
| หนังสือรับสภาพหนี้ทำให้อายุความมูลหนี้เดิมสะดุดหยุดลง(ฎีกาที่ 4557/2566)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของหนังสือรับสภาพหนี้ที่ทายาททำขึ้นภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย โดยศาลวินิจฉัยถึงการพิสูจน์มูลหนี้กู้ยืมเงินแม้ไม่มีสัญญากู้เป็นหนังสือ การใช้สิทธิโดยชอบซึ่งไม่เป็นการหลอกลวงหรือข่มขู่ ผลของหนังสือรับสภาพหนี้ต่อการสะดุดหยุดลงของอายุความตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตลอดจนสิทธิของเจ้าหนี้ในการยึดถือโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันจนกว่าหนี้จะชำระเสร็จสิ้น ซึ่งเป็นแนวคำวินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับความรับผิดของทายาทและการบังคับสิทธิในกองมรดก คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. หนังสือรับสภาพหนี้ที่ทายาทลงลายมือชื่อภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ผูกพันกองมรดกเพียงใด 2. การแจ้งให้ทายาทรับผิดชำระหนี้โดยถ้อยคำกดดัน เข้าลักษณะข่มขู่จนทำนิติกรรมเป็นโมฆียะหรือไม่ 3. หนังสือรับสภาพหนี้มีผลต่อการสะดุดหยุดลงและการเริ่มนับอายุความใหม่อย่างไรตามกฎหมายแพ่ง ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี โจทก์อ้างว่าผู้ตายได้กู้ยืมเงินจำนวน 200,000 บาท และนำโฉนดที่ดินมาวางเป็นประกัน แม้ไม่ปรากฏสัญญากู้ยืมเงินเป็นหนังสือ แต่ภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยซึ่งเป็นทายาทได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับว่าผู้ตายเป็นหนี้โจทก์ และยินยอมชำระหนี้แทนกองมรดก พร้อมมอบโฉนดให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน การพิสูจน์มูลหนี้กู้ยืมเงิน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ไม่มีสัญญากู้ยืมเงินเป็นหนังสือ แต่การมีหนังสือรับสภาพหนี้ ประกอบพยานบุคคลซึ่งเป็นญาติและรู้เห็นเหตุการณ์ รวมทั้งการที่โจทก์ครอบครองโฉนดที่ดินของผู้ตาย ย่อมเป็นพฤติการณ์ที่สอดคล้องกันจนรับฟังได้ว่า มีการกู้ยืมเงินกันจริง 3. ความชอบด้วยกฎหมายของหนังสือรับสภาพหนี้ ศาลวินิจฉัยว่า การที่บุคคลแจ้งให้ทายาทรับทราบถึงหนี้ของเจ้ามรดก แม้มีถ้อยคำกดดัน แต่เป็นการใช้สิทธิโดยเชื่อว่าชอบด้วยกฎหมาย มิใช่การหลอกลวงหรือข่มขู่ หนังสือรับสภาพหนี้จึงไม่เป็นโมฆียะ และมีผลใช้บังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 165 และ 166 อายุความและผลของการสะดุดหยุดลง เมื่อหนังสือรับสภาพหนี้ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมทำให้อายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม สะดุดหยุดลง และเริ่มนับอายุความใหม่ตามอายุความแห่งมูลหนี้เดิม ซึ่งเป็นหนี้กู้ยืมเงินที่มีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 การฟ้องภายในกำหนดดังกล่าวจึงไม่ขาดอายุความ 5. สิทธิยึดโฉนดที่ดินเป็นประกัน ข้อตกลงให้โจทก์ยึดโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาสมัครใจ ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย โจทก์จึงมีสิทธิยึดถือโฉนดไว้จนกว่าหนี้จะชำระครบถ้วน และจำเลยไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายหรือขอคืนโฉนดก่อนชำระหนี้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักว่า หนังสือรับสภาพหนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพิสูจน์มูลหนี้และมีผลโดยตรงต่ออายุความ อีกทั้งทายาทที่ยอมรับสภาพหนี้ย่อมผูกพันกองมรดกตามกฎหมาย และเจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิตามข้อตกลงได้โดยชอบ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4557/2566 โจทก์ฟ้องโดยไม่มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเงินเป็นหนังสือมาแสดง แต่โจทก์มีหนังสือรับสภาพหนี้มีใจความว่าผู้ตายเป็นหนี้โจทก์ โดยนำโฉนดที่ดินมาให้ยึดถือไว้เป็นประกัน และจำเลยในฐานะทายาทของผู้ตายรับจะชดใช้เงินแก่โจทก์ กับมีลายมือชื่อของจำเลยในสัญญา และโจทก์มี ส. บุตรของโจทก์และในฐานะผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์และเป็นพยานลงชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้มาเบิกความยืนยันว่า ผู้ตายซึ่งเป็นบิดาของจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์จริงและมารดาพยานซึ่งเป็นพี่ของผู้ตายต้องการช่วยน้อง จึงให้นำโฉนดที่ดินมาวางเป็นประกัน มีการทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้ ต่อมาเมื่อจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ โจทก์ได้คืนสัญญากู้ยืมเงินให้จำเลย โจทก์และ ส. เป็นญาติของจำเลย เชื่อว่า ส. เบิกความไปตามความจริงที่ได้รู้เห็นมา อันเป็นการนำสืบถึงความเป็นมาของมูลหนี้เดิมและหลักทรัพย์ที่นำมาเป็นประกันประกอบกับโจทก์มีโฉนดที่ดินของผู้ตายอยู่ในครอบครอง จึงฟังได้ว่าผู้ตายกู้ยืมเงินโจทก์โดยมีการทำสัญญากู้ยืมเงินกันไว้จริง และมีการคืนให้จำเลยเมื่อมีการทำหนังสือรับสภาพหนี้ การที่ ง. โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยทราบว่าผู้ตายเป็นหนี้โจทก์ให้จำเลยไปลงชื่อรับชำระหนี้ มิฉะนั้นจะเอาตำรวจมาจับและต้องติดคุก แสดงว่า ง. ได้แจ้งข้อเท็จจริงในหนังสือให้จำเลยทราบแล้วก่อนที่จะมีการทำหนังสือดังกล่าวขึ้น ส่วนถ้อยคำที่ว่า "ให้จำเลยไปลงชื่อรับชำระหนี้มิเช่นนั้นจะเอาตำรวจมาจับจะต้องติดคุก" นั้น จากพฤติการณ์ที่ผู้ตายเสียชีวิตและยังไม่มีผู้ใดชำระหนี้ การที่ ง. พูดขู่จำเลยดังกล่าว และจำเลยยอมลงลายมือชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ยอมรับผิดจะใช้เงินที่กู้คืนแก่โจทก์ เป็นกรณีที่ ง. ทำไปโดยเชื่อว่าตนมีสิทธิทำได้ตามกฎหมาย ถือได้ว่าเป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม หาใช่เป็นการหลอกลวงข่มขู่อันจะทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะไม่ หนังสือรับสภาพหนี้จึงมีผลใช้บังคับได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 165 วรรคหนึ่ง และมาตรา 166 ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2556 จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 เมื่อการทำหนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลยต่อโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมทำให้อายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม สะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) โจทก์ไม่ต้องห้ามฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่รู้ถึงความตายของเจ้ามรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม และต้องเริ่มต้นนับอายุความใหม่ตามอายุความแห่งมูลหนี้เดิมนับแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้นสิ้นสุดลง เมื่อกฎหมายไม่ได้กำหนดอายุความของการกู้ยืมเงินไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ส่วนหนังสือรับสภาพหนี้ไม่มีอายุความในตัวเองเพียงแต่มีผลทำให้อายุความในมูลหนี้เดิมสะดุดหยุดลง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ได้ภายในกำหนด 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2557 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 และมาตรา 193/30 โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2563 ภายในกำหนด 10 ปี ดังกล่าว ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ การทำหนังสือรับสภาพหนี้ของจำเลยมีข้อตกลงระบุให้โจทก์มีสิทธิยึดโฉนดที่ดินไว้เป็นประกันอันเป็นข้อตกลงที่คู่สัญญาสมัครใจทำต่อกัน ซึ่งไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์จึงมีสิทธิยึดโฉนดที่ดินอันเป็นทรัพย์ที่นำมาประกันไว้จนกว่าจำเลยจะชำระหนี้ตามสัญญา จำเลยไม่มีสิทธิขอโฉนดที่ดินคืนจนกว่าจะชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนและไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากโจทก์ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะทายาทชำระหนี้ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดก และยกฟ้องแย้ง 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตามกฎหมายใหม่ นอกนั้นยืนตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน เห็นว่าหนังสือรับสภาพหนี้ชอบด้วยกฎหมาย อายุความไม่ขาด และโจทก์มีสิทธิยึดโฉนดที่ดินเป็นประกันจนกว่าจะชำระหนี้ครบถ้วน
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 275,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนชำระเสร็จ และหากไม่ชำระให้บังคับเอาจากกองมรดกของผู้ตาย ส่วนจำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง พร้อมฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหาย 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และขอให้โจทก์ส่งมอบโฉนดที่ดินเลขที่ 28655 โดยโจทก์ให้การขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะทายาทชำระ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ 21 มีนาคม 2563 แต่ไม่เกินทรัพย์มรดกที่ได้รับ และยกฟ้องแย้ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แก้เฉพาะดอกเบี้ย โดยให้ร้อยละ 7.5 ต่อปีถึง 10 เมษายน 2564 และร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป (ปรับได้ตามกฎหมายแต่ไม่เกินร้อยละ 7.5) นอกนั้นยืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ตายถึงแก่ความตาย 23 ธันวาคม 2556 และจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ 1 พฤษภาคม 2557 ยอมรับหนี้ 200,000 บาท พร้อมมอบโฉนดเป็นประกัน แม้ไม่มีสัญญากู้เป็นหนังสือ แต่พฤติการณ์และพยานประกอบรับฟังได้ว่ามีการกู้จริง ข้ออ้างว่าถูกข่มขู่ให้ลงชื่อไม่ทำให้นิติกรรมเป็นโมฆียะ เพราะเป็นการใช้สิทธิที่เชื่อว่าโดยชอบ หนังสือรับสภาพหนี้จึงใช้บังคับได้ และทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ก่อนเริ่มนับใหม่ตามอายุความหนี้เดิม 10 ปี โจทก์ฟ้อง 24 มีนาคม 2563 จึงไม่ขาดอายุความ อีกทั้งข้อตกลงให้โจทก์ยึดโฉนดไว้เป็นประกันไม่ขัดกฎหมาย จำเลยไม่มีสิทธิขอคืนโฉนดหรือเรียกค่าสินไหมทดแทนจนกว่าจะชำระหนี้ครบ ศาลฎีกาพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ
|





