
| คดีหุ้นส่วนซื้อที่ดินขายทำกำไร ต้องชำระบัญชีตามกฎหมายก่อนแบ่งกำไรหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทระหว่างผู้ร่วมลงทุนซึ่งเข้ากันเป็นหุ้นส่วนเพื่อซื้อที่ดินมาพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อจำหน่าย แต่ในเวลาต่อมาได้เปลี่ยนรูปแบบการดำเนินกิจการจากการปลูกสร้างคอนโดมิเนียมขาย ไปเป็นการขายที่ดินดังกล่าวเพื่อทำกำไรแทน อันทำให้เกิดปัญหาสำคัญทางกฎหมายว่า เมื่อกิจการที่เป็นวัตถุประสงค์ของหุ้นส่วนได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมสิ้นสุดลงเพียงใด และผู้เป็นหุ้นส่วนฝ่ายหนึ่งจะมีอำนาจฟ้องเรียกร้องเงินส่วนแบ่งกำไรจากอีกฝ่ายได้โดยตรงหรือไม่ หากการชำระบัญชียังมีข้อโต้แย้งกันอยู่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้มิได้อยู่เพียงที่จำนวนเงินที่แต่ละฝ่ายอ้างว่าได้ลงทุนหรือค่าใช้จ่ายใดควรนับรวมในการดำเนินกิจการเท่านั้น หากแต่อยู่ที่หลักกฎหมายเรื่อง การเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญและการชำระบัญชีภายหลังเลิกกัน ว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนได้เลิกกันเพราะเสร็จการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว การแบ่งผลประโยชน์ระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนจะต้องเป็นไปตามลำดับขั้นแห่งการชำระบัญชีที่กฎหมายกำหนด มิใช่เลือกตัดเฉพาะผลกำไรปลายทางมาเรียกร้องกันโดยไม่ตรวจสอบฐานะทรัพย์สิน หนี้สิน เงินทดรอง ค่าใช้จ่าย และทุนของห้างหุ้นส่วนให้ครบถ้วนเสียก่อน คำพิพากษานี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจคดีหุ้นส่วนในทางพาณิชย์และอสังหาริมทรัพย์ เพราะศาลฎีกาได้วางแนวไว้อย่างชัดเจนว่า แม้คู่ความทั้งสองฝ่ายจะยอมรับตรงกันว่ามีการร่วมลงทุนและมีรายได้จากการขายทรัพย์สินแล้ว แต่หากยังพิพาทกันในรายละเอียดแห่งการชำระบัญชี เช่น เงินลงทุนที่แท้จริงของแต่ละฝ่าย รายการค่าใช้จ่ายของกิจการ หนี้สินที่ยังค้าง และจำนวนเงินที่ผู้เป็นหุ้นส่วนพึงได้รับ การพิจารณาย่อมต้องย้อนกลับไปยึดหลักการชำระบัญชีตามกฎหมายเป็นสำคัญ และในกรณีที่ต่างฝ่ายต่างโต้แย้งกันจนไม่อาจดำเนินการชำระบัญชีต่อไปได้โดยราบรื่น ศาลย่อมมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลกลางให้เป็นผู้ชำระบัญชีเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและเพื่อให้ผลแห่งการเลิกห้างหุ้นส่วนเป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย คดีนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญอีกประการหนึ่งว่า การที่ผู้เป็นหุ้นส่วนฝ่ายหนึ่งฟ้องอีกฝ่ายเกี่ยวกับเงินลงทุนและส่วนแบ่งกำไรภายหลังการเลิกหุ้นส่วนนั้น ไม่ได้หมายความว่าผู้ฟ้องจะไม่มีอำนาจฟ้องเสมอไป หากข้อพิพาทดังกล่าวเป็นข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิในชั้นจัดทำบัญชีและชั้นชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมมีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อให้ศาลวินิจฉัยและกำหนดแนวทางที่ถูกต้องได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับกรณีธุรกิจร่วมลงทุนที่ไม่มีการจัดตั้งนิติบุคคลชัดเจน แต่มีการร่วมทุน แบ่งผลกำไร และถือทรัพย์แทนกันในทางปฏิบัติ ซึ่งมักพบได้บ่อยในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์และจำเลยประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขาย พัฒนาที่ดิน และก่อสร้างที่พักอาศัยเพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไป โดยมีการร่วมดำเนินกิจการหลายโครงการร่วมกัน ข้อเท็จจริงที่ศาลฎีการับฟังยุติระบุว่า ในโครงการที่ 1 คู่ความเคยร่วมทุนกันซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาเป็นทาวน์เฮาส์และทาวน์โฮมขาย โดยออกเงินทุนคนละเท่า ๆ กัน และมีการจัดทำบัญชีคืนเงินลงทุนกับแบ่งกำไรกันเรียบร้อย ไม่มีข้อพิพาท ส่วนโครงการที่ 2 ศาลอุทธรณ์รับฟังว่าคู่ความมิได้ตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนร่วมลงทุนกัน จึงไม่เกิดหน้าที่ต่อกันตามสัญญาหุ้นส่วน และประเด็นดังกล่าวมิได้เข้าสู่การพิจารณาในชั้นฎีกา ข้อพิพาทสำคัญจึงเหลือเฉพาะ โครงการที่ 3 ซึ่งเดิมโจทก์และจำเลยตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างคอนโดมิเนียมขายและนำกำไรมาแบ่งปันกัน แต่ต่อมาเมื่อมีผู้สนใจซื้อที่ดินดังกล่าว ผู้เป็นหุ้นส่วนกลับตกลงขายที่ดินนั้นเพื่อทำกำไรแทนการพัฒนาโครงการตามแผนเดิม ครั้นขายที่ดินได้แล้วและได้รับเงินจากการขาย จำนวนรายได้ที่คู่ความรับกันคือ 282,000,000 บาท แต่เกิดข้อโต้แย้งกันในภายหลังเรื่องสัดส่วนเงินลงทุนของแต่ละฝ่าย รายการค่าใช้จ่ายของกิจการ และจำนวนส่วนแบ่งกำไรที่แต่ละฝ่ายพึงได้รับ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินจากจำเลยเป็นจำนวน 119,552,906 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยอ้างว่าตนมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งกำไรและเงินตามสัดส่วนการลงทุนมากกว่าที่จำเลยยอมรับ ขณะที่จำเลยให้การปฏิเสธและต่อสู้ว่าการอ้างสิทธิของโจทก์ไม่มีมูล ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน แต่ศาลฎีกาเห็นแตกต่างในประเด็นสำคัญเรื่องอำนาจฟ้องและวิธีการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนสามัญ ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยสำคัญของศาลฎีกา ปัญหาข้อแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยคือ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยในส่วนของโครงการที่ 3 หรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยเข้ากันเป็นหุ้นส่วนเพื่อซื้อที่ดินมาดำเนินกิจการแสวงหากำไร แม้ต่อมาจะเปลี่ยนรูปแบบกิจการจากการปลูกสร้างคอนโดมิเนียมมาเป็นการขายที่ดินเพื่อทำกำไร ก็ยังคงเป็นการดำเนินกิจการภายใต้ความสัมพันธ์ของหุ้นส่วนอยู่ และเมื่อได้ขายที่ดินแล้วพร้อมรับเงินจากการขายครบถ้วน กิจการของหุ้นส่วนในโครงการนั้นย่อมถือว่า “เสร็จการ” อันเป็นเหตุให้ห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (3) เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้ว มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ต้องจัดการชำระบัญชี เว้นแต่ผู้เป็นหุ้นส่วนจะตกลงให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างกัน แต่ข้อเท็จจริงจากทั้งคำฟ้องและคำให้การกลับยอมรับสอดคล้องกันว่า ห้างหุ้นส่วนโครงการที่ 3 ได้มีการชำระบัญชีกันแล้วในระดับหนึ่ง เพียงแต่ยังโต้แย้งกันเรื่องเงินลงทุนและส่วนแบ่งกำไรของผู้เป็นหุ้นส่วน ดังนั้น ข้อพิพาทดังกล่าวจึงเป็นข้อพิพาทใน ชั้นชำระบัญชี มิใช่กรณีที่คู่ความได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นแล้วเสร็จเด็ดขาด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า เมื่อมีการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ในเรื่องสัดส่วนเงินลงทุนและจำนวนกำไรที่โจทก์พึงได้รับ ย่อมถือเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีและการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งถูกโต้แย้งสิทธิเช่นโจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องต่อศาลได้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา การวินิจฉัยเรื่องสัดส่วนเงินลงทุนของผู้เป็นหุ้นส่วน เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ปัญหาสำคัญลำดับถัดมาคือ จำเลยต้องรับผิดในโครงการที่ 3 ตามฟ้องหรือไม่ ซึ่งต้องเริ่มจากการกำหนดให้ได้ก่อนว่า ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละฝ่ายลงเงินลงทุนจริงเท่าใด เพราะสัดส่วนเงินลงทุนย่อมมีผลโดยตรงต่อการคำนวณสิทธิในทุนคืน เงินทดรอง และส่วนแบ่งกำไรภายหลังการชำระบัญชี ข้อพิพาทสำคัญอยู่ที่เงินจำนวน 24,000,000 บาท ซึ่งต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นเงินลงทุนของตนเอง โจทก์อ้างว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเงินลงทุนของโจทก์ โดยแบ่งเงินลงทุนของตนเป็นเงินสด 30,500,000 บาท และเงินกู้ยืมจากบุคคลภายนอกอีก 24,000,000 บาท แต่การนำสืบของโจทก์มีเพียงคำเบิกความของตนเอง ไม่มีหลักฐานการกู้ยืม ไม่มีหลักฐานการรับเงิน และไม่มีหลักฐานการจดทะเบียนจำนองหลักประกัน ทั้งยังปรากฏจากคำตอบถามค้านว่า ในที่สุดบุตรสาวของโจทก์ไม่ได้ไปทำสัญญากู้ยืมเงินตามที่อ้าง เพราะจำเลยแจ้งว่าไม่ต้องทำแล้ว ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่ผิดปกติวิสัยอย่างยิ่งสำหรับการกู้ยืมเงินจำนวนสูงถึง 24,000,000 บาท ศาลฎีกาจึงเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักพอที่จะรับฟังได้ว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นทุนของโจทก์จริง ส่วนจำเลยก็อ้างว่า เงิน 24,000,000 บาท เป็นเงินลงทุนของจำเลยเอง ไม่ใช่เงินกู้จากบุคคลภายนอก แต่ในชั้นพิจารณากลับเบิกความว่า ได้ขอยืมเงินจากภริยาและบุตรสาวจำนวนดังกล่าวเพื่อนำมาชำระค่าที่ดิน และต้องเสียดอกเบี้ยแก่บุคคลทั้งสองในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน คำเบิกความเช่นนี้กลับขัดแย้งกับคำให้การเดิมที่อ้างว่าเป็นเงินลงทุนของจำเลยเอง มิได้กู้ยืมจากบุคคลภายนอก ศาลฎีกาจึงเห็นว่าข้ออ้างของจำเลยเกี่ยวกับเงิน 24,000,000 บาท ก็ขาดความแน่นอนและไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเช่นเดียวกัน เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า เงิน 24,000,000 บาท เป็นทุนของฝ่ายใด ศาลฎีกาจึงยึดเฉพาะเงินสดส่วนที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันมาเป็นฐานในการคำนวณสัดส่วนทุน กล่าวคือ โจทก์ลงทุนเป็นเงินสด 30,500,000 บาท ส่วนจำเลยลงทุนเป็นเงินสด 40,500,000 บาท รวมเป็นเงินลงทุนที่รับฟังได้ 71,000,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนทุนของโจทก์ร้อยละ 42.96 และสัดส่วนทุนของจำเลยร้อยละ 57.04 ทั้งนี้ยังมีเงินกู้จากธนาคารอีก 80,000,000 บาท ที่นำมาใช้ชำระค่าที่ดิน ซึ่งคู่ความรับกันในข้อนี้ แต่เงินกู้จากธนาคารดังกล่าวเป็นหนี้ของกิจการ มิใช่ทุนของผู้เป็นหุ้นส่วนที่จะนำมาใช้คำนวณสัดส่วนกำไรโดยตรงในฐานะทุนส่วนตัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คำวินิจฉัยส่วนนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะศาลฎีกาแสดงให้เห็นว่า ในคดีหุ้นส่วนหรือคดีร่วมลงทุน การกล่าวอ้างเรื่องเงินลงทุนจำนวนมากไม่อาจอาศัยเพียงคำพูดลอย ๆ ได้ หากไม่มีหลักฐานทางการเงิน เอกสารประกอบ หรือพฤติการณ์ที่สอดคล้องกัน ศาลย่อมไม่อาจรับฟังได้ และเมื่อรับฟังไม่ได้ ศาลย่อมต้องย้อนกลับไปใช้ข้อมูลที่ปราศจากข้อโต้แย้งหรือมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าเท่านั้น การวินิจฉัยเรื่องค่าใช้จ่ายของกิจการและผลต่อการชำระบัญชี หลังจากกำหนดสัดส่วนทุนของคู่ความแล้ว ศาลฎีกายังต้องวินิจฉัยต่อว่า รายการค่าใช้จ่ายใดบ้างที่เป็นค่าใช้จ่ายของกิจการโครงการที่ 3 จริง เพราะค่าใช้จ่ายดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อยอดสุทธิของทรัพย์สินที่จะใช้ชำระหนี้ คืนทุน และเฉลี่ยกำไรต่อไป ข้อพิพาทสำคัญประการหนึ่งคือ ดอกเบี้ยของเงินกู้ 24,000,000 บาท จำนวน 4,080,000 บาท ศาลรับฟังว่าเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีภาระดอกเบี้ยเกิดขึ้นจากเงินที่เกี่ยวข้องกับกิจการ แม้จะไม่อาจรับฟังได้ชัดเจนว่าเงินต้น 24,000,000 บาท เป็นทุนของผู้ใดก็ตาม แต่ในแง่ภาระค่าใช้จ่าย ศาลเห็นว่าสามารถนับเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามพยานหลักฐานที่มี อีกประเด็นหนึ่งคือ ค่าโอนที่ดินบางกรวยจำนวน 624,555 บาท ซึ่งปรากฏในเอกสารค่าใช้จ่ายรายการหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับฟังว่าเป็นค่าใช้จ่ายของโครงการที่ 3 เพราะที่ดินของโครงการที่ 3 อยู่ที่ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี มิใช่ที่ดินในบางกรวย รายการดังกล่าวจึงไม่มีความเชื่อมโยงกับโครงการที่พิพาทโดยตรง เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ลงทุนหลายโครงการของคู่ความที่มีการใช้บริษัทและบุคคลภายนอกถือกรรมสิทธิ์แทนกันปะปนไป ศาลยิ่งเห็นว่าไม่อาจนับรายการนี้เป็นค่าใช้จ่ายของโครงการที่ 3 ได้อย่างแน่นอน ส่วนค่าโอนอีก 2 รายการ ได้แก่ ค่าโอนจากกรมที่ดินในนามภัทรพล บางใหญ่ 2,942,224 บาท และค่าโอนจากกรมที่ดินในนามกองกรริมทรัพย์ บางใหญ่ 5,481,997 บาท ศาลฎีกากลับรับฟังว่าเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ เพราะจำเลยอธิบายสอดคล้องกับพฤติการณ์แห่งคดีว่า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวเป็นค่าธรรมเนียมการโอนที่เกิดขึ้นในขณะซื้อที่ดินเข้าสู่โครงการ มิใช่ค่าธรรมเนียมในขณะขายให้ผู้ซื้อปลายทาง และโจทก์ก็มิได้ถามค้านให้ปรากฏเป็นอย่างอื่น อีกทั้งจำนวนรายการดังกล่าวยังสอดคล้องกับจำนวนแปลงที่ดินที่มีการถือกรรมสิทธิ์ผ่านบุคคลและบริษัทแทนกันอยู่จริง เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกัน ศาลฎีกาจึงรับฟังว่า กิจการโครงการที่ 3 มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 27,135,581.30 บาท โดยรวมถึงรายการต่าง ๆ เช่น ค่านายหน้า ค่าธรรมเนียมจำนองธนาคาร ค่าธรรมเนียมจำนองและโอนจากกรมที่ดิน ค่าเงินประกันธนาคาร ค่าถมดิน ค่าลูกรัง ค่าต่อสัญญาโอน ค่าทดสอบชั้นดิน ค่าไฟฟ้าและประปาชั่วคราว ค่าออกแบบ ค่าสิ่งแวดล้อม ค่าใช้จ่ายผู้ควบคุมงานถมดิน ค่าธรรมเนียมไถ่ถอนก่อนกำหนด ค่าของขวัญปีใหม่ให้ธนาคาร และค่าสอบบัญชี เป็นต้น คำวินิจฉัยส่วนนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในคดีชำระบัญชีห้างหุ้นส่วน ศาลจะไม่ยึดเพียงชื่อรายการค่าใช้จ่ายตามเอกสารเท่านั้น แต่จะพิจารณาถึงความเชื่อมโยงเชิงข้อเท็จจริงระหว่างรายการนั้นกับกิจการที่พิพาทจริง หากรายการใดไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวเนื่องกับกิจการ ก็ไม่อาจหักออกจากทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนได้ เพราะจะกระทบโดยตรงต่อสิทธิของหุ้นส่วนอีกฝ่าย หลักกฎหมายเรื่องการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หัวใจสำคัญที่สุดของคำพิพากษานี้อยู่ที่การที่ศาลฎีกายืนยันว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนสามัญเลิกกันแล้ว การสะสางสิทธิและหน้าที่ระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนต้องดำเนินไปตามระบบการชำระบัญชีที่กฎหมายกำหนดไว้ ไม่ใช่เลือกคำนวณเฉพาะผลกำไรสุทธิหรือจำนวนเงินที่ฝ่ายใดเห็นว่าตนควรได้รับแล้วฟ้องเรียกกันโดยตัดข้ามขั้นตอนตามกฎหมาย มาตรา 1055 (3) วางหลักว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญย่อมเลิกกันเมื่อเสร็จการอันเป็นวัตถุที่ได้ตกลงกันไว้ เมื่อพิจารณาตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ วัตถุประสงค์ของหุ้นส่วนคือการใช้ที่ดินเพื่อแสวงหากำไร ไม่ว่าจะโดยการพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียมหรือโดยการขายที่ดินออกไปในที่สุด เมื่อขายที่ดินและรับเงินแล้ว กิจการย่อมเสร็จสิ้น ห้างหุ้นส่วนจึงเลิกกันโดยผลของกฎหมาย มาตรา 1061 วรรคหนึ่ง วางหลักต่อไปว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้ว ต้องจัดการชำระบัญชี เว้นแต่ผู้เป็นหุ้นส่วนจะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างกัน หลักนี้มีความหมายว่า การเลิกห้างหุ้นส่วนไม่ได้ทำให้สิทธิเรียกร้องของแต่ละฝ่ายจบสิ้นลงทันที แต่เป็นการเปลี่ยนสถานะของกิจการจากการดำเนินการเพื่อแสวงหากำไร ไปสู่การรวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้ สะสางค่าใช้จ่าย คืนทุน และแบ่งผลประโยชน์ที่เหลือตามกฎหมาย มาตรา 1062 กำหนดลำดับแห่งการชำระบัญชีไว้อย่างชัดเจน คือ (1) ชำระหนี้แก่บุคคลภายนอก (2) ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายที่ผู้เป็นหุ้นส่วนออกไปเพื่อจัดการค้าของห้าง (3) คืนทุนทรัพย์ที่ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนได้ลงเป็นหุ้น หากยังมีทรัพย์เหลืออยู่ จึงค่อยเฉลี่ยแจกเป็นกำไรในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน ศาลฎีกาเห็นว่า การชำระบัญชีในโครงการที่ 3 ยังไม่ได้ดำเนินไปตามลำดับดังกล่าวอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่าหนี้เงินกู้ของห้างหุ้นส่วนได้รับชำระไปแล้วเพียงใด ยังมีทรัพย์สินหรือหนี้สินอื่นอีกหรือไม่ และยังมีข้อโต้แย้งในส่วนทุน ค่าใช้จ่าย และจำนวนเงินที่จำเลยได้ชำระแก่โจทก์ไปแล้วเท่าใด หากศาลจะคำนวณให้จำเลยต้องชำระเงินแก่โจทก์ทันที ย่อมเป็นการตัดสินโดยข้ามขั้นตอนสำคัญของการชำระบัญชีตามกฎหมาย เจตนารมณ์ของมาตรา 1055, 1061 และ 1062 เจตนารมณ์ของบทบัญญัติเรื่องการเลิกห้างหุ้นส่วนและการชำระบัญชีมีเป้าหมายสำคัญเพื่อคุ้มครองความเป็นธรรมระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนและบุคคลภายนอก มิให้ทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนถูกนำไปแบ่งกันโดยเร็วเกินควร ก่อนตรวจสอบว่ามีหนี้สินคงค้างหรือภาระใดต้องสะสางก่อนหรือไม่ หากปล่อยให้ผู้เป็นหุ้นส่วนคนหนึ่งเรียกเอากำไรหรือทุนคืนไปก่อนโดยยังมิได้ตรวจสอบหนี้สินภายนอก ย่อมกระทบต่อเจ้าหนี้ของห้างและทำให้ผู้เป็นหุ้นส่วนอีกฝ่ายเสียเปรียบได้ ยิ่งกว่านั้น ลำดับการชำระบัญชียังสะท้อนหลักพื้นฐานของกฎหมายหุ้นส่วนว่า ผู้เป็นหุ้นส่วนไม่ได้มีสิทธิใน “กำไร” จนกว่าจะมีการสะสางฐานะทางการเงินของกิจการโดยครบถ้วนเสียก่อน เพราะสิ่งที่เรียกว่า “กำไร” ในทางกฎหมายหาใช่เพียงส่วนต่างระหว่างรายรับกับรายจ่ายบางรายการเท่านั้น แต่ต้องเป็นยอดคงเหลือสุทธิภายหลังหักหนี้สินภายนอก เงินทดรอง ค่าใช้จ่าย และทุนของผู้เป็นหุ้นส่วนแล้วจริง ๆ คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างเด่นชัดว่า ในกรณีที่กิจการร่วมลงทุนมีความซับซ้อน มีการกู้ยืม มีค่าใช้จ่ายหลายประเภท และมีทรัพย์สินหรือการถือครองแทนกันหลายชั้น ศาลจะไม่รีบด่วนตัดสินเฉพาะยอดเงินสุดท้ายที่คู่ความเรียกร้องกัน แต่ต้องจัดให้กระบวนการชำระบัญชีเดินไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นกลางเสียก่อน เหตุที่ศาลแต่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายต่างมีข้อโต้แย้งกันในรายละเอียดหลายประเด็น ตั้งแต่สัดส่วนทุน รายการค่าใช้จ่าย หนี้สินของกิจการ ทรัพย์สินที่ยังคงเหลือ ตลอดจนจำนวนเงินที่ฝ่ายใดควรได้รับหรืออาจต้องชดใช้เพิ่มอีกเท่าใด หากปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ชำระบัญชีต่อไป ย่อมมีแนวโน้มสูงที่จะเกิดข้อขัดข้องต่อเนื่องไม่สิ้นสุด และทำให้การชำระบัญชีล่าช้าเกินสมควร ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแต่งตั้ง เจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งเป็นบุคคลกลางให้เป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญโครงการที่ 3 โดยกำหนดกรอบเบื้องต้นให้ชัดว่า โจทก์ลงทุนเป็นเงินสด 30,500,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 42.96 จำเลยลงทุนเป็นเงินสด 40,500,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 57.04 และข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่รับฟังได้คือ กิจการมีรายได้จากการขายที่ดิน 282,000,000 บาท และมีค่าใช้จ่าย 27,135,581.30 บาท ส่วนรายละเอียดอื่น เช่น หนี้สิน รายได้ ค่าใช้จ่าย และทรัพย์สินเพิ่มเติม ตลอดจนคำถามว่าจำเลยต้องชำระเงินแก่โจทก์เพิ่มอีกหรือไม่เพียงใด ให้ไปพิจารณาต่อในที่สุดแห่งการชำระบัญชี คำสั่งในส่วนนี้มีความสำคัญเชิงระบบ เพราะเป็นการใช้กลไกศาลเข้ามาประกันความเป็นกลางในคดีทางพาณิชย์ที่คู่ความไม่สามารถร่วมกันสะสางบัญชีได้เอง การตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีช่วยลดความระแวงระหว่างคู่ความ และทำให้กระบวนการตรวจสอบทรัพย์สิน หนี้สิน และสิทธิเรียกร้องเป็นไปอย่างมีระเบียบและตรวจสอบได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีเหตุที่จะเรียกร้องให้จำเลยรับผิดตามคำฟ้องได้ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นพ้องกับผลแห่งคำพิพากษาเดิม โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ โดยวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องในส่วนโครงการที่ 3 เพราะเป็นข้อพิพาทในชั้นชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญ จึงให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี กำหนดเงินลงทุนของโจทก์เป็น 30,500,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 42.96 และของจำเลยเป็น 40,500,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 57.04 พร้อมคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่โจทก์ชำระเกิน 37,991 บาท และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ ห้างหุ้นส่วนสามัญและการชำระบัญชีภายหลังการเลิกห้างหุ้นส่วน อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนร่วมลงทุนในกิจการอสังหาริมทรัพย์หรือธุรกิจพาณิชย์ที่มีการซื้อทรัพย์สินเพื่อพัฒนาแล้วจำหน่ายในภายหลัง ประการแรก ศาลฎีกายืนยันหลักว่า เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนตกลงดำเนินกิจการร่วมกันเพื่อแสวงหากำไร และกิจการนั้นเสร็จสิ้นลงตามวัตถุประสงค์ที่ตกลงกันไว้ ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกันโดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (3) การเลิกกันดังกล่าวมิได้ทำให้สิทธิเรียกร้องระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนสิ้นสุดลงทันที แต่ทำให้ความสัมพันธ์ของกิจการเข้าสู่ระยะ การชำระบัญชี ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการสะสางฐานะทางการเงินของห้างหุ้นส่วน ประการที่สอง คดีนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้คู่ความจะยอมรับว่ามีการร่วมลงทุนและมีรายได้จากการดำเนินกิจการแล้ว แต่หากยังมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเงินลงทุน ค่าใช้จ่าย หรือจำนวนกำไรที่ควรแบ่งกัน ข้อพิพาทดังกล่าวถือเป็นข้อพิพาทใน ชั้นชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วน ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมมีอำนาจฟ้องเพื่อให้ศาลวินิจฉัยสิทธิของตนได้ การที่ศาลล่างเห็นว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจึงไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย ประการที่สาม ศาลฎีกาได้ย้ำหลักสำคัญเกี่ยวกับ ภาระการพิสูจน์เงินลงทุน ว่า ผู้ที่กล่าวอ้างว่าตนได้ลงทุนเงินจำนวนหนึ่งในกิจการ ต้องมีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุน มิอาจอาศัยเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ หากไม่ปรากฏเอกสารหรือหลักฐานทางการเงินที่ยืนยันได้ ศาลย่อมไม่อาจรับฟังได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินลงทุนจริง ประการที่สี่ คดีนี้แสดงให้เห็นถึงหลักการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนตามมาตรา 1062 ซึ่งกำหนดลำดับการชำระบัญชีอย่างชัดเจน ได้แก่ 1. ชำระหนี้แก่บุคคลภายนอก 2. ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายของผู้เป็นหุ้นส่วน 3. คืนทุนให้ผู้เป็นหุ้นส่วน และเมื่อยังมีทรัพย์เหลือจึงค่อยแบ่งกำไรระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน ลำดับดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองทั้งเจ้าหนี้ภายนอกและผู้เป็นหุ้นส่วนทุกฝ่าย มิให้มีการแบ่งทรัพย์สินหรือกำไรโดยไม่ตรวจสอบฐานะหนี้สินของกิจการให้ครบถ้วนเสียก่อน ประการสุดท้าย ศาลฎีกาได้วางแนวทางปฏิบัติที่สำคัญว่า หากผู้เป็นหุ้นส่วนไม่สามารถตกลงกันเกี่ยวกับการชำระบัญชีได้ และมีข้อโต้แย้งหลายประเด็นที่อาจทำให้การชำระบัญชีล่าช้าหรือไม่เป็นธรรม ศาลสามารถแต่งตั้งบุคคลกลาง เช่น เจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ทำหน้าที่เป็นผู้ชำระบัญชีได้ เพื่อให้การตรวจสอบทรัพย์สิน หนี้สิน และผลกำไรเป็นไปอย่างเป็นกลางและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย แนวคำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคดีธุรกิจร่วมลงทุน โดยเฉพาะในกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งมักมีการลงทุนร่วมกันโดยไม่ได้จัดตั้งนิติบุคคลอย่างเป็นทางการ และมักเกิดข้อพิพาทเรื่องเงินลงทุนและการแบ่งกำไรในภายหลัง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายเรื่อง การเลิกห้างหุ้นส่วนสามัญเมื่อเสร็จการ และการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนก่อนแบ่งกำไรระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้เป็นหุ้นส่วนร่วมกันซื้อที่ดินเพื่อดำเนินกิจการแสวงหากำไร และภายหลังได้ขายที่ดินดังกล่าวจนกิจการเสร็จสิ้นแล้ว ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกันโดยผลของกฎหมายตามมาตรา 1055 (3) และต้องดำเนินการชำระบัญชีตามมาตรา 1061 และมาตรา 1062 ก่อนที่จะคำนวณและแบ่งกำไรหรือกำหนดสิทธิเรียกร้องระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน หากยังมีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวกับเงินลงทุน ค่าใช้จ่าย หรือส่วนแบ่งกำไร ข้อพิพาทดังกล่าวถือเป็นข้อพิพาทในขั้นตอนการชำระบัญชี ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนมีอำนาจฟ้องให้ศาลวินิจฉัยได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (3), มาตรา 1061 และมาตรา 1062 ซึ่งกำหนดหลักการเกี่ยวกับการเลิกห้างหุ้นส่วนเมื่อเสร็จการ และลำดับขั้นของการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนก่อนการแบ่งผลกำไร สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การเลิกห้างหุ้นส่วนเพราะเสร็จการ (ป.พ.พ. มาตรา 1055 (3)) หลักกฎหมายกำหนดว่า ห้างหุ้นส่วนสามัญย่อมเลิกกันเมื่อกิจการที่ตกลงกันไว้เสร็จสิ้นแล้ว ในคดีนี้ผู้เป็นหุ้นส่วนตกลงร่วมกันซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ แต่ภายหลังได้ขายที่ดินเพื่อทำกำไร เมื่อการขายเสร็จสิ้นและได้รับเงินแล้ว ถือว่ากิจการของหุ้นส่วนเสร็จการ ห้างหุ้นส่วนจึงเลิกกันโดยผลของกฎหมาย แม้จะไม่มีการทำสัญญาเลิกหุ้นส่วนโดยตรงก็ตาม 2. การชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนก่อนแบ่งกำไร (ป.พ.พ. มาตรา 1061 และ 1062) เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกัน กฎหมายกำหนดให้ต้องดำเนินการชำระบัญชีเพื่อสะสางทรัพย์สินและหนี้สินของกิจการก่อน โดยต้องชำระหนี้แก่บุคคลภายนอก ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายของหุ้นส่วน และคืนทุนแก่ผู้เป็นหุ้นส่วนตามลำดับ หากยังมีทรัพย์สินเหลืออยู่จึงจะถือเป็นกำไรที่สามารถแบ่งกันได้ ดังนั้นหากผู้เป็นหุ้นส่วนโต้แย้งกันเกี่ยวกับเงินลงทุน ค่าใช้จ่าย หรือส่วนแบ่งกำไร ศาลอาจกำหนดให้มีการชำระบัญชีอย่างถูกต้องก่อนที่จะวินิจฉัยสิทธิของแต่ละฝ่าย และในกรณีที่คู่ความไม่สามารถดำเนินการชำระบัญชีร่วมกันได้ ศาลมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลกลาง เช่น เจ้าพนักงานบังคับคดี เป็นผู้ชำระบัญชีเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. การร่วมลงทุนซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการถือเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือไม่ คำตอบ การที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงร่วมกันนำเงินหรือทรัพย์สินมาลงทุนเพื่อดำเนินกิจการและแบ่งกำไรจากกิจการนั้น ถือเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แม้จะไม่มีการจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทก็ตาม หากปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการร่วมลงทุน มีการแบ่งผลกำไร และมีการร่วมกันดำเนินกิจการ ศาลย่อมรับฟังได้ว่าเกิดความสัมพันธ์ในลักษณะหุ้นส่วนแล้ว ในทางปฏิบัติธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากมักเกิดขึ้นในรูปแบบเช่นนี้ คือผู้ลงทุนหลายฝ่ายร่วมกันซื้อที่ดินหรือพัฒนาโครงการเพื่อจำหน่าย เมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับเงินลงทุนหรือการแบ่งกำไร ศาลจึงต้องนำบทบัญญัติเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนสามัญมาใช้บังคับ คำถาม 2. เมื่อกิจการของหุ้นส่วนเสร็จสิ้น ห้างหุ้นส่วนเลิกกันโดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 กำหนดว่า ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกันเมื่อเสร็จการอันเป็นวัตถุประสงค์ที่ได้ตกลงกันไว้ ดังนั้น หากผู้เป็นหุ้นส่วนตกลงร่วมกันดำเนินกิจการใดกิจการหนึ่ง เช่น ซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการแล้วจำหน่าย เมื่อกิจการดังกล่าวเสร็จสิ้นลง เช่น มีการขายทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกันโดยผลของกฎหมาย แม้จะไม่มีการทำสัญญาเลิกห้างหุ้นส่วนเป็นลายลักษณ์อักษรก็ตาม อย่างไรก็ตาม การเลิกห้างหุ้นส่วนไม่ได้ทำให้สิทธิและหน้าที่ของผู้เป็นหุ้นส่วนสิ้นสุดทันที แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีเพื่อสะสางทรัพย์สิน หนี้สิน และผลประโยชน์ของห้างหุ้นส่วนก่อน คำถาม 3. หลังจากห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้ว ผู้เป็นหุ้นส่วนสามารถฟ้องเรียกกำไรได้ทันทีหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกัน ผู้เป็นหุ้นส่วนไม่อาจเรียกร้องเฉพาะส่วนแบ่งกำไรโดยตรงได้ทันที เพราะกฎหมายกำหนดให้ต้องมีการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนก่อน การชำระบัญชีมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วน ตรวจสอบหนี้สิน และจัดการสะสางบัญชีทั้งหมดของกิจการให้เรียบร้อยก่อนที่จะมีการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน ดังนั้น หากยังไม่ได้มีการชำระบัญชีอย่างถูกต้องตามลำดับขั้นที่กฎหมายกำหนด การเรียกร้องส่วนแบ่งกำไรอาจยังไม่อาจกำหนดจำนวนที่แน่นอนได้ อย่างไรก็ตาม หากมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับขั้นตอนการชำระบัญชี ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมมีสิทธิฟ้องต่อศาลเพื่อให้ศาลวินิจฉัยหรือกำหนดวิธีการชำระบัญชีได้ คำถาม 4. ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณาว่าเงินใดเป็นเงินลงทุนของหุ้นส่วน คำตอบ ในการพิจารณาว่าเงินจำนวนใดเป็นเงินลงทุนของผู้เป็นหุ้นส่วน ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานประกอบหลายประการ เช่น เอกสารทางการเงิน หลักฐานการโอนเงิน สัญญากู้ยืม หลักฐานการจดทะเบียนจำนอง หรือพยานบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากผู้เป็นหุ้นส่วนฝ่ายใดกล่าวอ้างว่าตนได้ลงทุนเงินจำนวนมาก แต่ไม่สามารถแสดงหลักฐานที่น่าเชื่อถือสนับสนุนได้ ศาลอาจไม่รับฟังข้ออ้างดังกล่าว เพราะการลงทุนจำนวนมากในทางธุรกิจย่อมควรมีหลักฐานหรือเอกสารประกอบตามปกติ การพิจารณาของศาลจึงเน้นที่ความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีเป็นสำคัญ คำถาม 5. ค่าใช้จ่ายใดบ้างที่สามารถนำมาหักออกจากรายได้ของกิจการหุ้นส่วนได้ คำตอบ ค่าใช้จ่ายของกิจการหุ้นส่วนที่สามารถนำมาหักออกจากรายได้ได้ ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนโดยตรง เช่น ค่าซื้อทรัพย์สิน ค่าธรรมเนียมการโอน ค่าธรรมเนียมจำนอง ค่านายหน้า ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาโครงการ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต่อกิจการ หากค่าใช้จ่ายรายการใดไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวข้องกับกิจการของหุ้นส่วนจริง หรือเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการอื่น ศาลอาจไม่รับฟังให้หักออกจากรายได้ของห้างหุ้นส่วน เพราะจะส่งผลกระทบต่อจำนวนเงินที่ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละฝ่ายพึงได้รับในการชำระบัญชี คำถาม 6. หากผู้เป็นหุ้นส่วนไม่สามารถตกลงกันเรื่องการชำระบัญชีได้ ศาลสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง คำตอบ หากผู้เป็นหุ้นส่วนไม่สามารถตกลงกันเกี่ยวกับการชำระบัญชีได้ เช่น มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับเงินลงทุน ค่าใช้จ่าย หรือทรัพย์สินของกิจการ ศาลมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลกลางให้ทำหน้าที่เป็นผู้ชำระบัญชีได้ บุคคลดังกล่าวอาจเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือบุคคลอื่นที่ศาลเห็นสมควร การแต่งตั้งบุคคลกลางช่วยให้การตรวจสอบบัญชีและทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนเป็นไปอย่างเป็นกลาง ลดข้อพิพาทระหว่างคู่ความ และทำให้กระบวนการชำระบัญชีสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม คำถาม 7. การแบ่งกำไรของหุ้นส่วนต้องคำนวณอย่างไรตามกฎหมาย คำตอบ การแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนต้องดำเนินการภายหลังจากการชำระบัญชีตามลำดับที่กฎหมายกำหนดแล้ว กล่าวคือ ต้องชำระหนี้แก่บุคคลภายนอกก่อน จากนั้นต้องคืนเงินทดรองและค่าใช้จ่ายที่ผู้เป็นหุ้นส่วนออกไปเพื่อกิจการ แล้วจึงคืนทุนที่ผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละฝ่ายได้ลงไว้ หากหลังจากดำเนินการตามลำดับดังกล่าวแล้วยังมีทรัพย์สินเหลืออยู่ จึงจะถือเป็นกำไรของกิจการและนำมาแบ่งระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ หรือหากไม่ได้ตกลงกันไว้ก็ให้แบ่งตามสัดส่วนทุนของแต่ละฝ่าย หลักการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การแบ่งกำไรเป็นธรรมและสะท้อนฐานะทางการเงินที่แท้จริงของกิจการ คำถาม 8. หากมีข้อพิพาทเรื่องเงินลงทุนหรือกำไรระหว่างหุ้นส่วน ควรดำเนินการอย่างไร คำตอบ เมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับเงินลงทุนหรือการแบ่งกำไรระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน ขั้นตอนสำคัญคือการตรวจสอบบัญชีของกิจการและรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับรายรับ รายจ่าย เงินลงทุน และทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วน หากไม่สามารถตกลงกันได้ ผู้เป็นหุ้นส่วนสามารถยื่นฟ้องต่อศาลเพื่อให้ศาลวินิจฉัยสิทธิและหน้าที่ของแต่ละฝ่ายได้ ศาลอาจมีคำสั่งให้มีการจัดทำบัญชีใหม่ แต่งตั้งผู้ชำระบัญชี หรือกำหนดแนวทางการแบ่งผลประโยชน์ตามกฎหมาย ทั้งนี้การเตรียมเอกสารทางการเงินและหลักฐานการลงทุนให้ครบถ้วนจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อผลของคดี ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3682/2568 โจทก์และจำเลยตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างคอนโดมิเนียมขายนำกำไรมาแบ่งปันกัน ต่อมามีผู้สนใจซื้อที่ดินดังกล่าวและผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตกลงขายที่ดินเพื่อทำกำไร อันเป็นกรณีที่หุ้นส่วนเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินกิจการเป็นการซื้อที่ดินและขายเพื่อนำกำไรมาแบ่งปันกัน เมื่อได้ขายที่ดินดังกล่าวและรับเงินจากการขายแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเลิกกันเพราะเสร็จการนั้นแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (3) และมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วก็ให้จัดการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน เมื่อคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยต่างยอมรับว่า ห้างหุ้นส่วนนี้ได้มีการชำระบัญชีกันแล้ว แต่มีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวแก่เงินลงทุนและส่วนแบ่งกำไรของผู้เป็นหุ้นส่วนอันเป็นข้อพิพาทในชั้นชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญ จึงเป็นกรณีที่หุ้นส่วนประสงค์ให้จัดทำบัญชีเพื่อแบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน มิได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จึงต้องทำการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญตามที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. เมื่อมีการจัดทำบัญชีกัน แต่โจทก์อ้างสัดส่วนการลงทุนของโจทก์และจำนวนส่วนแบ่งกำไรที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากการเข้าหุ้นกันประกอบกิจการ และจำเลยปฏิเสธสัดส่วนการลงทุนของโจทก์รวมถึงจำนวนส่วนแบ่งกำไรที่โจทก์มีสิทธิได้รับ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยพิพาทกันเกี่ยวกับการจัดทำบัญชี โจทก์ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมมีอำนาจฟ้อง ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระเงิน 119,552,906 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตเฉพาะบางประเด็น ข้อเท็จจริงรับฟังว่า โจทก์และจำเลยทำธุรกิจร่วมกันเกี่ยวกับการซื้อขายและพัฒนาที่ดิน โครงการที่ 1 คู่ความร่วมลงทุนซื้อที่ดินและแบ่งกำไรกันแล้วโดยไม่มีข้อพิพาท ส่วนโครงการที่ 2 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกัน จึงไม่มีหน้าที่ต่อกัน ปัญหาในชั้นฎีกาอยู่ที่ โครงการที่ 3 ซึ่งคู่ความตกลงเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดินเพื่อสร้างคอนโดมิเนียมขาย แต่ภายหลังตกลงขายที่ดินเพื่อทำกำไร เมื่อขายที่ดินและรับเงินแล้ว ห้างหุ้นส่วนย่อมเลิกกันเพราะเสร็จการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1055 (3) และต้องชำระบัญชีตามมาตรา 1061 หากมีข้อพิพาทเกี่ยวกับเงินลงทุนและส่วนแบ่งกำไรซึ่งเป็นปัญหาในชั้นชำระบัญชี หุ้นส่วนย่อมมีอำนาจฟ้องได้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง ต่างจากที่ศาลล่างวินิจฉัย รายได้จากการขายที่ดินโครงการที่ 3 เท่ากับ 282,000,000 บาท คู่ความโต้แย้งกันเรื่องเงินลงทุน 24,000,000 บาท โดยต่างอ้างว่าเป็นทุนของตน แต่ไม่มีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ศาลจึงรับฟังเฉพาะเงินสดที่ไม่โต้แย้งกัน คือ โจทก์ลงทุน 30,500,000 บาท และจำเลยลงทุน 40,500,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนทุนร้อยละ 42.96 และ 57.04 ตามลำดับ นอกจากนี้กิจการมีค่าใช้จ่ายรวม 27,135,581.30 บาท ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแบ่งกำไรต้องดำเนินการตามขั้นตอนการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนตามมาตรา 1062 คือ ชำระหนี้แก่บุคคลภายนอก ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่าย แล้วคืนทุน ก่อนแบ่งกำไร เนื่องจากคู่ความยังโต้แย้งกันหลายประเด็นเกี่ยวกับการชำระบัญชี ศาลจึงเห็นสมควรแต่งตั้ง เจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี ของห้างหุ้นส่วนโครงการที่ 3 และให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะทุนทรัพย์ 24,170,735.78 บาท แต่ได้เสียค่าขึ้นศาลเกิน ศาลจึงให้คืนค่าธรรมเนียมส่วนเกิน 37,991 บาท ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชี โดยกำหนดสัดส่วนทุนของโจทก์ร้อยละ 42.96 และจำเลยร้อยละ 57.04 และให้ดำเนินการชำระบัญชีตามกฎหมายต่อไป ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ 119,552,906 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 95,128,969 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า โจทก์กับจำเลยทำธุรกิจเกี่ยวกับการซื้อขาย พัฒนาที่ดิน และก่อสร้างที่พักอาศัยออกจำหน่ายให้แก่บุคคลทั่วไป โดยโครงการที่ 1 เมื่อประมาณกลางปี 2553 โจทก์และจำเลยตกลงร่วมทุนกันซื้อที่ดิน 23 แปลง เพื่อนำมาจัดสรรปลูกสร้างทาวน์เฮาส์และทาวน์โฮมขาย โดยออกเงินทุนคนละเท่า ๆ กัน ใช้ชื่อบริษัท ก. ซึ่งเป็นบริษัทของจำเลยเป็นผู้ซื้อและรับโอนกรรมสิทธิ์จากผู้ขาย ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อและมีการจัดทำบัญชีคืนเงินลงทุนและแบ่งปันผลกำไรระหว่างกันเป็นที่เรียบร้อยโดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ต่อกัน และโจทก์ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในส่วนของโครงการที่ 2 จึงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โครงการที่ 2 โจทก์กับจำเลยไม่ได้ตกลงเข้าเป็นหุ้นส่วนร่วมลงทุนกัน จึงไม่มีหน้าที่ใด ๆ ต่อกันตามสัญญาและจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดในโครงการที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์และจำเลยตกลงเข้ากันเป็นหุ้นส่วนซื้อที่ดินเพื่อปลูกสร้างคอนโดมิเนียมขายนำกำไรมาแบ่งปันกัน แต่ต่อมามีผู้สนใจซื้อที่ดินดังกล่าวและผู้เป็นหุ้นส่วนได้ตกลงขายที่ดินนั้นไปเพื่อทำกำไรอันเป็นกรณีที่หุ้นส่วนเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินกิจการเป็นการซื้อที่ดินและขายเพื่อนำกำไรมาแบ่งปันกัน เมื่อได้ขายที่ดินดังกล่าวและรับเงินจากการขายแล้ว ห้างหุ้นส่วนสามัญระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมเลิกกันเพราะเสร็จการนั้นแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1055 (3) และมาตรา 1061 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อห้างหุ้นส่วนเลิกกันแล้วก็ให้จัดการชำระบัญชี เว้นแต่จะได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน ตามคำฟ้องโจทก์และคำให้การจำเลยต่างยอมรับว่า ห้างหุ้นส่วนโครงการที่ 3 นี้ได้มีการชำระบัญชีกันแล้ว แต่มีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวแก่เงินลงทุนและส่วนแบ่งกำไรของผู้เป็นหุ้นส่วนอันเป็นข้อพิพาทในชั้นชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญ จึงเป็นกรณีที่หุ้นส่วนประสงค์ให้จัดทำบัญชีเพื่อแบ่งปันผลกำไรระหว่างกัน มิได้ตกลงกันให้จัดการทรัพย์สินโดยวิธีอื่นในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกัน จึงต้องทำการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อมีการจัดทำบัญชีกัน แต่โจทก์อ้างสัดส่วนการลงทุนของโจทก์และจำนวนส่วนแบ่งกำไรที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากการเข้าหุ้นกันประกอบกิจการโครงการที่ 3 และจำเลยปฏิเสธสัดส่วนการลงทุนของโจทก์รวมถึงจำนวนส่วนแบ่งกำไรที่โจทก์มีสิทธิได้รับ จึงเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์โดยพิพาทกันเกี่ยวกับการจัดทำบัญชี โจทก์ผู้เป็นหุ้นส่วนย่อมมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ปัญหาว่าจำเลยต้องรับผิดในโครงการที่ 3 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องและคำให้การคู่ความรับกันว่า กิจการโครงการที่ 3 มีรายได้จากการขายที่ดิน 282,000,000 บาท แต่โต้แย้งกันเกี่ยวกับสัดส่วนทุนของโจทก์และของจำเลย กับค่าใช้จ่ายของกิจการบางรายการซึ่งส่งผลต่อการคิดส่วนแบ่งกำไรของแต่ละฝ่าย จึงเห็นควรวินิจฉัยไปตามลำดับ สำหรับสัดส่วนทุนของผู้เป็นหุ้นส่วนนั้น โจทก์และจำเลยโต้แย้งกันเฉพาะส่วนที่เป็นเงิน 24,000,000 บาท โดยต่างอ้างว่าเป็นเงินลงทุนส่วนของตนเอง โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า โจทก์ลงเงินทุน 54,500,000 บาท แบ่งเป็นเงินสด 30,500,000 บาท และเงินที่โจทก์กู้ยืมจากบุคคลภายนอกอีก 24,000,000 บาท การลงทุนส่วนที่เป็นเงินกู้ยืม 24,000,000 บาท นี้ จำเลยนำหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดของบุตรสาวโจทก์ไปกู้เงินจากบุคคลภายนอกและใช้หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดมอบไว้เป็นประกันแก่ผู้ให้กู้ชื่อก้อย แต่โจทก์ไม่มีหลักฐานการกู้ยืมเงินหรือการจดทะเบียนจำนองหลักประกันมาแสดง ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานการรับเงินกู้ยืมดังกล่าวจากบุคคลภายนอก นอกจากนี้โจทก์ยังตอบทนายจำเลยถามค้านด้วยว่า สุดท้ายแล้วบุตรสาวโจทก์ไม่ได้ไปทำสัญญากู้ยืมเงินเนื่องจากจำเลยบอกว่าไม่ต้องทำแล้ว อันเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของการกู้ยืมเงินจำนวนสูงถึง 24,000,000 บาท ที่จะไม่มีการทำหลักฐานทั้งส่วนที่เกี่ยวกับการกู้ยืมเงินและส่วนที่เกี่ยวกับการรับเงินกู้กันไว้ให้ชัดเจน ความข้อนี้กลับเจือสมกับทางนำสืบจำเลยที่ว่า เดิมโจทก์มอบหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ห้องชุด 2 ห้อง ซึ่งเป็นชื่อบุตรสาวโจทก์เพื่อให้จำเลยไปกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นนำมาเป็นเงินลงทุนของโจทก์ จำเลยแจ้งโจทก์ว่า จำเลยติดต่อขอกู้ยืมเงินกับคุณก้อย และคุณก้อยตกลงให้กู้ยืมแล้วโดยให้นัดหมายบุตรสาวโจทก์ไปทำสัญญาและจดทะเบียนจำนองห้องชุดเพื่อเป็นประกัน แต่โจทก์ไม่ยอมให้บุตรสาวไปทำสัญญากู้และจดทะเบียนจำนอง จึงไม่อาจกู้ยืมเงินจากคุณก้อยได้ พยานโจทก์ซึ่งมีเพียงตัวโจทก์กล่าวอ้างแต่เพียงลอย ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดสนับสนุน เพียงเท่านี้จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่า เงินทุน 24,000,000 บาท เป็นทุนของโจทก์ ส่วนข้ออ้างของจำเลยว่า เงิน 24,000,000 บาท เป็นทุนของจำเลยนั้น จำเลยให้การว่า เงิน 24,000,000 บาท ที่โจทก์อ้างนั้นเป็นเงินลงทุนของจำเลย โจทก์และจำเลยมิได้กู้ยืมเงินจากบุคคลภายนอก แต่ทางพิจารณาจำเลยกลับเบิกความว่า จำเลยขอยืมเงินจากภริยาและบุตรสาว 24,000,000 บาท เพื่อนำมาชำระค่าที่ดิน และต้องชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน ให้แก่ภริยาและบุตรสาว ขัดแย้งต่อคำให้การที่ว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินลงทุนของจำเลยเองมิได้กู้ยืมจากบุคคลภายนอก ข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการลงเงินทุน 24,000,000 บาท ของจำเลยขัดแย้งกลับไปกลับมาไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเช่นเดียวกัน ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า เงิน 24,000,000 บาท เป็นทุนของจำเลยเช่นเดียวกัน เงินทุนของโจทก์และของจำเลยจึงมีเพียงส่วนที่เป็นเงินสดของแต่ละฝ่ายซึ่งคู่ความมิได้โต้แย้งกัน จึงรับฟังได้ว่า โจทก์ลงทุนเป็นเงินสด 30,500,000 บาท ส่วนจำเลยลงทุนเป็นเงินสด 40,500,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนทุนของโจทก์ร้อยละ 42.96 สัดส่วนทุนของจำเลยร้อยละ 57.04 นอกจากนี้มีเงินกู้ยืมจากธนาคารอีก 80,000,000 บาท นำมาชำระค่าที่ดินด้วย ซึ่งคู่ความรับกันในข้อนี้ สำหรับค่าใช้จ่ายของกิจการ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เงินกู้ยืม 24,000,000 บาท มีค่าใช้จ่ายเป็นดอกเบี้ย 4,080,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายเป็นค่าโอนที่ดินบางกรวย (บจก. เจ ที เพอร์เฟค) ตามที่ระบุในรายการค่าใช้จ่ายตามเอกสารหมาย จ.23 ข้อ 18 จำนวน 624,555 บาท กิจการโครงการที่ 3 เป็นการซื้อที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ไม่ปรากฏว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับที่ดินซึ่งตั้งอยู่ที่บางกรวยตามที่ระบุไว้ในรายการค่าใช้จ่าย ข้อ 18 เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ลงทุนระหว่างโจทก์กับจำเลยซึ่งซื้อที่ดินมาพัฒนาแล้วขายต่อหลายโครงการ มีการจัดให้บริษัทและบุคคลภายนอกถือที่ดินที่ลงทุนแต่ละโครงการระคนปนกันไป น่าเชื่อว่ารายการค่าใช้จ่ายในข้อ 18 นี้ ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการโครงการที่ 3 ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่า กิจการโครงการที่ 3 มีค่าใช้จ่ายเป็นค่าโอนที่ดินบางกรวย (บจก. เจ ที เพอร์เฟค) 624,555 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย จ.23 ข้อ 6 และข้อ 7 ว่าเป็นค่าโอน (จากกรมที่ดิน) ภัทรพล บางใหญ่ 2,942,224 บาท และค่าโอน (จากกรมที่ดิน) กองกรริมทรัพย์ บางใหญ่ 5,481,997 บาท จำเลยนำสืบอธิบายว่า ในการซื้อที่ดินโครงการที่ 3 นั้น สัญญาจะซื้อจะขายระบุว่า ผู้จะซื้อคือจำเลยกับโจทก์มีหน้าที่ในการออกค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากร ค่าภาษี และค่านายหน้าต่าง ๆ ส่วนตอนขายที่ดินดังกล่าวให้แก่นางผ่องศรี ผู้จะซื้อคือนางผ่องศรีมีหน้าที่ออกค่าธรรมเนียมการโอน ค่าอากร และค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์มิได้ถามค้านให้เห็นเป็นอย่างอื่น ทั้งเมื่อพิจารณารายการค่าใช้จ่ายเอกสารหมาย จ.23 ที่ปรากฏรายการค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการโอนเพียง 2 รายการ ตรงกับการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในกิจการโครงการที่ 3 รวม 2 แปลง ที่จัดให้บริษัท ก. และนายภัทรพล ถือกรรมสิทธิ์ไว้แทน น่าเชื่อว่ารายการค่าใช้จ่ายทั้งสองรายการดังกล่าวเป็นค่าธรรมเนียมการโอนที่เกิดขึ้นขณะโจทก์กับจำเลยซื้อที่ดินทั้งสองแปลงมา มิใช่ค่าธรรมเนียมการโอนขณะโจทก์กับจำเลยขายที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่นางผ่องศรี ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า กิจการโครงการที่ 3 มีค่าใช้จ่ายเป็นค่าโอน (จากกรมที่ดิน) ภัทรพล บางใหญ่ 2,942,224 บาท และค่าโอน (จากกรมที่ดิน) กองกรริมทรัพย์ บางใหญ่ 5,481,997 บาท นอกจากค่าใช้จ่ายที่คู่ความโต้แย้งกัน 4 รายการ ดังกล่าวแล้ว โจทก์และจำเลยต่างมิได้โต้แย้งรายการค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย จ.23 ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า กิจการโครงการที่ 3 นี้ มีค่าใช้จ่ายรวม 20 รายการ ได้แก่ ค่านายหน้า 2,625,000 บาท ค่าจำนองธนาคาร (ค่าธรรมเนียม) บางใหญ่ 4,450,040 บาท ค่าจำนอง (จากกรมที่ดิน) ภัทรพล บางใหญ่ 207,570 บาท ค่าจำนอง (จากกรมที่ดิน) กองกรริมทรัพย์ บางใหญ่ 200,025 บาท ค่าโอน (จากกรมที่ดิน) ภัทรพล บางใหญ่ 2,942,224 บาท ค่าโอน (จากกรมที่ดิน) กองกรริมทรัพย์ บางใหญ่ 5,481,997 บาท ค่าเงินประกันธนาคาร 1,000,000 บาท ค่าถมดิน 4,800,000 บาท ค่าลูกรัง 763,659.30 บาท ค่าต่อสัญญาโอน 3 ครั้ง 1,200,000 บาท ค่าให้พิเศษเจ้าหน้าที่ 50,000 บาท ค่าทดสอบชั้นดิน 78,000 บาท ค่าขอไฟฟ้าและประปาชั่วคราว 51,866 บาท ค่าแบบตึก 17 ชั้น 250,000 บาท ค่าแบบ (คุณเก่ง) 985,200 บาท ค่าสิ่งแวดล้อม 200,000 บาท ค่าใช้จ่ายผู้ควบคุมคนถมดิน 100,000 บาท ค่าธรรมเนียมไถ่ถอนก่อนกำหนด 1,600,000 บาท ค่าซื้อของขวัญปีใหม่ให้ธนาคาร 120,000 บาท และค่าสอบบัญชีปี 2555 จำนวน 30,000 บาท รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 27,135,581.30 บาท เมื่อวินิจฉัยแล้วว่า การชำระบัญชีกิจการโครงการที่ 3 ระหว่างโจทก์กับจำเลยคดีนี้เป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงต้องนำวิธีการชำระบัญชีดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาใช้บังคับแก่คดี หาใช่วิธีการชำระบัญชีตามที่โจทก์และจำเลยนำสืบมาไม่ ซึ่งการชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญนั้น มาตรา 1062 บัญญัติให้ทำโดยลำดับ คือ (1) ให้ชำระหนี้ทั้งหลายซึ่งค้างชำระแก่บุคคลภายนอก (2) ให้ชดใช้เงินทดรองและค่าใช้จ่ายซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนได้ออกของตนไปเพื่อจัดการค้าของห้าง (3) ให้คืนทุนทรัพย์ซึ่งผู้เป็นหุ้นส่วนแต่ละคนได้ลงเป็นหุ้น ถ้ายังมีทรัพย์เหลืออยู่อีกเท่าไร ก็ให้เฉลี่ยแจกเป็นกำไรในระหว่างผู้เป็นหุ้นส่วน การชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญในส่วนโครงการที่ 3 ยังมิได้จัดทำให้เป็นไปตามลำดับดังกล่าว ทั้งไม่ปรากฏว่าหนี้สินของห้างหุ้นส่วนที่เป็นเงินกู้ยืมมีการชำระแล้วหรือไม่ อย่างไร เพียงใด และมีรายได้ ค่าใช้จ่าย ทรัพย์สินอื่นนอกจากที่คู่ความนำสืบอีกหรือไม่ เพียงใด โจทก์ฟ้องคดีโดยมุ่งต่อผลของการชำระบัญชีคือการแบ่งกำไรแก่โจทก์ แต่คู่ความมีข้อโต้แย้งในขั้นตอนการชำระบัญชี หากให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชำระบัญชีต่อไปย่อมเห็นได้ว่าจะเกิดข้อขัดข้องเรื่อยไปและเกิดความล่าช้าในการชำระบัญชี ศาลชอบที่จะแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีตามที่เห็นสมควรได้ จึงให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งเป็นคนกลางเป็นผู้ชำระบัญชี ห้างหุ้นส่วนสามัญโครงการที่ 3 ซึ่งมีโจทก์ลงทุนเป็นเงินสด 30,500,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนทุนของโจทก์ร้อยละ 42.96 จำเลยลงทุนเป็นเงินสด 40,500,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนทุนของจำเลยร้อยละ 57.04 โดยทางนำสืบคู่ความปรากฏข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า กิจการมีรายได้จากการขายที่ดิน 282,000,000 บาท มีค่าใช้จ่าย 27,135,581.30 บาท ส่วนรายได้ ค่าใช้จ่าย ทรัพย์สินและหนี้สินอื่นของห้างนอกเหนือจากที่คู่ความนำสืบรวมถึงปัญหาว่า จำเลยต้องชดใช้เงินแก่โจทก์เพิ่มเติมจากที่ได้ชำระไปแล้วหรือไม่ เพียงใด ย่อมต้องพิจารณาต่อไปในชั้นที่สุดแห่งการชำระบัญชี อนึ่ง โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะในส่วนโครงการที่ 3 โดยโจทก์มีคำขอให้จำเลยชำระเงินรวมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 24,170,735.78 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีเพียง 24,170,735.78 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200,000 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาจากทุนทรัพย์ 87,991,149.27 บาท เป็นเงิน 237,991 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เสียเกินมา 37,991 บาท แก่โจทก์ พิพากษากลับ ให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้ชำระบัญชีห้างหุ้นส่วนสามัญโครงการที่ 3 ให้ทำการชำระบัญชีเป็นลำดับตามที่กฎหมายบัญญัติโดยกำหนดเงินลงทุนของโจทก์เป็นเงินสด 30,500,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนทุนของโจทก์ร้อยละ 42.96 เงินลงทุนของจำเลยเป็นเงินสด 40,500,000 บาท คิดเป็นสัดส่วนทุนของจำเลยร้อยละ 57.04 คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาที่เสียเกินมา 37,991 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์กับค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
|




