ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




เพิกถอนการโอนหุ้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องคืนสถานะผู้ถือหุ้นเดิมหรือไม่ วินิจฉัยขอบเขตคำพิพากษาห้ามเกินคำขอ

การโอนหุ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายต้องเพิกถอนหรือไม่, ผู้ถือหุ้นเดิมมีสิทธิเรียกคืนหุ้นหรือไม่, การแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นตามคำพิพากษา, ศาลพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องมีผลอย่างไร, การโอนหุ้นโดยไม่มีสัญญาที่แท้จริงเป็นโมฆะหรือไม่, การใช้สิทธิผู้ถือหุ้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย, วิธีฟ้องคดีเพื่อคืนสถานะผู้ถือหุ้นเดิม, ความแตกต่างระหว่างผู้ถือหุ้นที่แท้จริงกับผู้ถือหุ้นตามทะเบียน, การเพิกถอนการจดทะเบียนบริษัทที่ไม่ถูกต้อง, อำนาจฟ้องของผู้ถือหุ้นเดิมในคดีบริษัท, การโอนหุ้นโดยลายมือชื่อปลอมมีผลหรือไม่ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการโอนหุ้นในบริษัทจำกัดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผลทางกฎหมายของการที่บุคคลซึ่งมิใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริงเข้ามาใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้น รวมถึงปัญหาขอบเขตอำนาจของศาลในการพิพากษาคดีว่าศาลสามารถมีคำพิพากษาเกินกว่าที่คู่ความร้องขอได้หรือไม่ คดีนี้ศาลฎีกาได้วินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า หากการโอนหุ้นไม่เกิดขึ้นโดยชอบ ผู้รับโอนไม่มีสถานะเป็นผู้ถือหุ้น และการกระทำใด ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้นย่อมไม่มีผลผูกพัน อีกทั้งศาลยังได้ย้ำหลักสำคัญเกี่ยวกับ “คำพิพากษาต้องไม่เกินคำขอท้ายฟ้อง” ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานในกระบวนพิจารณาความแพ่ง อันมีผลต่อการกำหนดขอบเขตการเยียวยาทางกฎหมายอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์เป็นบริษัทซึ่งถือหุ้นในบริษัท ช. จำนวน 6,868 หุ้น ต่อมาภายหลังการถึงแก่ความตายของกรรมการผู้มีอำนาจเดิม ได้มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้น โดยให้จำเลยที่ 1 เข้าถือหุ้นดังกล่าวแทน และมีการโอนหุ้นต่อไปยังจำเลยที่ 2 และที่ 3 รวมถึงมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท

โจทก์เห็นว่าการโอนหุ้นดังกล่าวมิได้เกิดจากสัญญาที่แท้จริง จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและคืนสถานะผู้ถือหุ้นให้แก่โจทก์ รวมถึงแก้ไขกรรมการบริษัทให้ถูกต้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

(1) โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

(2) การโอนหุ้นเป็นการโอนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

(3) ผลของการที่ผู้ไม่ใช่เจ้าของหุ้นเข้ามาใช้สิทธิในบริษัท

(4) ศาลสามารถพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องได้หรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลวินิจฉัยว่า ข้ออ้างของจำเลยเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่ได้ยกขึ้นในศาลล่าง จึงต้องห้ามมิให้ยกขึ้นในชั้นฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 และ 252

ในประเด็นการโอนหุ้น ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐาน โดยเฉพาะลายมือชื่อและตราประทับ พบว่ามีข้อพิรุธหลายประการ ไม่อาจเชื่อได้ว่าเป็นการโอนโดยแท้จริง จึงฟังได้ว่าไม่มีการโอนหุ้นโดยชอบ

เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของหุ้น จึงไม่มีสถานะเป็นผู้ถือหุ้น และการดำเนินการต่าง ๆ เช่น การประชุม การออกเสียง และการเปลี่ยนกรรมการ ล้วนเป็นการกระทำที่ไม่ชอบและไม่มีผลผูกพันบริษัท

ในประเด็นสำคัญ ศาลวินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ส่งมอบกิจการบริษัท ทั้งที่โจทก์มิได้ร้องขอ ถือเป็น “พิพากษาเกินคำขอ” ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมาย จึงต้องแก้ไขให้ถูกต้อง

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์

หลักสำคัญในคดีนี้คือ การโอนหุ้นต้องมีนิติกรรมที่แท้จริงและถูกต้อง มิฉะนั้นผู้รับโอนไม่มีสถานะเป็นผู้ถือหุ้น แม้จะมีชื่อในทะเบียนก็ตาม

เจตนารมณ์ของกฎหมายบริษัทมุ่งคุ้มครอง “ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง” มิใช่เพียงบุคคลที่ปรากฏชื่อในทะเบียน หากมีการปลอมแปลงหรือโอนโดยมิชอบ ต้องคืนสู่สภาพเดิม

อีกทั้งหลัก “ห้ามพิพากษาเกินคำขอ” มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความ ไม่ให้ศาลใช้ดุลพินิจเกินกว่าที่คู่ความนำคดีเข้าสู่ศาล

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวฎีกาสม่ำเสมอว่า ผู้ถือหุ้นต้องได้มาโดยชอบ มิฉะนั้นไม่มีสิทธิใช้สิทธิในบริษัท และการลงทะเบียนที่ไม่ชอบไม่ก่อให้เกิดสิทธิ

รวมถึงแนวฎีกาเกี่ยวกับ ป.วิ.พ. ที่วางหลักว่า ศาลต้องจำกัดคำพิพากษาอยู่ในขอบเขตคำขอท้ายฟ้องเท่านั้น

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่ายังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะบังคับตามคำขอของโจทก์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 8

   พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการของบริษัท ช. ในสภาพที่เป็นอยู่ก่อนมีการจดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้น ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ให้แก่กรรมการบริษัทชุดเดิม หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมสองศาลแทนโจทก์ โดยค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

   พิพากษาแก้ให้ถูกต้องว่า ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นลงในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. โดยให้โจทก์กลับคืนสู่สถานะผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 6,868 หุ้น หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญ 3 ประการอย่างชัดเจน

ประการแรก สิทธิของผู้ถือหุ้นมิได้เกิดขึ้นเพียงเพราะมีชื่อปรากฏในเอกสารหรือมีการแจ้งเปลี่ยนแปลงต่อหน่วยงานทะเบียนเท่านั้น หากแต่ต้องมีมูลเหตุแห่งสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายรองรับอยู่เบื้องหลังด้วย กล่าวคือ ต้องพิสูจน์ได้ว่ามีการทำนิติกรรมโอนหุ้นที่แท้จริงโดยผู้มีอำนาจ และเป็นไปตามรูปแบบและเจตนาที่ชอบด้วยกฎหมาย หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาโอนหุ้นมิได้เกิดจากเจ้าของหุ้นตัวจริง ผู้รับโอนย่อมไม่อาจอ้างสิทธิในฐานะผู้ถือหุ้นได้ แม้ภายนอกจะมีการลงชื่อหรือจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงไว้แล้วก็ตาม

ประการที่สอง เมื่อบุคคลใดมิใช่ผู้ถือหุ้นโดยชอบ บุคคลนั้นย่อมไม่มีอำนาจใช้สิทธิทางบริษัท ไม่ว่าจะเป็นสิทธิออกเสียงในที่ประชุม สิทธิเข้าร่วมประชุม สิทธิเสนอแต่งตั้งกรรมการ หรือสิทธิในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจภายในบริษัท การกระทำที่เกิดขึ้นโดยอาศัยฐานะอันมิชอบดังกล่าว ย่อมเป็นการกระทำที่ปราศจากฐานสิทธิและไม่มีผลผูกพันนิติบุคคล หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองความมั่นคงแห่งโครงสร้างนิติบุคคลและความน่าเชื่อถือของการบริหารกิจการบริษัท

ประการที่สาม แม้ศาลจะมีอำนาจพิพากษาเพื่อเยียวยาความเสียหายและทำให้ข้อพิพาทยุติลงได้อย่างเป็นธรรม แต่การใช้ดุลพินิจนั้นต้องอยู่ภายในขอบเขตแห่งคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของคู่ความเท่านั้น ศาลไม่อาจกำหนดมาตรการเยียวยาเกินไปจากสิ่งที่คู่ความร้องขอไว้ เพราะจะเป็นการกระทบต่อหลักความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณา และทำให้คู่ความต้องรับผลแห่งคำพิพากษาในเรื่องที่ตนมิได้มีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ หลักห้ามพิพากษาเกินคำขอจึงเป็นหลักประกันสำคัญของกระบวนพิจารณาความแพ่งที่ต้องยึดถืออย่างเคร่งครัด

ในเชิงนโยบายทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ยังแสดงให้เห็นว่า ศาลให้ความสำคัญกับ “ความเป็นเจ้าของที่แท้จริง” มากกว่ารูปแบบภายนอกที่ถูกสร้างขึ้นภายหลัง หากมีการนำเอกสารอันมีข้อพิรุธมาใช้อ้างสิทธิ ศาลย่อมมีอำนาจชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานโดยละเอียดและเพิกถอนผลทางกฎหมายที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้น เพื่อให้สิทธิกลับคืนสู่ผู้ทรงสิทธิที่แท้จริง อันเป็นการธำรงความสุจริตและความมั่นคงแน่นอนในทางธุรกิจและทางพาณิชย์

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ได้รับโอนหุ้นพิพาทจากโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเมื่อไม่ได้รับโอนหุ้นโดยชอบแล้ว การเข้าไปใช้สิทธิในฐานะผู้ถือหุ้น รวมถึงการแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้น การประชุม และการเปลี่ยนแปลงกรรมการของบริษัท จะมีผลตามกฎหมายหรือไม่ นอกจากนี้คดียังมีประเด็นสำคัญอีกส่วนหนึ่ง คือ ขอบเขตอำนาจของศาลในการพิพากษาคดีว่าจะสามารถกำหนดคำบังคับเกินไปจากที่โจทก์ร้องขอไว้ในคำฟ้องได้หรือไม่

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. การโอนหุ้นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

   แก่นแท้ของคดีนี้อยู่ที่การพิสูจน์ว่า สัญญาโอนหุ้นที่จำเลยที่ 1 อ้างนั้นไม่ใช่เอกสารที่เกิดจากการลงลายมือชื่อของเจ้าของหุ้นที่แท้จริง ศาลฎีกาพิเคราะห์จากลักษณะลายมือชื่อ รอยตราประทับ รูปแบบเอกสาร พฤติการณ์ของคู่กรณี และความผิดวิสัยทางธุรกิจ แล้วรับฟังว่าไม่มีการโอนหุ้นโดยชอบ เมื่อมูลเหตุแห่งสิทธิไม่ชอบ ผู้รับโอนย่อมไม่อาจมีสถานะเป็นผู้ถือหุ้นได้ และสิทธิทั้งปวงที่อ้างต่อจากการโอนดังกล่าวย่อมตกเป็นอันไร้ผลตามกฎหมาย

2. ห้ามพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้อง

   แม้ศาลอุทธรณ์จะเห็นว่าโจทก์ควรได้รับการคุ้มครองสิทธิ แต่เมื่อโจทก์มิได้ร้องขอให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการบริษัท ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาบังคับในเรื่องดังกล่าวได้ เพราะเป็นการออกคำบังคับเกินไปจากกรอบข้อพิพาทที่คู่ความนำเสนอต่อศาล หลักนี้มีความสำคัญมากในทางวิธีพิจารณาความแพ่ง เพราะเป็นการจำกัดอำนาจศาลให้อยู่ภายในขอบเขตแห่งคำฟ้อง เพื่อคุ้มครองสิทธิการต่อสู้คดีของคู่ความทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-การโอนหุ้นในบริษัทจำกัดต้องมีองค์ประกอบใดจึงจะถือว่าชอบด้วยกฎหมาย

   คำตอบ

   การโอนหุ้นในบริษัทจำกัดต้องมีองค์ประกอบสำคัญทั้งในเชิงนิติกรรมและพยานหลักฐาน กล่าวคือ ต้องมีการแสดงเจตนาโอนและรับโอนโดยแท้จริงของคู่สัญญา ผู้โอนต้องเป็นเจ้าของหุ้นโดยชอบและมีอำนาจโอน นิติกรรมต้องไม่ขัดต่อกฎหมายหรือความสงบเรียบร้อย และในทางปฏิบัติต้องมีเอกสารหรือหลักฐานที่เชื่อถือได้รองรับ เช่น สัญญาโอนหุ้น ลายมือชื่อของคู่สัญญา และพยานที่น่าเชื่อถือ หากปรากฏว่าลายมือชื่อไม่ใช่ของผู้โอนจริง หรือเอกสารมีข้อพิรุธ ย่อมทำให้นิติกรรมดังกล่าวเป็นโมฆะหรือไม่สมบูรณ์ ผู้รับโอนไม่อาจได้สิทธิในหุ้น แม้ภายหลังจะมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงในบัญชีผู้ถือหุ้นแล้วก็ตาม หลักสำคัญคือ “สิทธิในหุ้นต้องมีที่มาถูกต้อง” มิใช่อาศัยเพียงรูปแบบภายนอก

2. คำถาม-ผู้ที่มีชื่ออยู่ในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นจะถือว่าเป็นผู้ถือหุ้นโดยเด็ดขาดหรือไม่

   คำตอบ

   การมีชื่อในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้นว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ถือหุ้น แต่ไม่ใช่หลักฐานเด็ดขาด หากมีพยานหลักฐานแสดงได้ว่าการได้มาซึ่งหุ้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น ไม่มีการโอนหุ้นโดยแท้จริง หรือมีการปลอมแปลงเอกสาร ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้เพิกถอนสถานะดังกล่าวได้ หลักกฎหมายมุ่งคุ้มครอง “ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง” มากกว่าบุคคลที่มีชื่อในทะเบียนโดยไม่ชอบ ดังนั้น หากมีข้อพิพาท ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานโดยรอบ มิใช่ยึดถือทะเบียนเป็นที่สุด

3. คำถาม-หากผู้ไม่ใช่เจ้าของหุ้นเข้ามาใช้สิทธิในบริษัท การกระทำดังกล่าวมีผลหรือไม่

   คำตอบ

   บุคคลที่มิใช่ผู้ถือหุ้นโดยชอบย่อมไม่มีสิทธิใช้สิทธิในบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมประชุม ออกเสียง ลงมติ หรือแต่งตั้งกรรมการ การกระทำดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิที่ปราศจากฐานทางกฎหมาย ย่อมไม่มีผลผูกพันบริษัทหรือบุคคลภายนอก หลักนี้มีความสำคัญเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแทรกแซงการบริหารบริษัทโดยบุคคลที่ไม่มีสิทธิ และเพื่อรักษาความมั่นคงของกิจการ หากศาลวินิจฉัยภายหลังว่าบุคคลนั้นไม่ใช่ผู้ถือหุ้น การกระทำทั้งหมดที่อาศัยฐานะดังกล่าวย่อมถูกเพิกถอนได้

4. คำถาม-ศาลสามารถพิพากษาเกินคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ได้หรือไม่

   คำตอบ

   ตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลต้องพิพากษาภายในขอบเขตของคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องเท่านั้น ไม่อาจกำหนดคำบังคับในเรื่องที่คู่ความมิได้ร้องขอไว้ แม้ว่าศาลจะเห็นว่าการให้ความคุ้มครองเพิ่มเติมอาจเป็นธรรมก็ตาม หากศาลพิพากษาเกินคำขอ ย่อมถือเป็นข้อบกพร่องทางกฎหมายที่ต้องแก้ไข หลักนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในการต่อสู้คดี และป้องกันมิให้ฝ่ายใดต้องรับผลทางกฎหมายในเรื่องที่ตนไม่มีโอกาสนำสืบหรือโต้แย้ง

5. คำถาม-หากมีการปลอมลายมือชื่อในสัญญาโอนหุ้น จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร

   คำตอบ

   การปลอมลายมือชื่อในสัญญาโอนหุ้นทำให้นิติกรรมดังกล่าวขาดองค์ประกอบสำคัญ คือ การแสดงเจตนาโดยแท้จริงของผู้โอน นิติกรรมจึงเป็นโมฆะ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิใดแก่ผู้รับโอน แม้จะมีการนำเอกสารดังกล่าวไปใช้ในการจดทะเบียนหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลในบริษัท ก็ไม่อาจทำให้เกิดสิทธิได้ ศาลจะพิจารณาจากลักษณะลายมือชื่อ เปรียบเทียบกับเอกสารอื่น พฤติการณ์แวดล้อม และพยานบุคคล เพื่อวินิจฉัยความน่าเชื่อถือ หากพบว่าเป็นการปลอมแปลง ย่อมเพิกถอนผลทางกฎหมายทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากเอกสารนั้น

6. คำถาม-ผู้ถือหุ้นเดิมสามารถฟ้องขอให้คืนสถานะผู้ถือหุ้นได้หรือไม่

   คำตอบ

   ผู้ถือหุ้นเดิมซึ่งถูกตัดชื่อออกจากบัญชีผู้ถือหุ้นโดยมิชอบ ย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อขอให้ศาลบังคับแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นให้กลับคืนสู่สถานะเดิมได้ โดยอาจขอให้ศาลมีคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยในกรณีที่จำเลยไม่ดำเนินการ การใช้สิทธินี้เป็นการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของผู้ถือหุ้น และเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความถูกต้องของข้อมูลทางทะเบียนของบริษัท

7. คำถาม-การโอนหุ้นต่อให้บุคคลที่สามโดยผู้ที่ไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้น มีผลหรือไม่

   คำตอบ

   หากผู้โอนมิใช่เจ้าของหุ้นโดยชอบ การโอนหุ้นต่อให้บุคคลที่สามย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้รับโอนรายถัดไป เพราะไม่มี “สิทธิในตัวทรัพย์” ตั้งแต่ต้น หลักกฎหมายกำหนดว่า ผู้โอนต้องมีสิทธิในทรัพย์จึงจะโอนได้ หากสิทธิเดิมไม่มี การโอนต่อย่อมเป็นโมฆะตามไปด้วย เว้นแต่ในบางกรณีที่กฎหมายให้ความคุ้มครองผู้รับโอนโดยสุจริต ซึ่งในกรณีหุ้นบริษัทจำกัดโดยทั่วไปจะต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดตามข้อเท็จจริง

8. คำถาม-เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับ “ข้อพิรุธ” ของเอกสารในคดีโอนหุ้น

   คำตอบ

   ข้อพิรุธของเอกสาร เช่น ลายมือชื่อที่แตกต่าง รอยตราประทับที่ไม่ตรงกัน หรือรูปแบบเอกสารที่ผิดวิสัย ล้วนเป็นพยานแวดล้อมที่ช่วยให้ศาลประเมินความน่าเชื่อถือของนิติกรรมได้ ในคดีเกี่ยวกับหุ้นซึ่งมักไม่มีการส่งมอบทรัพย์ในทางกายภาพ เอกสารจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากเอกสารมีข้อพิรุธ ศาลย่อมต้องพิจารณาอย่างละเอียดและอาจรับฟังว่าไม่มีการทำสัญญาโดยแท้จริง การวินิจฉัยเช่นนี้มีผลโดยตรงต่อสถานะสิทธิของคู่ความและความถูกต้องของโครงสร้างบริษัท

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2755/2565

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ค. กรรมการของโจทก์ไม่ได้ทำสัญญาโอนหุ้นของโจทก์ในบริษัท ช. ให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับโอนหุ้นพิพาทจากโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายและไม่ใช่เจ้าของหุ้นพิพาท จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. และไม่อาจใช้สิทธิใด ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้น การดำเนินการต่าง ๆ ของจำเลยที่ 1 ในบริษัท ช. ในเวลาต่อมา จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ต้องแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นให้โจทก์กลับคืนสู่สถานะผู้ถือหุ้นตามเดิม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการบริษัท ช. ก่อนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นให้แก่กรรมการชุดเดิม โดยโจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการของบริษัท ช. ให้แก่โจทก์ เป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้อง จึงต้องแก้ไขให้ถูกต้อง

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นของบริษัท ช. ให้โจทก์กลับคืนเป็นผู้ถือหุ้นจำนวน 6,868 หุ้นตามเดิม พร้อมให้แก้ไขกรรมการและให้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาหากจำเลยเพิกเฉย หรือให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แก้ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการบริษัทแก่กรรมการชุดเดิม แต่คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้ออ้างเรื่องอำนาจฟ้องที่มิได้ยกในศาลล่างเป็นข้อใหม่ต้องห้ามมิให้ฎีกา และพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ลายมือชื่อในสัญญาโอนหุ้นมีข้อพิรุธแตกต่างจากเอกสารสำคัญอื่น ประกอบกับตราประทับและพฤติการณ์แวดล้อมไม่น่าเชื่อว่าเป็นการโอนหุ้นโดยแท้จริง โจทก์จึงยังเป็นเจ้าของหุ้น ส่วนจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ผู้ถือหุ้น การดำเนินการเกี่ยวกับหุ้น การประชุม และการเปลี่ยนกรรมการจึงไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมาย อย่างไรก็ดี ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ส่งมอบกิจการทั้งที่โจทก์มิได้ขอ เป็นการพิพากษาเกินคำขอ ศาลฎีกาจึงแก้ให้จำเลยที่ 1 แก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นให้โจทก์กลับคืนสู่สถานะเดิม โดยให้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นของบริษัท ช. ลงในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นพร้อมรายการจดทะเบียนของบริษัท ช. ให้แก่โจทก์ โดยให้โจทก์กลับคืนสู่สถานะผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. จำนวน 6,868 หุ้น แบ่งเป็นหุ้นกลุ่ม ก จำนวน 2,000 หุ้น หมายเลขหุ้น 00000 (ที่ถูก 00001) ถึง 02000 และหุ้นกลุ่ม ข จำนวน 4,686 (ที่ถูก 4,868) หุ้น หมายเลขหุ้น 02001 ถึง 06686 (ที่ถูก 06868) ตามเดิม รวมทั้งดำเนินการเอาชื่อจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ช. และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ช. ใหม่ โดยให้นายคริสโตเฟอร์มีชื่อกลับคืนสู่ฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท ช. ตามเดิม ทั้งนี้จนกว่าจะมีการประชุมตามระเบียบข้อบังคับของบริษัท ช. เพื่อให้ที่ประชุมมีมติแต่งตั้งกรรมการคนใหม่โดยชอบด้วยกฎหมายต่อไป โดยให้จำเลยทั้งสามเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการดำเนินการแต่ฝ่ายเดียว หากจำเลยทั้งสามเพิกเฉยไม่ดำเนินการดังกล่าวข้างต้นให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับแก่จำเลยทั้งสามไม่ว่าเพราะเหตุใดให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าเสียหาย 3,434,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการของบริษัท ช. ในสภาพที่เป็นอยู่ก่อนมีการจดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ให้แก่กรรมการบริษัทชุดเดิม หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 50,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดภายใต้กฎหมายกิจการบริษัทของหมู่เกาะบริติชเวอร์จิน เดิมโจทก์มีนายคริสโตเฟอร์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนและเป็นผู้ถือหุ้นเพียงผู้เดียว นายริชาร์ด และนายโรบิน เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนายคริสโตเฟอร์และเป็นทายาทโดยธรรม มีสิทธิเข้าเป็นกรรมการกระทำการแทนโจทก์และเป็นผู้ถือหุ้นแทนนายคริสโตเฟอร์ตามกฎหมายดังกล่าว นายริชาร์ดและนายโรบินเป็นผู้จัดการมรดกของนายคริสโตเฟอร์ตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 33/2561 ในการดำเนินคดีนี้นายริชาร์ดและนายโรบินมอบอำนาจให้บริษัท ฮ. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทน และบริษัท ฮ. มอบอำนาจช่วงให้นายพงษ์ศักดิ์ เป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีแทนโจทก์ เดิมโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นพิพาทของบริษัท ช. จำนวน 6,868 หุ้น ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้น 5,000 หุ้น และมีนายคริสโตเฟอร์เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าวเพียงผู้เดียว เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2560 นายคริสโตเฟอร์ถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุหัวใจวายเฉียบพลัน ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2560 มีการจดแจ้งเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวต่อสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดภูเก็ต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือหุ้นพิพาท จำนวน 6,868 หุ้น ส่วนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถือหุ้นคนละ 2,500 หุ้น โดยรับโอนจากจำเลยที่ 1 และเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2560 มีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าวจากนายคริสโตเฟอร์เป็นจำเลยที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนหุ้นที่ตนเองถือครองให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นั้น ไม่กระทบต่อสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอเพิกถอนการโอนหุ้นในส่วนนี้และพิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งคู่ความที่เกี่ยวข้องมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างได้ แม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง แต่ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 ฎีกากล่าวอ้างว่าบริษัท ฮ.เป็นบริษัทที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและประกอบธุรกิจฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมาย อันจะนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายเรื่องอำนาจฟ้องดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างนั้นจะต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีการนำสืบกันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลจะหยิบยกข้อเท็จจริงตามที่จำเลยที่ 1 เพียงกล่าวอ้างมาในชั้นฎีกามารับฟังไม่ได้ เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่เคยนำสืบว่าบริษัท ฮ. เป็นบริษัทที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและประกอบธุรกิจฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติของกฎหมายอย่างไร จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นใหม่ในชั้นฎีกาเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อมาว่า จำเลยที่ 1 ได้รับโอนหุ้นพิพาทจากโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาลายมือชื่อที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นลายมือชื่อของนายคริสโตเฟอร์ในสำเนาสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย ล.3 เปรียบเทียบกับลายมือชื่อของนายคริสโตเฟอร์ที่ปรากฏในสำเนาหนังสือเดินทาง สำเนาพินัยกรรม และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น แล้ว จะเห็นได้ว่ามีลักษณะแตกต่างกัน โดยลายมือชื่อนายคริสโตเฟอร์ที่ปรากฏในสำเนาหนังสือเดินทาง สำเนาพินัยกรรม และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นมีลายเส้นวนทับกันบริเวณกลางลายมือชื่อจนมีสีเข้มกว่าลายมือชื่อส่วนอื่น ส่วนลายมือชื่อที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นลายมือชื่อของนายคริสโตเฟอร์ในสำเนาสัญญาโอนหุ้นแม้จะมีลายเส้นวนคล้ายคลึงกันแต่มิได้วนทับกันบริเวณกลางลายมือชื่อจนมีสีเข้มกว่าลายมือชื่อส่วนอื่นแต่อย่างใด ซึ่งแม้ลายมือชื่อของบุคคลคนหนึ่งอาจแตกต่างกันได้บ้างตามแต่ละช่วงเวลา ทั้งอาจมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลให้แตกต่าง เช่น สุขภาพและวัย แต่จุดเด่นและลักษณะพิเศษของลายมือชื่อควรจะต้องเป็นเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากลายมือชื่อของนายคริสโตเฟอร์ซึ่งปรากฏในสำเนาพินัยกรรมที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2546 และในสำเนาหนังสือเดินทางที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งแม้นายคริสโตเฟอร์ได้ลงลายมือชื่อไว้ก่อนการลงลายมือชื่อในสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ทำเมื่อปี 2559 เป็นระยะเวลาถึง 13 ปีเศษ และ 4 ปีเศษ ก็มีลายเส้นวนทับกันบริเวณกลางลายมือชื่อจนมีสีเข้มกว่าลายมือชื่อส่วนอื่นเช่นเดียวกัน แต่สัญญาโอนหุ้นซึ่งทำหลังบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นเพียง 9 เดือน กลับไม่มีลักษณะการลงลายมือชื่อดังที่ว่ามานี้ จึงเป็นข้อน่าพิรุธสงสัยประการหนึ่ง นอกจากนี้รอยตราประทับของบริษัท ช. ที่ปรากฏในสำเนาสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย ล.3 มีรูปแบบตัวอักษรภาษาอังกฤษโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวอักษร จี แตกต่างจากรอยตราประทับเดิมเมื่อครั้งที่ยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับในข้อนี้ เพียงแต่อ้างว่าตราประทับที่ประทับในเอกสารหมาย ล.3 นายคริสโตเฟอร์เป็นผู้มอบให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อพิรุธอีกประการหนึ่ง กรณีจึงไม่น่าเชื่อว่าลายมือชื่อที่ปรากฏในสัญญาโอนหุ้นตามเอกสารหมาย ล.3 เป็นลายมือชื่อของนายคริสโตเฟอร์จริงดังที่จำเลยที่ 1 อ้าง นอกจากนี้จำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นายคริสโตเฟอร์มอบสัญญาโอนหุ้นฉบับจริงให้จำเลยที่ 1 นำไปถ่ายสำเนาไว้ ตามเอกสารหมาย ล.3 แล้วจำเลยที่ 1 คืนสัญญาโอนหุ้นฉบับจริงให้แก่นายคริสโตเฟอร์นายคริสโตเฟอร์ไม่สามารถอ่านและเขียนภาษาไทยได้ ซึ่งก็เป็นข้อพิรุธอีกว่าเหตุใดสัญญาโอนหุ้นดังกล่าวจึงจัดทำเป็นภาษาไทยโดยไม่มีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ อันเป็นการผิดวิสัยของนักธุรกิจในการทำนิติกรรมสัญญา ทั้งหากนายคริสโตเฟอร์ประสงค์ที่จะยกหุ้นพิพาทให้จำเลยที่ 1 จริง เหตุใดนายคริสโตเฟอร์จึงยังคงเก็บต้นฉบับสัญญาโอนหุ้นไว้โดยเพียงแต่มอบฉบับสำเนาให้แก่จำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 อ้างว่าเป็นพยานในการทำสัญญาโอนหุ้นเกี่ยวพันเป็นพี่สาวของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่พยานคนกลาง จึงมีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายคริสโตเฟอร์ไม่ได้เป็นผู้ทำสัญญาโอนหุ้นพิพาทตามสำเนาสัญญาโอนหุ้นเอกสารหมาย ล.3 จำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับโอนหุ้นพิพาทจากโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ยังคงเป็นเจ้าของหุ้นพิพาท ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของหุ้นพิพาท ทั้งได้โอนหุ้นในส่วนของตนทั้งหมดให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. และไม่อาจใช้สิทธิใด ๆ ในฐานะผู้ถือหุ้น การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนลงในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ให้หุ้นของโจทก์ทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ 1 และต่อมาได้แจ้งจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้น ออกหนังสือเชิญประชุม เข้าร่วมประชุม ออกเสียงในที่ประชุม ลงมติและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ช. จากนายคริสโตเฟอร์เป็นจำเลยที่ 1 จึงล้วนเป็นการกระทำที่ไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมายผูกพันบริษัท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า กรณีฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 รับโอนหุ้นพิพาทมาโดยชอบด้วยกฎหมาย การดำเนินการของจำเลยที่ 1 ในเวลาต่อมาในเรื่องหุ้น การจัดประชุม และเปลี่ยนแปลงกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ จึงเป็นไปโดยไม่ชอบและไม่มีผลตามกฎหมายทั้งสิ้น ชอบแล้ว แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการของบริษัท ช. ในสภาพที่เป็นอยู่ก่อนมีการจดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. ลงวันที่ 20 กรกฎาคม 2560 แก่กรรมการบริษัทชุดเดิม หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยที่ 1 ดำเนินการแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นลงในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. ให้หุ้นของโจทก์ทั้งหมดในบริษัท ช. เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 แทนโจทก์โดยไม่ชอบ โดยมีคำขอท้ายฟ้องให้บังคับจำเลยที่ 1 ดำเนินการจดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นของบริษัท ช. ลงในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นพร้อมรายการจดทะเบียนของบริษัท ช. โดยให้โจทก์กลับคืนสู่สถานะผู้ถือหุ้นของบริษัทตามสิทธิที่มีอยู่เดิม ก็เพื่อให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงในบริษัท ช. กลับมามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัทตามเดิม โจทก์มิได้ฟ้องและมีคำขอบังคับให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการของบริษัท ช. ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบกิจการของบริษัท ช. ในสภาพที่เป็นอยู่ก่อนมีการจดทะเบียนแก้ไขรายชื่อผู้ถือหุ้น จึงเป็นการพิพากษานอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นลงในสมุดบัญชีผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. โดยให้โจทก์กลับคืนสู่สถานะผู้ถือหุ้นของบริษัท ช. จำนวน 6,868 หุ้น เป็นหุ้นกลุ่ม ก จำนวน 2,000 หุ้น หมายเลขหุ้น 00001 ถึง 02000 และหุ้นกลุ่ม ข จำนวน 4,868 หุ้น หมายเลขหุ้น 02001 ถึง 06868 ตามเดิม หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ




เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วน บริษัท

มติเลือกตั้งกรรมการบริษัทมหาชนกำหนดวาระผิดกฎหมายหรือไม่ และผลของมติที่ขัดข้อบังคับบริษัทตามกฎหมายบริษัทมหาชน
คดีหุ้นส่วนซื้อที่ดินขายทำกำไร ต้องชำระบัญชีตามกฎหมายก่อนแบ่งกำไรหรือไม่
ผู้ถือหุ้นมีสิทธิร้องทุกข์หรือฟ้องคดีได้เพียงใด เมื่อกรรมการยักยอกเงินของบริษัท
การกระทำนอกวัตถุประสงค์ของบริษัทไม่ผูกพันนิติบุคคล(ฎีกาที 1418/2554)
การเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่เจ้าของร่วมอาคารชุด กรณีไม่มีการประชุมกันจริง(ฎีกาที่ 4469/2566)
บริษัทร้าง สิ้นสภาพนิติบุคคล และอำนาจศาลตั้งผู้ชำระบัญชี(ฎีกา 4538/2566)
คดีบังคับให้โอนหุ้น & เปลี่ยนรายชื่อผู้ถือหุ้น,สัญญาซื้อขายหุ้น, (ฎีกา 2017/2567)
ความรับผิดกรรมการแข่งขันทางการค้า,ป.พ.พ.1168, ป.พ.พ.420, (ฎีกา 2359/2567)
(ฎีกาที่ 3118/2567) การเลิกจ้างครูโรงเรียนเอกชน ผู้รับใบอนุญาตไม่ต้องร่วมรับผิดส่วนตัว, ค่าชดเชยเลิกจ้าง, ครูเอกชน, คดีแรงงาน,
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4295/2567 การเลิกบริษัทและการชำระบัญชีในคดีผู้บริโภค
การประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการเพิกถอนมติที่ประชุม(ฎีกาที่ 6555/2567)
ผู้จัดการมรดกและการจัดการหุ้นมรดก, การเพิกถอนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น, การเปลี่ยนแปลงสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น, สิทธิของผู้จัดการมรดกในการประชุมผู้ถือหุ้น
หลักเกณฑ์การนัดประชุมสมาคม, กฎข้อบังคับสมาคมและการเพิกถอนมติ,
ผู้ถือหุ้นฟ้องร้องกรรมการบริษัท
กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคลไม่ผูกพันรับผิดเป็นส่วนตัว
กิจการของสามีภริยาซึ่งได้จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด
ทนายความมีอำนาจดำเนินคดีแม้เลิกบริษัทแล้ว
หนี้เงินค่าหุ้นที่ยังไม่ได้ส่งใช้ของผู้ถือหุ้นที่ถึงแก่ความตายแล้ว
อำนาจกระทำการของผู้แทนนิติบุคคล
กรรมการบริษัทโอนหุ้นโดยพลการผิดกฎหมายหรือไม่? วิเคราะห์ความรับผิดทางอาญา สิทธิผู้ถือหุ้น และขอบเขตอำนาจตามกฎหมายบริษัท