
| การเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมอาคารชุด กรณีไม่มีการประชุมกันจริง(ฎีกาที่ 4469/2566)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาการประชุมใหญ่สามัญของนิติบุคคลอาคารชุดที่ไม่มีการประชุมกันจริง เนื่องจากเจ้าของร่วมเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุมและมีการใช้ใบมอบฉันทะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีดังกล่าวไม่ถือเป็นมติที่ประชุมใหญ่ที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1195 แต่เป็นกรณีที่การประชุมไม่เกิดขึ้นจริง ผู้ร้องจึงไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้ และต้องใช้สิทธิฟ้องคดีแพ่งตามกระบวนพิจารณาปกติแทน คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. การประชุมใหญ่เจ้าของร่วมที่ไม่มีการประชุมกันจริงถือเป็นมติที่ประชุมตามกฎหมายหรือไม่ 2. กรณีเช่นนี้ต้องใช้สิทธิขอเพิกถอนภายในกำหนดหนึ่งเดือนตามมาตรา 1195 หรือไม่ 3. เจ้าของร่วมมีสิทธิยื่นคำร้องฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้เพียงใดตามกฎหมาย ข้อเท็จจริงของคดี ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลโดยอ้างว่า นิติบุคคลอาคารชุดได้จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญในวันที่ 30 เมษายน 2559 และวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 แต่การประชุมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเจ้าของร่วมจำนวนมากมอบฉันทะโดยใบมอบฉันทะไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ ทำให้ผู้รับมอบฉันทะไม่มีสิทธิออกเสียงแทน อีกทั้งบัญชีรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมไม่ปรากฏรายละเอียดที่สามารถนำไปใช้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ผู้ร้องจึงขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประชุมและรายงานการประชุมทั้งสองครั้ง ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า การประชุมดังกล่าวเข้าลักษณะเป็นมติที่ประชุมใหญ่ที่ผิดระเบียบซึ่งต้องขอเพิกถอนภายในหนึ่งเดือนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 หรือไม่ และผู้ร้องสามารถใช้สิทธิยื่นคำร้องฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทได้หรือไม่ แนววินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง เป็นกรณีที่การประชุมใหญ่สามัญของเจ้าของร่วมมิได้เกิดขึ้นจริง เนื่องจากไม่มีองค์ประชุมและไม่มีลักษณะเป็นการประชุมกันจริง มีเพียงการลงมติที่นำไปใช้อ้างต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น กรณีเช่นนี้จึงไม่อาจถือเป็นมติที่ประชุมใหญ่ที่ผิดระเบียบตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 การเทียบบทกฎหมายและผลทางกฎหมาย เนื่องจากพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 มิได้บัญญัติวิธีการจัดการในกรณีดังกล่าว ศาลจึงต้องอาศัยการเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 และเมื่อไม่เข้าหลักเกณฑ์ของมาตรา 1195 การใช้สิทธิยื่นคำร้องฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทย่อมกระทำไม่ได้ หากไม่มีกฎหมายบัญญัติรับรอง แนวทางการใช้สิทธิของเจ้าของร่วม ศาลฎีกาชี้ชัดว่า หากเจ้าของร่วมเห็นว่าถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ ต้องใช้สิทธิฟ้องคดีแพ่งเป็นคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 มิใช่การยื่นคำร้องฝ่ายเดียว สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้เป็นแนวทางสำคัญที่แยกให้ชัดระหว่าง “มติที่ประชุมผิดระเบียบ” กับ “การประชุมที่ไม่เกิดขึ้นจริง” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อวิธีการใช้สิทธิทางศาล และป้องกันการใช้กระบวนพิจารณาที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4469/2566 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้เข้าร่วมประชุมนิติบุคคลอาคารชุด ส. จัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2559 และวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 โดยเจ้าของร่วมจำนวนมากที่มอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าร่วมประชุมออกเสียงลงคะแนนแทนโดยใบมอบฉันทะมิได้ปิดอากรแสตมป์ ผู้รับมอบฉันทะจึงไม่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมและออกเสียงแทนได้ นอกจากนี้ลายมือชื่อเจ้าของร่วมที่เข้าร่วมประชุมทั้งสองครั้งตามบัญชีรายชื่อนั้นไม่ปรากฏรายละเอียดว่าเกี่ยวข้องกับการประชุมอย่างไรจึงไม่สามารถใช้จดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ การประชุมและการลงคะแนนตามมติที่ประชุมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย รายงานการประชุมใหญ่เป็นเท็จ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประชุมใหญ่ทั้งสองครั้ง และให้เพิกถอนรายงานการประชุมทั้งสองฉบับ ตามคำร้องดังกล่าวเท่ากับผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการประชุมใหญ่สามัญดังกล่าวมีผู้มาประชุมซึ่งมีเสียงลงคะแนนรวมกันน้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนเสียงลงคะแนนทั้งหมดตามพ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 43 แต่พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 ไม่มีบทบัญญัติถึงการดำเนินการเกี่ยวกับการประชุมที่ฝ่าฝืนนั้นแต่อย่างใด จึงต้องวินิจฉัยอาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 ซึ่งตามคำร้องของผู้ร้องเป็นการกล่าวอ้างว่า การลงมติของคณะกรรมการนิติบุคคลอาคารชุดมีเจ้าของร่วมร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุม ไม่มีลักษณะเป็นการประชุมกันจริง เช่นนี้ การประชุมดังกล่าวถือไม่ได้ว่าเป็นการประชุมใหญ่สามัญของเจ้าของร่วมซึ่งเป็นเจ้าของห้องชุดในวันที่ 30 เมษายน 2559 และวันที่ 14 พฤษภาคม 2559 แต่ต้องถือว่าการประชุมใหญ่สามัญของนิติบุคคลอาคารชุดมิได้เกิดขึ้นจริงและไม่มีการประชุมกันจริง คงมีเพียงการลงมติซึ่งนำไปใช้อ้างต่อนายทะเบียนเพื่อใช้ในการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงอันเป็นการมิชอบด้วยกฎหมาย การที่ผู้ร้องขอให้เพิกถอนมติดังกล่าวจึงมิใช่การร้องขอให้เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่ที่ผิดระเบียบตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 ที่ต้องขอให้เพิกถอนภายในหนึ่งเดือนนับแต่วันลงมติ เมื่อวินิจฉัยว่า กรณีไม่ใช่เป็นการยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนมติที่ประชุมตามมาตรา 1195 การที่บุคคลใดจะต้องใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) จะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองให้ใช้สิทธิทางศาลโดยยื่นคำร้องขอในกรณีนั้น ๆ ได้ แต่กรณีตามคำร้องของผู้ร้องไม่มีกฎหมายใดสนับสนุนรับรองให้ผู้ร้องกระทำเช่นนั้นได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเป็นคดีนี้ หากผู้ร้องถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ประการใด ผู้ร้องชอบที่จะเสนอคดีต่อศาลส่วนแพ่งที่มีเขตอำนาจได้โดยเป็นโจทก์ยื่นฟ้องอย่างคดีมีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง เห็นว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องฝ่ายเดียวในกรณีดังกล่าว 2. ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นพ้องว่าไม่เข้าเงื่อนไขการเพิกถอนมติที่ประชุมตามกฎหมาย 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน วินิจฉัยว่าเป็นกรณีที่การประชุมใหญ่ไม่เกิดขึ้นจริง ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 1195 และไม่มีกฎหมายรองรับให้ยื่นคำร้องฝ่ายเดียวได้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการประชุมใหญ่สามัญเจ้าของร่วม 2 ครั้ง และเพิกถอนรายงานการประชุมทั้งสองฉบับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ ผู้ร้องฎีกาและศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นว่า ผู้ร้องต้องร้องขอเพิกถอนการประชุมใหญ่และรายงานการประชุมภายในหนึ่งเดือนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1195 หรือไม่ โดยผู้ร้องอ้างว่า การประชุมวันที่ 30 เมษายน 2559 และ 14 พฤษภาคม 2559 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมีการมอบฉันทะโดยไม่ปิดอากรแสตมป์ ทำให้ผู้รับมอบฉันทะไม่มีสิทธิออกเสียง และบัญชีรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมไม่ชัดเจนจนไม่อาจนำไปจดทะเบียนได้ อีกทั้งมีผู้มาประชุมมีเสียงรวมกันน้อยกว่าหนึ่งในสี่ตาม พ.ร.บ.อาคารชุด พ.ศ. 2522 มาตรา 43 ศาลเห็นว่า พ.ร.บ.อาคารชุดมิได้บัญญัติวิธีดำเนินการเมื่อฝ่าฝืนองค์ประชุม จึงต้องเทียบบทกฎหมายตาม ป.พ.พ. มาตรา 4 และเมื่อข้ออ้างชี้ว่ามีเจ้าของร่วมเข้าร่วมไม่ครบองค์ประชุม ไม่มีลักษณะเป็นการประชุมกันจริง จึงถือว่า “การประชุมใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง” มีเพียงการลงมติไปอ้างต่อนายทะเบียน การร้องขอของผู้ร้องจึงไม่ใช่การเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ที่ผิดระเบียบตามมาตรา 1195 ซึ่งต้องยื่นภายในหนึ่งเดือน อย่างไรก็ดี เมื่อไม่ใช่กรณีตามมาตรา 1195 การยื่นคำร้องฝ่ายเดียวเป็นคดีไม่มีข้อพิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 และมาตรา 188 (1) ต้องมีกฎหมายบัญญัติรองรับ แต่กรณีนี้ไม่มีกฎหมายให้ยื่นคำร้องได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องคดีนี้ หากถูกโต้แย้งสิทธิหรือหน้าที่ ผู้ร้องต้องใช้สิทธิฟ้องเป็นคดีมีข้อพิพาทต่อศาลที่มีเขตอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาเห็นพ้องในผลกับศาลล่าง จึงพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ |




