระหนี้ต่อไป กฎหมายก็ยอมรับผลแห่งการสละสิทธินั้น และถือว่าลูกหนี้ไม่อาจกลับมายกอายุความขึ้นต่อสู้ภายหลังได้อีก วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาในคดีนี้สอดคล้องกับหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้มาโดยต่อเนื่องว่า หนี้จากการใช้บัตรเครดิตเป็นหนี้ที่เกิดจากการที่สถาบันการเงินออกเงินทดรองให้แก่ลูกหนี้ก่อน แล้วจึงเรียกเก็บคืนภายหลัง จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 มิใช่อายุความทั่วไป 10 ปี ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับ “ลักษณะของนิติสัมพันธ์ที่แท้จริง” มากกว่าชื่อเรียกของสัญญา กล่าวคือ แม้สัญญาจะเรียกว่า “สัญญาใช้บัตรเครดิต” แต่เนื้อหาสำคัญคือการที่ธนาคารชำระเงินแทนลูกหนี้ไปก่อน จึงมีลักษณะเป็นการออกเงินทดรอง อีกแนวคิดสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้ คือ หลักเรื่องการสละประโยชน์แห่งอายุความ ซึ่งศาลถือว่าการสละสิทธิไม่จำเป็นต้องแสดงเจตนาโดยตรงเสมอไป หากพฤติการณ์โดยรวมของลูกหนี้แสดงออกชัดว่าประสงค์จะยอมรับหนี้ เช่น การทยอยผ่อนชำระหนี้ต่อเนื่องภายหลังอายุความครบกำหนด ก็อาจถือเป็นการสละสิทธิได้ คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า การชำระหนี้ภายหลังอายุความครบกำหนดมีผลทางกฎหมายอย่างมาก เพราะนอกจากจะทำให้ลูกหนี้ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้แล้ว ยังทำให้อายุความเริ่มนับใหม่จากวันที่ชำระหนี้ครั้งสุดท้ายอีกด้วย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าสิทธิเรียกร้องของโจทก์เกี่ยวกับหนี้จากการใช้บัตรเครดิตเป็นหนี้ที่มีอายุความ 2 ปี และให้โจทก์นำคำฟ้องมายื่นใหม่ได้ภายใต้บทบัญญัติเรื่องอายุความ ทั้งให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 121,334.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวน 96,074.79 บาท อัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยกำหนดว่าหากอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของธนาคารลดลงต่ำกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ก็ให้ลดลงตามนั้น และต้องไม่เกินอัตราที่กฎหมายกำหนดสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่า แม้หนี้บัตรเครดิตจะมีอายุความ 2 ปี และครบกำหนดอายุความแล้ว แต่ภายหลังจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้ต่อเนื่องหลายครั้งจนถึงปี 2544 พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความโดยปริยายตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้อีก และโจทก์ยังมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้อง พร้อมให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาทแทนโจทก์ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับอายุความว่า อายุความมิได้ทำให้หนี้ระงับสิ้นไปโดยเด็ดขาด หากแต่เป็นเพียงสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกขึ้นต่อสู้เพื่อปฏิเสธการบังคับตามสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้เท่านั้น ดังนั้น แม้สิทธิเรียกร้องจะขาดอายุความแล้ว ลูกหนี้ยังอาจสละประโยชน์แห่งอายุความได้ภายหลัง ทั้งโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายจากพฤติการณ์แห่งคดี การผ่อนชำระหนี้ภายหลังอายุความครบกำหนดจึงเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะอาจถูกตีความว่าเป็นการยอมรับหนี้และสละสิทธิในการยกอายุความต่อสู้เจ้าหนี้ ส่งผลให้เจ้าหนี้กลับมามีสิทธิบังคับหนี้ได้อีก และทำให้อายุความเริ่มนับใหม่จากวันที่ชำระหนี้ครั้งสุดท้าย ในอีกด้านหนึ่ง คดีนี้ยังตอกย้ำหลักว่า หนี้จากการใช้บัตรเครดิตมีลักษณะเป็นหนี้จากการออกเงินทดรอง จึงอยู่ภายใต้อายุความระยะสั้นตามมาตรา 193/34 เจ้าหนี้จึงต้องเร่งรัดติดตามทวงถามและดำเนินคดีภายในกำหนด มิฉะนั้นอาจเสียสิทธิเรียกร้องได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า หนี้จากการใช้บัตรเครดิตเป็นหนี้ที่มีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 หรือไม่ และการที่ลูกหนี้ผ่อนชำระหนี้ภายหลังอายุความครบกำหนดแล้ว จะถือเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความตามมาตรา 193/24 หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หนี้บัตรเครดิตเป็นกรณีที่ธนาคารออกเงินทดรองให้แก่ลูกหนี้ก่อน แล้วจึงเรียกเก็บเงินคืนภายหลัง จึงมีอายุความ 2 ปี และเมื่อจำเลยผ่อนชำระหนี้ภายหลังอายุความครบกำหนดหลายครั้งต่อเนื่องกัน ย่อมถือเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความโดยปริยาย ทำให้ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้อีก สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. อายุความหนี้บัตรเครดิตตามมาตรา 193/34 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหนี้จากการใช้บัตรเครดิตเป็นหนี้จากการออกเงินทดรอง ซึ่งกฎหมายกำหนดอายุความไว้เพียง 2 ปี มิใช่อายุความทั่วไป 10 ปี ทำให้เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิฟ้องร้องภายในกำหนดระยะเวลาอันสั้น 2. การสละประโยชน์แห่งอายุความตามมาตรา 193/24 แม้อายุความจะครบกำหนดแล้ว แต่หากลูกหนี้ยังผ่อนชำระหนี้ต่อเนื่องภายหลัง ย่อมถือเป็นการแสดงเจตนาโดยปริยายว่ายอมรับหนี้และสละสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ ทำให้อายุความเริ่มนับใหม่จากวันที่ชำระหนี้ครั้งสุดท้าย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม หนี้บัตรเครดิตมีอายุความกี่ปี และเริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใด คำตอบ หนี้จากการใช้บัตรเครดิตเป็นหนี้ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าอยู่ในลักษณะของการที่ธนาคารออกเงินทดรองให้แก่ผู้ถือบัตรไปก่อน แล้วจึงมาเรียกเก็บเงินคืนภายหลัง จึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 ไม่ใช่อายุความทั่วไป 10 ปี โดยการเริ่มนับอายุความต้องพิจารณาว่าเจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิบังคับชำระหนี้ได้ตั้งแต่เมื่อใด ในคดีนี้ธนาคารแจ้งให้ลูกหนี้ชำระหนี้ภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 เมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ธนาคารจึงมีสิทธิบังคับชำระหนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2537 และต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่วันดังกล่าว หลักกฎหมายนี้มีความสำคัญอย่างมากในทางปฏิบัติ เพราะหากเจ้าหนี้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเกินกำหนดอายุความโดยไม่มีเหตุสะดุดหยุดลง สิทธิเรียกร้องอาจขาดอายุความได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีประกอบด้วยว่ามีการยอมรับหนี้หรือผ่อนชำระหนี้ภายหลังหรือไม่ เพราะอาจมีผลต่อการนับอายุความใหม่ตามกฎหมายได้ 2 คำถาม หากหนี้บัตรเครดิตขาดอายุความแล้ว ลูกหนี้ยังต้องรับผิดอีกหรือไม่ คำตอบ แม้หนี้บัตรเครดิตจะขาดอายุความแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าหนี้นั้นระงับสิ้นไปโดยเด็ดขาด เพราะหลักกฎหมายเรื่องอายุความเป็นเพียงสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกขึ้นต่อสู้เพื่อปฏิเสธการบังคับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เท่านั้น หากลูกหนี้ไม่ยกอายุความขึ้นต่อสู้ ศาลก็อาจพิพากษาให้ชำระหนี้ได้ และหากภายหลังอายุความครบกำหนดแล้ว ลูกหนี้ยังมีพฤติการณ์แสดงออกว่ายอมรับหนี้ เช่น การผ่อนชำระหนี้บางส่วน การติดต่อขอผ่อนชำระ หรือการชำระเงินต่อเนื่อง ก็อาจถือเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความตามกฎหมายได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้หนี้จะครบกำหนดอายุความแล้ว แต่จำเลยยังผ่อนชำระหนี้หลายครั้งตั้งแต่ปี 2540 ถึงปี 2544 จึงถือว่าเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความโดยปริยาย ทำให้ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้อีก และเจ้าหนี้ยังสามารถฟ้องเรียกชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย 3 คำถาม การผ่อนชำระหนี้หลังอายุความครบกำหนด มีผลทางกฎหมายอย่างไร คำตอบ การผ่อนชำระหนี้ภายหลังอายุความครบกำหนดอาจมีผลสำคัญทางกฎหมายอย่างมาก เพราะอาจถูกตีความว่าเป็นการยอมรับหนี้และสละประโยชน์แห่งอายุความโดยปริยายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สิทธิเรียกร้องจากการใช้บัตรเครดิตจะครบกำหนดอายุความไปแล้ว แต่เมื่อจำเลยยังทยอยผ่อนชำระหนี้ต่อเนื่องหลายครั้งภายหลังครบกำหนดอายุความ พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยยังยอมรับหนี้อยู่ จึงถือเป็นการสละสิทธิที่จะยกอายุความขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ ผลคือเจ้าหนี้กลับมามีสิทธิบังคับหนี้ได้อีก และต้องเริ่มนับอายุความใหม่จากวันที่ลูกหนี้ชำระหนี้ครั้งสุดท้าย หลักกฎหมายนี้จึงเป็นเรื่องที่ลูกหนี้ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะบางกรณีลูกหนี้อาจเข้าใจว่าหนี้ขาดอายุความแล้ว แต่เมื่อมีการชำระหนี้เพิ่มเติมภายหลัง ก็อาจทำให้เสียสิทธิในการต่อสู้คดีได้โดยไม่รู้ตัว 4 คำถาม การสละประโยชน์แห่งอายุความจำเป็นต้องทำเป็นหนังสือหรือไม่ คำตอบ การสละประโยชน์แห่งอายุความตามกฎหมายไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือหรือกล่าวถ้อยคำโดยชัดแจ้งเสมอไป เพราะศาลสามารถพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีได้ว่าลูกหนี้มีเจตนายอมรับหนี้หรือไม่ หากพฤติการณ์ของลูกหนี้แสดงออกอย่างชัดเจนว่ายังประสงค์จะชำระหนี้ต่อไป ก็อาจถือเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความโดยปริยายได้ ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยผ่อนชำระหนี้หลายครั้งต่อเนื่องกันภายหลังอายุความครบกำหนด เป็นพฤติการณ์ที่เพียงพอให้ถือว่าจำเลยยอมรับหนี้และสละสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้แล้ว แม้จะไม่มีเอกสารใดระบุโดยตรงว่าจำเลยสละอายุความก็ตาม หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์โดยรวมของคู่กรณีเป็นสำคัญ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะถ้อยคำหรือรูปแบบทางเอกสารเท่านั้น ดังนั้นการกระทำของลูกหนี้ภายหลังอายุความครบกำหนดจึงอาจมีผลทางกฎหมายได้เสมอ 5 คำถาม ผู้รับโอนหนี้บัตรเครดิตสามารถฟ้องลูกหนี้แทนธนาคารเดิมได้หรือไม่ คำตอบ หากสถาบันการเงินหรือธนาคารได้โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาบัตรเครดิตให้แก่บุคคลอื่น ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องย่อมมีสิทธิใช้สิทธิเรียกร้องแทนเจ้าหนี้เดิมได้ตามกฎหมาย ในคดีนี้ธนาคารกรุงไทย จำกัด มหาชน ได้โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาใช้บัตรเครดิตให้แก่โจทก์ในปี 2545 ศาลฎีกาจึงรับฟังว่าโจทก์เป็นผู้มีอำนาจฟ้องเรียกชำระหนี้จากจำเลยได้ อย่างไรก็ตาม ผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจะได้รับสิทธิไปเท่าที่เจ้าหนี้เดิมมีอยู่เท่านั้น หากหนี้ขาดอายุความแล้วและไม่มีการสละประโยชน์แห่งอายุความ ผู้รับโอนสิทธิก็ไม่อาจใช้สิทธิบังคับหนี้ได้เช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิม แต่หากปรากฏว่าลูกหนี้มีพฤติการณ์สละประโยชน์แห่งอายุความ เช่น การผ่อนชำระหนี้ภายหลังอายุความครบกำหนด ผู้รับโอนสิทธิก็สามารถใช้สิทธิเรียกร้องและฟ้องร้องลูกหนี้ได้ตามกฎหมายเช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิม 6 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงถือว่าหนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้ออกเงินทดรอง คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหนี้จากการใช้บัตรเครดิตมีลักษณะเป็นหนี้ออกเงินทดรอง เพราะธนาคารเป็นผู้ชำระเงินแทนผู้ถือบัตรให้แก่ร้านค้าหรือผู้ให้บริการก่อน แล้วจึงมาเรียกเก็บเงินคืนจากผู้ถือบัตรภายหลัง ลักษณะดังกล่าวจึงไม่ใช่การให้กู้ยืมเงินโดยตรงแบบทั่วไป แต่เป็นการที่เจ้าหนี้ออกเงินแทนลูกหนี้ไปก่อน จึงเข้าหลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 ซึ่งกำหนดอายุความ 2 ปี สำหรับการเรียกเอาเงินที่ได้ออกทดรองไป หลักวินิจฉัยนี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างมาก เพราะทำให้หนี้บัตรเครดิตมีอายุความสั้นกว่าหนี้ทั่วไป และส่งผลต่อสิทธิในการฟ้องร้องของสถาบันการเงินและบริษัทรับซื้อหนี้ หากปล่อยเวลาให้ล่วงเลยเกินกำหนดโดยไม่มีเหตุหยุดหรือสะดุดอายุความ ก็อาจทำให้สิทธิเรียกร้องขาดอายุความได้ตามกฎหมาย 7 คำถาม หากลูกหนี้หยุดชำระหนี้ไปนานแล้ว เจ้าหนี้ยังทวงถามได้หรือไม่ คำตอบ แม้ลูกหนี้จะหยุดชำระหนี้ไปเป็นเวลานาน เจ้าหนี้ยังสามารถทวงถามหนี้ได้ แต่การทวงถามเพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง เว้นแต่จะมีการดำเนินการตามกฎหมายหรือมีพฤติการณ์ที่กฎหมายรับรอง เช่น ลูกหนี้ยอมรับหนี้หรือชำระหนี้บางส่วน ในคดีนี้ปรากฏว่าธนาคารบอกกล่าวทวงถามจำเลยมาโดยตลอดหลังจากจำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้าย แต่สิทธิเรียกร้องก็ยังครบกำหนดอายุความในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2539 อย่างไรก็ตาม ภายหลังจำเลยได้ผ่อนชำระหนี้หลายครั้ง ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความโดยปริยาย ส่งผลให้ไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้ได้อีก หลักกฎหมายนี้แสดงให้เห็นว่า การทวงถามเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะรักษาสิทธิของเจ้าหนี้ แต่หากลูกหนี้มีพฤติการณ์ยอมรับหนี้เพิ่มเติม ก็อาจทำให้เจ้าหนี้กลับมามีสิทธิบังคับหนี้ได้อีกตามกฎหมาย 8 คำถาม ลูกหนี้ควรระวังอะไรเมื่อได้รับการติดต่อให้ชำระหนี้เก่าที่ขาดอายุความแล้ว คำตอบ ลูกหนี้ควรตรวจสอบก่อนว่าหนี้ดังกล่าวครบกำหนดอายุความแล้วหรือไม่ และควรใช้ความระมัดระวังอย่างมากในการดำเนินการใด ๆ ภายหลังอายุความครบกำหนด เพราะการชำระหนี้บางส่วน การขอผ่อนชำระ หรือการแสดงพฤติการณ์ว่ายอมรับหนี้ อาจถูกตีความว่าเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความตามกฎหมายได้ ในคดีนี้แม้หนี้บัตรเครดิตจะครบกำหนดอายุความแล้ว แต่เมื่อจำเลยยังทยอยผ่อนชำระหนี้หลายครั้ง ศาลฎีกาจึงถือว่าจำเลยสละสิทธิยกอายุความขึ้นต่อสู้ ส่งผลให้เจ้าหนี้ยังมีสิทธิฟ้องเรียกชำระหนี้ได้ต่อไป ดังนั้นก่อนติดต่อเจรจาหรือชำระหนี้เก่า ลูกหนี้ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงและสถานะทางกฎหมายของหนี้ให้รอบคอบ เพราะการกระทำเพียงเล็กน้อยภายหลังอายุความครบกำหนด อาจทำให้เสียสิทธิในการต่อสู้คดีและทำให้อายุความเริ่มนับใหม่ได้ตามกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7912/2553 จำเลยใช้บัตรเครดิตของธนาคาร ก. ในการซื้อสินค้าและบริการครั้งสุดท้าย ในวันที่ 21 กันยายน 2537 โจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาใช้บัตรเครดิตจากธนาคาร ก. แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนดจึงต้องถือว่าธนาคาร ก. อาจบังคับสิทธิเรียกร้องหนี้นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไป เมื่อสัญญาใช้บัตรเครดิตเป็นกรณีที่ธนาคาร ก.ออกเงินทดรองไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บเงินจากจำเลยภายหลัง หนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการของจำเลยจึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 และครบกำหนดวันที่ 10 พฤศจิกายน 2539 แต่ปรากฏว่าหลังจากจำเลยใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการครั้งสุดท้ายแล้ว ธนาคาร ก. บอกกล่าวทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้ตลอดมา ปรากฏว่าหลังจากอายุความครบกำหนดแล้ว จำเลยได้ผ่อนชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการให้แก่ธนาคาร ก. หลายครั้งตั้งแต่ปี 2540 ติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปี 2544 โดยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 8 ตุลาคม 2544 พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่า จำเลยได้สละประโยชน์แห่งอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 จำเลยย่อมไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้ธนาคาร ก. และโจทก์ได้ และต้องเริ่มนับอายุความจากวันที่จำเลยชำระครั้งสุดท้ายซึ่งนับถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 2 ปี สิทธิเรียกร้องในหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการตามฟ้องดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 642,352.07 บาท กับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอัตราร้อยละ 2.75 ต่อปี ของต้นเงิน 96,074.79 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.50 ต่อปี ของต้นเงินบัญชีสินเชื่อธนวัฎ 233,432.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า สิทธิเรียกร้องของโจทก์ขาดอายุความ 2 ปี แล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โดยให้โจทก์นำคำฟ้องมายื่นใหม่ (ที่ถูก เป็นไม่ตัดสิทธิโจทก์ที่จะนำคดีมายื่นฟ้องใหม่) ภายใต้บทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยอายุความ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 121,334.56 บาท พร้อมดอกเบี้ยในต้นเงินจำนวน 96,074.79 บาท ในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่ทั้งนี้หากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประกาศอัตราดอกเบี้ยสูงสุดลดลงต่ำกว่าร้อยละ 15 ต่อปี ก็ให้ลดลงตามนั้นและต้องไม่เกินอัตราที่ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิตจะเรียกได้ตามกฎหมาย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อปี 2535 จำเลยทำสัญญาใช้บัตรเครดิตกับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และจำเลยใช้บัตรเครดิตดังกล่าวแทนเงินสดในการซื้อสินค้าและบริการ ต่อมาปี 2545 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาใช้บัตรเครดิตให้แก่โจทก์... จำเลยอ้างเป็นข้อต่อมาว่าสิทธิเรียกร้องในหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการขาดอายุความ เห็นว่า ตามคำเบิกความของนายนภดลพยานโจทก์ได้ความเพียงว่า จำเลยใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการครั้งสุดท้ายวันที่ 21 กันยายน 2537 โจทก์แจ้งให้จำเลยชำระหนี้ภายในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2537 แต่จำเลยไม่ชำระตามกำหนดจึงต้องถือว่าธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) อาจบังคับสิทธิเรียกร้องหนี้นับแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไป เมื่อสัญญาใช้บัตรเครดิตเป็นกรณีที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ออกเงินทดรองไปก่อนแล้วมาเรียกเก็บเงินจากจำเลยภายหลัง หนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการของจำเลยจึงมีอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/34 และครบกำหนดวันที่ 10 พฤศจิกายน 2539 แต่ปรากฏว่าหลังจากจำเลยใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการครั้งสุดท้ายแล้ว ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บอกกล่าวทวงถามจำเลยให้ชำระหนี้ตลอดมา และตามเอกสารหมาย จ.12 ปรากฏว่าหลังจากที่อายุความครบกำหนดแล้ว จำเลยได้ผ่อนชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หลายครั้งตั้งแต่ปี 2540 ติดต่อกันเรื่อยมาจนถึงปี 2544 โดยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 8 ตุลาคม 2544 พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการแสดงออกโดยปริยายว่า จำเลยได้สละประโยชน์แห่งอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/24 จำเลยย่อมไม่อาจยกอายุความขึ้นต่อสู้ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และโจทก์ซึ่งรับโอนสิทธิเรียกร้องตามสัญญาใช้บัตรเครดิตจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ได้ และต้องเริ่มนับอายุความใหม่จากวันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายซึ่งนับถึงวันฟ้องยังไม่ครบ 2 ปี สิทธิเรียกร้องในหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการตามฟ้องดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระหนี้จากการใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าและบริการ 121,344.56 บาทพร้อมดอกเบี้ยในต้นเงิน 96,074.79 บาท ให้แก่โจทก์..." พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 2,000 บาท แทนโจทก์
|




