ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิแบ่งสินสมรสตามสัญญาประนีประนอมยอมความ กับข้อจำกัดการบังคับคดีและขั้นตอนตามกฎหมายแพ่งที่ต้องปฏิบัติก่อน

1.โลโก้สำนักงานพีสิริ ทนายความ และชื่อทนายลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ให้บริการปรึกษากฎหมายและคดีความ 2.หัวบทความคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6063/2567 การแบ่งสินสมรสตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และขั้นตอนบังคับคดีตามมาตรา 1364 3.ย่อหน้าบทนำคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6063/2567 อธิบายสิทธิแบ่งสินสมรสตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 และการดำเนินการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการแบ่งสินสมรสตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ซึ่งคู่สมรสตกลงกันว่าหากพบทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ระบุไว้ จำเลยสามารถบังคับคดีเอาส่วนแบ่งได้ทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าเป็นสินสมรสหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การบังคับคดีต้องเป็นไปตามขั้นตอนการแบ่งทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ก่อน จึงจะสามารถออกคำบังคับและดำเนินการบังคับคดีได้

สรุปข้อเท็จจริง

•โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความเมื่อ 28 กันยายน 2563 ตกลงหย่าขาดและแบ่งสินสมรส

•ข้อ 2: โจทก์ยอมแบ่งเงินฝากธนาคาร 900,000 บาท ให้จำเลย 400,000 บาท

•ข้อ 3: หากพบทรัพย์สินอื่นที่ได้มาตั้งแต่สมรสจนถึงวันที่ทำสัญญา จำเลยมีสิทธิบังคับคดีได้ทันที โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าเป็นสินสมรสหรือไม่

•ต่อมา จำเลยพบทรัพย์สินอื่นหลายรายการและยื่นขอบังคับคดี

•ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดี แต่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเพิกถอน

•จำเลยฎีกา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ศาลฎีกาใช้บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 และมาตรา 1364 เป็นหลักในการอธิบายและวินิจฉัย โดยเน้นไปที่การตีความสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 เกี่ยวกับสิทธิการแบ่งสินสมรสและขั้นตอนการบังคับคดีที่ถูกต้องก่อนออกหมายบังคับคดี

คำสำคัญที่สุดที่เป็นแก่นของคดีนี้มี 5 ประเด็นดังนี้

1. สินสมรส 

หมายถึงทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ซึ่งถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของคู่สมรสตามมาตรา 1363 หากยังไม่ได้แบ่งอย่างชัดเจน คู่สมรสทั้งสองยังคงมีสิทธิร่วมกันในทรัพย์สินนั้น

2. กรรมสิทธิ์รวม 

ตามมาตรา 1363 ทรัพย์สินที่ยังไม่ได้แบ่งระหว่างคู่สมรสถือเป็นกรรมสิทธิ์รวม จำเป็นต้องดำเนินการแบ่งตามขั้นตอนกฎหมายก่อนการบังคับคดี

3. การแบ่งทรัพย์สินตามมาตรา 1364 

กำหนดให้การแบ่งทรัพย์สินต้องทำโดยการตกลงแบ่งกัน หรือหากตกลงไม่ได้ ให้ศาลมีคำสั่งแบ่งหรือขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงิน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องทำก่อนการบังคับคดี

4. สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 

คู่สมรสตกลงกันว่า หากฝ่ายหนึ่งตรวจพบทรัพย์สินอื่นของอีกฝ่ายที่ได้มาระหว่างสมรส ให้ถือเป็นสินสมรสและสามารถแบ่งได้ทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์ แต่ศาลวินิจฉัยว่าการใช้สิทธินี้ต้องดำเนินการตามขั้นตอนการแบ่งทรัพย์สินก่อน

5. การบังคับคดีผ่านศาล 

ศาลฎีกาชี้ว่า แม้สัญญาจะให้สิทธิบังคับคดีได้ทันที แต่ในทางปฏิบัติ การแบ่งสินสมรสต้องผ่านกระบวนการศาลตามมาตรา 1364 ก่อน เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจดำเนินการโดยตรงหากยังไม่ได้มีการแบ่งทรัพย์สินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

1.สิทธิของจำเลย

oเมื่อพบว่ามีทรัพย์สินอื่น จำเลยมีสิทธิแบ่งครึ่งทันทีตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าเป็นสินสมรสหรือไม่

2.ขั้นตอนการบังคับคดี

oการแบ่งสินสมรสต้องดำเนินการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 ก่อน ซึ่งกำหนดให้แบ่งโดยตรงหรือขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงิน

oหากคู่ความตกลงกันไม่ได้ ศาลสามารถสั่งแบ่งทรัพย์สินหรือขายทอดตลาดได้

oการบังคับคดีผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีทำได้เฉพาะกรณีที่ศาลมีคำสั่งแบ่งแล้ว และคู่ความไม่ปฏิบัติตาม

3.ผลของคดี

oศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เพิกถอนหมายบังคับคดีเดิม

oจำเลยยังสามารถใช้สิทธิตามมาตรา 1364 เพื่อขอแบ่งสินสมรสก่อนบังคับคดี

วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

•ประเด็นหลัก คือการตีความสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 และขั้นตอนการบังคับคดี

•แม้สัญญาจะกำหนดให้จำเลยสามารถบังคับคดีได้ทันที แต่กฎหมายกำหนดขั้นตอนบังคับคดีในกรณีสินสมรสให้ต้องดำเนินการตามมาตรา 1364 ก่อน

•การตีความของศาลฎีกายึดหลักการที่ว่าการบังคับคดีต้องเป็นไปตามกฎหมาย แม้ในสัญญาจะระบุสิทธิไว้ก็ตาม

ข้อคิดทางกฎหมาย

•สัญญาประนีประนอมยอมความแม้จะเป็นที่ยุติของข้อพิพาท แต่หากมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับการบังคับคดี ต้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

•คดีนี้ตอกย้ำว่าการแบ่งสินสมรสต้องผ่านกระบวนการตามมาตรา 1364 ก่อนบังคับคดี

IRAC

Issue (ปัญหา)

การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเพิกถอนหมายบังคับคดีเดิม เนื่องจากยังไม่ดำเนินการแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1364 ก่อนบังคับคดี ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ)

•ป.พ.พ. มาตรา 1363: สินสมรสถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของคู่สมรส

•ป.พ.พ. มาตรา 1364: กำหนดวิธีการแบ่งทรัพย์สินรวม (แบ่งตรง, ขายทอดตลาด, ประมูล)

•ป.วิ.พ. มาตรา 276, 278: อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดี

Application (การปรับใช้)

•สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ให้อำนาจจำเลยบังคับคดีได้ทันทีหากพบทรัพย์สินอื่น แต่สินสมรสต้องแบ่งตามมาตรา 1364 ก่อน

•ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีโดยยังไม่ผ่านขั้นตอนแบ่งสินสมรส จึงขัดต่อกระบวนการ

•ศาลอุทธรณ์เพิกถอนหมายบังคับคดีจึงเป็นไปตามกฎหมาย

Conclusion (ข้อสรุป)

ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เพิกถอนหมายบังคับคดี จำเลยต้องดำเนินการแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1364 ก่อนบังคับคดีได้

สรุปภาษาอังกฤษแบบย่อ

The Supreme Court Decision No. 6063/2567 concerns the enforcement of a settlement agreement clause allowing the defendant to claim additional marital assets discovered after the divorce. The Court held that although the defendant is entitled to half of such assets without proving they are marital property, enforcement must follow the procedure in Section 1364 of the Civil and Commercial Code before execution can proceed. The judgment affirms the appellate court’s order to revoke the previous writ of execution.

สรุปย่อฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ให้จำเลยมีสิทธิแบ่งครึ่งทรัพย์สินอื่นที่พบภายหลัง โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าเป็นสินสมรสหรือไม่ แต่การบังคับคดีต้องดำเนินตามขั้นตอนการแบ่งสินสมรสใน ป.พ.พ. มาตรา 1364 ก่อน เนื่องจากสินสมรสถือเป็นกรรมสิทธิ์รวม การออกหมายบังคับคดีทำได้เมื่อมีคำสั่งศาลให้แบ่งแล้ว และคู่ความไม่ปฏิบัติตาม ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีเดิม และจำเลยยังต้องดำเนินการตามมาตรา 1364 ก่อนจึงจะบังคับคดีได้

      ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

          เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6063/2567

ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 มีข้อความว่า "หากจำเลยสามารถตรวจสอบพบว่าโจทก์ยังมีทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในข้อ 2 ตั้งแต่สมรสจนถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 โจทก์ยอมให้จำเลยบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นที่ตรวจพบดังกล่าวได้ทันที โดยที่คู่ความทั้งสองฝ่ายจะไม่โต้แย้งหรือพิสูจน์กันอีกว่าเป็นสินสมรสหรือไม่" เมื่อภายหลังจำเลยตรวจพบว่าโจทก์มีทรัพย์สินอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 หลายรายการ จำเลยย่อมใช้สิทธิขอแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้กึ่งหนึ่งทันที โดยไม่ต้องพิสูจน์อีกว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือไม่ แต่การใช้สิทธิขอแบ่งทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสนั้น จำต้องพิจารณาว่าเป็นการบังคับคดีที่จะต้องดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีและการบังคับคดีที่ดำเนินการทางศาล โดยศาลชั้นต้นจะออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเฉพาะกรณีที่การบังคับคดีต้องดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้น เมื่อหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีนี้เป็นการแบ่งสินสมรสที่ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน หากได้ความว่ายังคงมีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์และจำเลยตกลงรับกันแล้วว่าเป็นสินสมรสอยู่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 และสินสมรสนั้นยังไม่ได้แบ่ง สินสมรสดังกล่าวถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่ายตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363 ซึ่งกฎหมายได้กำหนดขั้นตอนการแบ่งทรัพย์สินกันไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 การแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา 1364 ก่อน ซึ่งตามมาตรา 1364 นี้ ศาลชั้นต้นสามารถมีคำสั่งให้เอาทรัพย์สินอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ออกแบ่งได้ ถ้าโจทก์กับจำเลยไม่ตกลงกันว่าจะแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวอย่างไร โดยจำเลยไม่ต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ในชั้นนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยตกลงแบ่งทรัพย์สินกันได้หรือไม่ อย่างไร กรณีจึงยังไม่มีขั้นตอนการบังคับคดีที่ต้องดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดี หากเมื่อศาลมีคำสั่งให้แบ่งทรัพย์สินกรณีที่โจทก์กับจำเลยไม่ตกลงแบ่งทรัพย์สินกัน จำเลยย่อมมีสิทธิขอออกคำบังคับและดำเนินการเพื่อให้มีการบังคับคดีต่อไปได้ หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ไม่ว่าจะเป็นในฐานที่เป็นหนี้เงินหรือนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งปันกันคนละครึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นนั้น ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ฎีกาย่อ

คดีนี้เกิดจากคู่สมรสที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังตกลงหย่าขาดจากกัน โดยกำหนดว่า หากตรวจพบทรัพย์สินอื่นที่ได้มาในระหว่างสมรส ให้ถือเป็นสินสมรสและฝ่ายหนึ่งสามารถบังคับคดีได้ทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์ ต่อมาฝ่ายจำเลยตรวจพบทรัพย์สินเพิ่มเติมหลายรายการ เช่น ที่ดิน เงินฝาก และหุ้น จึงยื่นคำร้องขอออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดและอายัดทรัพย์สินดังกล่าว

อย่างไรก็ดี เจ้าพนักงานบังคับคดีเห็นว่าเป็นกรณีสิทธิในทรัพย์สินร่วม มิใช่หนี้เงิน จึงไม่มีอำนาจบังคับคดี ศาลชั้นต้นยกคำร้อง และศาลอุทธรณ์เพิกถอนหมายบังคับคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สัญญาจะระบุให้บังคับคดีได้ทันที แต่ทรัพย์สินที่ยังไม่ได้แบ่งยังคงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของคู่สมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1363 การใช้สิทธิต้องดำเนินการแบ่งทรัพย์สินตามมาตรา 1364 ก่อน เมื่อยังไม่มีการแบ่ง จึงยังไม่ถึงขั้นตอนบังคับคดี การเพิกถอนหมายบังคับคดีจึงชอบด้วยกฎหมาย

ฎีกาฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์กับจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2563 ว่า "ข้อ 1 โจทก์และจำเลยตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยจะไปจดทะเบียนหย่ากันภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ หากพ้นกำหนดแล้วไม่ปฏิบัติตามให้ฝ่ายโจทก์หรือจำเลย ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิถือเอาคำพิพากษาของศาลไปจดทะเบียนหย่าแทนการแสดงเจตนาของอีกฝ่ายหนึ่งได้ทันที ข้อ 2 โจทก์ตกลงแบ่งสินสมรสที่มีอยู่ในชื่อโจทก์ทั้งหมด ณ วันที่ 28 กันยายน 2563 ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง โดยโจทก์ยืนยันว่า ณ ปัจจุบันนี้ โจทก์มีทรัพย์สินเพียงเงินฝากธนาคาร ท. เป็นจำนวนเงิน 900,000 บาท และโจทก์ตกลงแบ่งเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยจำนวน 400,000 บาท ภายใน 90 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ หากโจทก์ไม่ชำระภายในกำหนด โจทก์ยินยอมให้จำเลยบังคับคดีเท่ากับเงิน 400,000 บาท ได้ทันที ข้อ 3 หากจำเลยสามารถตรวจสอบพบว่าโจทก์ยังมีทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในข้อ 2 ตั้งแต่สมรสจนถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 โจทก์ยอมให้จำเลยบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นที่ตรวจพบดังกล่าวได้ทันที โดยที่คู่ความทั้งสองฝ่ายจะไม่โต้แย้งหรือพิสูจน์กันอีกว่าเป็นสินสมรสหรือไม่... ข้อ 6 โจทก์และจำเลยตกลงตามข้อ 1 ถึงข้อ 6 โดยที่ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกันอีก" ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาจำเลยยื่นคำขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี เนื่องจากตรวจพบว่าโจทก์มีทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 อีกหลายรายการ เช่น ที่ดิน เงินค่าขายฝากที่ดิน เงินฝากธนาคาร และหุ้นในบริษัท ซึ่งจำเลยมีสิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ที่จะบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นที่ตรวจพบดังกล่าวได้ทันที โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว เห็นว่า เพื่อความชัดเจนควรตีความเจตนารมณ์ของสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 อีกครั้ง เพื่อให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาตามยอมได้อย่างถูกต้อง ตามข้อตกลงข้อ 3 หากยังพบว่า ณ วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โจทก์ยังมีทรัพย์สินอื่นใดนอกจากที่โจทก์แจ้งไว้ในข้อตกลงข้อ 2 ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาตั้งแต่สมรสจนถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 โจทก์ยินยอมให้ถือเป็นสินสมรสและแบ่งให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง ให้จำเลยบังคับคดีได้ทันที จึงออกหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2564 ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี

ต่อมาวันที่ 10 มีนาคม 2565 จำเลยยื่นคำร้องว่า จำเลยขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดและอายัดทรัพย์สินของโจทก์หลายรายการตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งว่า "ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่แก้ไขใหม่และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2560 มาตรา 276 แบ่งอำนาจการบังคับคดีโดยทางเจ้าพนักงานบังคับคดีและทางศาล ซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจบังคับคดีตามมาตรา 278 เฉพาะหนี้เงิน ขับไล่ รื้อถอนฯ ซึ่งจำเลยแถลงรับว่าตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 จำเลยได้รับชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว เหลือเพียงข้อ 3 เจ้าพนักงานบังคับคดี เห็นว่า เป็นเรื่องที่จำเลยต้องติดตามเอาทรัพย์สินของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีอำนาจบังคับคดีได้" จำเลยขอคัดค้านคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีดังกล่าว และขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทำการยึดและอายัดเงินของโจทก์เพื่อนำมาชำระหนี้ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งตามหมายบังคับคดี

โจทก์ไม่ได้ยื่นคำคัดค้าน

เจ้าพนักงานบังคับคดีแถลงต่อศาลว่า จำเลยรับว่าได้รับเงินตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 2 จำนวน 400,000 บาท ครบถ้วนแล้ว คงเหลือเพียงมูลหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องที่จำเลยต้องใช้สิทธิติดตามเอาทรัพย์คืนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีอำนาจบังคับคดีตามคำร้องของจำเลย ประกอบกับหากมีการอายัดเงินตามคำร้องของจำเลยแล้ว อาจจะเกิดปัญหาในการแบ่งเงินที่อายัด เนื่องจากมูลหนี้ที่ปรากฏตามคำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ชัดแจ้ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง โดยไม่ตัดสิทธิจำเลยที่จะร้องขอให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของโจทก์ที่ได้มาระหว่างวันที่ 17 เมษายน 2557 ถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 และทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่ในวันที่ร้องขอให้ยึดหรืออายัดบังคับคดี ตามเงื่อนไขในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 แต่จำเลยไม่มีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีเอากับทรัพย์สินอื่นของโจทก์เพื่อชำระหนี้ตามมูลค่าทรัพย์สินที่โจทก์เคยมีอยู่หรือเคยได้มาระหว่างวันที่ 17 เมษายน 2557 ถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2564 และยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่เกี่ยวกับการกำหนดวิธีการและการดำเนินการบังคับคดีอื่น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนหมายบังคับคดีฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2564 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 28 กันยายน 2563 ซึ่งมีข้อความว่า "ข้อ 3 หากจำเลยสามารถตรวจสอบพบว่าโจทก์ยังมีทรัพย์สินอื่นนอกจากที่ระบุไว้ในข้อ 2 ตั้งแต่สมรสจนถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 โจทก์ยอมให้จำเลยบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินอื่นที่ตรวจพบดังกล่าวได้ทันที โดยที่คู่ความทั้งสองฝ่ายจะไม่โต้แย้งหรือพิสูจน์กันอีกว่าเป็นสินสมรสหรือไม่" โดยข้อ 3 อยู่ต่อจากข้อ 2 ที่มีข้อความว่า โจทก์ตกลงแบ่งสินสมรสที่มีอยู่ในชื่อโจทก์ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง และการแบ่งสินสมรสเป็นประเด็นตามคำคู่ความของโจทก์และจำเลย แสดงให้เห็นถึงเจตนาของโจทก์และจำเลยว่าตกลงแบ่งทรัพย์สินอื่นที่ได้มาในระหว่างสมรสให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งในฐานะที่เป็นสินสมรส ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2564 ที่ศาลเห็นว่า ข้อ 3 หมายความว่า หากยังพบว่าโจทก์ยังมีทรัพย์สินอื่นใดนอกจากที่โจทก์แจ้งไว้ในข้อตกลงข้อ 2 ซึ่งเป็นทรัพย์สินที่ได้มาตั้งแต่สมรสจนถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 โจทก์ยินยอมให้ถือเป็นสินสมรสและแบ่งให้กับจำเลยกึ่งหนึ่ง ให้จำเลยบังคับคดีได้ทันที เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังกล่าว จึงไม่จำต้องตีความสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 อีกครั้งว่า โจทก์ตกลงยอมให้ทรัพย์สินอื่นที่ตรวจพบนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยเพียงคนเดียวหรือเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง การที่ศาลชั้นต้นตีความสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ตามรายงานกระบวนพิจารณาฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2564 ว่า โจทก์ยินยอมแบ่งทรัพย์สินอื่นที่ได้มาตั้งแต่สมรสจนถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งนั้น ก็มิได้เป็นการเพิ่มความรับผิดให้แก่โจทก์แต่อย่างใด เพราะไม่ได้ตีความให้โจทก์ยกทรัพย์สินอื่นทั้งหมดให้แก่จำเลย และยังถือไม่ได้ว่าเป็นการแก้ไขคำพิพากษาตามยอมโดยไม่มีเหตุตามกฎหมาย ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมา เมื่อภายหลังจำเลยตรวจพบว่าโจทก์มีทรัพย์สินอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 หลายรายการ จำเลยย่อมใช้สิทธิขอแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวได้กึ่งหนึ่งทันทีโดยไม่ต้องพิสูจน์อีกว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือไม่ แต่การใช้สิทธิขอแบ่งทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสนั้น จำต้องพิจารณาว่าเป็นการบังคับคดีที่จะต้องดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีและการบังคับคดีที่ดำเนินการทางศาล โดยศาลชั้นต้นจะออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเฉพาะกรณีที่การบังคับคดีต้องดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้น เมื่อหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีนี้เป็นการแบ่งสินสมรสที่ชายและหญิงได้ส่วนเท่ากัน หากได้ความว่ายังคงมีทรัพย์สินอื่นที่โจทก์และจำเลยตกลงรับกันแล้วว่าเป็นสินสมรสอยู่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 และสินสมรสนั้นยังไม่ได้แบ่ง สินสมรสดังกล่าวถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่ายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 ซึ่งกฎหมายได้กำหนดขั้นตอนการแบ่งทรัพย์สินกันไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ว่า การแบ่งทรัพย์สินพึงกระทำโดยแบ่งทรัพย์สินนั้นเองระหว่างเจ้าของรวมหรือโดยขายทรัพย์สินแล้วเอาเงินที่ขายได้แบ่งกัน ถ้าเจ้าของรวมไม่ตกลงกันว่าจะแบ่งทรัพย์สินอย่างไรไซร้ เมื่อเจ้าของรวมคนหนึ่งคนใดขอ ศาลอาจสั่งให้เอาทรัพย์สินนั้นออกแบ่ง ถ้าส่วนที่แบ่งให้ไม่เท่ากันไซร้ จะสั่งให้ทดแทนกันเป็นเงินก็ได้ ถ้าการแบ่งเช่นว่านี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนักก็ดี ศาลจะสั่งให้ขายโดยประมูลราคากันระหว่างเจ้าของรวมหรือขายทอดตลาดก็ได้ การแบ่งทรัพย์สินระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในมาตรา 1364 ก่อน ซึ่งตามมาตรา 1364 นี้ ศาลชั้นต้นสามารถมีคำสั่งให้เอาทรัพย์สินอื่นตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 ออกแบ่งได้ ถ้าโจทก์กับจำเลยไม่ตกลงกันว่าจะแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวอย่างไร โดยจำเลยไม่ต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ ในชั้นนี้ไม่ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยตกลงแบ่งทรัพย์สินกันได้หรือไม่ อย่างไร กรณีจึงยังไม่มีขั้นตอนการบังคับคดีที่ต้องดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดี หากเมื่อศาลมีคำสั่งให้แบ่งทรัพย์สินกรณีที่โจทก์กับจำเลยไม่ตกลงแบ่งทรัพย์สินกัน จำเลยย่อมมีสิทธิขอออกคำบังคับและดำเนินการเพื่อให้มีการบังคับคดีต่อไปได้ หากโจทก์ไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ ไม่ว่าจะเป็นในฐานที่เป็นหนี้เงินหรือนำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งปันกันคนละครึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 7 ตุลาคม 2564 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

เมื่อคู่สมรสทำสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดไว้ในข้อ 3 ว่า หากฝ่ายชายตรวจพบว่าฝ่ายหญิงมีทรัพย์สินอื่นที่ได้มาในระหว่างสมรสจนถึงวันที่ 28 กันยายน 2563 ให้ฝ่ายชายมีสิทธิบังคับคดีเอาทรัพย์สินนั้นได้ทันทีโดยไม่ต้องโต้แย้งหรือพิสูจน์ว่าเป็นสินสมรสหรือไม่ ต่อมาฝ่ายชายตรวจพบว่าฝ่ายหญิงมีทรัพย์สินอื่นหลายรายการและขอออกหมายบังคับคดีได้หรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อความในสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 3 สะท้อนเจตนาของคู่สมรสว่า ทรัพย์สินอื่นที่ได้มาในระหว่างสมรสให้ถือเป็นสินสมรสและแบ่งกันคนละครึ่ง แต่การบังคับคดีต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เมื่อทรัพย์สินดังกล่าวยังไม่ได้แบ่งและถือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของคู่สมรสทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1363 การแบ่งต้องดำเนินการตามมาตรา 1364 ก่อน เมื่อยังไม่มีขั้นตอนแบ่งทรัพย์สินดังกล่าว ฝ่ายชายจึงยังไม่มีสิทธิออกหมายบังคับคดีได้ทันทีตามที่สัญญาระบุ

ข้อ 2

กรณีที่คู่สมรสทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอม เมื่อฝ่ายหนึ่งตรวจพบทรัพย์สินของอีกฝ่ายเพิ่มเติมภายหลังจากคดีถึงที่สุดแล้ว การแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวต้องดำเนินการอย่างไร และต้องฟ้องเป็นคดีใหม่หรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีจะถึงที่สุดแล้ว แต่หากภายหลังตรวจพบว่ามีทรัพย์สินอื่นที่ยังไม่ได้แบ่ง และคู่สมรสได้ตกลงไว้ในสัญญาว่าจะถือเป็นสินสมรส การแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวไม่ต้องฟ้องคดีใหม่ เพราะสามารถดำเนินการภายใต้คดีเดิมได้ โดยศาลชั้นต้นมีอำนาจออกคำสั่งให้แบ่งทรัพย์สินนั้นได้ตามมาตรา 1364 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติให้ศาลมีอำนาจสั่งแบ่งทรัพย์สินของเจ้าของรวมหากไม่สามารถตกลงกันได้

ข้อ 3

ในกรณีที่คู่สมรสตกลงกันว่า หากพบทรัพย์สินอื่นในระหว่างสมรสให้ถือเป็นสินสมรสและแบ่งได้ทันที ข้อตกลงดังกล่าวจะถือว่าเป็นการเพิ่มความรับผิดให้แก่ฝ่ายหนึ่งโดยไม่มีกฎหมายรองรับหรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นตีความข้อ 3 ของสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์ยินยอมแบ่งทรัพย์สินอื่นที่ได้มาในระหว่างสมรสให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งนั้น ไม่เป็นการเพิ่มความรับผิดให้แก่โจทก์ เนื่องจากไม่ใช่การบังคับให้ยกทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่จำเลย แต่เป็นการยืนยันสิทธิแบ่งสินสมรสเท่ากันตามกฎหมาย จึงไม่ถือเป็นการแก้ไขคำพิพากษาตามยอมโดยไม่มีเหตุอันสมควร และไม่เป็นการขยายขอบเขตความรับผิดเกินกว่าที่คู่สมรสได้ตกลงกันไว้

ข้อ 4

ขั้นตอนใดจึงถือว่าเป็น “การบังคับคดี” ที่ต้องดำเนินการผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดี และในคดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินของฝ่ายหญิงตามคำร้องของฝ่ายชายหรือไม่

ธงคำตอบ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 276 กำหนดให้มีการแบ่งอำนาจบังคับคดีเป็นสองประเภท คือ การบังคับคดีโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีสำหรับหนี้เงิน ขับไล่ หรือรื้อถอน และการบังคับคดีโดยศาลสำหรับกรณีอื่น ๆ ในคดีนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่มีอำนาจยึดหรืออายัดทรัพย์สินของฝ่ายหญิงตามคำร้องของฝ่ายชาย เนื่องจากยังไม่ถึงขั้นตอนบังคับคดีและยังไม่มีคำสั่งศาลให้แบ่งทรัพย์สิน การดำเนินการของจำเลยจึงเป็นเพียงการติดตามสิทธิในทรัพย์สินร่วมตามมาตรา 1336 ซึ่งต้องกระทำผ่านศาล ไม่ใช่ผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีโดยตรง

ข้อ 5

เมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นในกรณีนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลดังกล่าวด้วยเหตุผลใด

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะยังไม่มีการดำเนินการแบ่งทรัพย์สินตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดในมาตรา 1364 เมื่อยังไม่เกิดกระบวนการแบ่งสินสมรส จึงยังไม่อาจถือว่าฝ่ายชายมีสิทธิบังคับคดีเอาทรัพย์สินอื่นของฝ่ายหญิงได้ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิกถอนหมายบังคับคดีจึงเป็นการรักษาความถูกต้องของกระบวนการยุติธรรมตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์




สินสมรส

“หย่าโดยคำพิพากษาแล้วทรัพย์สินได้มาหลังวันฟ้องหย่าเป็นสินสมรสหรือไม่ ภาระการพิสูจน์เมื่ออ้างถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่น และผลของข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ดินและกฎหมายครอบครัว”
แยกสินสมรสจากกิจการบริษัทที่เป็นนิติบุคคลและเงื่อนไขตามกฎหมาย
บ้านมรดกเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส สิทธิร้องขัดทรัพย์ของคู่สมรส(ฎีกา 2467/2549)
เงินประกันชีวิตเป็นสินสมรสหรือมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 4239/2558)
สินสมรส & ดอกผล มาตรา 148, คุ้มครองชั่วคราว,(ฎีกา 10361/2557)
(ฎีกาที่ 1319/2568)การแบ่งสินสมรส บ้านและที่ดินหลังหย่า
สามีมีชู้เสียชีวิตระหว่างฎีกา สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทนยังคงอยู่หรือไม่(ฎีกา4977/2565)
ฎีกาที่ 4837/2567: สิทธิเรียกคืนสินสมรสและทรัพย์มรดกจากการโอนโดยมิชอบ พร้อมข้อวินิจฉัยเรื่องอาวุธปืนเป็นสินสมรส
คดีที่ดินมรดกและผลผูกพันของคำพิพากษาในคดีเดิม ผู้สืบสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนและจำนองที่ดินได้หรือไม่ เมื่อประเด็นสิทธิได้ยุติไปแล้ว
เงินประกันชีวิตระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ต้องคืนส่วนครึ่งหนึ่งให้อดีตคู่สมรส
การตีความหนังสือแบ่งทรัพย์สินตามเจตนาที่แท้จริง ป.พ.พ. มาตรา 171
บันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเรื่องแบ่งสินสมรส, การแบ่งสินสมรสในการหย่า, ส่วนควบ
ข้อตกลงตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่าให้คู่หย่าฝ่ายชายจัดการสินสมรสและภาระหนี้สิน
ภริยายินยอมให้ใส่ชื่อสามีฝ่ายเดียวในที่ดินสินสมรสเป็นการให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้า
สามีโจทก์ได้สมยอมแกล้งเป็นหนี้พี่สาวแล้วทำสัญญายอมความยึดสินสมรส
เงินสินส่วนตัวซื้อที่ดินและปลูกบ้านระหว่างสมรส ทรัพย์เป็นของใคร
ทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ประกอบอาชีพเพียงอย่างเดียวเป็นสินสมรส
ข้อตกลงเรื่องการหย่าและข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน(สินสมรส)
ฟ้องแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างสินสมรสระหว่างคนไทยและคนต่างด้าว
ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสมีชื่อภรรยาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คนเดียว
ขณะทำพินัยกรรมจดทะเบียนหย่ากันแล้วพินัยกรรมไม่เป็นโมฆะ