
| ความรับผิดกรรมการแข่งขันทางการค้า,ป.พ.พ.1168, ป.พ.พ.420, (ฎีกา 2359/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ ความรับผิดของกรรมการในการตั้งบริษัทแข่งขัน เมื่อจำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งกรรมการของโจทก์ในเวลาหนึ่ง แล้วเข้าไปเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 3 ซึ่งประกอบกิจการแข่งขันทางการค้ากับโจทก์โดยมีวัตถุประสงค์เดียวกัน การกระทำดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1168 และเป็นการละเมิดตามมาตรา 420 โดยจำเลยที่ 1 และที่ 3 ต้องรับผิดร่วมกัน อีกทั้งจำเลยที่ 2 ซึ่งมีส่วนในการจัดตั้งและบริหารบริษัทจำเลยที่ 3 ก็ต้องร่วมรับผิดด้วย ศาลฎีกากำหนดค่าสินไหมเป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามเงื่อนไข พิพากษากลับคำพิพากษาชั้นต้นในประเด็นสำคัญ ข้อเท็จจริง (Facts) • เมื่อ พ.ค. 2555 บริษัท “ซ.” (นิติบุคคลญี่ปุ่น) ร่วมกับบริษัท “ส.” (นิติบุคคลไทย) จัดตั้ง “โจทก์” เพื่อประกอบธุรกิจโครงเบาะรถยนต์ • บริษัท ซ. ถือหุ้น 51% และมีสิทธิแต่งตั้งกรรมการ 3 คน (รวมถึงจำเลยที่ 1) • เมื่อ มี.ค. 2560 มีการประชุมผู้ถือหุ้น แต่งตั้งกรรมการใหม่ (จำเลยที่ 2 และนายโซอิชิโระ) แต่ผลไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1157 • ต่อมาวันที่ 10 ต.ค. 2560 บริษัท ซ. ประกาศขอยกเลิกสัญญากิจการร่วมค้า • วันที่ 12 ธ.ค. 2560 จดทะเบียนตั้ง “บริษัทจำเลยที่ 3” โดยมีจำเลยที่ 1, ที่ 2 และนายมาโคโตะเป็นผู้เริ่มก่อการและกรรมการ • วันที่ 25 เม.ย. 2561 จำเลยที่ 1 ลาออกจากตำแหน่งกรรมการของโจทก์ (แต่ไม่มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง) • บริษัทจำเลยที่ 3 เริ่มดำเนินการทางธุรกิจในช่วงปี 2561 และต่อมามีลูกค้ารายใหญ่ (บริษัท ท.) ยกเลิกการจ้างโจทก์ ไปจ้างบริษัทจำเลยที่ 3 แทน • โจทก์จึงฟ้องจำเลยทั้งสาม ให้จดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 3 / ยกเลิกวัตถุประสงค์กิจการแข่งขัน / ชดใช้ค่าเสียหาย 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย ฯลฯ • ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง • โจทก์ได้รับอนุญาตฎีกา ประเด็นปัญหาที่วินิจฉัย (Issues) 1. การที่ศาลอุทธรณ์รับฟังข้อกฎหมายเรื่อง “ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต” แล้วยกฟ้อง โจทก์ เป็นการถูกหรือไม่ 2. จำเลยทั้งสามร่วมกันประกอบกิจการแข่งขัน มีละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ 3. จำเลยที่ 2 มีหน้าที่หรือบทบาทใด ต้องร่วมรับผิดหรือไม่ 4. จำเลยทั้งสามใช้อุบายชักจูงพนักงานของโจทก์ไปเป็นพนักงานของจำเลยที่ 3 ถือเป็นละเมิดหรือไม่ 5. ค่าเสียหาย โจทก์เสียหายเท่าไร และดอกเบี้ยอัตราใด ⚖️ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยหลักกฎหมายสำคัญจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนี้ 1. มาตรา 1168 – กำหนดหน้าที่ของกรรมการบริษัทให้ต้องใช้ความระมัดระวังและซื่อสัตย์สุจริตในการบริหารงานเพื่อประโยชน์ของบริษัท ห้ามกรรมการประกอบกิจการหรือเข้ามีส่วนได้เสียในกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับบริษัทของตน 2. มาตรา 420 – บัญญัติหลักทั่วไปของการละเมิด หากผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำให้ผู้อื่นเสียหาย ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน 3. มาตรา 438 – ให้อำนาจศาลกำหนดค่าเสียหายตามควรแก่พฤติการณ์ของคดี 4. มาตรา 1157 – ว่าด้วยการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ ซึ่งศาลนำมาใช้วินิจฉัยในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นกรรมการของบริษัทโจทก์ 5. มาตรา 1169 – ว่าด้วยสิทธิของผู้ถือหุ้นในการฟ้องแทนบริษัท หากบริษัทไม่ฟ้องกรรมการที่ฝ่าฝืนหน้าที่ 🔑 5 ข้อความ Key Words สำคัญที่สุดของคดี 1️⃣ “กรรมการตั้งบริษัทแข่งขัน” เป็นหัวใจของคดี — จำเลยที่ 1 ยังดำรงตำแหน่งกรรมการของบริษัทเดิม แต่กลับร่วมจัดตั้งบริษัทใหม่ที่ทำธุรกิจชนิดเดียวกัน ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อหน้าที่กรรมการและละเมิดต่อบริษัทต้นสังกัด 2️⃣ “ฝ่าฝืนหน้าที่กรรมการตาม มาตรา 1168” ศาลยืนยันว่ากรรมการต้องไม่กระทำการใดที่เป็นการแข่งขันกับบริษัทเดิม แม้ยังอยู่ในช่วง “เตรียมการตั้งบริษัทใหม่” ก็ถือว่าฝ่าฝืนแล้ว เพราะเป็นช่วงที่ยังมีผลจากตำแหน่งกรรมการ 3️⃣ “ร่วมกระทำละเมิด” จำเลยที่ 2 และ 3 ร่วมกันจัดตั้งและควบคุมบริษัทใหม่ จึงถือว่ามีเจตนาร่วมกันละเมิดในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อให้กิจการคู่แข่งเกิดขึ้นจริง ศาลจึงให้ร่วมรับผิดในผลแห่งละเมิดตาม มาตรา 420 4️⃣ “ค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 438” แม้โจทก์เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท แต่ศาลใช้ดุลพินิจตามมาตรา 438 กำหนดค่าเสียหายให้ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย โดยพิจารณาจากพฤติการณ์และความร้ายแรงของการละเมิด 5️⃣ “ความซื่อสัตย์และผลประโยชน์ของบริษัท” คดีนี้ตอกย้ำหลักจรรยาบรรณของกรรมการบริษัทว่าต้องดำรงความซื่อสัตย์ ไม่ใช้ข้อมูล โอกาส หรือความสัมพันธ์ในตำแหน่งไปแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน หากฝ่าฝืนย่อมถือว่าละเมิดต่อบริษัท 🧩 สรุปย่อประเด็นแกนกลาง “คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญเรื่องหน้าที่ของกรรมการ ห้ามกรรมการตั้งหรือมีส่วนร่วมในบริษัทที่แข่งขันกับบริษัทเดิมในระหว่างยังดำรงตำแหน่ง และถือว่าการกระทำนั้นเป็นการละเมิดตาม มาตรา 420 โดยศาลอาจกำหนดค่าเสียหายตาม มาตรา 438 ได้” หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (Rules) • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) • มาตรา 1168 – กำหนดหน้าที่ของกรรมการในการป้องกันการแข่งขันที่เป็นอันตรายต่อบริษัท • มาตรา 420 – กำหนดเรื่องการละเมิดโดยเจตนา • มาตรา 438 – อำนาจศาลในการกำหนดค่าทดแทนตามสมควร • มาตรา 1157 – เรื่องการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ • มาตรา 1169 – สิทธิผู้ถือหุ้นฟ้องแทนบริษัท • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 142 (5) – ศาลอุทธรณ์มีอำนาจพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย • พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม ป.พ.พ. พ.ศ. 2564 – ปรับอัตราดอกเบี้ยผิดนัด การวิเคราะห์ / การประยุกต์ (Analysis) ประเด็น 1: ศาลอุทธรณ์รับฟังเรื่อง “ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต” แล้วยกฟ้อง • แม้ประเด็น “ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต / อำนาจฟ้อง” เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลอุทธรณ์สามารถหยิบยกได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142(5) • แต่ศาลอุทธรณ์ใช้ข้อเท็จจริงนอกคำฟ้องและนอกคำให้การ (เช่น บอกเลิกสัญญากิจการร่วมค้า) มาเป็นฐานในการตัดสินว่าโจทก์ใช้สิทธิไม่สุจริต โดยไม่วินิจฉัยประเด็นตามข้ออุทธรณ์/ฎีกา • ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการพิจารณาคดีผิดวิธี เพราะไม่ได้วินิจฉัยตามแนวคำฟ้อง/คำให้การ และต้ องใช้พยานหลักฐานที่รับฟังภายในสำนวนคดีเท่านั้น • ดังนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยกับการยกฟ้องโดยยึด “ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต” ประเด็น 2: จำเลยทั้งสามร่วมกันตั้งบริษัทแข่งขันเป็นละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ • ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 ยังดำรงตำแหน่งกรรมการของโจทก์อยู่ ได้เข้าไปรับเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 3 ซึ่งทำธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน และแย่งลูกค้าของโจทก์ • แม้จำเลยที่ 1 อ้างว่า ลาออกก่อนบริษัทจำเลยที่ 3 ดำเนินการจริง แต่ศาลวินิจฉัยว่า ช่วงเวลาเตรียมการ (ก่อนมีรายได้) ก็ถือเป็นการประกอบกิจการได้ และเป็นเจตนาร่วมกัน • จำเลยที่ 3 ผลิตสินค้าใกล้เคียงกับโจทก์ และลูกค้าสำคัญย้ายไปซื้อสินค้าจากจำเลยที่ 3 แทน • ศาลจึงเห็นว่า การจัดตั้งและดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 3 เป็นการแข่งขันกับโจทก์อย่างมีนัยสำคัญ และเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตาม มาตรา 420 ประเด็น 3: บทบาทจำเลยที่ 2 • จำเลยที่ 2 ถูกแต่งตั้งในการประชุมผู้ถือหุ้น แต่ผลการแต่งตั้งยังไม่จดทะเบียนตาม มาตรา 1157 จึงไม่มีผลภายนอก • อย่างไรก็ตาม จากข้อเท็จจริงพบว่า จำเลยที่ 2 มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัท ซ. และรับรู้ถึงการตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 • จำเลยที่ 2 มีบทบาทในการเริ่มก่อการ จัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 และควบคุมธุรกิจ • จึงถือได้ว่า เขามีความร่วมมือในแผนการแข่งขัน และต้องร่วมรับผิดตามผลแห่งละเมิด ประเด็น 4: ใช้อุบายชักจูงพนักงาน • โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสามใช้อุบายเชิญชวนพนักงานของโจทก์ไปร่วมงานกับจำเลยที่ 3 • จำเลยทั้งสามนำพยานเบิกความว่า พนักงานย้ายโดยสมัครใจ ไม่มีการยุยงหรือชักจูง • ศาลเห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่หนักแน่นพอ ศาลจึงไม่รับฟังอุบายชักจูงเป็นการละเมิด • ดังนั้น จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดในประเด็นการชักจูงพนักงาน ประเด็น 5: ค่าเสียหาย & ดอกเบี้ย • ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 แล้ว ลูกค้ารายใหญ่ของโจทก์ลดและเลิกจ้างโจทก์ไปให้บริษัทจำเลยที่ 3 แทน • ศาลมีอำนาจตาม มาตรา 438 กำหนดค่าเสียหายตามสมควร • แม้โจทก์ขอ 50,000,000 บาท แต่ศาลเห็นสมควรกำหนดเป็น 1,000,000 บาท • เรื่องดอกเบี้ย: ช่วงก่อน พ.ร.ก. ป.พ.พ. 2564 ใช้อัตรา 7.5% ต่อปี • หลัง 11 เม.ย. 2564 ใช้อัตรา 5% ต่อปี (หรืออัตราที่เปลี่ยนโดยกระทรวงการคลัง + 2%) • ส่วนคำขอให้บังคับให้จำเลยที่ 3 เลิกบริษัท / ยกเลิกวัตถุประสงค์นั้น ศาลเห็นว่าเป็นเรื่องสิทธิในการเรียกค่าสินไหม ไม่ใช่คำสั่งให้เลิกบริษัท คำวินิจฉัยของศาลฎีกา (Holding / Judgment) • ยกข้ออุทธรณ์/ฎีกาเรื่อง “ใช้สิทธิโดยไม่สุจริต” ของศาลอุทธรณ์ • รับอุทธรณ์/ฎีกาของโจทก์ในประเด็นความรับผิดของจำเลยทั้งสาม • กำหนดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าเสียหาย 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ตั้งแต่วันฟ้อง ถึง 10 เม.ย. 2564 และ 5% ต่อปี (หรืออัตราที่กระทรวงการคลังกำหนด +2%) ตั้งแต่ 11 เม.ย. 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จ • ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาล และค่าทนายความ 60,000 บาท (เฉพาะค่าขึ้นศาลตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะ) • ยกคำขอส่วนที่เกี่ยวกับให้บังคับเลิกบริษัท / ยกเลิกวัตถุประสงค์ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย (Legal Lessons) • กรรมการมีหน้าที่ต้องหลีกเลี่ยงการแข่งขันกับบริษัทที่ตนทำหน้าที่ และห้ามตั้งบริษัทอื่นที่ทำธุรกิจเดียวกันขณะยังดำรงตำแหน่ง (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1168) • แม้จะมีการลาออกแต่หากการก่อตั้งบริษัทแข่งขันเกิดขึ้นในช่วง “เตรียมการ” ก็อาจยังถือเป็นการแข่งขันที่ละเมิด • ผู้ที่มีส่วนร่วมในการเริ่มก่อการหรือควบคุมบริษัทแข่งขัน แม้ไม่ได้เป็นกรรมการของบริษัทต้นทาง ต้องรับผิดร่วมกัน • ศาลอุทธรณ์ไม่ควรใช้ข้อเท็จจริงนอกคำฟ้อง/คำให้การ มาเป็นฐานในการตัดสินประเด็นสำคัญ • ศาลมีดุลยพินิจกำหนดค่าเสียหายภายใต้ มาตรา 438 ตามสภาพของคดี • ดอกเบี้ยผิดนัดในสมัยหลัง พ.ร.ก. ป.พ.พ. 2564 ถูกปรับลด อัตราดอกเบี้ยหลังบังคับใช้ให้ใช้อัตรใหม่ (หรือที่กระทรวงการคลังกำหนด +2%) IRAC แบบขยาย ส่วน เนื้อหา Issue (ประเด็น) 1. ศาลอุทธรณ์ใช้ข้อ “สิทธิโดยไม่สุจริต” ยกฟ้อง โจทก์ ถูกต้องหรือไม่ 2. จำเลยทั้งสามร่วมกันตั้งบริษัทแข่งขันละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ 3. จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดหรือไม่ 4. ใช้อุบายชักจูงพนักงานเป็นละเมิดหรือไม่ 5. โจทก์เสียหายเท่าใด & ดอกเบี้ยอัตราใด Rule (หลักกฎหมาย) ป.พ.พ. มาตรา 1168, 420, 438, 1157, 1169 ป.วิ.พ. มาตรา 142(5) พ.ร.ก. ป.พ.พ. 2564 (อัตราดอกเบี้ย) Application (การวิเคราะห์ / ประยุกต์) Issue 1: ศาลอุทธรณ์ไม่ควรใช้ข้อเท็จจริงนอกคำฟ้อง/คำให้การเป็นฐานตัดสินเรื่องสิทธิ Issue 2: จำเลยที่ 1, 3 ตั้งบริษัทแข่งขัน ในช่วงที่จำเลยที่ 1 ยังเป็นกรรมการของโจทก์ ถือเป็นละเมิด Issue 3: จำเลยที่ 2 มีบทบาทในการเริ่มก่อการและควบคุมบริษัท จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิด Issue 4: ไม่มีพยานหนักแน่นโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์การยุยง/ชักจูง Issue 5: ศาลกำหนดค่าเสียหาย 1,000,000 บาท ดอกเบี้ย 7.5% ก่อน 11 เม.ย. 2564, หลังนั้น 5% (หรืออัตรากระทรวงการคลัง +2%) Conclusion (คำสรุป) ศาลฎีกาสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมชำระค่าเสียหาย 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่กำหนด และยกคำขอให้บังคับเลิกบริษัท / ยกเลิกวัตถุประสงค์ บริษัท
⚖️ คำถามที่ 1: กรรมการของบริษัทเดิมสามารถจัดตั้งหรือเข้าเป็นกรรมการของบริษัทใหม่ที่ประกอบกิจการในลักษณะเดียวกันและแข่งขันกับบริษัทเดิมได้หรือไม่? คำตอบ: ไม่ได้ — เพราะการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งยังดำรงตำแหน่งกรรมการของบริษัทโจทก์ เข้าไปเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 3 ซึ่งประกอบกิจการค้าขายลักษณะเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับโจทก์ ถือเป็นการ ฝ่าฝืนหน้าที่ของกรรมการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1168 ซึ่งบัญญัติให้กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังเพื่อประโยชน์ของบริษัท และต้องไม่ประกอบกิจการที่มีสภาพเป็นการแข่งขันกับบริษัทที่ตนเป็นกรรมการอยู่ การกระทำดังกล่าวยังเป็นการ จงใจกระทำละเมิดตาม มาตรา 420 ป.พ.พ. เพราะก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์โดยตรง เนื่องจากบริษัทจำเลยที่ 3 แย่งลูกค้ารายสำคัญของโจทก์ไป ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ต้องร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ เป็นเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง: • ป.พ.พ. มาตรา 1168 – กรรมการต้องไม่ประกอบการค้าแข่งขันกับบริษัท • ป.พ.พ. มาตรา 420 – ผู้ใดโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อผู้อื่นโดยผิดกฎหมายให้เสียหาย ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
⚖️ คำถามที่ 2: หากกรรมการไม่ได้จดทะเบียนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ แต่มีส่วนร่วมจัดตั้งและควบคุมบริษัทคู่แข่ง จะต้องรับผิดร่วมในผลแห่งละเมิดด้วยหรือไม่? คำตอบ: ต้องรับผิดร่วม — แม้จำเลยที่ 2 จะยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นกรรมการของบริษัทโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1157 และปฏิเสธการลงนามเอกสาร แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบริษัท ซ. ผู้ถือหุ้นใหญ่ และรับรู้การจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 รวมทั้งเข้าร่วมเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 3 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ทำธุรกิจแข่งขันกับโจทก์ พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการ ร่วมกระทำละเมิดในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อให้บริษัทจำเลยที่ 3 ประกอบกิจการแข่งกับโจทก์ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 และ 3 ในผลแห่งละเมิดนั้นด้วย ตามหลัก มาตรา 420 และ มาตรา 438 ป.พ.พ. หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง: • ป.พ.พ. มาตรา 1157 – การจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ • ป.พ.พ. มาตรา 420 – หลักความรับผิดทางละเมิด • ป.พ.พ. มาตรา 438 – ศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายตามควรแก่พฤติการณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2359/2567 จำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของโจทก์อยู่ขณะเข้าไปเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 ซึ่งประกอบกิจการค้าขายอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของโจทก์ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อหน้าที่ของกรรมการซึ่งจะต้องใช้ความระมัดระวังเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวังในการบริหารจัดการงานของบริษัทโจทก์เพื่อประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้น ทั้งเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการประกอบการค้าแข่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1168 ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการของโจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม แต่กลับฝ่าฝืน และจัดตั้งจำเลยที่ 3 มาเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบกิจการแข่งขัน จึงเป็นการจงใจกระทำความผิดต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ด้วย และการกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นการร่วมกับจำเลยที่ 1 เพื่อให้บรรลุผลในการประกอบกิจการแข่งขันอันเป็นละเมิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 2 ได้ความว่าที่ประชุมมีมติแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของโจทก์ แต่โจทก์ยังไม่นำความดังกล่าวไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1157 จึงไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของโจทก์ซึ่งกระทำผิดต่อหน้าที่กรรมการตามที่กฎหมายบัญญัติดังเช่นการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 แต่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยที่ 2 มีความสัมพันธ์และรับรู้ถึงการก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 ขึ้นมาเพื่อทำการแข่งขันทางการค้ากับโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ร่วมเป็นผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 และเข้าเป็นกรรมการซึ่งเป็นผู้ควบคุมการดำเนินการของบริษัทจำเลยที่ 3 ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 3 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่เข้าเกี่ยวข้องดังกล่าวถือเป็นการกระทำร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในลักษณะแบ่งหน้าที่กันกระทำการแข่งขันทางการค้ากับโจทก์ เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1และที่ 3 เป็นละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในผลแห่งละเมิดนั้นด้วย ความรับผิดของกรรมการกรณีฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1168 นั้น บริษัทอาจใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการเป็นการเฉพาะ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นอาจฟ้องคดีแทนบริษัทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 และการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสามในฐานะผู้ร่วมกระทำละเมิดต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 438 ไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนเลิกบริษัทหรือจดทะเบียนยกเลิกวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการตามคำขอของโจทก์ได้ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 3 หรือจดทะเบียนยกเลิกวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันทางการค้ากับโจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และชดใช้ค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 4,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ 3 จดทะเบียนยกเลิกการประกอบกิจการอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับโจทก์ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2555 บริษัท ซ. นิติบุคคลสัญชาติญี่ปุ่น โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นประธานบริษัททำสัญญากิจการร่วมค้ากับบริษัท ส. นิติบุคคลสัญชาติไทย ร่วมกันจัดตั้งบริษัทโจทก์ มีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับโครงเบาะรถยนต์และอุปกรณ์ชิ้นส่วนรถยนต์ โดยบริษัท ซ. จะถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะและเทคโนโลยีให้โจทก์ ส่วนบริษัท ส.จะรับผิดชอบดูแลงานด้านบริหารตามสัญญากิจการร่วมค้า บริษัท ซ. ถือหุ้นร้อยละ 51 บริษัท ส. ถือหุ้นร้อยละ 48 นายประทีป ถือหุ้นร้อยละ 1 โดยบริษัท ซ. มีสิทธิแต่งตั้งกรรมการ 3 คน ประกอบด้วย จำเลยที่ 1 นายทาเคชิ และนายมาซายูกิ ส่วนบริษัท ส. มีสิทธิแต่งตั้งกรรมการ 2 คน ประกอบด้วย นายสุขุม และนายประทีป โดยนายสุขุม หรือนายทาเคชิ มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญกระทำการแทนโจทก์ได้ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2560 มีการประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของโจทก์ แต่งตั้งกรรมการใหม่ 2 คน คือจำเลยที่ 2 และนายโซอิชิโระ เนื่องจากนายทาเคชิ และนายมาซายูกิ ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทโจทก์ แต่ยังไม่มีการนำผลการประชุมไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ วันที่ 10 ตุลาคม 2560 บริษัท ซ. โดยจำเลยที่ 1 ประธานและกรรมการผู้มีอำนาจมีหนังสือบอกกล่าวเลิกสัญญากิจการร่วมค้ากับบริษัท ส. ตามสัญญาร่วมลงทุน ข้อ 6 (ฉ) โดยอ้างว่า โจทก์มีผลขาดทุนสุทธิเกินกว่า 3 ปี ติดต่อกัน และคาดการณ์ได้อย่างแน่นอนว่าในระยะเวลากว่า 1 ปี ข้างหน้าโจทก์จะขาดทุนจากการประกอบธุรกิจดังเช่นที่ผ่านมา โดยให้มีผลในวันที่ 25 ตุลาคม 2560 แต่บริษัท ส. มีหนังสือโต้แย้ง ต่อมาวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 บริษัท ซ. โดยนายมาโคโตะยื่นคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน วันที่ 12 ธันวาคม 2560 นายมาโคโตะยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 มีจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และนายมาโคโตะเป็นผู้เริ่มก่อการและเป็นกรรมการ มีทุนจดทะเบียน 14,500,000 บาท แบ่งออกเป็น 14,500 หุ้น โดยบริษัท ซ. ถือหุ้น 14,497 หุ้น ส่วนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 และนายมาโคโตะถือหุ้นคนละ 1 หุ้น ประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนของโครงสำหรับใส่ในเบาะนั่งรถยนต์ และชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง วันที่ 20 เมษายน 2561 จำเลยที่ 1 ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการของโจทก์โดยให้มีผลวันที่ 25 เมษายน 2561 แต่โจทก์ยังไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ วันที่ 30 มกราคม 2562 บริษัท ซ. ฟ้องโจทก์เรียกค่าสิทธิตามสัญญากิจการร่วมค้าและค่าสินค้าที่ค้างชำระต่อศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ตามคดีหมายเลขดำที่ ทป 14/2562 ต่อมาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำพิพากษาตามเอกสารแนบท้ายคำร้องขออนุญาตฎีกาของโจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกข้อกฎหมายเรื่องโจทก์ใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทำให้ไม่มีอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ปัญหาเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและอำนาจฟ้องจะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายดังกล่าวจะต้องได้มาจากข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบซึ่งรับฟังเป็นยุติตามคำฟ้อง คำให้การหรือคำคู่ความอื่น หรือจากคำรับของคู่ความ หรือจากพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อพิพาท คดีนี้โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสามรับผิดโดยมีฐานที่ตั้งแห่งสิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่มูลละเมิดกรณีกรรมการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 ซึ่งประกอบกิจการอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของโจทก์อันเป็นการผิดหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 และเป็นการกระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 มิใช่ฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสามรับผิดตามสัญญากิจการร่วมค้า กรณีไม่มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า สัญญากิจการร่วมค้าระหว่างบริษัท ซ. และบริษัท ส. เลิกกันแล้วหรือไม่ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 รับฟังข้อเท็จจริงว่า บริษัท ซ. มีหนังสือบอกเลิกสัญญากิจการร่วมค้าไปถึงบริษัท ส. โดยมีผลเป็นการบอกเลิกบริษัทโจทก์และให้มีผลเป็นการยกเลิกสัญญากิจการร่วมค้าในวันที่ 25 ตุลาคม 2560 และจำเลยที่ 1 แจ้งการลาออกต่อคณะกรรมการของโจทก์แล้ว ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงนอกประเด็นข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การโดยตรง แล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเนื่องจากการที่โจทก์ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมโดยพฤตินัยของบริษัท ส. อาศัยเหตุดังกล่าวมาฟ้องร้องคดีนี้เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยกข้อกฎหมายเรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตและอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยแล้วให้ยกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว สำหรับปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัยนั้น เมื่อคู่ความได้นำสืบพยานหลักฐานจนสิ้นกระแสความแล้ว และโจทก์ฎีกาโดยขอถือเอาอุทธรณ์ของโจทก์เป็นส่วนหนึ่งของฎีกานี้ เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 1 พร้อมกับฎีกานี้ไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวน มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์และฎีกาของโจทก์และอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันประกอบกิจการค้าขายอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของโจทก์อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ ในส่วนของจำเลยที่ 1 ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ขณะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 ยังคงมีฐานะเป็นกรรมการของโจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 มาประกอบการค้าแข่งขันกับโจทก์ เป็นการละเมิดต่อโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 อุทธรณ์โต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการของโจทก์โดยให้มีผลวันที่ 25 เมษายน 2561 แต่โจทก์ไม่จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการ ขณะที่จำเลยที่ 3 เริ่มประกอบกิจการจริงในเดือนพฤษภาคม 2561 จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นกรรมการของโจทก์แล้ว ทั้งจำเลยที่ 3 ผลิตสินค้าคนละประเภทไม่ได้ประกอบกิจการค้าขายแข่งขันกับโจทก์ จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้กระทำละเมิดโดยเป็นกรรมการประกอบกิจการค้าขายอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 ซึ่งศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น โจทก์อุทธรณ์และฎีกาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 ขึ้นมาเพื่อประกอบกิจการค้าขายอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของโจทก์ โดยจำเลยที่ 3 ได้รับประโยชน์จากการกระทำละเมิดโดยตรง ถือได้ว่าจำเลยที่ 3 กระทำละเมิดและต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 3 จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 3 เริ่มประกอบกิจการในวันดังกล่าว แม้จำเลยทั้งสามจะนำสืบว่า จำเลยที่ 3 เริ่มประกอบกิจการจริงในเดือนพฤษภาคม 2561 และยังไม่มีรายได้ในช่วงแรกของปี 2561 เพิ่งมีรายได้วันที่ 25 กรกฎาคม 2561 ก็ไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 3 ประกอบกิจการในเดือนพฤษภาคม 2561 ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัทโจทก์แล้วเพราะในช่วงเวลาที่จำเลยที่ 3 ยังไม่ได้ประกอบกิจการจริงหรือยังไม่มีรายได้อาจอยู่ในช่วงเตรียมการผลิตและติดต่อกับลูกค้า ซึ่งต้องใช้เวลาเตรียมงานระยะหนึ่ง อีกทั้งการที่จำเลยที่ 3 มีรายได้หรือไม่ก็ไม่ใช่ข้อบ่งชี้เด็ดขาดว่าจำเลยที่ 3 ยังไม่ได้ประกอบกิจการค้าขายจริง จึงต้องฟังว่าจำเลยที่ 1 เข้าไปเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 ซึ่งเริ่มประกอบกิจการแล้วในขณะที่จำเลยที่ 1 ยังเป็นกรรมการของโจทก์ ส่วนที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่า สินค้าที่จำเลยที่ 3 ผลิตมีความแตกต่างจากสินค้าของโจทก์ กล่าวคือ จำเลยที่ 3 ผลิตอุปกรณ์ลวดใช้สำหรับรถตู้ ส่วนโจทก์ผลิตและเชื่อมผลิตภัณฑ์ที่ทำจากท่อ จำเลยที่ 3 ผลิตลวดและชุบสีเอง แต่โจทก์ไม่สามารถทำได้โดยโจทก์จะสั่งลวดมาแล้วจัดส่งให้บริษัทภายนอกชุบสีให้นั้น ก็เป็นเพียงเทคโนโลยีเกี่ยวกับกระบวนการผลิตที่แตกต่างกันเท่านั้น ทั้งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบคำถามค้านทนายโจทก์รับว่า วัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 3 ครอบคลุมวัตถุประสงค์ของโจทก์ จำเลยที่ 3 ผลิตชิ้นส่วนโครงเบาะรถยนต์และขายให้แก่บริษัท ท. เช่นเดียวกับที่บริษัท ท. ซื้อสินค้าดังกล่าวจากโจทก์ จึงต้องฟังว่า จำเลยที่ 3 ประกอบกิจการค้าขายอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันกับการประกอบธุรกิจของโจทก์ เมื่อภายหลังตั้งจำเลยที่ 3 แล้ว บริษัท ท. ลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทโจทก์ลดการสั่งผลิตและต่อมายกเลิกการว่าจ้างโจทก์ผลิตชิ้นส่วนโครงเบาะรถยนต์โดยทำการว่าจ้างบริษัทจำเลยที่ 3 แทน การประกอบการของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของโจทก์ในอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนโครงเบาะรถยนต์อันเป็นตลาดที่มีจำนวนผู้ประกอบการและผู้ซื้อในวงจำกัด ซึ่งการแย่งชิงลูกค้าของผู้ประกอบการรายหนึ่งไปยังผู้ประกอบการอีกรายหนึ่งจะส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจของผู้ประกอบการซึ่งลูกค้ายกเลิกการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ การกระทำของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการร่วมกับจำเลยที่ 1 เพื่อให้บรรลุผลในการประกอบกิจการแข่งขันอันเป็นละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นกรรมการของโจทก์อยู่ขณะเข้าไปเป็นกรรมการของจำเลยที่ 3 ซึ่งประกอบกิจการค้าขายอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันกับการค้าขายของโจทก์ อันเป็นการฝ่าฝืนต่อหน้าที่ของกรรมการซึ่งจะต้องใช้ความระมัดระวังเอื้อเฟื้อสอดส่องอย่างบุคคลค้าขายผู้ประกอบด้วยความระมัดระวังในการบริหารจัดการงานของบริษัทโจทก์เพื่อประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้น ทั้งเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการประกอบการค้าแข่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 ที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกรรมการของโจทก์มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม แต่กลับฝ่าฝืน และจัดตั้งจำเลยที่ 3 มาเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบกิจการแข่งขัน จึงเป็นการจงใจกระทำความผิดต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ด้วยแล้ว จำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ส่วนอุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ในส่วนจำเลยที่ 2 นั้น โจทก์อุทธรณ์และฎีกาว่า ที่ประชุมใหญ่ผู้ถือหุ้นของโจทก์มีมติแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของโจทก์ การไม่ได้จดทะเบียนเพิ่มชื่อจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของโจทก์มีผลเพียงทำให้ไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอกเท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงมีสถานะเป็นกรรมการของโจทก์และต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ด้วยนั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของคู่ความว่า จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการของโจทก์มาก่อน แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2560 บริษัท ซ. มีการแต่งตั้งจำเลยที่ 2 และนายโซอิชิโระ เข้าเป็นกรรมการของโจทก์แทนกรรมการเดิมจำนวน 2 คน ที่บริษัท ซ. แต่งตั้งไว้ซึ่งขอลาออก แต่ตามรายงานการประชุมดังกล่าวกลับไม่มีลายมือชื่อของกรรมการและผู้เข้าร่วมประชุมรับรอง และจำเลยที่ 2 ก็ปฏิเสธไม่ยินยอมเข้าเป็นกรรมการของโจทก์ ทั้งไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในแบบคำขอจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการเข้าใหม่ที่โจทก์ส่งมาให้ และได้ความว่าหลังจากที่ประชุมมีมติแต่งตั้งให้จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของโจทก์ดังกล่าว โจทก์ก็ยังไม่ได้นำความดังกล่าวไปจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1157 จึงไม่อาจถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการของโจทก์ ซึ่งกระทำผิดต่อหน้าที่ของกรรมการตามที่กฎหมายบัญญัติดังเช่นการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 แต่อย่างไรก็ตาม ปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า บริษัท ซ. เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจำเลยที่ 3 และตามพฤติการณ์ที่จำเลยที่ 1 ประธานบริษัท ซ. ผู้ก่อตั้งบริษัทโจทก์ร่วมกับบริษัท ส. เป็นหนึ่งในผู้เริ่มก่อการตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 ในระยะเวลาต่อเนื่องกับที่บริษัท ซ. บอกเลิกสัญญากิจการร่วมค้ากับบริษัท ส. บ่งชี้ว่าบริษัท ซ. เป็นผู้จัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2560 เพื่อแยกการประกอบธุรกิจในประเทศไทยออกจากบริษัท ส. และทำการแข่งขันทางการค้ากับโจทก์ในขณะที่บริษัท ซ. ยังเป็นผู้ถือหุ้นของโจทก์อยู่ และในการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 ก็มีการให้จำเลยที่ 2 เข้าร่วมเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 3 ด้วยโดยจำเลยที่ 2 ได้มาเบิกความยอมรับว่าจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานของบริษัท ซ. มาตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2533 จนถึงปัจจุบัน และได้ไปร่วมประชุมผู้ถือหุ้นของโจทก์ในวันที่ 27 มีนาคม 2560 ด้วย เนื่องจากได้รับแจ้งให้ไปร่วมประชุม ซึ่งเชื่อว่าบริษัท ซ. และจำเลยที่ 1 ประสงค์ให้จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถและได้รับความไว้วางใจจากบริษัท ซ. รับผิดชอบดูแลธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งบริษัท ซ. ดำเนินการในประเทศไทย ดังนั้น จึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 มีความสัมพันธ์และรับรู้ถึงการก่อตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 ของบริษัท ซ. ขึ้นมาเพื่อทำการแข่งขันทางการค้ากับโจทก์ เมื่อการเข้ารับเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 3 หรือไม่ ย่อมต้องเป็นไปตามความสมัครใจและความยินยอมของบุคคลนั้น พฤติการณ์ที่จำเลยที่ 2 เข้ารับเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 3 เพื่อรับผิดชอบดูแลธุรกิจของบริษัท ซ. ในประเทศไทยจึงเป็นการตั้งใจและเป็นเจตนาของจำเลยที่ 2 ด้วย ดังที่วินิจฉัยแล้วว่าบริษัทจำเลยที่ 3 มีการจัดตั้งและประกอบกิจการเพื่อเป็นการแข่งขันทางการค้ากับโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ร่วมเป็นผู้เริ่มก่อการจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 และเข้าเป็นกรรมการซึ่งเป็นผู้ควบคุมการดำเนินการของบริษัทจำเลยที่ 3 ล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการประกอบธุรกิจของจำเลยที่ 3 พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่เข้าเกี่ยวข้องดังกล่าว ถือเป็นการกระทำร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในลักษณะแบ่งหน้าที่กันกระทำการแข่งขันทางการค้ากับโจทก์ เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นละเมิดต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในผลแห่งละเมิดนั้นด้วย อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้อุบายชักจูงพนักงานของโจทก์ไปเป็นพนักงานของจำเลยที่ 3 อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า ในข้อนี้จำเลยทั้งสามนำสืบโดยมีบันทึกยืนยันข้อเท็จจริงของนายศิวะพิชญ์ นายจักพงษ์ และนางสาวสุพรรษา ให้ถ้อยคำยืนยันว่า บุคคลทั้งสามดังกล่าวเข้ามาเป็นพนักงานของจำเลยที่ 3 ด้วยความสมัครใจที่ต้องการเปลี่ยนงาน ไม่ได้เกิดจากการยุยง ส่งเสริม ชักจูงของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อโจทก์เพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานให้รับฟังได้ตามที่กล่าวอ้าง จึงไม่อาจฟังว่าจำเลยทั้งสามได้กระทำละเมิดโดยใช้อุบายชักจูงพนักงานไปจากโจทก์ จำเลยทั้งสามจึงไม่ต้องรับผิดในส่วนนี้ต่อโจทก์ อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายว่า โจทก์เสียหายเพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า หลังจากมีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำเลยที่ 3 ในวันที่ 12 ธันวาคม 2560 บริษัท ท. ได้ลดการสั่งจ้างโจทก์ผลิตชิ้นส่วนโครงเบาะรถยนต์ และต่อมาไม่ได้ว่าจ้างโจทก์ผลิตชิ้นส่วนโครงเบาะรถยนต์อีกเลย ดังนี้ เมื่อการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการละเมิดต่อโจทก์แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้ตามควรแก่พฤติการณ์ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 วรรคหนึ่ง เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิด ประกอบกับจำเลยที่ 1 ได้ลาออกจากการเป็นกรรมการของโจทก์ก่อนที่จำเลยที่ 3 จะดำเนินการประกอบกิจการจริงและมีรายได้แล้ว เห็นควรกำหนดค่าเสียหายให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวนเดียวเป็นเงิน 1,000,000 บาท และเนื่องจากได้มีการประกาศใช้พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 โดยพระราชกำหนดดังกล่าวได้แก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่กระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยผิดนัดในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนเลิกบริษัทจำเลยที่ 3 หรือจดทะเบียนยกเลิกวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการอันมีสภาพเป็นอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันทางการค้ากับโจทก์นั้น เห็นว่า ความรับผิดของกรรมการกรณีฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1168 นั้น บริษัทอาจใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการเป็นการเฉพาะ หรือในกรณีที่บริษัทไม่ยอมฟ้องร้อง ผู้ถือหุ้นอาจฟ้องคดีแทนบริษัทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 และการเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสามในฐานะผู้ร่วมทำละเมิด ต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 438 ไม่อาจบังคับให้จำเลยที่ 3 จดทะเบียนเลิกบริษัทหรือจดทะเบียนยกเลิกวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการตามคำขอของโจทก์ได้ จึงให้ยกคำขอส่วนนี้ อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ที่ขอเรียกค่าเสียหายมานั้นฟังขึ้นบางส่วน พิพากษากลับเป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 2 พฤศจิกายน 2561) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 60,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นให้ยก
ตัวอย่างฎีกา / กรณีที่เกี่ยวข้อง 1. ฎีกาเด่น: กรรมการตั้งบริษัทแข่งขัน – มีการพูดถึงกรณี “กรรมการบริษัทตั้งบริษัทฯ ใหม่ประกอบกิจการค้าขายอย่างเดียวกัน ต้องรับผิดต่อบริษัทที่ตนเป็นกรรมการ” – ถึงแม้ไม่ได้มีเลขฎีกาเต็มรูปในลิงก์นั้นโดยตรง แต่เป็นตัวอย่างแนวปฏิบัติที่มักอ้างอิงเมื่อนำเสนอบทเรียนกรณีกฎหมายธุรกิจ – ความเชื่อมโยง: เป็นกรณีที่กรรมการเข้าร่วมจัดตั้งบริษัทใหม่แข่งขันกับบริษัทเดิม คล้ายกับในคดี 2359/2567 ซึ่งจำเลยที่ 1 เข้าเป็นกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 3 ขณะยังเป็นกรรมการของโจทก์ 2. การศึกษา “ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการห้ามมิให้กรรมการค้าขายแข่งกับบริษัทจำกัด” – บทความวิชาการ (วิทยานิพนธ์ / วารสาร) วิเคราะห์ปัญหา “มาตรา 1168 วรรคสาม” ที่ไม่ได้ห้ามกรรมการบริษัทจำกัดเข้าเป็นกรรมการในบริษัทอื่นที่ประกอบกิจการซึ่งมีลักษณะแข่งขันโดยตรงอย่างชัดเจน – มีการตั้งคำถามทางกฎหมาย เช่น เมื่อไหร่ถือว่าเป็น “การแข่งขัน” อย่างมีนัยสำคัญ การตีความ “ช่วงเตรียมการ” เป็นต้น – ความเชื่อมโยง: ช่วยให้ผู้ศึกษาเข้าใจกรอบปัญหากฎหมายในคดี 2359/2567 ได้ดีว่า ข้อกฎหมายในมาตรา 1168 ไม่ได้ให้คำตอบชัดทุกกรณี ต้องอาศัยวิธีวินิจฉัยด้วยข้อเท็จจริง 3. ฎีกา InTrend: ข้อตกลงห้ามลูกจ้างลาออกไปทำธุรกิจแข่งขัน – กรณี “ข้อตกลงห้ามลูกจ้างที่ลาออกไปไม่ให้ทำธุรกิจแข่งกับนายจ้างเดิม” (ศาลฎีกา 3597/2561– ถึงแม้เป็นคดีแรงงาน ไม่ใช่คดีกรรมการบริษัทโดยตรง แต่มีแนวหลักกฎหมายเรื่อง “ข้อจำกัดการแข่งขัน / ห้ามประกอบธุรกิจแข่งขัน” ที่สามารถนำมาเปรียบเทียบ – ความเชื่อมโยง: ช่วยให้ผู้อ่านเห็นมุมมองว่าหลัก “ห้ามการแข่งขัน” ปรากฏในหลายบริบท แม้ในสัญญาจ้างแรงงานก็มีหลักคล้ายกัน 4. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1275/2543 (ข้อตกลงห้ามแข่งขันหลังเลิกจ้าง) – ในคดีนี้มีเงื่อนไขในสัญญาว่า หลังเลิกจ้างภายใน 5 ปี เลขาคนที่ถูกจ้างจะต้องไม่ทำงานให้บริษัทคู่แข่งหรือมีหุ้นในบริษัทคู่แข่ง – ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเงื่อนไขห้ามแข่งขันบางส่วนเป็นไปได้ หากไม่จำกัดสิทธิมากเกินไป และไม่ปิดโอกาสประกอบอาชีพทั้งหมด – ความเชื่อมโยง: แสดงให้เห็นว่า “ห้ามแข่งขัน” แม้นำมาใช้ในสัญญาจ้าง ก็มีเงื่อนไขในการบังคับใช้และไม่ใช่ข้อห้ามสัมบูรณ์ — ช่วยให้เปรียบเทียบได้กับกรณีกรรมการในคดี 2359/2567 ว่าบทบัญญัติมาตรา 1168 ต้องตีความในกรณีตามข้อเท็จจริง |





.jpg)