
| กรรมการบริษัทโอนหุ้นโดยพลการผิดกฎหมายหรือไม่? วิเคราะห์ความรับผิดทางอาญา สิทธิผู้ถือหุ้น และขอบเขตอำนาจตามกฎหมายบริษัท
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตอำนาจของกรรมการบริษัทในการบริหารกิจการและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะกรณีที่กรรมการดำเนินการโอนหุ้นหรือแก้ไขบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของหุ้น ซึ่งก่อให้เกิดประเด็นสำคัญทั้งในทางอาญาและทางบริษัทว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายเป็นความผิดหรือไม่ และบริษัทในฐานะนิติบุคคลจะต้องรับผิดร่วมด้วยหรือไม่ นอกจากนี้ คดียังสะท้อนถึงหลักความสุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ และขอบเขตของ “คุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิด” ตามกฎหมายเฉพาะ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการกำหนดตัวผู้กระทำความผิดและการลงโทษในคดีลักษณะนี้ ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นรายสำคัญในบริษัทจำกัด ต่อมาบริษัทมีปัญหาทางการเงินและมีการเจรจาระหว่างผู้ถือหุ้นเกี่ยวกับการเพิ่มทุนหรือการถอนหุ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจนหรือการโอนหุ้นโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของบริษัท กลับดำเนินการนำชื่อโจทก์ออกจากบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และโอนหุ้นมาเป็นของตนเอง พร้อมทั้งยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อหน่วยงานรัฐโดยไม่มีชื่อโจทก์ อันเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ ภายหลังจำเลยที่ 2 ได้โอนหุ้นคืนให้โจทก์ และมีการชดใช้ค่าเสียหาย แต่โจทก์ได้ดำเนินคดีอาญา คำวินิจฉัยของศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญดังนี้ (1) การบรรยายฟ้อง ศาลเห็นว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องครบองค์ประกอบความผิด โดยเฉพาะ “เจตนาพิเศษ” ที่มุ่งให้ผู้ถือหุ้นเสียประโยชน์ จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย (2) การกระทำของกรรมการ การที่จำเลยที่ 2 เปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยไม่ได้รับความยินยอม เป็นการกระทำโดยพลการ และเป็นการกระทำอันเป็นเท็จ ทำให้ผู้ถือหุ้นเสียหาย (3) ความรับผิดของบริษัท บริษัท (จำเลยที่ 1) ไม่อาจเป็นตัวการร่วมได้ เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานตามความหมายของกฎหมาย และการกระทำดังกล่าวมิได้กระทำเพื่อประโยชน์ของบริษัท (4) การรอการลงโทษ ศาลพิจารณาถึงพฤติการณ์ภายหลัง เช่น การชดใช้ค่าเสียหาย อายุ และประวัติของจำเลย จึงเห็นควรรอการลงโทษ วิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า กรรมการบริษัทต้องปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นต้องมีความยินยอม การกระทำโดยพลการแม้มีเจตนาดีหรือเข้าใจผิด ก็ยังเป็นความผิดได้ นอกจากนี้ ศาลยังย้ำหลักว่า “องค์ประกอบความผิดบางประเภทมีลักษณะเฉพาะตัว” ซึ่งไม่สามารถขยายไปถึงบุคคลอื่น เช่น นิติบุคคลได้โดยอัตโนมัติ เจตนารมณ์ของกฎหมาย กฎหมายที่เกี่ยวข้องมีวัตถุประสงค์เพื่อ คุ้มครองความถูกต้องของข้อมูลบริษัท ป้องกันการเอาเปรียบผู้ถือหุ้น สร้างความเชื่อมั่นในระบบธุรกิจ การกำหนดให้ผู้กระทำต้องมี “คุณสมบัติเฉพาะตัว” เป็นการจำกัดความรับผิดให้ตรงกับผู้ที่มีอำนาจแท้จริง แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาสอดคล้องกันว่า ผู้มีอำนาจบริหารต้องรับผิดโดยตรง นิติบุคคลจะรับผิดได้ต่อเมื่อการกระทำนั้นอยู่ในวัตถุประสงค์และเป็นประโยชน์ของบริษัท หากเป็นการกระทำส่วนตัวหรือโดยพลการ บริษัทไม่ต้องรับผิดร่วม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิด ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ และจำคุกจำเลยที่ 2 โดยลดโทษเนื่องจากรับสารภาพ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1 เนื่องจากขาดคุณสมบัติเป็นผู้กระทำความผิด และลงโทษจำเลยที่ 2 โดยรอการลงโทษจำคุก สรุปข้อคิดทางกฎหมาย กรรมการบริษัทมีหน้าที่ต้องปฏิบัติการภายใต้หลักความสุจริต โปร่งใส และเคารพสิทธิของผู้ถือหุ้น การกระทำใดที่เกินขอบเขตอำนาจหรือขัดต่อเจตนาของผู้ถือหุ้น แม้จะอ้างเหตุผลทางธุรกิจ ก็อาจก่อให้เกิดความรับผิดทางอาญาได้ นอกจากนี้ หลัก “คุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิด” เป็นหลักสำคัญในการจำกัดขอบเขตความรับผิด มิให้นิติบุคคลต้องรับผิดในกรณีที่การกระทำนั้นมิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ขององค์กร ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า การเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยกรรมการบริษัทโดยไม่ได้รับความยินยอม เป็นความผิดตามกฎหมายเฉพาะหรือไม่ และบริษัทจะต้องรับผิดร่วมด้วยหรือไม่ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ด้านล่างนี้คือ 2 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “คุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิด” หมายถึง บุคคลที่จะต้องรับผิดต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงตามกฎหมาย ไม่สามารถขยายความรับผิดไปยังบุคคลอื่นหรือนิติบุคคลได้โดยอัตโนมัติ 2. “การกระทำโดยพลการของกรรมการบริษัท” การดำเนินการโดยไม่มีอำนาจหรือไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ถือหุ้น แม้เป็นกรรมการ ก็ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและก่อให้เกิดความรับผิดได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-กรรมการบริษัทมีอำนาจโอนหุ้นของผู้ถือหุ้นรายอื่นได้หรือไม่ คำตอบ กรรมการบริษัทไม่มีอำนาจโอนหุ้นของผู้ถือหุ้นรายอื่นโดยลำพัง เว้นแต่จะมีการมอบอำนาจหรือมีหลักฐานแสดงเจตนาชัดเจนจากเจ้าของหุ้นตามกฎหมาย การโอนหุ้นต้องเป็นไปตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด เช่น การทำตราสารโอนหุ้นและการลงลายมือชื่อของคู่สัญญา หากกรรมการดำเนินการโอนหุ้นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ถือหุ้น ย่อมถือเป็นการกระทำโดยพลการและอาจเข้าข่ายความผิดทางอาญา รวมถึงก่อให้เกิดความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ถือหุ้นได้ ทั้งนี้ หลักสำคัญคือกรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและไม่ละเมิดสิทธิของผู้ถือหุ้น 2. คำถาม-การเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยไม่เป็นความจริงมีความผิดหรือไม่ คำตอบ การจัดทำหรือยื่นบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงต่อหน่วยงานรัฐ ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับบริษัท โดยเฉพาะเมื่อมีเจตนาพิเศษเพื่อให้ผู้ถือหุ้นเสียสิทธิหรือเสียประโยชน์ การกระทำดังกล่าวย่อมกระทบต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลทางธุรกิจและระบบทะเบียนของรัฐ ศาลจึงถือว่าเป็นการกระทำที่ร้ายแรง แม้ภายหลังจะมีการแก้ไขข้อมูลหรือคืนสิทธิให้ผู้เสียหายแล้ว ก็ไม่อาจลบล้างความผิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้าได้ 3. คำถาม-บริษัทต้องรับผิดร่วมกับกรรมการหรือไม่เมื่อกรรมการกระทำผิด คำตอบ บริษัทจะต้องรับผิดร่วมกับกรรมการก็ต่อเมื่อการกระทำนั้นเป็นไปเพื่อประโยชน์ของบริษัท และอยู่ภายในขอบวัตถุประสงค์ของกิจการ หากกรรมการกระทำการโดยพลการ นอกเหนืออำนาจ หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน และการกระทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัทหรือบุคคลภายนอก บริษัทอาจไม่ต้องรับผิดร่วมตามหลักกฎหมาย ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าการกระทำนั้นมีความเกี่ยวข้องกับกิจการของบริษัทหรือไม่ 4. คำถาม-หากผู้เสียหายได้รับการชดใช้แล้ว ศาลยังลงโทษได้หรือไม่ คำตอบ แม้ผู้เสียหายจะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายแล้ว ศาลยังคงมีอำนาจลงโทษผู้กระทำความผิดได้ เนื่องจากความผิดทางอาญาเป็นการกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม มิใช่เพียงความเสียหายส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม การชดใช้ค่าเสียหายและการที่ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ อาจเป็นเหตุบรรเทาโทษหรือเป็นเหตุให้ศาลพิจารณารอการลงโทษได้ โดยศาลจะพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์อื่น เช่น ประวัติของจำเลยและความสำนึกผิด 5. คำถาม-การเข้าใจผิดว่าผู้ถือหุ้นต้องการถอนหุ้น จะทำให้ไม่เป็นความผิดหรือไม่ คำตอบ การเข้าใจผิดของกรรมการว่าผู้ถือหุ้นประสงค์จะถอนหุ้น ไม่อาจใช้เป็นข้อแก้ตัวให้พ้นความรับผิดได้ หากไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าผู้ถือหุ้นได้แสดงเจตนาเช่นนั้นโดยชัดแจ้ง การดำเนินการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นต้องอาศัยความยินยอมที่ชัดเจนและเป็นทางการ มิใช่การตีความจากพฤติการณ์เพียงฝ่ายเดียว การกระทำโดยอาศัยความเข้าใจของตนเองโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัด ย่อมเป็นการประมาทเลินเล่อหรือจงใจฝ่าฝืนกฎหมายได้ 6. คำถาม-ศาลมีอำนาจยกประเด็นกฎหมายขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ คำตอบ ศาลมีอำนาจยกประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อโต้แย้ง โดยเฉพาะในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบความผิดหรือคุณสมบัติของผู้กระทำความผิด หากศาลเห็นว่าคำพิพากษาของศาลล่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้องได้ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม 7. คำถาม-หลักความสุจริตของกรรมการบริษัทมีความสำคัญอย่างไร คำตอบ หลักความสุจริตเป็นหลักพื้นฐานในการบริหารกิจการของกรรมการบริษัท โดยกรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และคำนึงถึงประโยชน์ของบริษัทและผู้ถือหุ้นโดยรวม การกระทำใดที่แสดงถึงการเอาเปรียบผู้ถือหุ้น หรือใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตน ย่อมขัดต่อหลักความสุจริตและอาจก่อให้เกิดความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาได้ 8. คำถาม-การคืนสภาพหุ้นหรือแก้ไขภายหลังมีผลต่อคดีหรือไม่ คำตอบ การคืนสภาพหุ้นหรือการแก้ไขข้อมูลภายหลังจากเกิดเหตุ เป็นเพียงการบรรเทาความเสียหาย มิได้ทำให้การกระทำที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่เป็นความผิด อย่างไรก็ตาม ศาลอาจนำพฤติการณ์ดังกล่าวมาพิจารณาเป็นเหตุบรรเทาโทษ เช่น การลดโทษหรือรอการลงโทษ โดยพิจารณาร่วมกับความสำนึกผิดของจำเลยและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อผู้เสียหาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8274/2568 ความผิดต่อ พ.ร.บ.กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 กำหนดคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดไว้ว่า ต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด... จึงจะลงโทษฐานเป็นตัวการกระทำความผิดได้ แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน การที่จำเลยที่ 2 เปลี่ยนให้ตนเองเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดต่อโจทก์ผู้ถือหุ้นที่แท้จริงและจำเลยที่ 1 บริษัทซึ่งมีหุ้นนั้นเป็นทุนจดทะเบียน จำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน และการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำในขอบวัตถุประสงค์หรือทำเพื่อประโยชน์อย่างใดของจำเลยที่ 1 ทั้งยังทำให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ขาดลักษณะหรือคุณสมบัติเฉพาะตัวอันเป็นองค์ประกอบความผิด จึงไม่อาจเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ได้ แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพแต่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225 และเห็นสมควรยกฟ้องโจทก์เฉพาะแต่จำเลยที่ 1 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนฯ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 และประมวลกฎหมายอาญา ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องเห็นว่าคดีมีมูล จำเลยให้การปฏิเสธก่อนจะกลับคำให้การเป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยที่ 1 ถูกปรับ ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุก ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากได้บรรยายถึงเจตนาพิเศษเพื่อให้ผู้ถือหุ้นเสียประโยชน์ครบองค์ประกอบความผิดแล้ว แต่ประเด็นสำคัญคือการลงโทษจำเลยที่ 2 เห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะกระทำโดยพลการนำชื่อโจทก์ออกจากบัญชีผู้ถือหุ้นโดยไม่สอบถามให้ชัดเจน อันเป็นการกระทำอันเป็นเท็จและก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ แต่ภายหลังจำเลยที่ 2 ได้แก้ไขคืนสถานะผู้ถือหุ้น ชดใช้ค่าเสียหาย และโจทก์ไม่ติดใจดำเนินคดี อีกทั้งจำเลยไม่เคยต้องโทษและมีอายุมาก ศาลจึงเห็นควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ นอกจากนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้กระทำความผิดตามมาตรา 42 เนื่องจากมิใช่ผู้รับผิดชอบการดำเนินงานโดยตรง และการกระทำของจำเลยที่ 2 มิได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของบริษัท จึงไม่อาจถือเป็นตัวการร่วมได้ พิพากษาแก้ ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 12 เดือน ปรับ 100,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุก 2 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 1 นอกนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (1), (2) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยทั้งสองกระทำความผิดรวม 2 กระทง เฉพาะจำเลยที่ 1 ปรับกระทงละ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 50,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นปรับ 100,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 2 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องมาแล้วว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองมีเจตนาพิเศษ เพื่อลวงให้โจทก์ในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นนั้นขาดประโยชน์หรือเงินปันผลอันควรได้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 วรรคท้าย ดังนั้น ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกหรือลงโทษสถานเบาแก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานของพนักงานคุมประพฤติว่า ก่อนเกิดเหตุหุ้นของจำเลยที่ 1 มี 1,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท บริษัท ร. ถือหุ้น 450,000 หุ้น นายสมชัย ถือหุ้น 100,000 หุ้น โจทก์ถือหุ้น 450,000 หุ้น จำเลยที่ 1 ประกอบกิจการขาดทุนตลอดมา ปี 2562 มีการประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อเพิ่มทุน โจทก์ไม่ยอมเพิ่มทุน วันที่ 27 สิงหาคม 2562 โจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ให้จำเลยที่ 2 ว่าหากจำเลยที่ 2 ต้องการถอนหุ้น จำเลยที่ 2 จะได้รับเงินจากโจทก์ 21,262,152 บาท และโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 ทั้งหมดให้โจทก์ หากโจทก์ต้องการถอนหุ้น โจทก์ต้องจ่ายเงินแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 2,290,704 บาท และโอนหุ้นของโจทก์ทั้งหมดให้จำเลยที่ 2 หลังจากนั้นโจทก์เงียบหายไป จนกระทั่งต้นปี 2564 โจทก์โทรศัพท์เจรจาตกลงกับจำเลยที่ 2 โดยขอถอนหลักประกันที่โจทก์วางเงินค้ำประกันผลงานของจำเลยที่ 1 ไว้กับธนาคาร ย. สาขาถนนวิทยุ จำนวน 7,000,000 บาทเศษ ซึ่งในการขอถอนหลักประกันดังกล่าวโจทก์ตกลงจะให้เงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 2,000,000 บาท เพื่อเป็นหลักประกันแทนหลักประกันที่โจทก์ขอถอนไป แต่โจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คแก่จำเลยที่ 2 เพียงบางส่วนเป็นเงิน 1,060,000 บาท เท่านั้น จำเลยที่ 2 จึงดำเนินกิจการต่อไปและยื่นขอกู้เงินจากธนาคาร ย. เพื่อนำเงินมาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 ธนาคารได้ตรวจสอบหลักฐานพบว่าโจทก์ติดแบล็คลิสต์ต่อสถาบันการเงินที่ประเทศสิงคโปร์ทำให้ธนาคารไม่อนุมัติให้กู้เงิน จำเลยที่ 2 คิดว่าการที่โจทก์ขอถอนหลักประกันเป็นการไม่สนใจที่จะดำเนินกิจการต่อแล้ว จำเลยที่ 2 เข้าใจว่าโจทก์ต้องการถอนหุ้นออก วันที่ 19 เมษายน 2564 จำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการเอาชื่อโจทก์ออกจากการเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยโอนหุ้นของโจทก์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 และแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นโดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือหุ้นแทน วันที่ 20 เมษายน 2564 จำเลยที่ 2 ได้ส่งสำเนารายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียน จากนั้นเปลี่ยนชื่อบริษัท ด. เป็นบริษัท ฟ. ซึ่งก็คือจำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์ไม่ประสงค์โอนหุ้น จำเลยที่ 2 โอนหุ้นกลับคืนมาให้โจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2565 ก่อนโจทก์ฟ้อง เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 1 ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างตรงไปตรงมา การที่โจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ให้จำเลยที่ 2 ว่าหากจำเลยที่ 2 ต้องการถอนหุ้น จำเลยที่ 2 จะได้รับเงินจากโจทก์ 21,262,152 บาท และโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 ทั้งหมดให้โจทก์ หากโจทก์ต้องการถอนหุ้น โจทก์ต้องจ่ายเงินแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 2,290,704 บาท และโอนหุ้นของโจทก์ทั้งหมดให้จำเลยที่ 2 ต่อมาโจทก์โทรศัพท์เจรจาตกลงกับจำเลยที่ 2 โดยขอถอนหลักประกันที่โจทก์วางเงินค้ำประกันผลงานของจำเลยที่ 1 ไว้กับธนาคาร ย. สาขาถนนวิทยุ จำนวน 7,000,000 บาทเศษ โดยโจทก์ตกลงจะให้เงินแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 2,000,000 บาท เพื่อเป็นหลักประกันแทนหลักประกันที่โจทก์ขอถอนไป แต่โจทก์ได้สั่งจ่ายเช็คแก่จำเลยที่ 2 เพียงบางส่วนเป็นเงิน 1,060,000 บาท ดังนั้น การที่โจทก์ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์หรือโทรศัพท์เจรจากับจำเลยที่ 2 ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ขอถอนหุ้น การที่จำเลยที่ 2 นำส่งงบการเงินพร้อมแนบสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นจึงเป็นการกระทำโดยพลการนอกเหนือเจตนาของโจทก์ หากจำเลยที่ 2 ประสงค์จะกู้เงินจากธนาคาร ย. เพื่อนำเงินมาใช้ในกิจการของจำเลยที่ 1 แต่ติดขัดเกี่ยวกับเครดิตของโจทก์ จำเลยที่ 2 ควรสอบถามโจทก์ให้ชัดเจนก่อนว่าจะขอถอนหุ้นหรือไม่ การที่จำเลยที่ 2 ไม่สอบถาม และการที่จำเลยที่ 2 ส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นยื่นต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร โดยไม่มีชื่อโจทก์เป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นความเท็จย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อย่างไรก็ดี หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 2 แจ้งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครว่าโจทก์ยังเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 2,500,000 บาท ถือเป็นการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยโจทก์ยื่นคำร้องฉบับลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 ว่า ไม่ติดใจว่ากล่าวเอาความกับจำเลยที่ 2 และขอให้ศาลรอการลงโทษ เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน และนับถึงวันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำเลยที่ 2 มีอายุมากถึง 69 ปี ทั้งยังมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว จึงมีเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 2 ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น ปัญหาข้ออื่นตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป อนึ่ง ตามพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคมและมูลนิธิ พ.ศ. 2499 มาตรา 42 กำหนดคุณสมบัติเฉพาะตัวของผู้กระทำความผิดไว้ว่า ต้องเป็นผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด... จึงจะลงโทษฐานเป็นตัวการกระทำผิดได้ แต่คดีนี้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทจำกัดมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน การที่จำเลยที่ 2 เปลี่ยนให้ตนเองเป็นผู้ถือหุ้นของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำความผิดต่อโจทก์ผู้ถือหุ้นที่แท้จริง และจำเลยที่ 1 บริษัทซึ่งมีหุ้นเป็นทุนจดทะเบียนจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่ผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน และการกระทำของจำเลยที่ 2 ไม่ได้ทำในขอบวัตถุประสงค์หรือทำเพื่อประโยชน์อย่างใดของจำเลยที่ 1 ทั้งยังทำให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 ขาดลักษณะหรือคุณสมบัติเฉพาะตัวอันเป็นองค์ประกอบความผิด จึงไม่อาจเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 มาด้วยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และเห็นสมควรยกฟ้องโจทก์เฉพาะแต่จำเลยที่ 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี ปรับกระทงละ 100,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 6 เดือน ปรับกระทงละ 50,000 บาท รวม 2 กระทง เป็นจำคุก 12 เดือน และปรับ 100,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ยกฟ้องจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ |



