
| สิทธิรับมรดก & อายุความมรดก, แบ่งทรัพย์มรดก,เพิกถอน,(ฎีกา 384/2564)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของทายาทในการรับทรัพย์มรดกและการฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกซึ่งเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้ว โดยศาล วินิจฉัยว่า ทายาทผู้ฟ้องไม่มีการครอบครองหรือดำเนินการใด ๆ ต่อทรัพย์มรดกภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทำให้ สิทธิการฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกขาดอายุความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ส่งผลให้ทรัพย์มรดกตกทอดแก่ผู้จัดการมรดกและทายาทอื่นโดยสมบูรณ์ ข้อเท็จจริง ในคดีนี้ โจทก์ร้องว่า ตนมีสิทธิรับมรดกของ นาย สา ในส่วนที่ตกทอดแก่ นาย ไค (หรือใคร) ซึ่งเป็นบิดาของโจทก์ และสิทธิรับมรดกของ นาง ไหม ซึ่งเป็นเจ้ามรดกอีกผู้หนึ่ง แทนที่นายไคผู้ถึงแก่ความตายก่อนนางไหม โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางไหม ได้จดทะเบียนโอนที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนาย สา และของนาง ไหม ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จากนั้นจำเลยที่ 1 ถึง 3 นำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ 4 โจทก์ขอฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินและจดทะเบียนจำนอง ตามโฉนดหลายเล่ม (รวม ≈ หลายไร่) และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาง ไหม จดทะเบียนโอนทรัพย์มรดกเฉพาะส่วนให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง โดยอ้างว่า “คดีขาดอายุความมรดกแล้ว” ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ในชั้นฎีกา ศาลวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า โจทก์ไม่มีการครอบครองหรือร่วมครอบครองทรัพย์มรดกใดเลย ในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด และโจทก์ได้มายื่นฟ้องเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2556 โดยที่เจ้าของมรดก (นาง ไหม) ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2532 ซึ่งหมายความว่า “เกินหนึ่งปี” นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ทำให้ขาดอายุความมรดกตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า สิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกจึงถูกห้ามมิให้ฟ้อง และทรัพย์มรดกของนาย สา และนาง ไหม ตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ถึง 3 โดยสมบูรณ์ แม้จำเลยที่ 1 จะถูกตั้งเป็นผู้จัดการมรดกภายหลังหลายปี ก็ไม่เปลี่ยนแปลงผล ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การ ขาดอายุความมรดก ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทกฎหมายหลักที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัย โดยศาลถือว่าแม้โจทก์จะมีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทแทนที่ แต่เมื่อปล่อยเวลาล่วงเลยเกิน 1 ปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย สิทธิในการฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกย่อมขาดไปตามกฎหมาย Keywords สำคัญที่สุดของคดีนี้ 1. อายุความมรดก หมายถึงระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ทายาทต้องใช้สิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากเกินกำหนดสิทธิดังกล่าวจะสิ้นสุดลงโดยเด็ดขาด 2. มาตรา 1754 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นบทบัญญัติสำคัญที่ใช้ในคดีนี้ โดยระบุว่าทายาทต้องฟ้องภายใน 1 ปี มิฉะนั้นสิทธิฟ้องจะขาด ซึ่งศาลฎีกาใช้บทนี้เป็นหลักในการตัดสินให้โจทก์แพ้คดี 3. สิทธิรับมรดกแทนที่ โจทก์อ้างสิทธิรับมรดกแทนบิดาที่ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก แต่ศาลเห็นว่าแม้จะมีสิทธิตามสายโลหิต แต่เมื่อไม่ใช้สิทธิภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ก็ไม่อาจอ้างสิทธินั้นได้อีก 4. ผู้จัดการมรดก จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกภายหลังหลายปี แต่ศาลเห็นว่าเป็นเพียงการดำเนินการทางทะเบียนเพื่อให้ได้สิทธิสมบูรณ์ในทรัพย์มรดก ไม่ใช่การจัดการมรดกที่ยังไม่เสร็จสิ้น 5. การครอบครองทรัพย์มรดก จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ครอบครองทรัพย์มรดกมาโดยตลอดหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ขณะที่โจทก์ไม่เคยครอบครองหรือทำประโยชน์ใด ๆ ศาลจึงเห็นว่าเป็นหลักฐานยืนยันว่าทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยโดยสมบูรณ์ สรุปได้ว่า สาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การขาดอายุความมรดกตามมาตรา 1754 ซึ่งทำให้สิทธิของทายาทในการฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกสิ้นสุดลง แม้จะมีสิทธิรับมรดกโดยชอบตามกฎหมายก็ตาม คำวินิจฉัย ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า • ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ผู้มีสิทธิรับมรดกซึ่งเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ต้องฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกภายใน 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หากไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาดังกล่าว สิทธิในการฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกนั้น “ขาดอายุความมรดก” และผู้มีสิทธิจะฟ้องมิได้ • ในคดีนี้ โจทก์รู้ถึงการถึงแก่ความตายของนาง ไหม (เจ้ามรดก) เมื่อมาร่วมงานศพของนาง ไหม แล้ว แต่ฟ้องล่าช้าเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย • โจทก์ไม่เคยครอบครอง หรือร่วมครอบครอง ทำประโยชน์ หรือพิสูจน์การครอบครองทรัพย์มรดกเลย แต่จำเลยที่ 1 ไปครอบครองทรัพย์มรดกของนาย สา และนาง ไหม มาโดยตลอด • ดังนั้น สิทธิของโจทก์ฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกจึงถูกห้าม มิให้ฟ้องตาม มาตรา 1754 และทรัพย์มรดกของนาย สา และนาง ไหม จึงตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ถึง 3 โดยสมบูรณ์ • เมื่อมูลเหตุการฟ้องของโจทก์ไม่อยู่ในกรณีที่จะต้องวินิจฉัยข้ออื่นอีก ผลคือ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. อายุความมรดกตาม มาตรา 1754 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า “ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกอันเจ้ามรดกถึงแก่ความตายแล้ว ต้องฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกภายในหนึ่งปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย มิฉะนั้น สิทธิฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกนั้นขาดไป” กรณีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า แม้จะมีสิทธิรับมรดก แต่อย่างไรก็ตาม หากทายาทไม่ดำเนินการภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิในการดำเนินคดีฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกจะสูญเสียไป 2. การครอบครองทรัพย์มรดกและบทบาทผู้จัดการมรดก คดีนี้ แม้จำเลยที่ 1 จะได้รับคำสั่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของนาง ไหม ภายหลัง (เมื่อ 21 สิงหาคม 2550) แต่เวลานั้นผู้ฟ้อง (โจทก์) ก็ได้สิทธิฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกไม่ทัน และจำเลยที่ 1 และที่ 2 3 ก็ได้ครอบครองทรัพย์มรดกมาโดยตลอด ดังนั้น การครอบครอง และ การจดทะเบียนโอนที่ดิน (รวมถึงจดทะเบียนจำนอง) โดยจำเลยชุดนี้ เป็นข้อสนับสนุนให้ศาลเห็นว่าทรัพย์มรดกได้ตกทอดแก่จำเลยโดยสมบูรณ์ 3. สิทธิรับมรดกแทนที่ และบทบาทของทายาททดแทน โจทก์อ้างสิทธิในฐานะเป็นบุตรของนาย ไค (หรือใคร) ซึ่งถึงแก่ความตายก่อนนาง ไหม เจ้ามรดก จึงขอรับทรัพย์มรดกแทน (แทนที่) นาย ไค ผู้เป็นบิดา ซึ่งมีสิทธิรับมรดกของนาย สา และ นาง ไหม ประเด็นนี้ศาลวินิจฉัยว่า แม้จะมีสิทธิดังกล่าว แต่เมื่อโจทก์ไม่ดำเนินการตามกรอบเวลา และไม่มีการครอบครองทรัพย์มรดกเลย สิทธิดังกล่าวจึงไม่สามารถบังคับได้ 4. ผลของการจดทะเบียนนิติกรรมโอนและจดทะเบียนจำนอง เห็นว่า จำเลยที่ 1 ถึง 3 ได้จดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดก และนำไปจดทะเบียนจำนองกับจำเลยที่ 4 ซึ่งศาลถือว่าเป็นการดำเนินการเพื่อให้ได้สิทธิสมบูรณ์ในทรัพย์มรดก ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่สนับสนุนเหตุผลที่ศาลไม่รับฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกร่วม ข้อคิดทางกฎหมาย • ทายาทที่มีสิทธิรับมรดก ควรดำเนินการฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกภายในกรอบเวลา 1 ปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตายตาม มาตรา 1754 มิฉะนั้นอาจขาดสิทธิฟ้องได้ • การ ครอบครองทรัพย์มรดกของผู้จัดการมรดกหรือทายาทอื่นอย่างต่อเนื่อง เป็นหลักฐานสำคัญที่อาจทำให้ศาลพิจารณาว่า ทรัพย์มรดกตกทอดแก่ผู้ครอบครองโดยสมบูรณ์ • แม้ทายาทจะมีสิทธิรับมรดกแทนที่ แต่หากไม่ดำเนินการตามกฎหมาย และไม่มีการครอบครองทรัพย์มรดก ก็อาจสูญเสียสิทธินั้นได้ • ผู้จัดการมรดกควรดำเนินการจัดการทรัพย์มรดกให้เสร็จสิ้นอย่างถูกต้อง และหากมีคู่กรณีทายาทที่ไม่ได้ดำเนินการ อาจมีผลให้ทรัพย์มรดกตกทอดแก่ผู้จัดการหรือตามทะเบียนโอนโดยสมบูรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 384/2564 โจทก์ฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิได้รับมรดกของ ส. ในส่วนที่ตกทอดได้แก่ ค. บิดาของโจทก์ และของ ห. แทนที่ ค. บิดาของโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อน ห. เจ้ามรดก จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ห. จดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกของ ห. ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จากนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ 4 ขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทรัพย์มรดกของ ส. และของ ห. ระหว่างจำเลยทั้งสี่ และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ห. จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกของ ห. เฉพาะส่วนให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้แบ่งที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ส. และของ ห. ให้แก่โจทก์ อันถือได้ว่าเป็นคดีมรดก หาใช่เป็นการฟ้องเรียกให้ผู้จัดการมรดกจัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของเจ้ามรดกตามหน้าที่ผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด ทั้งเรื่องนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความมรดกแล้ว โจทก์ทำงานและพักอาศัยอยู่กรุงเทพมหานคร ไม่ได้มายุ่งเกี่ยวหรือครอบครองที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของ ส. และของ ห. เลย จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองที่ดินทรัพย์มรดกของ ส. และของ ห. มาโดยตลอดนับแต่ ห. ถึงแก่ความตายโดยโจทก์และทายาทอื่นไม่เคยครอบครองหรือร่วมครอบครองทำประโยชน์ด้วย เมื่อ ห. ถึงแก่ความตายวันที่ 6 ธันวาคม 2532 โจทก์มาร่วมงานศพ ห. ถือได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงความตายของ ห. เจ้ามรดก แต่โจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2556 จึงเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่ ห. เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย คดีโจทก์จึงขาดอายุความมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ฉะนั้นสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แบ่งทรัพย์มรดก จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตามมาตรา 1754 สิทธิในที่ดินทรัพย์มรดกของ ส. และของ ห. จึงเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยสมบูรณ์ แม้จำเลยที่ 1 จะยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกของ ห. และศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2550 ก็เป็นเวลาภายหลังจากที่ ห. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้วถึง 24 ปี นับจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และเป็นเวลาภายหลังจากสิทธิของโจทก์ขาดอายุความมรดกไปแล้ว ทั้งการยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของจำเลยที่ 1 สืบเนื่องมาจากการจัดการมรดกของ ห. มีเหตุขัดข้อง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกไม่ยินยอมให้จัดการมรดก แจ้งว่าต้องมีคำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดกไปแสดงเสียก่อน ซึ่งก็ปรากฏว่าต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกของ ส. และของ ห. ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ 4 อันถือได้ว่าเป็นการดำเนินการเพื่อให้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนเพื่อให้ได้สิทธิสมบูรณ์ในที่ดินทรัพย์มรดกเท่านั้น หาใช่เป็นการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น และผู้จัดการมรดกครอบครองที่ดินมรดกไว้แทนทายาทอื่น โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10327 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10457 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 13772 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 15996 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 20030 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 22515 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการขายที่ดินโฉนดเลขที่ 10469 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 4 ไร่ 1 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 83 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 30 ตารางวาเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 20025 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 งาน 41 ตารางวา เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 12969 (ที่ถูก 12696) เนื้อที่ 2 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10327 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 13772 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 15996 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 22515 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 1 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 10469 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 4 ไร่ 1 งานเศษ เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนจำนองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 83 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 30 ตารางวาเศษ กับให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางไหมและนายวันจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10327 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ประมาณ 5 ไร่ จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10457 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 13772 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งานเศษ จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 15996 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 2 ไร่ 1 งาน จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 20030 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 งานเศษ จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 22515 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 งานเศษ จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10469 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน จดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 83 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 30 ตารางวาเศษ จดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 20025 เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 1 งาน 41 ตารางวา และจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 12969 (ที่ถูก 12696) เฉพาะส่วนที่พิพาทเนื้อที่ 2 งานเศษ ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสี่ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งในชั้นนี้เป็นยุติว่า นายสา อยู่กินฉันสามีภริยากับนางเสาร์ โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันมีบุตรด้วยกันรวม 4 คน คือ นางไหม นางตั้ว นายไคหรือใคร และนางสาวสุข โจทก์เป็นบุตรที่บิดารับรองแล้วของนายไคหรือใคร กับนางฉวี ส่วนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นบุตรของนายบุดดี กับนางสาวสุข จำเลยที่ 4 เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ.2509 นางไหมเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายวัน เมื่อปี 2507 นายสาถึงแก่ความตาย ปี 2501 นางเสาร์ถึงแก่ความตาย ปี 2510 นางสาวสุขถึงแก่ความตาย วันที่ 1 มีนาคม 2523 นายไคหรือใครถึงแก่ความตาย วันที่ 6 ธันวาคม 2532 นางไหมถึงแก่ความตายและวันที่ 3 มกราคม 2539 นายวันถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางไหมกับนายวัน ที่ดินโฉนดเลขที่ 10457, 10469 และ น.ส. 3. ก เลขที่ 83 เป็นทรัพย์มรดกของนายสา และที่ดินโฉนดเลขที่ 20030, 22515, 20025, 12696, 10327 เป็นทรัพย์มรดกของนางไหม ซึ่งตกทอดแก่ทายาทของนายสาและนางไหม ตามลำดับ นายไคหรือใคร เป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายสาและของนางไหม โจทก์เป็นบุตรของนายไคหรือใคร มีสิทธิได้รับทรัพย์มรดกแทนที่นายไคหรือใคร ที่ดินโฉนดเลขที่ 13772, 15996 มีนายวันเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 20119 เป็นสินสมรสระหว่างนายวันกับนางไหม ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า มีเหตุเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 10457, 10469 และ น.ส. 3 ก. เลขที่ 83 ทรัพย์มรดกของนายสา กับเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 20030, 22515, 20025, 12696, 10327 ทรัพย์มรดกของนางไหม ระหว่างจำเลยทั้งสี่ และจำเลยที่ 1 ต้องจดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีสิทธิได้รับมรดกของนายสาในส่วนที่ตกทอดได้แก่นายไคบิดาของโจทก์และของนางไหม แทนที่นายไคหรือใครบิดาโจทก์ซึ่งถึงแก่ความตายไปก่อนนางไหมเจ้ามรดก จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางไหมจดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกของนางไหมให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จากนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ 4 ขอให้เพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินทรัพย์มรดกของนายสา และของนางไหม ระหว่างจำเลยทั้งสี่ และให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางไหม จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกนางไหมเฉพาะส่วนให้แก่โจทก์ กรณีจึงเป็นเรื่องที่โจทก์ฟ้องขอให้แบ่งที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของนายสาและของนางไหมให้แก่โจทก์ อันถือได้ว่าเป็นคดีมรดก หาใช่เป็นการฟ้องเรียกให้ผู้จัดการมรดกจัดการแบ่งทรัพย์มรดกให้แก่ทายาทของเจ้ามรดกตามหน้าที่ผู้จัดการมรดกแต่อย่างใด ทั้งเรื่องนี้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ได้ให้การต่อสู้ไว้ด้วยว่าคดีโจทก์ขาดอายุความมรดกแล้ว และเมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า เมื่อปี 2523 นายไคหรือใครถึงแก่ความตายที่กรุงเทพมหานคร ขณะโจทก์อายุ 5 ขวบ นายวันกับนางไหม รับโจทก์ซึ่งพักอาศัยอยู่กรุงเทพมหานคร มาอุปการะเลี้ยงดูเสมือนบุตรที่จังหวัดศรีสะเกษ ต่อมาหลังจากนางไหมถึงแก่ความตาย นายวันซึ่งบวชเป็นพระภิกษุไปหาโจทก์ที่กรุงเทพมหานคร บอกว่าจัดการโอนทรัพย์มรดกของนางไหมมาเป็นชื่อของนายวันแล้ว ซึ่งเจือสมกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่ว่าบุตรของนางฉวี ซึ่งหมายความรวมถึงโจทก์ด้วย เมื่อโตขึ้นแล้วได้ไปทำงานที่กรุงเทพมหานคร เมื่อโจทก์กับญาติที่อยู่กรุงเทพมหานครกลับมาเยี่ยมญาติที่อยู่จังหวัดศรีสะเกษ มักนำสิ่งของมาฝากญาติซึ่งรวมถึงจำเลยที่ 1 ด้วย ครั้นนายวันถึงแก่ความตาย โจทก์ทราบแต่ไม่ได้มาร่วมงานศพ เนื่องจากทำงานและพักอาศัยอยู่กรุงเทพมหานคร จนกระทั่งปี 2555 โจทก์มาเรียกเอาทรัพย์มรดกของนายสากับของนางไหม ซึ่งแสดงให้น่าเชื่อว่า โจทก์ทำงานและพักอาศัยอยู่กรุงเทพมหานคร ไม่ได้มายุ่งเกี่ยวหรือครอบครองที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกของนายสาและของนางไหมเลย ดังที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การและนำสืบต่อสู้ เชื่อได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองที่ดินทรัพย์มรดกของนายสาและของนางไหมมาโดยตลอดนับแต่นางไหมถึงแก่ความตายโดยโจทก์และทายาทอื่นไม่เคยครอบครองหรือร่วมครอบครองทำประโยชน์ด้วย เมื่อนางไหมถึงแก่ความตายวันที่ 6 ธันวาคม 2532 โจทก์มาร่วมงานศพนางไหม ตามที่โจทก์ตอบทนายจำเลยทั้งสามถามค้านถือได้ว่าโจทก์ได้รู้ถึงความตายของนางไหม เจ้ามรดก แต่โจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2556 จึงเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่นางไหมเจ้ามรดก ถึงแก่ความตาย คดีโจทก์จึงขาดอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ฉะนั้นสิทธิของโจทก์ที่จะฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แบ่งทรัพย์มรดก จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตามมาตรา 1754 สิทธิในที่ดินทรัพย์มรดกของนายสาและของนางไหม จึงเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ถึง 3 โดยสมบูรณ์ แม้จำเลยที่ 1 จะยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางไหม และศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2550 ก็เป็นเวลาภายหลังจากที่นางไหม เจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้วถึง 24 ปี นับจากที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และเป็นเวลาภายหลังจากสิทธิของโจทก์ขาดอายุความมรดกไปแล้ว อีกทั้งยังได้ความว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางสาวสุข เมื่อนางสาวสุขเป็นบุตรของนายสากับนางเสาร์ นางสาวสุขเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางไหม มีสิทธิในทรัพย์มรดกของนางไหม เมื่อนางสาวสุขถึงแก่ความตายไปก่อนนางไหม เจ้ามรดก จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิได้รับมรดกของนางไหม แทนที่นางสาวสุขมารดาจำเลยที่ 1 ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงมีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของนางไหม และการที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางไหม และศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2550 ก็เป็นเวลาภายหลังจากที่นางไหม เจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้วเป็นเวลาถึง 24 ปี นับจากวันฟ้องคดีนี้และเป็นเวลาภายหลังจากสิทธิของโจทก์ขาดอายุความมรดกไปแล้ว ทั้งการยื่นคำร้องขอจัดการมรดกของจำเลยที่ 1 สืบเนื่องมาจากการจัดการมรดกของนางไหม มีเหตุขัดข้อง เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกไม่ยินยอมให้จัดการมรดก แจ้งว่าต้องมีคำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดกไปแสดงเสียก่อน ซึ่งก็ปรากฏว่าต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินทรัพย์มรดกของนายสาและของนางไหมให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้วจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองไว้กับจำเลยที่ 4 อันถือได้ว่าเป็นการดำเนินการเพื่อให้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนเพื่อให้ได้สิทธิสมบูรณ์ในที่ดินทรัพย์มรดกเท่านั้น หาใช่เป็นการจัดการมรดกยังไม่เสร็จสิ้น และผู้จัดการมรดกครอบครองที่ดินมรดกไว้แทนทายาทอื่นดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความมรดก จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้ว กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1.คำพิพากษาศาลฎีกา 1368/2510 คดีนี้เจ้าของมรดกถึงแก่ความตาย แล้วทายาทฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย ศาลวินิจฉัยว่า ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง “ห้ามมิให้ฟ้องคดีมรดกเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่เมื่อเจ้ามรดกตาย” จึงถือว่าโจทก์ในคดีนี้ฟ้องล่าช้า สิทธิฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกจึงขาดไป จากนั้นศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นว่าคดีขาดอายุความมรดก ผู้ฟ้องไม่มีสิทธิเพราะไม่ปฏิบัติตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด จุดเปรียบเทียบสำคัญ: กรณีเช่นเดียวกับคดี 384/2564 ที่ทายาทฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกช้าเกิน 1 ปีแล้ว ทำให้ศาลใช้มาตรา 1754 ห้ามฟ้อง และทรัพย์มรดกตกแก่ผู้ครอบครอง 2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3575/2541 คดีนี้ศาลฎีกาเน้นจำแนก “คดีจัดการมรดก” กับ “คดีมรดก (ฟ้องแบ่งทรัพย์มรดก)” ว่าเป็นคนละประเภทและมีอายุความต่างมาตรา โดยชี้ชัดว่า อายุความฟ้องคดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกอยู่ในบังคับ ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง (5 ปี) ส่วนคดีมรดกซึ่งเป็นการฟ้องขอ “แบ่ง” ทรัพย์มรดกให้ทายาท อยู่ในบังคับ มาตรา 1754 (1 ปี) ประเด็นสำคัญคือ แม้กองมรดกจะมีการตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว ก็หาใช่ทำให้สิทธิเรียกร้องของทายาทเพื่อ “แบ่ง” กลายเป็นคดีจัดการมรดกไม่ หากคู่ความถูกฟ้องในฐานะ “ทายาท/ผู้สืบสิทธิของทายาท” การต่อสู้เรื่องอายุความต้องวัดกันตามมาตรา 1754 ไม่ใช่ 1733 วรรคสอง อีกทั้งหากมีข้อกล่าวหาว่าทายาท “ปิดบังทรัพย์มรดก” ศาลต้องวินิจฉัยก่อนว่าถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่ เพราะหากยังเป็นทายาทอยู่ การยกอายุความมาต่อสู้ก็ทำได้ และหากไม่ได้กำจัดเสียก่อนแต่ไปวินิจฉัยอายุความเลย ถือว่า “ข้ามขั้นตอน” ศาลฎีกาจึงให้ศาลชั้นต้นกลับไปวินิจฉัยเรื่องนี้ใหม่ แนวนี้ช่วยตีกรอบการเลือกใช้มาตราที่ถูกต้องกับ “ฐานคดี” ซึ่งส่งผลต่อผลแพ้ชนะโดยตรงในประเด็นอายุความมรดกที่เข้มงวด 1 ปี (เทียบคดี 384/2564 ที่ก็วินิจฉัยว่าสิทธิฟ้องแบ่งขาดอายุความตามมาตรา 1754) โดยสรุป คดีใดเป็น “ฟ้องแบ่ง” ให้ยึด 1754 เป็นหลัก ไม่อาจอาศัยการตั้งผู้จัดการมรดกเพื่อยืดอายุความได้. 3.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1204/2535 ประเด็นเด่นของคดีนี้คือผลทางอายุความมรดกเมื่อ “ผู้จัดการมรดก” ครอบครองทรัพย์แต่ผู้เดียวมานาน ศาลฎีกาถือหลักว่า เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการมรดก แม้จำเลยจะครอบครองที่ดินพิพาทเพียงลำพัง ก็ “ต้องถือว่าเป็นการครอบครองแทนทายาทคนอื่นด้วย” ฐานะนี้ทำให้จำเลยไม่อาจยกอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1754 มาตัดสิทธิทายาทรายอื่นได้โดยง่าย แนวคิดสำคัญคือผู้จัดการมรดกทำหน้าที่เพื่อกองมรดกและทายาททุกคน การครอบครองในนามผู้จัดการย่อมเป็น “ครอบครองเพื่อส่วนรวมแห่งกองมรดก” มิใช่เพื่อยึดทรัพย์ตัดสิทธิของทายาทรายอื่น ประเด็นนี้เป็น “ด้านกลับ” ของคดี 384/2564 ที่ทายาทปล่อยปละละเลยเกิน 1 ปีจนสิทธิตัดขาด แต่หากอีกฝั่งเป็นผู้จัดการมรดก การยก 1754 มาปฏิเสธสิทธิทายาท (ที่ถูกครอบครองแทน) จะทำไม่ได้ตามแนวคำพิพากษานี้ แนววินิจฉัยจึงย้ำคุณค่าบทบาทผู้จัดการมรดกว่าเป็น “ผู้แทนกองมรดก” มากกว่าผู้ถือครองส่วนตน ซึ่งมีผลลดทอนการใช้ 1754 เป็นโล่ป้องกันแบบเบ็ดเสร็จ. 4.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1645/2520 กรณีนี้ชี้ให้เห็น “ทางออก” เมื่อเกิน 1 ปีแล้วแต่ทายาทยังประสงค์จัดสรรทรัพย์ โดยข้อเท็จจริงเป็นมรดกไม่มีพินัยกรรม ทายาททำ “หนังสือสัญญาแบ่งมรดก” กันภายหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเกินหนึ่งปี คู่ความภายหลังจึงมาฟ้อง “ขอให้ศาลบังคับตามสัญญาแบ่ง” ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องเช่นนี้ “ไม่ใช่ฟ้องในฐานะเป็นทรัพย์มรดก” จึง “ไม่อยู่ในอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1754” แต่เป็นการฟ้องตามนิติสัมพันธ์เชิงสัญญาที่ทายาทได้ก่อขึ้นเองภายหลัง ถือเป็นสิทธิเรียกร้องคนละฐานกับสิทธิแบ่งทรัพย์มรดกโดยตรง แนวนี้เป็นบทเรียนสำคัญต่อการวางแผนคดี: หากพ้น 1 ปีไปแล้ว การอาศัย “สัญญาแบ่งภายหลัง” อาจทำให้ฐานฟ้องเลื่อนจาก 1754 ไปเป็นข้อพิพาทตามสัญญา (ซึ่งมีอายุความต่างหาก) ช่วยให้ทายาทยังมีช่องทางทางกฎหมายโดยไม่ติดล็อกอายุความมรดก 1 ปีแบบคดี 384/2564 ที่ฟ้องโดยฐาน “แบ่งมรดก” ล้วน ๆ จึงขาดอายุความ. 5.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1479/2493 คดีนี้แม้เก่ากว่ายุคปัจจุบัน แต่มีคุณค่าทางปฏิบัติสูงในประเด็น “การนับกำหนดเวลา” ของอายุความมรดก 1 ปี โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากวันครบกำหนด 1 ปีตรงกับ “วันอาทิตย์” (วันหยุดราชการ) ผู้มีสิทธิสามารถนำคดีมาฟ้องใน “วันจันทร์ถัดมา” ซึ่งเป็นวันทำการวันแรก และ “ยังถือว่าไม่ขาดอายุความ” แนวนี้สะท้อนการประยุกต์หลักทั่วไปด้านกำหนดเวลาในทางแพ่งกับอายุความเฉพาะเรื่องมรดก ช่วยลดข้อพิพาททางเทคนิคที่อาจทำให้คดีดับสิทธิลงเพราะข้อยิบย่อยด้านวันเวลา สำหรับนักกฎหมายเชิงปฏิบัติ การรู้แนวนี้ช่วยบริหารเส้นตายได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น และในการเปรียบเทียบกับคดี 384/2564 ก็ยิ่งชัดว่า หากผู้มีสิทธิใช้เวลาใกล้ครบปี ควรพิจารณา “วันสุดท้าย” และสถานะวันหยุด/วันทำการให้ถูกต้อง เพราะความคลาดเพียงวันเดียวส่งผลที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงต่อผลคดี. 6.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3384/2530 คำพิพากษานี้ขยายกรอบมาตรา 1754 ไปถึง “เจ้าหนี้ของเจ้ามรดก” ตามวรรคสาม โดยเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกต้องดำเนินคดีภายใน 1 ปี “นับแต่เมื่อเจ้าหนี้ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตายของเจ้ามรดก” แม้ว่าสิทธิเรียกร้องเดิมของเจ้าหนี้จะมีอายุความยาวกว่าหนึ่งปีในตัวมันเองก็ตาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อเจ้าหนี้ละเลยไม่ใช้สิทธิภายในกรอบเวลานี้ย่อม “ขาดอายุความ” และฟ้องไม่ได้ แนวนี้แสดงให้เห็นว่ามาตรา 1754 มิได้จำกัดเฉพาะ “ทายาทฟ้องแบ่ง” แต่ครอบคลุม “เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ที่ตาย” ด้วย เป็นการยืนยันนโยบายกฎหมายเรื่องความแน่นอนรวดเร็วในการปิดบัญชีกองมรดก เปรียบเทียบกับคดี 384/2564 จะเห็นหลักร่วมคือ ศาลเคร่งครัดต่อกรอบเวลา 1 ปีอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นทายาทหรือบุคคลภายนอกอย่างเจ้าหนี้ หากไม่รีบดำเนินการ สิทธิย่อมสิ้นสุดลงตามบทบัญญัติพิเศษนี้ ซึ่งเหนืออายุความทั่วไปของสิทธิเรียกร้องเดิม. IRAC Issue (ประเด็น): ทายาท (โจทก์) ที่อ้างสิทธิรับมรดกแทนที่บิดาผู้ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก ขอแบ่งทรัพย์มรดกของเจ้ามรดก (และผู้ก่อนเจ้ามรดก) โดยโอนที่ดินหลายแปลง แต่จำเลยอ้างว่าคดีขาดอายุความมรดกแล้ว คำถามคือ ทายาทยังมีสิทธิฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกได้หรือไม่ และผู้ครอบครองทรัพย์มรดกจำเลยจะได้รับทรัพย์มรดกอย่างสมบูรณ์หรือไม่ Rule (กฎหมาย): ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ระบุว่า “ทายาทผู้มีสิทธิรับมรดก… ต้องฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกภายในหนึ่งปี นับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย; หากไม่ใช้สิทธิเพื่อฟ้องภายในเวลาที่กำหนด สิทธิฟ้องนั้นขาด” ซึ่งเป็นหลักกฎหมายที่ใช้วินิจฉัยอายุความมรดก Application (การประยุกต์ใช้): • เจ้ามรดก (นาง ไหม) ถึงแก่ความตายในวันที่ 6 ธันวาคม 2532 • โจทก์มาร่วมงานศพ แสดงว่าได้ทราบการถึงแก่ความตายของเจ้ามรดกแล้ว • โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2556 ซึ่งเกินกว่าหนึ่งปีแล้วนับจากวันถึงแก่ความตาย • โจทก์ไม่เคยครอบครองหรือร่วมครอบครองทรัพย์มรดก แล้วจำเลยที่ 1 ถึง 3 ได้ครอบครองทรัพย์มรดกมาอย่างต่อเนื่องและจดทะเบียนโอน / จำนอง • จากหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงดังกล่าว จึงสอดคล้องว่า สิทธิฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกของโจทก์ขาดอายุความตาม มาตรา 1754 • ทรัพย์มรดกจึงตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ถึง 3 โดยสมบูรณ์ Conclusion (บทสรุป): ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกช้าเกินกว่ากำหนดเวลาตาม มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ทำให้สิทธิฟ้องของโจทก์ขาดไป และทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ถึง 3 โดยสมบูรณ์ คำพิพากษาศาลฎีกายืนตามศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของนายไคหรือใคร อ้างสิทธิรับมรดกแทนที่บิดาในทรัพย์มรดกของนายสาและนางไหม แต่ไม่ได้ครอบครองหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกเลย อีกทั้งฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกภายหลังจากเจ้ามรดก (นางไหม) ถึงแก่ความตายไปแล้วกว่า 20 ปี คำถามคือ โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกหรือไม่ และสิทธิดังกล่าวจะสิ้นสุดไปโดยอายุความหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดก เนื่องจากขาดอายุความมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดว่า ทายาทต้องฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกภายในหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย การที่โจทก์ทราบการตายของนางไหมตั้งแต่ปี 2532 แต่กลับมาฟ้องในปี 2556 ถือว่าเกินกำหนดหนึ่งปีตามกฎหมาย สิทธิฟ้องจึงขาดและไม่อาจเรียกร้องได้อีก แม้จะมีสิทธิรับมรดกโดยสายโลหิตก็ตาม การฟ้องครั้งนี้จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตามมาตรา 1754 ข้อ 2. โจทก์อ้างว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางไหม จดทะเบียนโอนที่ดินมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 แล้วนำไปจดทะเบียนจำนองไว้กับธนาคาร จำเลยทั้งสามจึงได้สิทธิครอบครองในทรัพย์มรดกโดยมิชอบ คำถามคือ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ดังกล่าวถือเป็นการจัดการมรดกที่ยังไม่เสร็จสิ้น หรือเป็นการครอบครองโดยชอบ และมีผลอย่างไรต่อสิทธิของโจทก์ในการฟ้อง ธงคำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จดทะเบียนโอนที่ดินและจดทะเบียนจำนองทรัพย์มรดก เป็นการดำเนินการเพื่อให้ได้สิทธิครอบครองที่สมบูรณ์ในทรัพย์มรดก มิใช่การจัดการมรดกที่ยังไม่เสร็จสิ้น แม้จำเลยที่ 1 จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกภายหลังจากนางไหมถึงแก่ความตายไปแล้วถึง 24 ปี ก็ไม่อาจทำให้สิทธิของโจทก์กลับคืนมาได้ เนื่องจากสิทธิของโจทก์ได้ขาดอายุความไปแล้วตามมาตรา 1754 การครอบครองและจดทะเบียนของจำเลยจึงถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย และทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยทั้งสามโดยสมบูรณ์ ข้อ 3. โจทก์อ้างสิทธิรับมรดกในฐานะบุตรของนายไคหรือใคร ซึ่งถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก (นางไหม) จึงขอรับมรดกแทนที่บิดา แต่จำเลยแย้งว่า โจทก์ไม่เคยเข้าครอบครองหรือทำประโยชน์ในทรัพย์มรดกเลย คำถามคือ การที่โจทก์ไม่เคยครอบครองทรัพย์มรดกมีผลต่อสิทธิรับมรดกแทนที่หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาอธิบายว่า การรับมรดกแทนที่ (representation) แม้จะเป็นสิทธิที่กฎหมายให้แก่ทายาทในสายโลหิตของผู้ถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก แต่สิทธิดังกล่าวต้องดำเนินการภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด และต้องไม่ขัดต่อหลักอายุความ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ไม่เคยครอบครองทรัพย์มรดกหรือแสดงเจตนาใช้สิทธิเพื่อแบ่งทรัพย์มรดกภายในหนึ่งปีหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตาย การรับมรดกแทนที่จึงไม่อาจอ้างบังคับได้อีก สิทธินั้นสิ้นสุดลงตามอายุความมรดกเช่นเดียวกับสิทธิฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกทั่วไปตามมาตรา 1754 ข้อ 4. จำเลยที่ 1 เป็นผู้ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเป็นผู้จัดการมรดกของนางไหมในปี 2550 ซึ่งเป็นเวลาหลังเจ้ามรดกถึงแก่ความตายกว่า 20 ปี และหลังโจทก์ขาดอายุความไปแล้ว คำถามคือ การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกภายหลังขาดอายุความมีผลทำให้สิทธิของโจทก์กลับคืนมาหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การตั้งผู้จัดการมรดกภายหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายเป็นเวลานาน ไม่มีผลทำให้สิทธิของทายาทที่ขาดอายุความไปแล้วกลับคืนมา การยื่นคำร้องขอแต่งตั้งผู้จัดการมรดกในปี 2550 ของจำเลยที่ 1 เกิดขึ้นหลังจากนางไหมถึงแก่ความตายตั้งแต่ปี 2532 และหลังจากที่สิทธิของโจทก์ขาดอายุความไปแล้วกว่า 18 ปี ศาลเห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงหลักฐานทางทะเบียนเป็นไปโดยถูกต้อง ไม่ใช่การเปิดโอกาสให้ทายาทอื่นมาฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกใหม่อีกครั้ง ดังนั้น การแต่งตั้งผู้จัดการมรดกภายหลังจึงไม่อาจทำให้สิทธิของโจทก์ฟื้นคืนได้ สิทธิในทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 โดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย สรุปภาพรวม คำพิพากษาศาลฎีกานี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของ “อายุความมรดก” ตามมาตรา 1754 ที่กำหนดระยะเวลาฟ้องแบ่งทรัพย์มรดกภายในหนึ่งปี หากทายาทละเลยไม่ใช้สิทธิภายในเวลานั้น แม้จะมีสิทธิรับมรดกโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม สิทธิดังกล่าวย่อมสิ้นสุดลงโดยเด็ดขาด และไม่อาจฟื้นคืนได้ภายหลัง ไม่ว่าผู้จัดการมรดกจะถูกตั้งภายหลังหรือไม่ก็ตาม |





