
| บ้านมรดกเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส สิทธิร้องขัดทรัพย์ของคู่สมรส(ฎีกา 2467/2549)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ การบังคับคดีและการยึดบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง โดยมีข้อพิพาทว่าบ้านดังกล่าวเป็นสินสมรสหรือเป็นสินส่วนตัวที่ได้มาโดยการรับมรดก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าทรัพย์ที่ผู้ร้องได้มาโดยมรดก แม้จะยังไม่ได้แบ่งปันกับทายาทอื่น ย่อมเป็นสินส่วนตัวตามกฎหมาย และผู้ร้องในฐานะเจ้าของรวมมีสิทธิร้องขัดทรัพย์เพื่อคุ้มครองทรัพย์สินจากการบังคับคดีของเจ้าหนี้คู่สมรสอีกฝ่าย ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้มีที่มาจากคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้จำเลยชำระหนี้เงินแก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ เจ้าหนี้จึงขอให้บังคับคดีโดยยึดที่ดินและบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินนั้นออกขายทอดตลาด โดยที่ดินและบ้านมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้ร้องซึ่งเป็นคู่สมรสของจำเลยยื่นคำร้องขอปล่อยทรัพย์ โดยอ้างว่าบ้านและที่ดินเป็นสินส่วนตัวของตน ไม่ใช่สินสมรส และได้มาโดยการรับมรดกจากบุพการี โจทก์คัดค้านโดยอ้างว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินสมรส และการหย่าเกิดขึ้นภายหลังการยึดทรัพย์แล้ว คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าทรัพย์ที่ถูกยึดเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง จึงสั่งปล่อยทรัพย์ แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กลับวินิจฉัยแก้ โดยเห็นว่าบ้านยังไม่ตกเป็นของผู้ร้องโดยเด็ดขาด จึงไม่มีอำนาจร้องขัดทรัพย์ในส่วนของบ้าน ประเด็นปัญหาที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยสองประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) ผู้ร้องมีสิทธิยกเหตุว่าบ้านได้มาโดยมรดกในชั้นฎีกาหรือไม่ (2) บ้านที่ได้มาโดยการรับมรดกร่วมกับทายาทอื่น เป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส และผู้ร้องมีอำนาจร้องขัดทรัพย์หรือไม่ หลักกฎหมายเรื่องการยกข้ออ้างในชั้นฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องจะไม่ได้ระบุรายละเอียดเรื่องการได้มรดกไว้ชัดเจนตั้งแต่ต้น แต่ได้ยกประเด็นว่าบ้านเป็นสินส่วนตัวมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นแล้ว การอ้างที่มาของทรัพย์ในชั้นฎีกาจึงเป็นเพียงการขยายเหตุ มิใช่ข้อใหม่ต้องห้าม หลักกฎหมายเรื่องทรัพย์มรดกและสินส่วนตัว ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บ้านเป็นทรัพย์ที่ผู้ร้องได้มาโดยการรับมรดกร่วมกับทายาทอื่น แม้จะยังไม่ได้แบ่งปันกัน ก็ยังถือเป็นทรัพย์มรดก และสิทธิในทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) มิใช่สินสมรส การอ้างว่าผู้ตายยกบ้านให้ผู้ร้องแต่ผู้เดียวไม่อาจรับฟังได้ หากไม่มีหลักฐานการให้เป็นหนังสือและจดทะเบียนตามกฎหมาย สิทธิของเจ้าของรวมในการร้องขัดทรัพย์ เมื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดก ย่อมมีสิทธิใช้สิทธิครอบคลุมถึงทรัพย์ทั้งหมดเพื่อเรียกร้องเอาทรัพย์คืนได้ตามมาตรา 1359 และมีอำนาจร้องขัดทรัพย์เพื่อป้องกันการยึดทรัพย์จากเจ้าหนี้ของคู่สมรสอีกฝ่าย ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ และพิพากษาให้ปล่อยบ้านที่ถูกยึด สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักสำคัญว่า ทรัพย์ที่ได้มาโดยมรดกเป็นสินส่วนตัว แม้จะยังไม่ได้แบ่งกับทายาทอื่น และเจ้าของรวมสามารถใช้สิทธิร้องขัดทรัพย์เพื่อคุ้มครองทรัพย์จากการบังคับคดีได้ เจ้าหนี้ต้องตรวจสอบสถานะทรัพย์ให้ชัดเจนก่อนการยึด มิฉะนั้นอาจถูกปล่อยทรัพย์ในภายหลัง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า บ้านและที่ดินที่ถูกยึดเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง มิใช่สินสมรส จึงสั่งปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึด 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ โดยเห็นว่าผู้ร้องยังไม่มีสิทธิในบ้านโดยเด็ดขาด จึงไม่มีอำนาจร้องขัดทรัพย์ในส่วนของบ้าน 3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าบ้านเป็นทรัพย์มรดกอันเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง และผู้ร้องในฐานะเจ้าของรวมมีอำนาจร้องขัดทรัพย์ ให้ปล่อยบ้านที่ถูกยึด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2467/2549 โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำยึดบ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินของผู้ร้องออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอต่อศาลชั้นต้นโดยอ้างว่าบ้านเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องแต่ผู้เดียว มิใช่สินสมรสของจำเลยกับผู้ร้อง แม้ตามคำร้องขอจะมิได้อ้างว่าเป็นบ้านที่ผู้ร้องได้มาโดยการรับมรดกร่วมกับพี่น้องตามที่ผู้ร้องยกขึ้นอ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่ก็เป็นการอ้างถึงที่มาเพื่อแสดงให้เห็นว่าบ้านดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องซึ่งโจทก์ไม่มีสิทธินำยึดนั่นเอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในฎีกาได้ เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในประเด็นตามคำร้อง มิใช่เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น บ้านที่โจทก์นำยึดออกขายทอดตลาดซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินของผู้ร้องเป็นทรัพย์สินที่ผู้ร้องได้มาโดยการรับมรดกร่วมกับทายาทอื่นของ ล. สิทธิของผู้ร้องในบ้านจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) มิใช่สินสมรสที่โจทก์จะมีสิทธินำยึดได้ และผู้ร้องในฐานะเจ้าของรวมคนหนึ่งย่อมใช้สิทธิครอบไปถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อเรียกร้องเอาทรัพย์สินคืนได้ตามมาตรา 1359 จึงมีอำนาจร้องขัดทรัพย์ คดีเริ่มจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่ 28 ตุลาคม 2539 จนชำระเสร็จ โดยดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 14,375 บาท และให้จำเลยรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมรวมค่าทนาย 2,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงขอให้บังคับคดีและให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 17014 ซึ่งมีชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของ พร้อมบ้านเลขที่ 41 บนที่ดินดังกล่าวเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอปล่อยทรัพย์ อ้างว่าที่ดินและบ้านมิใช่สินสมรส แต่เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องที่ได้มาโดยญาติและบิดามารดายกให้ โจทก์ไม่มีสิทธิยึด อีกทั้งผู้ร้องกับจำเลยหย่าขาดแล้ว ขณะที่โจทก์โต้แย้งว่าทรัพย์เป็นสินสมรสที่ได้มาระหว่างสมรส และการหย่าเกิดขึ้นหลังจากโจทก์ยึดทรัพย์แล้ว ศาลชั้นต้นสั่งปล่อยที่ดินและบ้าน โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้ให้ยกคำร้องของผู้ร้องเฉพาะส่วนบ้าน แต่คงคำสั่งปล่อยที่ดินไว้ ผู้ร้องฎีกาและได้รับอนุญาตให้ฎีกาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะยึดบ้านผู้ร้องกับจำเลยยังไม่หย่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 17014 เป็นของผู้ร้องโดยพี่ชายจดทะเบียนยกให้ และประเด็นที่ดินยุติแล้ว เหลือพิพาทเฉพาะบ้านเลขที่ 41 ผู้ร้องอ้างว่าเป็นสินส่วนตัวเพราะเป็นทรัพย์มรดกของนางเล็กตกทอดแก่ผู้ร้องและพี่น้องรวม 6 คน ศาลฎีกาเห็นว่าผู้ร้องยกประเด็น “บ้านเป็นสินส่วนตัว” ไว้ตั้งแต่คำร้องต่อศาลชั้นต้นแล้ว แม้ไม่ระบุว่ามาจากมรดกก็เป็นเพียงการแสดงที่มาเพิ่มเติม จึงยกขึ้นในฎีกาได้ ไม่เป็นฎีกาต้องห้าม ในเนื้อหา ศาลฎีกาฟังว่าเดิมบ้านเป็นของนางเล็กและใช้เป็นที่อยู่อาศัยจนถึงแก่ความตายปี 2540 สอดคล้องทะเบียนบ้าน และภายหลังนายอุเทนจึงยกที่ดินให้ผู้ร้องในปี 2541 จึงน่าเชื่อว่าบ้านเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาททุกคนและยังมิได้แบ่งกัน แม้มีพยานว่าเจ้ามรดกยกบ้านให้ผู้ร้องคนเดียวก็รับฟังไม่ได้ เพราะไม่ปรากฏการทำหนังสือและจดทะเบียนการให้ตามมาตรา 525 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหักล้าง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าบ้านเป็นทรัพย์ที่ผู้ร้องได้มาโดยรับมรดกร่วมกับทายาทอื่น สิทธิของผู้ร้องเป็นสินส่วนตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) โจทก์ไม่มีสิทธินำยึด และผู้ร้องในฐานะเจ้าของรวมมีสิทธิร้องขัดทรัพย์ได้ตามมาตรา 1359 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 1 และพิพากษาแก้ให้ปล่อยบ้านตามศาลชั้นต้น โดยค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คำถามที่พบบ่อย 1. คดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2467/2549 มีประเด็นข้อพิพาทสำคัญเรื่องใด คำถาม: คดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2467/2549 มีประเด็นข้อพิพาทสำคัญเรื่องใด คำตอบ: ประเด็นสำคัญคือ เจ้าหนี้ของจำเลยขอบังคับคดีนำยึด “บ้านเลขที่ 41” ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 17014 ที่มีชื่อผู้ร้องเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ผู้ร้องร้องขัดทรัพย์โดยอ้างว่าบ้านเป็นสินส่วนตัวที่ได้มาโดยการรับมรดก ไม่ใช่สินสมรสและเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธินำยึดขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลย 2. เหตุใดศาลฎีกาจึงรับฟังว่าผู้ร้องยกข้ออ้างเรื่อง “ได้บ้านมาโดยมรดก” ในชั้นฎีกาได้ คำถาม: เหตุใดศาลฎีกาจึงรับฟังว่าผู้ร้องยกข้ออ้างเรื่อง “ได้บ้านมาโดยมรดก” ในชั้นฎีกาได้ คำตอบ: ศาลฎีกาเห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นโดยยกประเด็นไว้แล้วว่าบ้านเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ไม่ใช่สินสมรส การอ้างที่มาว่าได้มาโดยการรับมรดกในชั้นฎีกาเป็นการขยายรายละเอียดเพื่อยืนยันว่าเป็นสินส่วนตัว มิใช่การยกข้อใหม่ที่ไม่เคยว่ากันมาในศาลชั้นต้น จึงไม่เป็นฎีกาต้องห้าม 3. บ้านเลขที่ 41 ถูกศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส คำถาม: บ้านเลขที่ 41 ถูกศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบ้านเลขที่ 41 เป็นทรัพย์มรดกของนางเล็กที่ตกทอดแก่บุตรหลายคนรวมทั้งผู้ร้อง ผู้ร้องจึงได้สิทธิในบ้านโดยการรับมรดกร่วมกับทายาทอื่น ทำให้สิทธิของผู้ร้องเป็น “สินส่วนตัว” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ไม่ใช่สินสมรสที่เจ้าหนี้ของจำเลยจะยึดได้ 4. ทำไมศาลฎีกาจึงไม่รับฟังคำเบิกความว่าเจ้ามรดกยกบ้านให้ผู้ร้องแต่ผู้เดียว คำถาม: ทำไมศาลฎีกาจึงไม่รับฟังคำเบิกความว่าเจ้ามรดกยกบ้านให้ผู้ร้องแต่ผู้เดียว คำตอบ: ศาลฎีกาเห็นว่า แม้มีพยานเบิกความว่าเจ้ามรดกยกบ้านให้ผู้ร้องเพียงคนเดียว แต่ไม่ปรากฏว่ามีการให้โดยทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย จึงยังรับฟังไม่ได้ว่าบ้านมิใช่ทรัพย์มรดก และยังถือว่าเป็นทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ทายาทร่วมกัน 5. บทบัญญัติกฎหมายใดที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยว่าเป็น “สินส่วนตัว” คำถาม: บทบัญญัติกฎหมายใดที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัยว่าเป็น “สินส่วนตัว” คำตอบ: ศาลฎีกาอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ซึ่งกำหนดว่าทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาโดยมรดกเป็นสินส่วนตัว จึงวินิจฉัยว่าบ้านที่ผู้ร้องได้สิทธิจากการรับมรดกเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง 6. ผู้ร้องมีสิทธิร้องขัดทรัพย์ได้แม้บ้านยังเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งกันหรือไม่ คำถาม: ผู้ร้องมีสิทธิร้องขัดทรัพย์ได้แม้บ้านยังเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งกันหรือไม่ คำตอบ: มี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นเจ้าของรวมในทรัพย์มรดก ย่อมมีสิทธิครอบคลุมถึงทรัพย์สินทั้งหมดเพื่อเรียกร้องเอาทรัพย์คืนได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1359 จึงมีอำนาจร้องขัดทรัพย์เพื่อขอให้ปล่อยบ้านที่ถูกยึด 7. เพราะเหตุใดเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธินำยึดบ้านเลขที่ 41 ไปขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลย คำถาม: เพราะเหตุใดเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธินำยึดบ้านเลขที่ 41 ไปขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลย คำตอบ: เพราะบ้านเลขที่ 41 เป็นสินส่วนตัวของผู้ร้องจากการรับมรดก ไม่ใช่สินสมรสหรือทรัพย์ของจำเลย เจ้าหนี้ของจำเลยจึงไม่มีสิทธิบังคับคดีนำยึดทรัพย์ดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ของจำเลย 8. ศาลฎีกามีคำพิพากษาอย่างไรเกี่ยวกับบ้านเลขที่ 41 คำถาม: ศาลฎีกามีคำพิพากษาอย่างไรเกี่ยวกับบ้านเลขที่ 41 คำตอบ: ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ “ปล่อยบ้านเลขที่ 41” ที่โจทก์นำยึดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ 9. คดีนี้ให้แนวทางสำคัญอะไรในการแยก “สินส่วนตัว” กับ “สินสมรส” ในการบังคับคดี คำถาม: คดีนี้ให้แนวทางสำคัญอะไรในการแยก “สินส่วนตัว” กับ “สินสมรส” ในการบังคับคดี คำตอบ: แนวทางสำคัญคือ หากทรัพย์เป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยมรดก ย่อมเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสผู้รับมรดก แม้อยู่ระหว่างสมรสและแม้ยังเป็นทรัพย์มรดกที่ทายาทถือร่วมกัน เจ้าหนี้ของคู่สมรสอีกฝ่ายไม่อาจยึดทรัพย์ดังกล่าวเป็นหลักประกันชำระหนี้ได้ และเจ้าของรวมสามารถร้องขัดทรัพย์เพื่อคุ้มครองทรัพย์ได้ |




