ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




บ้านมรดกเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส สิทธิร้องขัดทรัพย์ของคู่สมรส(ฎีกา 2467/2549)

คำพิพากษาศาลฎีกา 2467/2549, บ้านที่ได้มาโดยการรับมรดกเป็นสินส่วนตัว, สิทธิร้องขัดทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, สินส่วนตัวตามมาตรา 1471 (3), สิทธิของเจ้าของรวมตามมาตรา 1359, การคุ้มครองทรัพย์มรดกจากการบังคับคดี, กรณีเจ้าหนี้ยึดทรัพย์คู่สมรส, ความแตกต่างระหว่างสินสมรสและสินส่วนตัว, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องทรัพย์มรดก, การพิสูจน์ทรัพย์สินที่ได้มาโดยมรดก, การร้องขัดทรัพย์ในคดีบังคับคดี, บทวิเคราะห์กฎหมายครอบครัวและทรัพย์สิน, การยึดทรัพย์

       ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ การบังคับคดีและการยึดบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง โดยมีข้อพิพาทว่าบ้านดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือเป็นสินส่วนตัวที่ได้มาโดยการรับมรดก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าทรัพย์ที่ผู้ร้องได้มาโดยมรดก แม้จะยังไม่ได้แบ่งปันกับทายาทอื่น ย่อมเป็นสินส่วนตัวตามกฎหมาย และผู้ร้องในฐานะเจ้าของรวมมีสิทธิร้องขัดทรัพย์เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินจากการบังคับคดีของเจ้าหนี้คู่สมรสอีกฝ่าย

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้มีที่มาจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระหนี้เงินแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ เจ้าหนี้จึงขอให้บังคับคดีโดยยึดที่ดินและบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินนั้นออกขายทอดตลาด โดยที่ดินและบ้านมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์

ผู้ร้องซึ่งเป็นคู่สมรสของจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยทรัพย์ โดยอ้างว่าบ้านและที่ดินเป็นสินส่วนตัวของตน ไม่ใช่สินสมรส และได้มาโดยการรับมรดกจากบุพการี โจทก์คัดค้านโดยอ้างว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินสมรส และการหย่าเกิดขึ้นภายหลังการยึดทรัพย์แล้ว

คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าทรัพย์ที่ถูกยึดเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง จึงสั่งปล่อยทรัพย์

แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กลับวินิจฉัยแก้ โดยเห็นว่าบ้านยังไม่ตกเป็นของผู้ร้องโดยเด็ดขาด จึงไม่มีอำนาจร้องขัดทรัพย์ในส่วนของบ้าน

ประเด็นปัญหาที่ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยสองประเด็นสำคัญ ได้แก่

(1) ผู้ร้องมีสิทธิยกเหตุว่าบ้านได้มาโดยมรดกในชั้นฎีกาหรือไม่

(2) บ้านที่ได้มาโดยการรับมรดกร่วมกับทายาทอื่น เป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส และผู้ร้องมีอำนาจร้องขัดทรัพย์หรือไม่

หลักกฎหมายเรื่องการยกข้ออ้างในชั้นฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องจะไม่ได้ระบุรายละเอียดเรื่องการได้มรดกไว้ชัดเจนตั้งแต่ต้น แต่ได้ยกประเด็นว่าบ้านเป็นสินส่วนตัวมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นแล้ว การอ้างที่มาของทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงเป็นเพียงการขยายเหตุ มิใช่ข้อใหม่ต้องห้าม

หลักกฎหมายเรื่องทรัพย์มรดกและสินส่วนตัว

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บ้านเป็นทรัพย์ที่ผู้ร้องได้มาโดยการรับมรดกร่วมกับทายาทอื่น แม้จะยังไม่ได้แบ่งปันกัน ก็ยังถือเป็นทรัพย์มรดก และสิทธิในทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) มิใช่สินสมรส

การอ้างว่าผู้ตายยกบ้านให้ผู้ร้องแต่ผู้เดียวไม่อาจรับฟังได้ หากไม่มีหลักฐานการให้เป็นหนังสือและจดทะเบียนตามกฎหมาย

สิทธิของเจ้าของรวมในการร้องขัดทรัพย์

เมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดก ย่อมมีสิทธิใช้สิทธิครอบคลุมถึงทรัพย์ทั้งหมดเพื่อเรียกร้องเอาทรัพย์คืนได้ตามมาตรา 1359 และมีอำนาจร้องขัดทรัพย์เพื่อป้องกันการยึดทรัพย์จากเจ้าหนี้ของคู่สมรสอีกฝ่าย

ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ และพิพากษาให้ปล่อยบ้านที่ถูกยึด

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า ทรัพย์ที่ได้มาโดยมรดกเป็นสินส่วนตัว แม้จะยังไม่ได้แบ่งกับทายาทอื่น และเจ้าของรวมสามารถใช้สิทธิร้องขัดทรัพย์เพื่อคุ้มครองทรัพย์จากการบังคับคดีได้ เจ้าหนี้ต้องตรวจสอบสถานะทรัพย์ให้ชัดเจนก่อนการยึด มิฉะนั้นอาจถูกปล่อยทรัพย์ในภายหลัง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า บ้านและที่ดินที่ถูกยึดเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง มิใช่สินสมรส จึงสั่งปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึด

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ โดยเห็นว่าผู้ร้องยังไม่มีสิทธิในบ้านโดยเด็ดขาด จึงไม่มีอำนาจร้องขัดทรัพย์ในส่วนของบ้าน

3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าบ้านเป็นทรัพย์มรดกอันเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง และผู้ร้องในฐานะเจ้าของรวมมีอำนาจร้องขัดทรัพย์ ให้ปล่อยบ้านที่ถูกยึด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2467/2549 

โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำยึดบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินของผู้ร้องออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นโดยอ้างว่าบ้านเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องแต่ผู้เดียว มิใช่สินสมรสของจำเลยกับผู้ร้อง แม้ตามคำร้องขอจะมิได้อ้างว่าเป็นบ้านที่ผู้ร้องได้มาโดยการรับมรดกร่วมกับพี่น้องตามที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่ก็เป็นการอ้างถึงที่มาเพื่อแสดงให้เห็นว่าบ้านดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องซึ่งโจทก์ไม่มีสิทธินำยึดนั่นเอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในฎีกาได้ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในประเด็นตามคำร้อง มิใช่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น

บ้านที่โจทก์นำยึดออกขายทอดตลาดซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินของผู้ร้องเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องได้มาโดยการรับมรดกร่วมกับทายาทอื่นของ ล. สิทธิของผู้ร้องในบ้านจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) มิใช่สินสมรสที่โจทก์จะมีสิทธินำยึดได้ และผู้ร้องในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งย่อมใช้สิทธิครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืนได้ตามมาตรา 1359 จึงมีอำนาจร้องขัดทรัพย์

คดีเริ่มจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่ 28 ตุลาคม 2539 จนชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 14,375 บาท และให้จำเลยรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมรวมค่าทนาย 2,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้บังคับคดีและให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 17014 ซึ่งมีชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของ พร้อมบ้านเลขที่ 41 บนที่ดินดังกล่าวเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอปล่อยทรัพย์ อ้างว่าที่ดินและบ้านมิใช่สินสมรส แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องที่ได้มาโดยญาติและบิดามารดายกให้ โจทก์ไม่มีสิทธิยึด อีกทั้งผู้ร้องกับจำเลยหย่าขาดแล้ว ขณะที่โจทก์โต้แย้งว่าทรัพย์เป็นสินสมรสที่ได้มาระหว่างสมรส และการหย่าเกิดขึ้นหลังจากโจทก์ยึดทรัพย์แล้ว ศาลชั้นต้นสั่งปล่อยที่ดินและบ้าน โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ให้ยกคำร้องของผู้ร้องเฉพาะส่วนบ้าน แต่คงคำสั่งปล่อยที่ดินไว้ ผู้ร้องฎีกาและได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะยึดบ้านผู้ร้องกับจำเลยยังไม่หย่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 17014 เป็นของผู้ร้องโดยพี่ชายจดทะเบียนยกให้ และประเด็นที่ดินยุติแล้ว เหลือพิพาทเฉพาะบ้านเลขที่ 41 ผู้ร้องอ้างว่าเป็นสินส่วนตัวเพราะเป็นทรัพย์มรดกของนางเล็กตกทอดแก่ผู้ร้องและพี่น้องรวม 6 คน ศาลฎีกาเห็นว่าผู้ร้องยกประเด็น “บ้านเป็นสินส่วนตัว” ไว้ตั้งแต่คำร้องต่อศาลชั้นต้นแล้ว แม้ไม่ระบุว่ามาจากมรดกก็เป็นเพียงการแสดงที่มาเพิ่มเติม จึงยกขึ้นในฎีกาได้ ไม่เป็นฎีกาต้องห้าม

ในเนื้อหา ศาลฎีกาฟังว่าเดิมบ้านเป็นของนางเล็กและใช้เป็นที่อยู่อาศัยจนถึงแก่ความตายปี 2540 สอดคล้องทะเบียนบ้าน และภายหลังนายอุเทนจึงยกที่ดินให้ผู้ร้องในปี 2541 จึงน่าเชื่อว่าบ้านเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาททุกคนและยังมิได้แบ่งกัน แม้มีพยานว่าเจ้ามรดกยกบ้านให้ผู้ร้องคนเดียวก็รับฟังไม่ได้ เพราะไม่ปรากฏการทำหนังสือและจดทะเบียนการให้ตามมาตรา 525 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหักล้าง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าบ้านเป็นทรัพย์ที่ผู้ร้องได้มาโดยรับมรดกร่วมกับทายาทอื่น สิทธิของผู้ร้องเป็นสินส่วนตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) โจทก์ไม่มีสิทธินำยึด และผู้ร้องในฐานะเจ้าของรวมมีสิทธิร้องขัดทรัพย์ได้ตามมาตรา 1359 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 1 และพิพากษาแก้ให้ปล่อยบ้านตามศาลชั้นต้น โดยค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

คำถามที่พบบ่อย

1. คดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2467/2549 มีประเด็นข้อพิพาทสำคัญเรื่องใด

คำถาม: คดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2467/2549 มีประเด็นข้อพิพาทสำคัญเรื่องใด

คำตอบ: ประเด็นสำคัญคือ เจ้าหนี้ของจำเลยขอบังคับคดีนำยึด “บ้านเลขที่ 41” ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 17014 ที่มีชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้ร้องร้องขัดทรัพย์โดยอ้างว่าบ้านเป็นสินส่วนตัวที่ได้มาโดยการรับมรดก ไม่ใช่สินสมรสและเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธินำยึดขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลย

2. เหตุใดศาลฎีกาจึงรับฟังว่าผู้ร้องยกข้ออ้างเรื่อง “ได้บ้านมาโดยมรดก” ในชั้นฎีกาได้

คำถาม: เหตุใดศาลฎีกาจึงรับฟังว่าผู้ร้องยกข้ออ้างเรื่อง “ได้บ้านมาโดยมรดก” ในชั้นฎีกาได้

คำตอบ: ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นโดยยกประเด็นไว้แล้วว่าบ้านเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ไม่ใช่สินสมรส การอ้างที่มาว่าได้มาโดยการรับมรดกในชั้นฎีกาเป็นการขยายรายละเอียดเพื่อยืนยันว่าเป็นสินส่วนตัว มิใช่การยกข้อใหม่ที่ไม่เคยว่ากันมาในศาลชั้นต้น จึงไม่เป็นฎีกาต้องห้าม

3. บ้านเลขที่ 41 ถูกศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส

คำถาม: บ้านเลขที่ 41 ถูกศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส

คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบ้านเลขที่ 41 เป็นทรัพย์มรดกของนางเล็กที่ตกทอดแก่บุตรหลายคนรวมทั้งผู้ร้อง ผู้ร้องจึงได้สิทธิในบ้านโดยการรับมรดกร่วมกับทายาทอื่น ทำให้สิทธิของผู้ร้องเป็น “สินส่วนตัว” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ไม่ใช่สินสมรสที่เจ้าหนี้ของจำเลยจะยึดได้

4. ทำไมศาลฎีกาจึงไม่รับฟังคำเบิกความว่าเจ้ามรดกยกบ้านให้ผู้ร้องแต่ผู้เดียว

คำถาม: ทำไมศาลฎีกาจึงไม่รับฟังคำเบิกความว่าเจ้ามรดกยกบ้านให้ผู้ร้องแต่ผู้เดียว

คำตอบ: ศาลฎีกาเห็นว่า แม้มีพยานเบิกความว่าเจ้ามรดกยกบ้านให้ผู้ร้องเพียงคนเดียว แต่ไม่ปรากฏว่ามีการให้โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าบ้านมิใช่ทรัพย์มรดก และยังถือว่าเป็นทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ทายาทร่วมกัน

5. บทบัญญัติกฎหมายใดที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยว่าเป็น “สินส่วนตัว”

คำถาม: บทบัญญัติกฎหมายใดที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยว่าเป็น “สินส่วนตัว”

คำตอบ: ศาลฎีกาอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ซึ่งกำหนดว่าทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาโดยมรดกเป็นสินส่วนตัว จึงวินิจฉัยว่าบ้านที่ผู้ร้องได้สิทธิจากการรับมรดกเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง

6. ผู้ร้องมีสิทธิร้องขัดทรัพย์ได้แม้บ้านยังเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งกันหรือไม่

คำถาม: ผู้ร้องมีสิทธิร้องขัดทรัพย์ได้แม้บ้านยังเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งกันหรือไม่

คำตอบ: มี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดก ย่อมมีสิทธิครอบคลุมถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อเรียกร้องเอาทรัพย์คืนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 จึงมีอำนาจร้องขัดทรัพย์เพื่อขอให้ปล่อยบ้านที่ถูกยึด

7. เพราะเหตุใดเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธินำยึดบ้านเลขที่ 41 ไปขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลย

คำถาม: เพราะเหตุใดเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธินำยึดบ้านเลขที่ 41 ไปขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลย

คำตอบ: เพราะบ้านเลขที่ 41 เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องจากการรับมรดก ไม่ใช่สินสมรสหรือทรัพย์ของจำเลย เจ้าหนี้ของจำเลยจึงไม่มีสิทธิบังคับคดีนำยึดทรัพย์ดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ของจำเลย

8. ศาลฎีกามีคำพิพากษาอย่างไรเกี่ยวกับบ้านเลขที่ 41

คำถาม: ศาลฎีกามีคำพิพากษาอย่างไรเกี่ยวกับบ้านเลขที่ 41

คำตอบ: ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ “ปล่อยบ้านเลขที่ 41” ที่โจทก์นำยึดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

9. คดีนี้ให้แนวทางสำคัญอะไรในการแยก “สินส่วนตัว” กับ “สินสมรส” ในการบังคับคดี

คำถาม: คดีนี้ให้แนวทางสำคัญอะไรในการแยก “สินส่วนตัว” กับ “สินสมรส” ในการบังคับคดี

คำตอบ: แนวทางสำคัญคือ หากทรัพย์เป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยมรดก ย่อมเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสผู้รับมรดก แม้อยู่ระหว่างสมรสและแม้ยังเป็นทรัพย์มรดกที่ทายาทถือร่วมกัน เจ้าหนี้ของคู่สมรสอีกฝ่ายไม่อาจยึดทรัพย์ดังกล่าวเป็นหลักประกันชำระหนี้ได้ และเจ้าของรวมสามารถร้องขัดทรัพย์เพื่อคุ้มครองทรัพย์ได้




สินสมรส

แยกสินสมรสจากกิจการบริษัทที่เป็นนิติบุคคลและเงื่อนไขตามกฎหมาย article
เงินประกันชีวิตเป็นสินสมรสหรือมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 4239/2558)
สินสมรส & ดอกผล มาตรา 148, คุ้มครองชั่วคราว,(ฎีกา 10361/2557)
(ฎีกาที่ 1319/2568)การแบ่งสินสมรส บ้านและที่ดินหลังหย่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2565 : ผลของการสิ้นสุดการสมรสด้วยความตายต่อคดีหย่าและสิทธิเรียกค่าทดแทน
ฎีกาที่ 4837/2567: สิทธิเรียกคืนสินสมรสและทรัพย์มรดกจากการโอนโดยมิชอบ พร้อมข้อวินิจฉัยเรื่องอาวุธปืนเป็นสินสมรส
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6063/2567 การแบ่งสินสมรสตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และขั้นตอนบังคับคดีตามมาตรา 1364
อำนาจผู้จัดการมรดก, อำนาจสามีขายสินสมรสโดยลำพัง
เงินประกันชีวิตระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ต้องคืนส่วนครึ่งหนึ่งให้อดีตคู่สมรส
การตีความหนังสือแบ่งทรัพย์สินตามเจตนาที่แท้จริง ป.พ.พ. มาตรา 171
สิทธิแบ่งสินสมรสกรณีถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่นหลังวันฟ้องหย่า
บันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเรื่องแบ่งสินสมรส, การแบ่งสินสมรสในการหย่า, ส่วนควบ
ข้อตกลงตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่าให้คู่หย่าฝ่ายชายจัดการสินสมรสและภาระหนี้สิน
ภริยายินยอมให้ใส่ชื่อสามีฝ่ายเดียวในที่ดินสินสมรสเป็นการให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้า
สามีโจทก์ได้สมยอมแกล้งเป็นหนี้พี่สาวแล้วทำสัญญายอมความยึดสินสมรส
ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรส
ทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ประกอบอาชีพเพียงอย่างเดียวเป็นสินสมรส
ข้อตกลงเรื่องการหย่าและข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน(สินสมรส)
ฟ้องแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างสินสมรสระหว่างคนไทยและคนต่างด้าว
ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสมีชื่อภรรยาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คนเดียว
ขณะทำพินัยกรรมจดทะเบียนหย่ากันแล้วพินัยกรรมไม่เป็นโมฆะ