
| ผู้ถือหุ้นมีสิทธิร้องทุกข์หรือฟ้องคดีได้เพียงใด เมื่อกรรมการยักยอกเงินของบริษัท
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหากฎหมายอาญาและกฎหมายบริษัทที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง กล่าวคือ เมื่อบริษัทจำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคลได้รับความเสียหายจากการที่กรรมการคนหนึ่งเบิกถอนเงินจากบัญชีบริษัทไปโดยทุจริต ผู้ถือหุ้นซึ่งมิอาจดำเนินการแทนบริษัทได้โดยลำพัง จะถือเป็น “ผู้เสียหาย” ที่มีสิทธิร้องทุกข์และผลักดันให้เกิดการดำเนินคดีอาญาได้หรือไม่ คดีนี้ยังเชื่อมโยงกับประเด็นสำคัญอีกส่วนหนึ่ง คือข้อกล่าวหาเรื่องปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมในการก่อตั้งบริษัท ซึ่งศาลต้องชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอย่างเคร่งครัดว่ามีน้ำหนักถึงขั้นลงโทษได้หรือไม่ สาระสำคัญที่สุดของคดีนี้จึงมิได้อยู่เพียงว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานยักยอกหรือไม่เท่านั้น หากแต่อยู่ที่การวางหลักว่า ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดคือกรรมการผู้มีอำนาจแทนนิติบุคคลเอง จนเกิดภาวะที่นิติบุคคลไม่อาจใช้กลไกปกติในการร้องทุกข์หรือฟ้องคดีแก่ตนเองได้ ผู้ถือหุ้นซึ่งมีส่วนได้เสียโดยตรงในผลประกอบการและทรัพย์สินของบริษัท ย่อมอาจได้รับการรับรองฐานะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายอาญาได้ ทั้งยังสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างหลักนิติบุคคลตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กับหลักผู้เสียหายและอำนาจสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาอย่างชัดเจน เป็นคดีที่มีคุณค่าสูงทั้งในเชิงวิชาการและเชิงปฏิบัติสำหรับคดีที่เกี่ยวกับกรรมการบริษัท ผู้ถือหุ้น และความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ของนิติบุคคล สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้มีจุดตั้งต้นจากการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่า บริษัท ว. เป็นบริษัทจำกัดที่มีผู้ถือหุ้น 3 คน โดยโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นทั้งผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัท มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทเพื่อผูกพันนิติบุคคล ต่อมาจำเลยถูกกล่าวหาว่าเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัทแต่เพียงผู้เดียว แล้วเบียดบังเอาเงินดังกล่าวเป็นของตนโดยทุจริต ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย และในทางผลประโยชน์ย่อมกระทบต่อโจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นโดยตรง นอกจากข้อหายักยอกแล้ว คดียังมีข้อกล่าวหาอีกส่วนหนึ่งเกี่ยวกับการปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม โดยเอกสารที่เป็นประเด็นได้แก่หนังสือบริคณห์สนธิ คำรับรองลายมือชื่อพยาน และรายงานชื่อผู้เริ่มก่อการกับผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นในการประชุมจัดตั้งบริษัท ซึ่งมีประเด็นว่าลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในเอกสารดังกล่าวเป็นลายมือชื่อจริงหรือปลอม และจำเลยมีส่วนในการปลอมหรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นเอกสารปลอมหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ศาลฎีการับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นคือ บริษัท ว. ได้จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2556 มีโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการร่วมกัน ส่วนสัดส่วนการถือหุ้นนั้นโจทก์ร่วมอ้างว่าตกลงกันไว้ต่างจากเอกสารที่ใช้จดทะเบียน แต่กลับไม่ได้นำบันทึกข้อตกลงเรื่องหุ้นมาแสดงต่อศาล ทั้งยังปรากฏว่าในทางปฏิบัติภายหลังจดทะเบียนแล้ว ทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยได้ร่วมกันดำเนินกิจการบริษัท และใช้เอกสารที่จดทะเบียนแล้วไปประกอบธุรกรรมกับธนาคารหลายครั้ง ต่อมาประมาณกลางปี 2558 ความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยเกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้น มีข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินสูญหาย และจำเลยยังยื่นคำร้องขอเลิกบริษัทต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ จนมีคำสั่งให้เลิกบริษัทและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี อย่างไรก็ดี ก่อนการชำระบัญชีดังกล่าว โจทก์ร่วมได้ไปแจ้งความร้องทุกข์เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2558 กล่าวหาจำเลยในคดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและยักยอก ลงโทษจำคุกรวมและให้คืนหรือใช้เงิน 8,962,000 บาทแก่โจทก์ร่วม แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องทั้งหมด โจทก์และโจทก์ร่วมจึงฎีกา ทำให้ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยเป็นลำดับว่า ข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมฟังได้หรือไม่ โจทก์มีอำนาจฟ้องฐานยักยอกหรือไม่ และในส่วนข้อเท็จจริงเรื่องยักยอกควรดำเนินการต่อไปอย่างไร คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นแรก เรื่องความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมยังไม่เพียงพอให้รับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วม หรือรู้อยู่แล้วว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม แม้จะได้ความว่าจำเลยเป็นผู้จัดเตรียมและรวบรวมเอกสารเกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัท แต่เพียงเท่านี้ยังไม่พอจะสรุปถึงการปลอมเอกสารได้ ศาลให้ความสำคัญกับพฤติการณ์หลายประการ ได้แก่ โจทก์ร่วมอ้างว่ามีข้อตกลงการถือหุ้นต่างจากเอกสารที่ยื่นจดทะเบียน แต่กลับไม่ได้นำบันทึกข้อตกลงดังกล่าวมาแสดง ทั้งที่ยอมรับว่ามีอยู่จริง เมื่อเทียบกับข้ออ้างของจำเลยที่สอดคล้องกับเอกสารการจดทะเบียนและพฤติการณ์ภายหลังจดทะเบียนแล้ว จึงทำให้ข้ออ้างของโจทก์ร่วมขาดน้ำหนัก นอกจากนี้ ศาลยังเห็นว่าหลังการจัดตั้งบริษัท โจทก์ร่วมกับจำเลยได้ดำเนินกิจการร่วมกัน ใช้เอกสารบริษัทไปทำธุรกรรมกับธนาคาร และโจทก์ร่วมไม่ได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าได้ทราบเรื่องลายมือชื่อปลอมตั้งแต่เมื่อใด อีกทั้งมิได้ปฏิเสธหนักแน่นในลักษณะที่สอดคล้องกันตลอดมา เมื่อพฤติการณ์ภายหลังกลับแสดงการยอมรับใช้เอกสารเหล่านั้นอยู่เป็นเวลานาน จนกระทั่งเกิดข้อขัดแย้งเรื่องการบริหารงานในภายหลัง จึงเพิ่งรื้อฟื้นประเด็นปลอมเอกสารขึ้นมา ศาลจึงเห็นว่าคำเบิกความของโจทก์ร่วมยังมีพิรุธและไม่น่าเชื่อถือเพียงพอ ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่า ยังมีความสงสัยตามสมควรเกี่ยวกับการกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ข้อหานี้จึงยกฟ้อง ประเด็นที่สอง เรื่องอำนาจร้องทุกข์และอำนาจฟ้องในความผิดฐานยักยอก นี่คือหัวใจสำคัญที่สุดของคำพิพากษานี้ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ได้วางหลักอย่างมีนัยสำคัญว่า แม้บริษัทจำกัดจะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 และเงินที่นำฝากในบัญชีบริษัทจึงเป็นทรัพย์ของบริษัท ไม่ใช่ทรัพย์ของผู้ถือหุ้นโดยตรง แต่เมื่อกรรมการผู้มีอำนาจแทนบริษัทเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อบริษัทเสียเอง การจะให้บริษัทใช้อำนาจตามกลไกปกติเพื่อฟ้องร้องตนเองย่อมเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ ศาลอธิบายต่อว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (3) เมื่อความผิดกระทำต่อนิติบุคคล ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลเป็นผู้มีอำนาจฟ้องแทนนิติบุคคล แต่ในคดีนี้จำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจแทนบริษัทกลับเป็นผู้ถูกกล่าวหาเอง จึงชัดเจนว่าจะไม่ดำเนินคดีแทนบริษัทเพื่อกล่าวหาตนเอง ส่วนโจทก์ร่วมแม้เป็นกรรมการเช่นกัน แต่ข้อบังคับของบริษัทกำหนดให้ต้องลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลย จึงไม่อาจดำเนินการแทนบริษัทโดยลำพังได้ อย่างไรก็ดี ศาลเห็นว่าโจทก์ร่วมมิได้มีเพียงสถานะกรรมการ แต่ยังมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้น และมีส่วนได้เสียโดยตรงในผลประกอบการและทรัพย์สินของบริษัท เมื่อกรรมการอีกคนหนึ่งเบิกถอนเงินออกจากบัญชีบริษัทไปโดยทุจริต จึงย่อมทำให้โจทก์ร่วมได้รับความเสียหายในฐานะผู้ถือหุ้นโดยตรงได้ด้วย ประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคแรก ยังรับรองหลักว่า หากกรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท และบริษัทไม่ยอมฟ้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดย่อมยกคดีนั้นขึ้นว่ากล่าวได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหาย มีสิทธิร้องทุกข์หรือฟ้องคดีเองได้ คดีฐานยักยอกนี้เป็นความผิดต่อส่วนตัว เมื่อโจทก์ร่วมได้ร้องทุกข์โดยชอบแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าโจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้อง ประเด็นที่สาม เรื่องจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกหรือไม่ ในส่วนนี้ ศาลฎีกายังมิได้วินิจฉัยเด็ดขาดในข้อเท็จจริงว่าจำเลยได้ยักยอกเงินจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เพราะศาลอุทธรณ์ได้ยกฟ้องโดยวินิจฉัยตัดเรื่องอำนาจร้องทุกข์และอำนาจฟ้องเสียก่อน จึงยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในเนื้อหาว่าจำเลยกระทำยักยอกหรือไม่ เมื่อฐานความผิดยักยอกตามมาตรา 352 วรรคหนึ่ง มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องการฎีกาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรให้คดีดำเนินไปตามลำดับชั้นศาล โดยยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะในความผิดฐานยักยอก แล้วส่งสำนวนกลับไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมใหม่ตามรูปคดีในประเด็นว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกหรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้มีคุณค่าทางกฎหมายอย่างมาก เพราะศาลฎีกาได้ประสานหลักกฎหมายหลายแขนงเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ประการแรก หลักนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 เป็นหลักพื้นฐานของกฎหมายบริษัท กล่าวคือ ทรัพย์สินของบริษัทไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้ถือหุ้นแต่ละคนโดยตรง ผู้ถือหุ้นมีเพียงสิทธิในเชิงส่วนได้เสียจากกิจการและทรัพย์สินของบริษัทตามส่วนแห่งหุ้น มิใช่กรรมสิทธิ์เฉพาะเจาะจงในทรัพย์สินแต่ละรายการ ดังนั้น หากมีการเบิกถอนเงินออกจากบัญชีบริษัท ความเสียหายโดยตรงในชั้นแรกย่อมเกิดแก่บริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคล อย่างไรก็ดี หากยึดหลักนิติบุคคลอย่างแข็งตัวเกินไป โดยไม่คำนึงถึงโครงสร้างการบริหารและพฤติการณ์ของคดี ก็จะทำให้เกิดช่องว่างของความยุติธรรม โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้มีอำนาจแทนนิติบุคคลเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง เพราะบริษัทจะไม่สามารถใช้กลไกปกติในการร้องทุกข์หรือฟ้องคดีอาญาได้จริง คำพิพากษานี้จึงสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่มิได้มุ่งหมายให้หลักตัวแทนนิติบุคคลกลายเป็นเครื่องมือปิดกั้นการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ประการที่สอง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (3) มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดบุคคลผู้ใช้อำนาจแทนนิติบุคคลในคดีอาญา แต่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์จะตัดสิทธิบุคคลอื่นซึ่งเข้าลักษณะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายโดยแท้ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้แทนนิติบุคคลตามรูปแบบไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้เนื่องจากตนเองเป็นผู้ถูกกล่าวหา ศาลฎีกาจึงตีความบทบัญญัตินี้อย่างยืดหยุ่นแต่ยังอยู่ในกรอบของเหตุผลและความจำเป็น ประการที่สาม การอ้างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคแรก มีความสำคัญมาก เพราะเป็นการดึงหลัก “สิทธิของผู้ถือหุ้นในการยกคดีขึ้นว่ากล่าว” มาเสริมการวินิจฉัยเรื่องสถานะผู้เสียหายในคดีอาญา แม้มาตราดังกล่าวอยู่ในหมวดความรับผิดทางแพ่งของกรรมการต่อบริษัท แต่ศาลฎีกาใช้เป็นฐานเหตุผลสนับสนุนว่า ผู้ถือหุ้นมิใช่บุคคลภายนอกที่ห่างไกลจากความเสียหาย หากแต่เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในกิจการของนิติบุคคล จึงควรมีสถานะทางกฎหมายพอที่จะทำให้การคุ้มครองสิทธิของบริษัทเกิดผลได้จริง ประการที่สี่ คดีนี้ตอกย้ำมาตรฐานการพิสูจน์ในคดีอาญาอย่างเคร่งครัดในส่วนข้อหาปลอมเอกสาร แม้จะมีข้อสงสัยในทางพฤติการณ์ แต่เมื่อไม่มีพยานหลักฐานหนักแน่นพอชี้ชัดว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมหรือรู้อยู่แล้วว่าเอกสารปลอม ศาลก็ยังคงยึดหลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามมาตรา 227 วรรคสองอย่างเคร่งครัด แสดงให้เห็นว่าศาลไม่ได้โน้มเอียงตามความขัดแย้งระหว่างคู่กรณีทางธุรกิจ แต่ยังยืนอยู่บนหลักพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัย ในเชิงแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง คดีนี้มีความสำคัญในฐานะบรรทัดฐานสำหรับกรณีที่นิติบุคคลได้รับความเสียหายจากการกระทำของกรรมการหรือผู้มีอำนาจแทนบริษัทเอง โดยเฉพาะกรณีที่โครงสร้างลายมือชื่อหรืออำนาจผูกพันบริษัททำให้กรรมการฝ่ายหนึ่งไม่อาจดำเนินการแทนบริษัทโดยลำพังได้ คำพิพากษานี้ยืนยันแนวคิดว่า ศาลพร้อมมองทะลุรูปแบบทางเทคนิคของนิติบุคคล เมื่อการยึดรูปแบบนั้นอย่างเคร่งครัดจะทำให้ผู้กระทำผิดหลุดพ้นจากการตรวจสอบ บทสรุปเชิงวิเคราะห์ คดีนี้สอนบทเรียนสำคัญว่า ในคดีอาญาที่เกี่ยวกับบริษัทจำกัด ต้องแยกวิเคราะห์ให้ชัดเจนระหว่าง “เจ้าของทรัพย์ตามกฎหมาย” กับ “บุคคลผู้มีสถานะเป็นผู้เสียหายซึ่งมีสิทธิร้องทุกข์หรือยกคดีขึ้นกล่าว” เพราะแม้เงินในบัญชีจะเป็นของบริษัทในฐานะนิติบุคคล แต่เมื่อกรรมการผู้มีอำนาจแทนบริษัทเองเป็นผู้ถูกกล่าวหา และระบบการบริหารภายในทำให้ไม่อาจใช้ชื่อบริษัทดำเนินการได้จริง ผู้ถือหุ้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอาจได้รับการยอมรับให้เป็นผู้เสียหายตามกฎหมายอาญาได้ ผลทางปฏิบัติของคำพิพากษานี้จึงสำคัญอย่างมากต่อคดีทุจริตในองค์กรธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กหรือบริษัทครอบครัวที่กรรมการและผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลชุดเดียวกัน หากผู้ถือหุ้นฝ่ายหนึ่งตรวจพบว่ากรรมการอีกฝ่ายเบียดบังทรัพย์สินของบริษัท คำพิพากษานี้ย่อมเป็นฐานอ้างอิงได้ว่า การร้องทุกข์มิได้เป็นโมฆะเพียงเพราะทรัพย์เป็นของนิติบุคคลเสมอไป แต่ต้องพิจารณาโครงสร้างอำนาจของบริษัท สถานะของผู้ร้องทุกข์ และลักษณะความเสียหายร่วมกัน ในอีกด้านหนึ่ง คำพิพากษานี้ก็เตือนว่า ข้อหาปลอมเอกสารจะพิสูจน์ด้วยความสงสัยหรือความขัดแย้งภายหลังไม่ได้ จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนถึงตัวผู้ปลอม หรืออย่างน้อยต้องแสดงได้ว่าจำเลยรู้ถึงความปลอมของเอกสาร ข้อขัดแย้งทางธุรกิจภายหลังการจดทะเบียนและดำเนินกิจการไประยะหนึ่งแล้ว อาจทำให้ข้อกล่าวหาเรื่องปลอมเอกสารถูกมองว่าเป็นประเด็นที่ถูกรื้อฟื้นภายหลังจากความบาดหมาง จึงยิ่งต้องใช้พยานหลักฐานที่เข้มแข็งกว่าปกติ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและฐานยักยอก ลงโทษจำคุกรวมโดยลดโทษแล้วคงจำคุก 20 ปี และให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10133/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรี พร้อมทั้งให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 8,962,000 บาทแก่โจทก์ร่วม ส่วนคำขอนับโทษต่ออีกคดีหนึ่งให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โดยเห็นว่าโจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายโดยชอบในความผิดฐานยักยอก จึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์ ส่งผลให้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง 3. ศาลฎีกา เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์เฉพาะข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมว่า พยานหลักฐานยังมีความสงสัย ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย แต่ไม่เห็นพ้องในข้อหายักยอก โดยวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหาย มีสิทธิร้องทุกข์ได้โดยชอบ จึงยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะความผิดฐานยักยอก และให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การวินิจฉัยสถานะ “ผู้เสียหาย” ในคดีอาญามิอาจยึดติดแต่เพียงรูปแบบนิติสัมพันธ์ภายนอก หากต้องพิจารณาสภาพความเสียหายที่แท้จริงและความเป็นไปได้ในการใช้สิทธิทางกฎหมายอย่างมีประสิทธิผลด้วย ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้เสียหาย แต่ผู้แทนนิติบุคคลผู้มีอำนาจกลับเป็นผู้ถูกกล่าวหาเสียเอง การตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดในทางรูปแบบจนตัดสิทธิผู้ถือหุ้นทั้งหมด ย่อมทำให้หลักคุ้มครองทรัพย์สินของนิติบุคคลไร้ผลในทางปฏิบัติ และเปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดอาศัยโครงสร้างองค์กรเป็นเกราะกำบังตนเอง ในอีกมิติหนึ่ง คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่ากฎหมายมิได้ปล่อยให้ผู้ถือหุ้นเป็นเพียงผู้สังเกตการณ์ที่ไร้อำนาจ เมื่อกรรมการทำให้บริษัทเสียหาย ผู้ถือหุ้นย่อมมีฐานะเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง และในบางสถานการณ์อาจยกระดับถึงขั้นเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาได้ ทั้งนี้โดยต้องอาศัยการวิเคราะห์บทบัญญัติหลายมาตราร่วมกัน ทั้งหลักนิติบุคคลแยกต่างหาก หลักตัวแทนนิติบุคคลในคดีอาญา และหลักสิทธิผู้ถือหุ้นในการยกคดีขึ้นกล่าวเมื่อบริษัทไม่อาจดำเนินการเอง อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังแสดงอีกด้านหนึ่งของหลักนิติรัฐว่า แม้ศาลจะเปิดช่องให้ผู้ถือหุ้นเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ แต่ก็ไม่ได้ผ่อนคลายมาตรฐานการพิสูจน์ความผิดในข้อหาอาญาแต่อย่างใด โดยเฉพาะข้อหาปลอมเอกสารซึ่งกระทบต่อเสรีภาพของจำเลยโดยตรง พยานหลักฐานต้องหนักแน่น ชัดเจน และเชื่อมโยงถึงผู้กระทำผิดอย่างปราศจากข้อสงสัยสมควร หากพยานยังมีพิรุธหรือมีช่องว่าง ศาลก็ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยอยู่ดี ดังนั้น แก่นแท้ของคำพิพากษานี้คือการรักษาดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองนิติบุคคลและผู้ถือหุ้นจากการทุจริตภายในองค์กร กับการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาไม่ให้ต้องรับโทษโดยปราศจากพยานหลักฐานที่มั่นคงเพียงพอ เป็นคำพิพากษาที่สะท้อนทั้งความเข้มแข็งของหลักผู้เสียหายและความเข้มงวดของมาตรฐานพิสูจน์ในคดีอาญาในคราวเดียวกัน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ผู้ถือหุ้นของบริษัทมีสถานะเป็น “ผู้เสียหาย” และมีสิทธิร้องทุกข์หรือฟ้องคดีอาญาได้หรือไม่ เมื่อกรรมการบริษัทเป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลเอง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ทรัพย์สินของบริษัทจะเป็นของนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้นตามกฎหมาย แต่เมื่อกรรมการผู้มีอำนาจแทนบริษัทเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อบริษัทเสียเอง และไม่อาจฟ้องคดีแทนบริษัทได้ ผู้ถือหุ้นซึ่งมีส่วนได้เสียโดยตรงในผลประกอบการของบริษัทย่อมถือเป็นผู้เสียหายและมีสิทธิร้องทุกข์ได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (3), มาตรา 120 และมาตรา 121 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 และมาตรา 1169 ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานะของนิติบุคคล ผู้เสียหาย และสิทธิของผู้ถือหุ้นในการยกคดีขึ้นว่ากล่าว สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้มี 2 ประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. ผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา ประเด็นสำคัญคือ เมื่อบริษัทจำกัดเป็นนิติบุคคลแยกจากผู้ถือหุ้น ทรัพย์สินของบริษัทจึงไม่ใช่ทรัพย์ของผู้ถือหุ้นโดยตรง อย่างไรก็ตาม หากกรรมการซึ่งมีอำนาจแทนนิติบุคคลเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อบริษัทเสียเอง การปล่อยให้เฉพาะนิติบุคคลเป็นผู้ร้องทุกข์ย่อมทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ผู้ถือหุ้นซึ่งมีส่วนได้เสียในผลประกอบการของบริษัทและได้รับผลกระทบจากการยักยอกเงินของบริษัท ย่อมถือเป็นผู้เสียหายและมีสิทธิร้องทุกข์หรือฟ้องคดีได้ 2. นิติบุคคลกับอำนาจฟ้องคดีเมื่อกรรมการเป็นผู้กระทำผิด โดยหลักแล้ว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (3) ผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเมื่อความผิดกระทำต่อบริษัท แต่ในกรณีที่กรรมการผู้มีอำนาจแทนบริษัทเองเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด ย่อมไม่อาจฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเองได้ อีกทั้งกรรมการอีกฝ่ายก็ไม่สามารถดำเนินการแทนบริษัทโดยลำพังตามข้อบังคับบริษัท ศาลฎีกาจึงใช้หลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 ประกอบการตีความ เพื่อรับรองสิทธิของผู้ถือหุ้นในการยกคดีขึ้นกล่าวได้เมื่อบริษัทไม่อาจดำเนินการเองได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. ผู้ถือหุ้นมีสิทธิร้องทุกข์คดีอาญาได้หรือไม่ หากกรรมการยักยอกเงินของบริษัท คำตอบ โดยหลักแล้ว ทรัพย์สินของบริษัทจำกัดเป็นทรัพย์ของนิติบุคคล มิใช่ทรัพย์ของผู้ถือหุ้นโดยตรง เพราะบริษัทมีสภาพเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้นตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อย่างไรก็ดี มิได้หมายความว่าผู้ถือหุ้นจะไม่มีสิทธิใดเลยในทางคดีอาญาเสมอไป หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ากรรมการผู้มีอำนาจแทนนิติบุคคลซึ่งควรเป็นผู้ดำเนินคดีแทนบริษัท กลับเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อบริษัทเสียเอง และโครงสร้างอำนาจภายในบริษัททำให้ไม่สามารถดำเนินการในนามบริษัทได้จริง ผู้ถือหุ้นซึ่งมีส่วนได้เสียโดยตรงในผลประกอบการและทรัพย์สินของบริษัท ย่อมอาจมีฐานะเป็นผู้เสียหายและร้องทุกข์ได้โดยชอบ คำพิพากษานี้จึงยืนยันหลักสำคัญว่า สถานะผู้เสียหายในคดีอาญาต้องพิจารณาตามสภาพแห่งความเสียหายและความเป็นจริงทางกฎหมาย มิใช่ยึดถือเพียงชื่อเจ้าของทรัพย์อย่างแข็งตัวเท่านั้น คำถาม 2. เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าผู้ถือหุ้นในคดีนี้เป็นผู้เสียหายได้ ทั้งที่เงินในบัญชีเป็นของบริษัท คำตอบ ศาลฎีกาวางเหตุผลไว้อย่างละเอียดว่า แม้เงินในบัญชีจะเป็นของบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย และไม่ใช่ของผู้ถือหุ้นรายใดรายหนึ่งโดยตรง แต่เมื่อกรรมการซึ่งมีอำนาจแทนบริษัทกลับถูกกล่าวหาว่ายักยอกเงินของบริษัทเสียเอง ย่อมเกิดสภาพที่บริษัทไม่อาจใช้อำนาจฟ้องร้องตนเองได้ตามปกติ ประกอบกับผู้ถือหุ้นรายที่ร้องทุกข์ในคดีนี้ยังเป็นผู้มีส่วนได้เสียในผลประกอบการของบริษัทโดยตรง และตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 ยังรับรองหลักว่าหากกรรมการทำให้บริษัทเสียหาย ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดอาจยกคดีขึ้นกล่าวได้เมื่อบริษัทไม่ยอมฟ้อง ศาลจึงถือว่าผู้ถือหุ้นรายดังกล่าวได้รับความเสียหายตามกฎหมายเพียงพอจะมีสิทธิร้องทุกข์ได้ หลักนี้เป็นการคุ้มครองมิให้กรรมการผู้กระทำผิดใช้รูปแบบของนิติบุคคลเป็นข้ออ้างหลีกเลี่ยงความรับผิด คำถาม 3. หากข้อบังคับบริษัทกำหนดให้กรรมการต้องลงลายมือชื่อร่วมกัน ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการอีกฝ่ายจะทำอะไรได้บ้างเมื่อสงสัยว่ามีการทุจริต คำตอบ กรณีที่ข้อบังคับบริษัทกำหนดให้กรรมการต้องร่วมลงลายมือชื่อกันจึงจะผูกพันบริษัทได้ อาจทำให้กรรมการฝ่ายหนึ่งไม่สามารถใช้ชื่อบริษัทดำเนินการร้องทุกข์หรือฟ้องร้องได้โดยลำพัง โดยเฉพาะเมื่อกรรมการอีกฝ่ายซึ่งต้องลงลายมือชื่อร่วมกันนั้นเป็นผู้ถูกกล่าวหาเสียเอง สถานการณ์เช่นนี้เป็นเหตุสำคัญที่ศาลต้องมองข้อเท็จจริงให้สอดคล้องกับความเป็นจริง มิฉะนั้นสิทธิของบริษัทจะถูกปิดกั้นโดยปริยาย ในทางปฏิบัติ ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการฝ่ายที่สุจริตควรรวบรวมเอกสารการเงิน รายการเดินบัญชี มติบริษัท ข้อบังคับบริษัท หนังสือรับรอง และหลักฐานเกี่ยวกับอำนาจลงลายมือชื่อให้ครบถ้วน เพื่อแสดงต่อพนักงานสอบสวนหรือศาลว่าตนไม่อาจดำเนินการในนามบริษัทได้จริง และเหตุใดจึงต้องเข้ามาใช้สิทธิในฐานะผู้เสียหายหรือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ทั้งนี้เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเห็นสภาพปัญหาที่แท้จริงและรับรองอำนาจของผู้ร้องทุกข์ได้อย่างถูกต้อง คำถาม 4. เพราะเหตุใดศาลฎีกาจึงยกฟ้องข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ทั้งที่มีข้อพิพาทเรื่องลายมือชื่อในเอกสารจัดตั้งบริษัท คำตอบ ในคดีอาญา การลงโทษจำเลยต้องอาศัยพยานหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอให้เชื่อได้โดยปราศจากข้อสงสัยอันสมควรว่า จำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริง สำหรับข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ยังไม่มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อ หรืออย่างน้อยรู้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม แม้จำเลยจะเป็นผู้รวบรวมเอกสารในการจดทะเบียนบริษัท แต่ก็ยังไม่เพียงพอจะสรุปถึงตัวผู้ปลอมได้ อีกทั้งพฤติการณ์ภายหลังจดทะเบียนยังปรากฏว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยได้ใช้เอกสารบริษัททำธุรกรรมร่วมกันมาเป็นเวลานาน และโจทก์ร่วมก็ไม่ได้แสดงให้ชัดแจ้งว่าทราบเรื่องการปลอมลายมือชื่อเมื่อใด ความล่าช้าในการหยิบยกประเด็นปลอมเอกสารขึ้นมา หลังจากเกิดความขัดแย้งในการบริหารงานแล้ว ทำให้คำกล่าวอ้างมีพิรุธและลดทอนน้ำหนักแห่งพยานหลักฐาน ศาลจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามหลักกฎหมายอาญา คำถาม 5. คำว่า “ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย” หมายความว่าอย่างไรในทางปฏิบัติ คำตอบ หลักยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยเป็นหลักพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งมีสาระสำคัญว่า เมื่อพยานหลักฐานยังไม่มั่นคงแน่นหนาพอที่จะพิสูจน์ความผิดของจำเลยได้โดยปราศจากข้อสงสัยอันสมควร ศาลต้องยกฟ้องหรือไม่ลงโทษจำเลย หลักนี้ไม่ใช่การสันนิษฐานว่าจำเลยบริสุทธิ์ในเชิงศีลธรรม แต่เป็นการคุ้มครองเสรีภาพของบุคคลไม่ให้ถูกลงโทษจากข้อกล่าวหาที่พิสูจน์ไม่ได้ตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด ในคดีนี้ ศาลเห็นว่าข้อหาเรื่องปลอมเอกสารยังมีช่องว่างหลายประการ เช่น ไม่มีหลักฐานตรงถึงตัวผู้ปลอม ไม่มีหลักฐานชัดว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าเอกสารปลอม และพฤติการณ์ของผู้กล่าวหาเองมีความขัดแย้งกันอยู่ จึงต้องใช้หลักนี้อย่างเคร่งครัด หลักดังกล่าวมีความสำคัญมาก เพราะเป็นด่านคุ้มครองมิให้ความขัดแย้งส่วนตัวหรือข้อพิพาททางธุรกิจถูกยกระดับไปสู่การลงโทษทางอาญาโดยปราศจากฐานพิสูจน์ที่มั่นคงพอ คำถาม 6. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 เกี่ยวข้องกับคดีอาญาได้อย่างไร คำตอบ แม้มาตรา 1169 จะอยู่ในหมวดกฎหมายแพ่งว่าด้วยบริษัทจำกัดและความรับผิดของกรรมการต่อบริษัท แต่ศาลฎีกานำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้เป็นหลักประกอบเหตุผลในคดีอาญาได้ เพราะมาตรานี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดแจ้งว่า หากกรรมการก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท และบริษัทไม่ยอมฟ้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดอาจยกคดีนั้นขึ้นกล่าวได้ หลักดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่าผู้ถือหุ้นมิใช่บุคคลภายนอกที่ไม่มีความสัมพันธ์กับความเสียหาย หากแต่เป็นบุคคลที่กฎหมายรับรองฐานะให้สามารถเข้ามาปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทได้ในบางกรณี เมื่อแนวคิดนี้ถูกนำมาประสานกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศาลจึงใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนว่า ผู้ถือหุ้นในคดีลักษณะเช่นนี้อาจมีฐานะเป็นผู้เสียหายและร้องทุกข์ได้ การตีความเช่นนี้ช่วยให้กฎหมายทั้งสองระบบทำงานสอดคล้องกัน และไม่ปล่อยให้ช่องว่างทางโครงสร้างของบริษัทกลายเป็นอุปสรรคต่อการเอาผิดทางอาญา คำถาม 7. ศาลฎีกาตัดสินแล้วหรือยังว่าจำเลยยักยอกเงินจริงหรือไม่ คำตอบ ในคำพิพากษานี้ ศาลฎีกายังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงถึงที่สุดว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกเงินจริงหรือไม่ เหตุผลสำคัญคือ ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้องโดยตัดสินปัญหาเรื่องอำนาจร้องทุกข์และอำนาจฟ้องเสียก่อน จึงยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในเนื้อหาความผิดฐานยักยอก เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ร่วมมีอำนาจร้องทุกข์โดยชอบ และโจทก์มีอำนาจฟ้อง จึงจำเป็นต้องให้ศาลอุทธรณ์กลับไปทำหน้าที่พิจารณาข้อเท็จจริงในประเด็นยักยอกก่อนตามลำดับชั้นศาล การดำเนินการเช่นนี้สะท้อนหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาที่ต้องเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบดุลพินิจและข้อเท็จจริงตามลำดับชั้นอย่างครบถ้วน มิใช่ให้ศาลฎีกาก้าวล่วงไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงโดยตรงในเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้ชี้ขาดไว้ คำถาม 8. คดีนี้มีประโยชน์อย่างไรต่อการทำคดีเกี่ยวกับทุจริตภายในบริษัทในอนาคต คำตอบ คำพิพากษานี้มีประโยชน์อย่างมากต่อการทำคดีเกี่ยวกับการยักยอก ฉ้อโกง หรือทุจริตภายในบริษัท โดยเฉพาะในบริษัทขนาดเล็กหรือบริษัทที่ผู้ถือหุ้นกับกรรมการเป็นกลุ่มบุคคลเดียวกัน เพราะในทางปฏิบัติคดีลักษณะนี้มักติดปัญหาว่า ทรัพย์เป็นของบริษัท แต่ผู้มีอำนาจดำเนินการแทนบริษัทกลับเป็นผู้ถูกกล่าวหา ทำให้คู่กรณีอีกฝ่ายไม่สามารถใช้ชื่อบริษัทไปแจ้งความหรือฟ้องคดีได้สะดวก คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญว่า หากพิสูจน์ได้ว่าผู้ถือหุ้นได้รับผลกระทบโดยตรงและมีเหตุจำเป็นจากโครงสร้างอำนาจภายในบริษัท ผู้ถือหุ้นย่อมมีสิทธิร้องทุกข์ได้ นอกจากนี้ คดียังเป็นบทเรียนเรื่องการเตรียมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน โดยเฉพาะเอกสารบริษัท รายการเดินบัญชี และหลักฐานแสดงข้อบังคับเรื่องอำนาจกรรมการ ซึ่งเป็นหัวใจในการชี้ว่าผู้ร้องทุกข์มีสถานะทางกฎหมายเพียงพอหรือไม่ คำถาม 9. หากภายหลังเกิดข้อขัดแย้งระหว่างกรรมการและผู้ถือหุ้น จะนำเรื่องเอกสารจัดตั้งบริษัทมาฟ้องย้อนหลังได้ง่ายหรือไม่ คำตอบ ไม่อาจกล่าวได้ว่านำมาฟ้องย้อนหลังไม่ได้เลย แต่ในทางพิสูจน์จะทำได้ยากขึ้นอย่างมาก หากเอกสารดังกล่าวถูกใช้จริงมาเป็นเวลานานในการดำเนินกิจการ เปิดบัญชีธนาคาร หรือทำธุรกรรมต่าง ๆ โดยผู้เกี่ยวข้องมิได้คัดค้านตั้งแต่ต้น ศาลย่อมพิจารณาอย่างเคร่งครัดว่าการอ้างเรื่องปลอมเอกสารเกิดขึ้นจากการค้นพบข้อเท็จจริงใหม่ที่มีน้ำหนักจริง หรือเป็นเพียงประเด็นที่ถูกรื้อฟื้นขึ้นภายหลังจากความขัดแย้งทางธุรกิจ หากผู้กล่าวหาไม่สามารถแสดงได้ว่าทราบเรื่องการปลอมเมื่อใด มีเหตุใดจึงไม่ทักท้วงมาก่อน และมีพยานหลักฐานใดเชื่อมโยงถึงตัวผู้ปลอมโดยชัดเจน ข้อกล่าวหาดังกล่าวย่อมมีโอกาสสูงที่จะไม่ผ่านมาตรฐานพิสูจน์ทางอาญา คดีนี้จึงเตือนผู้ประกอบธุรกิจและผู้ถือหุ้นให้ตรวจสอบเอกสารสำคัญตั้งแต่เริ่มต้น และเก็บหลักฐานการคัดค้านหรือบันทึกข้อตกลงไว้ให้ครบถ้วน เพื่อป้องกันปัญหาเช่นนี้ในภายหลัง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7626/2568 โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ร่วมและจำเลยรวมทั้งบุคคลอื่นอีก 1 คน เป็นผู้ถือหุ้น โดยโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการในบริษัทร่วมกันกระทำการแทนบริษัท ต่อมาจำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัทแล้วเบียดบังยักยอกเงินเป็นของตนเองโดยทุจริต ทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทได้รับความเสียหาย คำฟ้องของโจทก์เป็นการยืนยันแล้วว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทและเป็นผู้เสียหายในกรณีที่กรรมการของบริษัทเป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจึงสามารถร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยได้นั้น จึงมิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็น คดีนี้เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคล ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (3) บัญญัติให้ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลเป็นผู้ฟ้องคดีแทน เมื่อจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท เป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ย่อมจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเอง โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทและมีส่วนได้เสียในผลประกอบการกับนิติบุคคลนั้นโดยตรงย่อมได้รับความเสียหาย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีเองหรือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว จึงถือได้ว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268 และ 352 พร้อมให้คืนหรือใช้เงิน 8,962,000 บาทแก่ผู้เสียหาย และให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6465/2559 และ 10133/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรี จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา นางสาวกิรณาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมและยักยอก ลงโทษจำคุกฐานใช้เอกสารสิทธิปลอม 1 ปี และฐานยักยอก 47 กระทง กระทงละ 1 ปี รวม 48 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงเหลือ 32 ปี แต่ตามมาตรา 91 (2) ให้จำคุกเพียง 20 ปี และให้นับโทษต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 10133/2559 พร้อมให้คืนหรือใช้เงิน 8,962,000 บาทแก่โจทก์ร่วม ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ 6465/2559 ศาลฎีกาเคยพิพากษายกฟ้องแล้ว จึงนับโทษต่อไม่ได้ จำเลยอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมจึงฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมยังรับฟังไม่ได้ เพราะไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วม หรือรู้ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม อีกทั้งโจทก์ร่วมก็มีพฤติการณ์ร่วมดำเนินกิจการบริษัทและใช้เอกสารดังกล่าวทำธุรกรรมกับธนาคารมาเป็นเวลานาน โดยไม่ทักท้วงเรื่องลายมือชื่อหรือสัดส่วนผู้ถือหุ้น จนภายหลังเกิดความขัดแย้งกันแล้วจึงรื้อฟื้นประเด็นปลอมเอกสารขึ้นมา คำเบิกความของโจทก์ร่วมจึงมีพิรุธและไม่น่าเชื่อถือ พยานหลักฐานยังมีความสงสัยตามสมควร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ในข้อหานี้ ส่วนปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานยักยอกหรือไม่นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้บริษัทเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 และเงินในบัญชีเป็นของบริษัท แต่เมื่อจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจแทนบริษัทกลับถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดต่อบริษัทเอง ย่อมไม่อาจฟ้องคดีแทนบริษัทเพื่อกล่าวหาตนเองได้ ขณะเดียวกันโจทก์ร่วมก็ไม่อาจดำเนินการแทนบริษัทโดยลำพังในฐานะกรรมการ เพราะต้องลงลายมือชื่อร่วมกับจำเลยตามข้อบังคับบริษัท อย่างไรก็ดี โจทก์ร่วมยังมีฐานะเป็นผู้ถือหุ้นและมีส่วนได้เสียโดยตรงในผลประกอบการของบริษัท จึงย่อมได้รับความเสียหาย อีกทั้งมาตรา 1169 วรรคแรก ยังรับรองว่าหากกรรมการทำให้บริษัทเสียหายและบริษัทไม่ยอมฟ้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดอาจยกคดีขึ้นกล่าวได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหาย มีสิทธิร้องทุกข์ได้โดยชอบ พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ในประเด็นนี้ สำหรับปัญหาสุดท้ายว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าว จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ตามลำดับชั้นศาล พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เฉพาะในความผิดฐานยักยอก และให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 264, 265, 268, 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 8,962,000 บาท แก่ผู้เสียหาย และนับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6465/2559 และ 10133/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรี จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ระหว่างพิจารณา นางสาวกิรณา ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 ประกอบมาตรา 264, 265 และมาตรา 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ให้ลงโทษฐานใช้เอกสารสิทธิปลอมตามมาตรา 268 วรรคสอง เพียงกระทงเดียว จำคุก 1 ปี ฐานยักยอก จำคุกกระทงละ 1 ปี จำเลยกระทำความผิด 47 กระทง เป็นจำคุก 47 ปี รวมจำคุก 48 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 32 ปี แต่กระทงหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกเกินสามปีแต่ไม่เกินสิบปี จึงให้จำคุกเพียง 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 10133/2559 ของศาลจังหวัดมีนบุรี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงินที่ถูกประทุษร้าย 8,962,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 6465/2559 ของศาลชั้นต้นนั้น ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาว่า โจทก์ร่วมกับจำเลยรู้จักกันตั้งแต่ปี 2552 ต่อมาวันที่ 20 มีนาคม 2556 สำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครรับจดทะเบียนบริษัท ว. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีกรรมการ 2 คน คือโจทก์ร่วมและจำเลย โดยทั้งสองคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทผูกพันบริษัท โดยเอกสารที่เกิดเหตุปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมนั้นเป็นเอกสาร 3 ฉบับ ที่ใช้ประกอบการขอจดทะเบียนบริษัทดังกล่าว ได้แก่ ฉบับที่ 1 หนังสือบริคณห์สนธิซึ่งระบุว่ามีผู้เริ่มก่อการ 3 คน คือ โจทก์ร่วม จำเลย และนางสาวฌษา ทุนจดทะเบียน 1,000,000 บาท แบ่งออกเป็น 10,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท แต่ละคนเข้าชื่อซื้อหุ้นไว้แล้ว 4,425 หุ้น 3,325 หุ้น และ 2,250 หุ้น ตามลำดับ มีลายมือชื่อซึ่งระบุว่าเป็นของโจทก์ร่วมลงกำกับไว้ 2 แห่ง ฉบับที่ 2 คำรับรองลายมือชื่อของพยาน ซึ่งนางสาวทัศนียาและนายยุทธนาลงลายมือชื่อรับรองว่าผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัท ว. ทุกคนได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าตน และด้านล่างของเอกสารมีลายมือชื่อซึ่งระบุว่าเป็นของโจทก์ร่วมลงกำกับไว้ในฐานะผู้เริ่มก่อการ/กรรมการผู้ขอจดทะเบียน ฉบับที่ 3 รายงานชื่อผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นที่เข้าร่วมประชุมจัดตั้งบริษัท ระบุชื่อโจทก์ร่วม จำเลย และนางสาวฌษาว่าแต่ละคนถือหุ้นตามจำนวนหุ้นข้างต้น โดยมีลายมือชื่อที่มีลักษณะว่าเป็นของแต่ละบุคคลกำกับไว้ในตอนท้ายของจำนวนหุ้น และด้านล่างยังมีลายมือชื่อระบุว่าเป็นของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นกรรมการรับรองว่าถูกต้อง จากนั้นประมาณกลางปี 2558 มีข้อพิพาทว่า ทรัพย์สินของโจทก์ร่วมและบิดาของโจทก์ร่วมสูญหาย แล้วโจทก์ร่วมกับจำเลยมีความขัดแย้งบาดหมางกันตลอดมา และจำเลยถูกฟ้องว่าลักทรัพย์และยักยอกทรัพย์ดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วม และจำเลยทราบว่าเอกสารดังกล่าวมีการปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วม คงได้ความแต่เพียงว่า จำเลยเป็นผู้จัดเตรียมและรวบรวมเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับการจัดตั้งบริษัท ว. เท่านั้น โจทก์ร่วมอ้างแต่เพียงว่าในการก่อตั้งบริษัท ว. นั้น โจทก์ร่วมและจำเลยตกลงกันว่าให้โจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 60 จำเลยถือหุ้นร้อยละ 21 ส่วนที่เหลือเป็นของนายภัทร โดยโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ข้อตกลงในการเป็นผู้ถือหุ้นนั้นได้มีการทำบันทึกไว้แต่ไม่ได้อ้างส่งศาล แสดงว่าโจทก์ร่วมสามารถนำบันทึกข้อตกลงในการเป็นผู้ถือหุ้นระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยมาแสดงได้ แต่โจทก์ร่วมไม่นำมาแสดงต่อศาล ทั้งที่จำเลยปฏิเสธมาตลอดว่า สัดส่วนการถือหุ้นตกลงกันว่าให้โจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 44 จำเลยร้อยละ 33 และนางสาวฌษาถือหุ้นร้อยละ 22 จึงทำให้ข้ออ้างของโจทก์ร่วมเกี่ยวกับจำนวนหุ้น และรายชื่อผู้ถือหุ้นขาดความน่าเชื่อถือไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่าจะเป็นไปตามที่โจทก์ร่วมเบิกความ ส่วนจำเลยปฏิเสธว่า สัดส่วนการถือหุ้นตกลงกันว่าให้โจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 44 จำเลยร้อยละ 33 และนางสาวฌษาถือหุ้นร้อยละ 22 และเอกสารที่นำไปใช้เป็นหนังสือบริคณห์สนธิและรายชื่อผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัท ว. ระบุว่าโจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 44 จำเลยถือหุ้นร้อยละ 33 และนางสาวฌษาถือหุ้นร้อยละ 22 และมีโจทก์ร่วมกับจำเลยเป็นกรรมการผู้กระทำการแทนบริษัทดังกล่าว หลังจากนั้นบริษัทก็ได้มีการดำเนินกิจการโดยโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นผู้ดำเนินการร่วมกัน และมีการนำหนังสือรับรองและหนังสือบริคณห์สนธิฉบับที่จดทะเบียนบริษัทไปทำธุรกรรมเปิดบัญชีเงินฝากของบริษัท ว. ต่อธนาคาร โดยจำเลยยืนยันว่าโจทก์ร่วมและจำเลยช่วยกันตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารดังกล่าวแล้ว โจทก์ร่วมไม่มีการทักท้วงเกี่ยวกับเรื่องลายมือชื่อและรายชื่อหุ้นส่วนที่ถือหุ้นในบริษัท เมื่อพิเคราะห์ถึงข้อเท็จจริงที่ได้ความว่าบริษัท ว. มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2556 โจทก์ร่วมก็ไม่ได้เบิกความให้เห็นว่า โจทก์ร่วมรับทราบถึงหนังสือบริคณห์สนธิที่มีการจัดตั้งบริษัทดังกล่าวตั้งแต่เมื่อใด และรับทราบได้อย่างไร แต่กลับได้ความจากที่โจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า ขณะที่โจทก์ร่วมส่งสำเนาบัญชีรายชื่อ ผู้ถือหุ้นซึ่งโจทก์ร่วมลงลายมือชื่อในฐานะกรรมการพร้อมประทับตราบริษัท เอกสารในการขอเปิดบัญชีที่ธนาคาร ก. ซึ่งเป็นเอกสารที่ส่งให้แก่ธนาคารเพื่อขอเปิดบัญชีบริษัท ต่างมีชื่อโจทก์ร่วม จำเลยและนางสาวฌษา เป็นผู้ถือหุ้น แต่โจทก์ร่วมเบิกความว่า โจทก์ร่วมลงลายมือชื่อในเอกสารเฉพาะที่มีชื่อนายภัทรเป็นผู้ถือหุ้นอันดับ 3 เท่านั้น โดยไม่ได้ปฏิเสธว่าไม่มีการส่งเอกสารดังกล่าวให้ธนาคารในการขอเปิดบัญชีบริษัท ทั้งที่โจทก์ร่วมและจำเลยไปดำเนินการด้วยกัน พฤติการณ์และคำเบิกความของโจทก์ร่วมจึงขัดและแย้งกับเอกสารมีพิรุธไม่น่าเชื่อถือ นอกจากนี้โจทก์ร่วมก็ไม่ได้ยืนยันว่าลายมือชื่อของโจทก์ร่วมในเอกสารดังกล่าวเป็นลายมือชื่อปลอม ประกอบกับหลังจากนั้นทั้งโจทก์ร่วมและจำเลยก็ยอมรับเอาบัญชีแสดงฐานะการเงินและคำขอเปิดบัญชีธนาคารดังกล่าวมาใช้ในการดำเนินกิจการของบริษัท อีกทั้งโจทก์ร่วมเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านแต่เพียงว่าโจทก์ร่วมทราบว่ามีการลงลายมือชื่อโจทก์ร่วมปลอมแต่โจทก์ร่วมไม่ทราบว่าใครเป็นคนลงลายมือชื่อดังกล่าว โดยโจทก์ร่วมไม่ได้แสดงให้เห็นว่า โจทก์ร่วมทราบถึงการปลอมลายมือชื่อของโจทก์ร่วมตั้งแต่เมื่อใด แต่กลับปล่อยปละละเลยและบริหารงานของบริษัท ว. ร่วมกับจำเลยตลอดมา จนกระทั่งมีเหตุขัดแย้งในการบริหารงานของบริษัทระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยในกลางปี 2558 เนื่องจากจำเลยไปยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ในคดีแพ่งขอให้เลิกบริษัท ว. จนกระทั่งศาลแพ่งกรุงเทพใต้ มีคำสั่งให้เลิกบริษัทดังกล่าวและตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี สำหรับความขัดแย้งในการบริหารงานร่วมกันระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยนั้น โจทก์ร่วมต้องการไปดำเนินคดีจำเลยเกี่ยวกับการยักยอกเงินของบริษัทเท่านั้น แต่หลังจากไปแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยแล้ว จึงได้รื้อฟื้นเรื่องการปลอมเอกสารและ ใช้เอกสารปลอม หนังสือบริคณห์สนธิ คำรับรองลายมือชื่อของพยาน และรายชื่อผู้เริ่มก่อการและผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นที่เข้าร่วมประชุมจัดตั้งบริษัทขึ้นมา หลังจากที่มีการดำเนินการในบริษัทร่วมกันมานานประมาณ 2 ปีแล้ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้โจทก์ร่วมมีการนำเอาหนังสือรับรองบริษัท และหนังสือบริคณห์สนธิไปใช้ทำธุรกรรมกับธนาคารหลายครั้ง แต่โจทก์ร่วมกลับไม่ทราบถึงรายละเอียดในหนังสือบริคณห์สนธิดังกล่าว ทั้งที่โจทก์ร่วมในฐานะกรรมการบริษัทสามารถตรวจสอบถึงความจริงแท้ของเอกสารดังกล่าวได้อยู่แล้ว คำเบิกความของโจทก์ร่วมดังกล่าวไม่เป็นไปตามลำดับขั้นตอน ไม่เชื่อมโยง ยังมีพิรุธน่าสงสัย พยานหลักฐานของโจทก์เท่าที่นำสืบมายังมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอมตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องในข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการต่อไปว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์คดีนี้ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2558 ซึ่งเป็นวันก่อนที่จำเลยได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องบริษัท ว. เป็นจำเลย เพื่อขอเลิกบริษัทต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขณะที่โจทก์ร่วมแจ้งความร้องทุกข์นั้น ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ยังไม่ได้รับคำฟ้องไว้พิจารณา และยังไม่มีการตั้งผู้ชำระบัญชีบริษัทจึงยังมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเป็นเจ้าของร่วมในเงินของบริษัทซึ่งเป็นเงินลงทุนของโจทก์ร่วมรวมอยู่ด้วย จำเลยซึ่งเป็นกรรมการของบริษัททำให้เกิดความเสียหาย โจทก์ร่วมจึงเป็นผู้เสียหายสามารถยกเอาคดีขึ้นว่ากล่าวได้ และมีอำนาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องในข้อหายักยอก นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงได้ความว่าบริษัท ว. เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีโจทก์ร่วมและจำเลยร่วมกันเป็นผู้ถือหุ้นและร่วมกันเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนของบริษัท บริษัทจึงเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1015 เงินในส่วนของผู้ถือหุ้นที่นำเข้าฝากในบัญชีเงินฝากของบริษัท จึงเป็นเงินที่โจทก์ร่วมและจำเลยต่างร่วมกันนำไปลงทุนกับบริษัทในฐานะผู้ถือหุ้น เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินของบริษัท โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยยักยอกเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัท ซึ่งมีโจทก์ร่วมและจำเลยรวมทั้งบุคคลอื่นอีก 1 คน เป็นผู้ถือหุ้น โดยโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นกรรมการในบริษัทร่วมกันในการกระทำการแทนบริษัท ต่อมาจำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัทแล้วเบียดบังยักยอกเงินเป็นของตนเองโดยทุจริต คำฟ้องของโจทก์เป็นการยืนยันแล้วว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับจำเลย และร่วมกันเป็นกรรมการกับจำเลยในการกระทำการแทนบริษัท ต่อมาจำเลยเบิกถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของบริษัทแต่เพียงผู้เดียว ทำให้โจทก์ร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทได้รับความเสียหาย ที่โจทก์ร่วมฎีกาว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทจึงสามารถร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยได้นั้น จึงเป็นเรื่องที่โจทก์ร่วมได้กล่าวยืนยันมาในคำฟ้องแล้วว่า โจทก์ร่วมเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทและเป็นผู้เสียหาย ในกรณีที่กรรมการของบริษัทเป็นผู้กระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง จึงมิใช่เป็นเรื่องนอกฟ้องนอกประเด็นแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงได้ความอีกว่า บริษัท ว. ซึ่งจดทะเบียนต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีผู้ถือหุ้น 3 คน คือโจทก์ร่วมถือหุ้นร้อยละ 44 ส่วนจำเลยถือหุ้นร้อยละ 33 และนางสาวฌษาถือหุ้นร้อยละ 22 โดยมีโจทก์ร่วมและจำเลยร่วมกันเป็นกรรมการ มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท คดีนี้เป็นความผิดที่ได้กระทำต่อนิติบุคคล ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 (3) บัญญัติให้ผู้จัดการ หรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคล เฉพาะความผิดซึ่งกระทำลงแก่นิติบุคคลนั้น เป็นผู้ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลนั้น ๆ ในกรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้เสียหาย เมื่อจำเลยซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท และเป็นกรรมการบริษัทผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดต่อบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนั้นเอง ย่อมเป็นที่เห็นได้ชัดว่าจำเลยจะไม่ฟ้องคดีแทนนิติบุคคลเพื่อกล่าวหาตนเองว่ากระทำความผิดเป็นแน่ อีกทั้งโจทก์ร่วมซึ่งเป็นกรรมการของบริษัทโดยลำพังคนเดียวจะยกคดีขึ้นว่ากล่าว ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือฟ้องคดีด้วยตนเองในฐานะเป็นกรรมการของบริษัทก็กระทำมิได้ เนื่องจากต้องกระทำการร่วมกัน กับจำเลยซึ่งเป็นกรรมการร่วมอีกคนหนึ่งตามข้อบังคับของบริษัท แต่อีกสถานะหนึ่งโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท และมีประโยชน์มีส่วนได้เสียในผลประกอบการกับนิติบุคคลนั้นโดยตรง จึงย่อมได้รับความเสียหาย อีกทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 วรรคแรก ก็บัญญัติไว้ว่า ถ้ากรรมการทำให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท จะฟ้องร้องเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนแก่กรรมการก็ได้ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นคนหนึ่งคนใดจะเอาคดีนั้นขึ้นว่าก็ได้ ดังนี้ โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทจึงเป็นผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีเอง หรือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน คดีนี้เป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว จึงถือได้ว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเป็นผู้เสียหายได้ร้องทุกข์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว พนักงานสอบสวนจึงมีอำนาจสอบสวน และโจทก์มีอำนาจฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 ประกอบมาตรา 121 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมไม่ได้เป็นผู้เสียหาย โจทก์ร่วมไม่มีอำนาจร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวน และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังขึ้นคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือไม่ เนื่องจากความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่ง มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยฐานยักยอกกระทงละ 8 เดือน คู่ความจึงอาจต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า จำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกหรือไม่ เพื่อให้คดีมีการตรวจสอบดุลพินิจเป็นไปตามลำดับชั้นศาล จึงเห็นสมควรให้ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมในปัญหาดังกล่าว พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในความผิดฐานยักยอก ให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. |



