
| สามีเสียชีวิตก่อนคดีถึงที่สุด สิทธิเรียกลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในสินสมรสตกทอดเป็นมรดกได้หรือไม่ และศาลแบ่งสินสมรสอย่างไรตาม
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญทางกฎหมายครอบครัวและมรดกเกี่ยวกับสถานะของสินสมรสภายหลังคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายในระหว่างการดำเนินคดี รวมทั้งปัญหาว่าสิทธิเรียกร้องให้ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 เป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่สมรสหรือเป็นสิทธิที่ตกทอดแก่ทายาทได้ คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลักสำคัญว่าการสมรสย่อมสิ้นสุดลงทันทีเมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย และสินสมรสจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนโดยผลของกฎหมายทันที โดยครึ่งหนึ่งตกเป็นของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกลายเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายที่ตกทอดแก่ทายาท นอกจากนี้ คดียังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับผลของการบอกล้างสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา การเพิกถอนผลของการยกทรัพย์สินให้เป็นสินส่วนตัว และผลทางกฎหมายของการถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนไว้ในชื่อคู่สมรสฝ่ายเดียว ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า แม้สิทธิในการขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมตามมาตรา 1475 จะเป็นสิทธิเฉพาะตัวและสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าของสิทธิเสียชีวิต แต่สิทธิในส่วนแบ่งของสินสมรสที่เป็นทรัพย์สินแท้จริงยังคงมีอยู่และตกทอดแก่ทายาทในฐานะมรดกได้ คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับคดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับสินสมรส การแบ่งทรัพย์สิน การเสียชีวิตของคู่สมรสระหว่างพิจารณาคดี และสิทธิของทายาทในการรับช่วงสิทธิในทรัพย์สินของผู้ตาย โดยเฉพาะในกรณีที่ทรัพย์สินมีมูลค่าสูงและมีข้อพิพาทเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เดิมเป็นคดีครอบครัวเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา โดยมีทั้งสำนวนคำร้องขอเป็นผู้จัดการสินสมรสและสำนวนฟ้องหย่า ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งรวมการพิจารณาทั้งสองสำนวนเข้าด้วยกัน ในสำนวนแรก โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการสินสมรสแต่เพียงผู้เดียว หรือมีคำสั่งให้แยกสินสมรสออกจากกัน เนื่องจากมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างสามีภริยาเกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สิน ต่อมาในอีกสำนวนหนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน พร้อมทั้งขอให้จำเลยดำเนินการลงชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 454 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยอ้างว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรส แม้จะจดทะเบียนไว้ในชื่อจำเลยฝ่ายเดียวก็ตาม หากจำเลยไม่ดำเนินการก็ขอให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน นอกจากนี้ยังขอให้จำเลยแบ่งสินสมรสและทรัพย์สินภายในบ้านแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยให้การต่อสู้คดีและฟ้องแย้งขอให้ศาลพิพากษาหย่าขาดจากโจทก์เช่นกัน พร้อมปฏิเสธว่าทรัพย์สินบางรายการมิใช่สินสมรส ระหว่างการพิจารณาคดีในชั้นศาล ขณะที่ศาลกำลังสืบพยานจำเลย โจทก์ถึงแก่ความตาย บุตรของโจทก์จึงยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนในฐานะทายาท และศาลชั้นต้นอนุญาต ประเด็นสำคัญของข้อพิพาทจึงเปลี่ยนจากการฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสระหว่างคู่สมรส มาเป็นปัญหาว่าสิทธิของโจทก์ในสินสมรสยังคงมีอยู่เพียงใดภายหลังความตาย และสิทธิใดบ้างที่ตกทอดแก่ทายาทได้ อีกข้อเท็จจริงสำคัญคือ เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 454 เคยเป็นทรัพย์สินที่โจทก์จดทะเบียนยกให้เป็นสินส่วนตัวแก่จำเลย แต่ต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือบอกล้างสัญญาให้ดังกล่าว รวมทั้งมีการบอกล้างสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่เคยทำไว้ก่อนหน้า จึงเกิดข้อพิพาทว่าทรัพย์สินดังกล่าวกลับมาเป็นสินสมรสหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 454 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลย แม้จะจดทะเบียนอยู่ในชื่อจำเลยฝ่ายเดียวก็ตาม เนื่องจากการยกให้และการแบ่งทรัพย์สินที่เคยมีมาก่อนถูกบอกล้างแล้ว ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยลงชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว หากจำเลยไม่ดำเนินการก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา สำหรับคำขอให้จำเลยชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 30 ล้านบาท ศาลเห็นว่าโจทก์ไม่อาจนำสืบให้เห็นว่าทรัพย์สินมีมูลค่าสูงถึงเพียงนั้น จึงยกคำขอดังกล่าว ส่วนทรัพย์สินภายในบ้าน เช่น เครื่องใช้ประจำบ้านและเครื่องกระเบื้องลายครามจีน ศาลเห็นว่าเป็นสินสมรสเช่นกัน จึงให้แบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่งเฉพาะทรัพย์สินที่ยังคงเหลืออยู่ หากไม่สามารถแบ่งได้ก็ให้ขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินกัน อย่างไรก็ตาม จำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา จึงอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วเห็นแตกต่างจากศาลชั้นต้น โดยพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งหมด สาระสำคัญของคำวินิจฉัยอยู่ที่การตีความสิทธิของโจทก์ภายหลังถึงแก่ความตาย และผลของการสิ้นสุดการสมรสเพราะความตาย ซึ่งทำให้สถานะทางกฎหมายระหว่างคู่สมรสเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เมื่อโจทก์เสียชีวิต การสมรสย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย และสิทธิเรียกร้องบางประเภทที่เป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่สมรสย่อมระงับสิ้นไป ไม่อาจตกทอดแก่ทายาทได้ อย่างไรก็ดี โจทก์ฎีกาต่อศาลฎีกา โดยยืนยันว่าทรัพย์สินพิพาทยังคงเป็นสินสมรสและทายาทมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในฐานะมรดก คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับผลของการบอกล้างสัญญาแบ่งทรัพย์สิน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมโจทก์และจำเลยเคยทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินกันไว้ แต่ภายหลังโจทก์ได้มีหนังสือบอกล้างสัญญาดังกล่าวแล้ว ดังนั้นสัญญาแบ่งทรัพย์สินจึงไม่มีผลใช้บังคับอีกต่อไป เมื่อสัญญาถูกบอกล้าง ผลทางกฎหมายย่อมทำให้ทรัพย์สินที่เคยแบ่งกันกลับคืนมาเป็นสินสมรสเช่นเดิม เสมือนว่าสัญญาแบ่งทรัพย์สินนั้นไม่มีผลต่อไปอีก ในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 454 แม้จะเคยมีการจดทะเบียนยกให้เป็นสินส่วนตัวแก่จำเลย แต่เมื่อโจทก์มีหนังสือบอกล้างการให้ดังกล่าว ทรัพย์สินจึงยังคงมีสถานะเป็นสินสมรสระหว่างคู่สมรสอยู่ ศาลฎีกาจึงรับฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทยังคงเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย และต้องนำหลักกฎหมายเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสมาปรับใช้ หลักกฎหมายเรื่องการสิ้นสุดการสมรสเพราะความตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมสิ้นสุดลงทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 ซึ่งบัญญัติให้ความตายของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นเหตุให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีคำพิพากษาหรือคำสั่งศาล เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงแล้ว การคิดส่วนแบ่งของทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาย่อมต้องกระทำ ณ วันที่การสมรสสิ้นสุดลง กล่าวคือ วันที่โจทก์ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกานำบทบัญญัติเรื่องการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1625 มาปรับใช้ โดยเห็นว่าการแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสภายหลังการสิ้นสุดการสมรสเพราะความตาย ต้องใช้หลักเดียวกับการแบ่งทรัพย์สินกรณีหย่าโดยความยินยอม กล่าวคือให้แบ่งสินสมรสออกเป็นคนละครึ่ง เว้นแต่จะมีข้อตกลงหรือเหตุอย่างอื่นตามกฎหมาย ดังนั้น เมื่อโจทก์เสียชีวิต สินสมรสจึงแยกออกจากกันทันทีโดยผลของกฎหมาย ครึ่งหนึ่งตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยในฐานะคู่สมรส ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นทรัพย์มรดกของโจทก์ที่ตกทอดแก่ทายาท หลักกฎหมายส่วนนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะศาลฎีกาได้ยืนยันหลักการพื้นฐานว่า สิทธิของคู่สมรสในสินสมรสเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย และเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง การแบ่งทรัพย์สินย่อมเกิดขึ้นทันทีโดยไม่จำต้องรอให้ศาลมีคำพิพากษาเสียก่อน หลักกฎหมายเรื่องสิทธิเฉพาะตัวตามมาตรา 1475 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 ซึ่งเกี่ยวกับสิทธิของสามีหรือภริยาในการขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในเอกสารเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เป็นสินสมรส ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ขอให้ลงชื่อเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 454 เป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 1475 ซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวของสามีหรือภริยาแต่ละฝ่าย คำว่า “สิทธิเฉพาะตัว” หมายถึงสิทธิที่ผูกพันอยู่กับตัวบุคคลโดยตรง ไม่ใช่สิทธิในเชิงทรัพย์สินที่ตกทอดแก่บุคคลอื่นได้ เมื่อเจ้าของสิทธิเสียชีวิต สิทธิดังกล่าวย่อมระงับสิ้นไปทันที ดังนั้น เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาคดี จึงไม่อาจมีการลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของร่วมในเอกสารสิทธิได้อีก เพราะบุคคลผู้จะเป็นเจ้าของร่วมได้เสียชีวิตไปแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นว่า คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้จำเลยลงชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาไม่ได้ปฏิเสธสิทธิของโจทก์ในทรัพย์สินโดยสิ้นเชิง แต่แยกให้เห็นอย่างชัดเจนระหว่าง หนึ่ง สิทธิในการให้ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในเอกสารสิทธิ ซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวและสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าของสิทธิเสียชีวิต สอง สิทธิในส่วนแบ่งของสินสมรส ซึ่งเป็นสิทธิทางทรัพย์สินและตกทอดแก่ทายาทได้ หลักการแบ่งแยกดังกล่าวถือเป็นสาระสำคัญที่สุดของคำพิพากษานี้ และเป็นแนวทางสำคัญในการวินิจฉัยคดีครอบครัวและมรดกในเวลาต่อมา สิทธิในสินสมรสที่ตกทอดแก่ทายาท แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าสิทธิในการขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมตามมาตรา 1475 เป็นสิทธิเฉพาะตัวที่ระงับไปเมื่อโจทก์เสียชีวิต แต่ศาลก็ยังวินิจฉัยต่อไปว่า คำขอของโจทก์สามารถตีความได้ว่าเป็นการขอให้ศาลรับรองว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ครึ่งหนึ่งในฐานะสินสมรส เมื่อสิทธิในส่วนแบ่งของสินสมรสเป็นสิทธิในทรัพย์สิน มิใช่สิทธิเฉพาะตัว สิทธิดังกล่าวจึงตกทอดแก่ทายาทได้ตามกฎหมายมรดก กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ชื่อของโจทก์จะไม่สามารถไปปรากฏในโฉนดที่ดินได้อีก แต่สิทธิทางทรัพย์สินในครึ่งหนึ่งของสินสมรสยังคงมีอยู่ และกลายเป็นทรัพย์มรดกของโจทก์ ดังนั้น ทายาทของโจทก์จึงมีสิทธิรับมรดกในส่วนแบ่งสินสมรสดังกล่าว และสามารถดำเนินคดีต่อในฐานะผู้รับช่วงสิทธิทางทรัพย์สินของผู้ตายได้ หลักกฎหมายนี้มีความสำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะในคดีครอบครัวจำนวนมาก คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอาจเสียชีวิตระหว่างดำเนินคดี หากตีความว่าสิทธิทุกอย่างระงับสิ้นไปทั้งหมด ย่อมทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ทายาทของผู้ตาย ศาลฎีกาจึงเลือกใช้แนวทางที่แยกสิทธิเฉพาะตัวออกจากสิทธิทางทรัพย์สินอย่างชัดเจน เพื่อรักษาความสมดุลระหว่างหลักกฎหมายครอบครัวและหลักกฎหมายมรดก การวิเคราะห์เจตนารมณ์ของมาตรา 1475 มาตรา 1501 และมาตรา 1625 มาตรา 1475 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสในสินสมรส โดยเปิดโอกาสให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งสามารถขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในเอกสารสิทธิได้ แม้ทรัพย์สินจะจดทะเบียนไว้ในชื่ออีกฝ่ายเดียว ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเอาเปรียบอีกฝ่ายโดยอาศัยข้อได้เปรียบทางทะเบียน อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดให้สิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัว เพราะเกี่ยวข้องกับสถานะความเป็นสามีภริยาโดยตรง เมื่อสถานะการสมรสสิ้นสุดลงเพราะความตาย สิทธินี้จึงสิ้นสุดลงด้วย ส่วนมาตรา 1501 มีเจตนารมณ์เพื่อกำหนดความชัดเจนเกี่ยวกับเวลาที่การสมรสสิ้นสุดลง โดยถือว่าความตายเป็นเหตุให้การสมรสสิ้นสุดทันที เพื่อให้เกิดความแน่นอนในเรื่องสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรส รวมทั้งสิทธิในทรัพย์สินและมรดก สำหรับมาตรา 1625 มีเจตนารมณ์ในการกำหนดหลักเกณฑ์แบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสภายหลังการสิ้นสุดของการสมรส โดยยึดหลักความเสมอภาคระหว่างสามีภริยา ให้ต่างฝ่ายต่างมีสิทธิในสินสมรสคนละครึ่ง เว้นแต่จะมีเหตุพิเศษตามกฎหมาย เมื่อศาลฎีกานำทั้งสามมาตรามาใช้ร่วมกัน จึงเกิดหลักกฎหมายที่สมบูรณ์ กล่าวคือ แม้สิทธิส่วนบุคคลจะสิ้นสุดลงเพราะความตาย แต่สิทธิทางทรัพย์สินยังคงตกทอดแก่ทายาทได้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษานี้สอดคล้องกับหลักทั่วไปของศาลฎีกาที่แยก “สิทธิเฉพาะตัว” ออกจาก “สิทธิทางทรัพย์สิน” อย่างชัดเจน ในหลายคดี ศาลฎีกาวางหลักว่า สิทธิที่เกี่ยวกับสถานภาพบุคคลโดยตรง เช่น สิทธิฟ้องหย่า สิทธิเรียกร้องบางประการระหว่างคู่สมรส หรือสิทธิที่ผูกพันเฉพาะกับตัวบุคคล ย่อมระงับสิ้นไปเมื่อเจ้าของสิทธิเสียชีวิต แต่หากเป็นสิทธิทางทรัพย์สินที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและสามารถโอนหรือตกทอดได้ สิทธินั้นย่อมกลายเป็นมรดกและตกทอดแก่ทายาท คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการแยกสิทธิสองประเภทออกจากกัน กล่าวคือ สิทธิในการขอให้ลงชื่อในเอกสารสิทธิเป็นสิทธิเฉพาะตัว แต่สิทธิในส่วนแบ่งของสินสมรสเป็นสิทธิทางทรัพย์สิน แนวคิดดังกล่าวช่วยให้ระบบกฎหมายเกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับหลักกฎหมายมรดก เพราะหากถือว่าสิทธิทุกอย่างสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าของสิทธิเสียชีวิต ย่อมทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายได้ประโยชน์เกินสมควรจากทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสร่วมกัน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยลงชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 454 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้แบ่งทรัพย์สินภายในบ้านแก่โจทก์กึ่งหนึ่งเฉพาะส่วนที่ยังคงเหลืออยู่ หากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินกัน ส่วนคำขอให้ชดใช้ราคา 30 ล้านบาทให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าภายหลังโจทก์ถึงแก่ความตาย สิทธิเรียกร้องบางประการย่อมระงับสิ้นไปตามกฎหมาย และไม่อาจบังคับให้ลงชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของร่วมได้ 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 454 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรส และให้แบ่งทรัพย์สินภายในบ้านแก่โจทก์กึ่งหนึ่งเฉพาะทรัพย์สินที่ยังเหลืออยู่ หากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินให้โจทก์กึ่งหนึ่งอันเป็นมรดกตกแก่ทายาท แต่ไม่อาจลงชื่อโจทก์ผู้ถึงแก่ความตายเป็นเจ้าของร่วมในเอกสารสิทธิได้ เพราะเป็นสิทธิเฉพาะตัวตามมาตรา 1475 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงหลักการพื้นฐานของกฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดกว่าต้องแยกพิจารณาระหว่าง “สิทธิเฉพาะตัว” กับ “สิทธิทางทรัพย์สิน” อย่างชัดเจน แม้สิทธิในการร้องขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในเอกสารสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 จะเป็นสิทธิเฉพาะตัวที่สิ้นสุดลงเมื่อคู่สมรสฝ่ายนั้นถึงแก่ความตาย แต่สิทธิในส่วนแบ่งของสินสมรสยังคงเป็นสิทธิทางทรัพย์สินที่ตกทอดแก่ทายาทได้ตามกฎหมายมรดก หลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การสมรสย่อมสิ้นสุดลงทันทีเมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายตามมาตรา 1501 และเมื่อการสมรสสิ้นสุด สินสมรสย่อมแยกออกจากกันทันทีโดยผลของกฎหมาย โดยคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่มีสิทธิในสินสมรสครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกลายเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย คดีนี้ยังสะท้อนหลักกฎหมายที่สำคัญเกี่ยวกับการตีความคำขอท้ายฟ้อง โดยศาลฎีกามิได้ยึดถือถ้อยคำในคำขออย่างเคร่งครัดจนเกินไป แต่พิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่ความว่า แม้โจทก์จะขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วม แต่แท้จริงแล้วเป็นการยืนยันสิทธิในส่วนแบ่งของสินสมรส ศาลจึงยังคงคุ้มครองสิทธิทางทรัพย์สินของผู้ตายและทายาทต่อไป แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของคู่สมรสระหว่างพิจารณาคดี การแบ่งสินสมรส และการตกทอดแห่งสิทธิของทายาท โดยเน้นย้ำว่าศาลต้องคุ้มครองสาระของสิทธิทางทรัพย์สินมากกว่าการยึดถือรูปแบบทางทะเบียนหรือถ้อยคำในคำขอเพียงอย่างเดียว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า สิทธิในการขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 เป็น “สิทธิเฉพาะตัว” หรือเป็น “สิทธิทางทรัพย์สินที่ตกทอดแก่ทายาทได้” โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิในการขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมเป็นสิทธิเฉพาะตัวของสามีหรือภริยา เมื่อเจ้าของสิทธิเสียชีวิต สิทธิดังกล่าวย่อมระงับสิ้นไป แต่สิทธิในส่วนแบ่งของสินสมรสยังคงเป็นทรัพย์มรดกที่ตกทอดแก่ทายาทได้ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. สิทธิเฉพาะตัวตามมาตรา 1475 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การร้องขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในโฉนดที่ดินเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่สมรส ไม่ใช่สิทธิที่ตกทอดแก่ทายาท เมื่อเจ้าของสิทธิเสียชีวิต จึงไม่อาจบังคับให้มีการลงชื่อผู้ตายในเอกสารสิทธิได้อีก แม้ทรัพย์สินนั้นจะเป็นสินสมรสก็ตาม 2. สินสมรสครึ่งหนึ่งตกเป็นมรดก เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงเพราะความตายตามมาตรา 1501 สินสมรสย่อมแยกออกจากกันทันที ครึ่งหนึ่งเป็นของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกลายเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายและตกทอดแก่ทายาทตามกฎหมาย ศาลจึงยังคงรับรองสิทธิของทายาทในส่วนแบ่งสินสมรสดังกล่าว อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 1. มาตรา 1475 เป็นบทบัญญัติที่มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิของสามีภริยาในสินสมรส โดยเฉพาะในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งแท้จริงเป็นสินสมรสกลับจดทะเบียนไว้ในชื่อคู่สมรสฝ่ายเดียว กฎหมายจึงเปิดโอกาสให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งสามารถร้องขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในเอกสารสิทธิได้ เพื่อป้องกันการเอาเปรียบกันในระหว่างสมรส และเพื่อให้สถานะทางทะเบียนสอดคล้องกับสิทธิที่แท้จริงในทรัพย์สิน อย่างไรก็ตาม สิทธิตามมาตรานี้มีลักษณะเป็น “สิทธิเฉพาะตัว” กล่าวคือเป็นสิทธิที่เกิดจากสถานะความเป็นสามีภริยาโดยตรง ไม่ใช่สิทธิทั่วไปที่โอนหรือตกทอดได้ เมื่อผู้มีสิทธิเสียชีวิต สิทธิดังกล่าวย่อมระงับสิ้นไปทันที เพราะไม่มีบุคคลผู้มีสถานะเป็นคู่สมรสที่จะใช้สิทธินั้นอีกต่อไป แต่แม้สิทธิในการขอให้ลงชื่อจะสิ้นสุดลง สิทธิในทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสยังคงอยู่ กล่าวคือ คู่สมรสยังคงมีสิทธิในส่วนแบ่งของสินสมรสตามกฎหมาย และสิทธินั้นสามารถตกทอดแก่ทายาทได้ในฐานะทรัพย์มรดก ดังนั้น มาตรา 1475 จึงต้องตีความร่วมกับหลักกฎหมายเรื่องสินสมรสและมรดก มิใช่พิจารณาแยกขาดจากกัน 2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 มาตรา 1501 บัญญัติหลักการสำคัญว่า การสมรสย่อมสิ้นสุดลงเมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย หลักกฎหมายนี้มีผลโดยตรงต่อสถานะของทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา เพราะเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง สินสมรสย่อมต้องถูกแบ่งออกจากกันทันทีโดยผลของกฎหมาย เจตนารมณ์ของมาตรานี้คือ เพื่อสร้างความแน่นอนในความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างคู่สมรสและบุคคลภายนอก โดยเฉพาะเรื่องสิทธิในทรัพย์สิน มรดก หนี้สิน และฐานะของทายาท หากกฎหมายไม่กำหนดให้การสมรสสิ้นสุดทันทีเมื่อมีความตาย อาจเกิดปัญหาว่าสิทธิหน้าที่ต่าง ๆ ระหว่างคู่สมรสยังคงอยู่เพียงใด ในทางปฏิบัติ เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเสียชีวิต สินสมรสจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนทันที คือ ส่วนของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ และส่วนของผู้ตายที่กลายเป็นทรัพย์มรดก การแบ่งดังกล่าวไม่จำเป็นต้องรอคำพิพากษาของศาล เพราะเป็นผลโดยตรงจากบทบัญญัติของกฎหมาย ดังนั้น มาตรา 1501 จึงเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างกฎหมายครอบครัวกับกฎหมายมรดก และเป็นพื้นฐานในการวินิจฉัยคดีเกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสภายหลังคู่สมรสถึงแก่ความตาย 3. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625 มาตรา 1625 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาภายหลังการสิ้นสุดของการสมรส โดยกำหนดหลักสำคัญว่า สินสมรสต้องแบ่งให้คู่สมรสฝ่ายละกึ่งหนึ่ง เว้นแต่จะมีข้อตกลงหรือเหตุอย่างอื่นตามกฎหมาย แม้มาตรานี้จะถูกใช้บ่อยในคดีหย่า แต่ศาลฎีกาได้นำมาปรับใช้กับกรณีที่การสมรสสิ้นสุดลงเพราะความตายด้วย โดยถือว่าหลักการแบ่งสินสมรสควรใช้มาตรฐานเดียวกัน คือให้แบ่งทรัพย์สินอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม เจตนารมณ์สำคัญของมาตรา 1625 คือ การรับรองความเสมอภาคของสามีภริยาในทรัพย์สินที่ร่วมกันสร้างขึ้นระหว่างสมรส ไม่ว่าทรัพย์สินนั้นจะจดทะเบียนในชื่อผู้ใดก็ตาม หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นสินสมรส คู่สมรสอีกฝ่ายย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินครึ่งหนึ่งตามกฎหมาย คดีนี้ศาลฎีกานำมาตรา 1625 มาใช้ประกอบมาตรา 1501 และมาตรา 1475 เพื่อยืนยันว่า แม้สิทธิในการลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมจะสิ้นสุดลงเพราะความตาย แต่สิทธิในส่วนแบ่งสินสมรสยังคงอยู่ และตกทอดแก่ทายาทในฐานะมรดกได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม คู่สมรสที่ไม่ได้มีชื่อในโฉนดที่ดินสามารถอ้างสิทธิในที่ดินว่าเป็นสินสมรสได้หรือไม่ คำตอบ คู่สมรสที่ไม่มีชื่อในโฉนดที่ดินยังสามารถอ้างสิทธิว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสได้ หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นได้มาในระหว่างสมรสและไม่เข้าลักษณะเป็นสินส่วนตัวตามกฎหมาย แม้ทางทะเบียนจะปรากฏชื่อคู่สมรสเพียงฝ่ายเดียว แต่กฎหมายครอบครัวให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของทรัพย์สินมากกว่าชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทะเบียน เพราะสินสมรสถือเป็นทรัพย์ที่สามีภริยามีสิทธิร่วมกันโดยผลของกฎหมาย การที่ชื่อในโฉนดมีเพียงฝ่ายเดียวจึงไม่ตัดสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่ง หากพิสูจน์ได้ว่าใช้เงินร่วมกัน ซื้อระหว่างสมรส หรือมีเจตนาเป็นทรัพย์ร่วม ศาลสามารถวินิจฉัยให้เป็นสินสมรสได้ อย่างไรก็ตาม การขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในโฉนดตามมาตรา 1475 เป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่สมรส จึงต้องใช้สิทธินั้นในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ หากเสียชีวิตก่อน คำขอดังกล่าวอาจระงับไป แต่สิทธิในส่วนแบ่งของสินสมรสยังตกทอดแก่ทายาทได้ตามกฎหมายมรดก 2 คำถาม เมื่อคู่สมรสเสียชีวิตระหว่างพิจารณาคดีหย่าและแบ่งสินสมรส คดีจะสิ้นสุดลงทั้งหมดหรือไม่ คำตอบ เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่า การสมรสย่อมสิ้นสุดลงทันทีตามมาตรา 1501 จึงทำให้ประเด็นเรื่องการหย่าระงับไปเพราะไม่มีความจำเป็นต้องพิพากษาให้หย่าอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม สิทธิทางทรัพย์สินที่เกิดขึ้นก่อนเสียชีวิตยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะสิทธิในสินสมรสซึ่งถือเป็นสิทธิทางทรัพย์สิน มิใช่สิทธิเฉพาะตัว ดังนั้น ทายาทของผู้ตายสามารถเข้ามาเป็นคู่ความแทนเพื่อดำเนินคดีในส่วนทรัพย์สินต่อไปได้ ศาลจะต้องพิจารณาว่าทรัพย์ใดเป็นสินสมรสและแบ่งสิทธิตามกฎหมาย โดยสินสมรสครึ่งหนึ่งจะเป็นของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นมรดกของผู้ตาย การเสียชีวิตจึงไม่ได้ทำให้ข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินระงับทั้งหมด แต่ทำให้คดีเปลี่ยนสถานะจากคดีครอบครัวบางส่วนไปเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์มรดกแทน 3 คำถาม สิทธิในการขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในโฉนดที่ดินตกทอดแก่ทายาทได้หรือไม่ คำตอบ สิทธิในการขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในเอกสารสิทธิตามมาตรา 1475 ถือเป็นสิทธิเฉพาะตัวของสามีหรือภริยา เพราะเป็นสิทธิที่เกิดจากสถานะความเป็นคู่สมรสโดยตรง เมื่อผู้มีสิทธิเสียชีวิต สิทธินั้นย่อมระงับสิ้นไปและไม่ตกทอดแก่ทายาท ทายาทจึงไม่สามารถร้องขอให้ลงชื่อผู้ตายในโฉนดที่ดินได้อีก อย่างไรก็ตาม แม้สิทธิในการลงชื่อจะสิ้นสุดลง แต่สิทธิในส่วนแบ่งของสินสมรสยังคงเป็นสิทธิทางทรัพย์สินที่ตกทอดได้ กล่าวคือ หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรส ผู้ตายย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินครึ่งหนึ่ง และสิทธิส่วนนั้นกลายเป็นมรดกของผู้ตายที่ทายาทมีสิทธิรับช่วงต่อ ดังนั้น กฎหมายจึงแยกอย่างชัดเจนระหว่าง “สิทธิเฉพาะตัว” กับ “สิทธิทางทรัพย์สิน” เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทายาทและสอดคล้องกับหลักกฎหมายมรดก 4 คำถาม การบอกล้างสัญญาแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยามีผลอย่างไรต่อสถานะของทรัพย์สิน คำตอบ หากสามีภริยาเคยทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินกันไว้ แต่ต่อมามีการบอกล้างสัญญาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผลของการบอกล้างย่อมทำให้สัญญานั้นสิ้นผลใช้บังคับ และทรัพย์สินที่เคยแบ่งกันย่อมกลับคืนสู่สถานะเดิม กล่าวคือกลับมาเป็นสินสมรสอีกครั้ง หลักกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญมากในคดีครอบครัว เพราะหลายกรณีคู่สมรสอาจโอนทรัพย์สินหรือแบ่งทรัพย์สินกันภายใต้ความขัดแย้ง ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงเจตนาและมีการบอกล้างการตกลงเดิม ศาลจะต้องพิจารณาถึงผลของการบอกล้างว่าเกิดขึ้นโดยชอบหรือไม่ หากชอบด้วยกฎหมาย ทรัพย์สินย่อมกลับมาอยู่ภายใต้ระบบสินสมรส และคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวคนละครึ่ง การบอกล้างจึงมีผลสำคัญต่อสิทธิในทรัพย์สิน มรดก และการแบ่งสินสมรสภายหลังการสิ้นสุดของการสมรส 5 คำถาม เมื่อคู่สมรสเสียชีวิต สินสมรสแบ่งอย่างไรตามกฎหมาย คำตอบ เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย การสมรสย่อมสิ้นสุดลงทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 และเมื่อการสมรสสิ้นสุด สินสมรสต้องถูกแบ่งออกจากกันโดยผลของกฎหมายทันที โดยหลักทั่วไป สินสมรสครึ่งหนึ่งเป็นของคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกลายเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายและตกทอดแก่ทายาทตามกฎหมายหรือพินัยกรรม การแบ่งดังกล่าวไม่จำเป็นต้องรอคำพิพากษาศาล เพราะเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากบทบัญญัติของกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติอาจเกิดข้อพิพาทได้ว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว ซึ่งศาลจะพิจารณาจากช่วงเวลาที่ได้ทรัพย์สิน แหล่งเงินที่ใช้ซื้อ และพฤติการณ์แห่งคดี หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสโดยไม่มีข้อยกเว้นตามกฎหมาย ย่อมถือเป็นสินสมรสและต้องแบ่งคนละครึ่งก่อนเข้าสู่กระบวนการมรดก 6 คำถาม ทายาทสามารถเข้าเป็นคู่ความแทนผู้ตายในคดีแบ่งสินสมรสได้หรือไม่ คำตอบ ทายาทสามารถยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนผู้ตายในคดีที่เกี่ยวกับสิทธิทางทรัพย์สินได้ โดยเฉพาะคดีแบ่งสินสมรสซึ่งเกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย แม้สิทธิบางประการจะเป็นสิทธิเฉพาะตัวและระงับไปเมื่อเจ้าของสิทธิเสียชีวิต เช่น สิทธิฟ้องหย่าหรือสิทธิขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในโฉนดตามมาตรา 1475 แต่สิทธิในส่วนแบ่งของสินสมรสถือเป็นสิทธิทางทรัพย์สินที่สามารถตกทอดแก่ทายาทได้ ดังนั้น ทายาทจึงมีอำนาจเข้ามาดำเนินคดีต่อเพื่อรักษาผลประโยชน์ในทรัพย์มรดกของผู้ตาย ศาลจะพิจารณาว่าสิทธิที่พิพาทกันนั้นเป็นสิทธิประเภทใด หากเป็นสิทธิที่มีมูลค่าทางทรัพย์สินและไม่ใช่สิทธิเฉพาะตัว ทายาทย่อมมีสิทธิรับช่วงและดำเนินคดีแทนได้ การเข้าเป็นคู่ความแทนจึงเป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของกองมรดกและป้องกันมิให้ทรัพย์สินของผู้ตายสูญเสียไปโดยไม่เป็นธรรม 7 คำถาม ทรัพย์สินที่จดทะเบียนเป็นชื่อคู่สมรสฝ่ายเดียวจะถือเป็นสินส่วนตัวเสมอหรือไม่ คำตอบ การที่ทรัพย์สินจดทะเบียนอยู่ในชื่อคู่สมรสฝ่ายเดียวไม่ได้หมายความว่าจะเป็นสินส่วนตัวเสมอไป เพราะกฎหมายครอบครัวพิจารณาจากลักษณะและแหล่งที่มาของทรัพย์สินเป็นสำคัญ หากทรัพย์สินได้มาในระหว่างสมรสและไม่เข้าข้อยกเว้นเรื่องสินส่วนตัวตามกฎหมาย เช่น ไม่ใช่ทรัพย์ที่ได้รับมรดกหรือให้โดยเสน่หาเฉพาะตัว ก็ย่อมมีสถานะเป็นสินสมรส แม้จะมีชื่อเพียงคนเดียวในโฉนดหรือเอกสารสิทธิก็ตาม หลักกฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อคุ้มครองคู่สมรสที่ร่วมกันสร้างฐานะและทรัพย์สินระหว่างสมรส มิให้เสียเปรียบเพียงเพราะไม่มีชื่อในทะเบียน ดังนั้น หากเกิดข้อพิพาท ศาลจะตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยละเอียด เช่น แหล่งเงินที่ใช้ซื้อ ระยะเวลาที่ได้ทรัพย์ และเจตนาของคู่สมรสประกอบกัน การถือชื่อเพียงฝ่ายเดียวจึงเป็นเพียงพยานหลักฐานอย่างหนึ่ง มิใช่ข้อยุติเด็ดขาดว่าทรัพย์นั้นเป็นสินส่วนตัว 8 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่ให้ลงชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของร่วมในโฉนด แม้จะวินิจฉัยว่าที่ดินเป็นสินสมรส คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ที่ดินพิพาทจะเป็นสินสมรสระหว่างสามีภริยา แต่สิทธิในการขอให้ลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในเอกสารสิทธิตามมาตรา 1475 เป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่สมรสผู้ใช้สิทธิ เมื่อบุคคลนั้นเสียชีวิต สิทธิดังกล่าวย่อมระงับสิ้นไป จึงไม่อาจมีคำพิพากษาให้ลงชื่อผู้ตายในโฉนดได้อีก เพราะการถือกรรมสิทธิ์ร่วมในทางทะเบียนต้องมีบุคคลผู้มีสภาพบุคคลอยู่จริง อย่างไรก็ตาม ศาลยังคงรับรองว่า ผู้ตายมีสิทธิในสินสมรสครึ่งหนึ่ง และสิทธิส่วนนั้นตกทอดแก่ทายาทในฐานะมรดก ดังนั้น แม้ชื่อของผู้ตายจะไม่ปรากฏในโฉนด แต่ทายาทยังมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์สินดังกล่าว หลักกฎหมายนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของศาลฎีกาที่แยก “สิทธิส่วนบุคคล” ออกจาก “สิทธิทางทรัพย์สิน” อย่างชัดเจน เพื่อให้การใช้กฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดกเป็นไปอย่างสมดุลและเป็นธรรม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3715 - 3716/2548 โจทก์ฟ้องขอให้ลงชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 454 ซึ่งเป็นสินสมรส เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นสามีร้องขอให้ลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในเอกสารตาม ป.พ.พ. มาตรา 1475 ซึ่งสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวของสามีหรือภริยาแล้วแต่กรณี เมื่อโจทก์ถึงแก่กรรมไปแล้ว จึงไม่อาจใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คำขอของโจทก์ดังกล่าวพอจะถือได้ว่าขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมครึ่งหนึ่งในฐานะสินสมรสซึ่งโจทก์มีสิทธิกึ่งหนึ่งเฉพาะทรัพย์สินที่คงเหลืออยู่ เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายจึงย่อมเป็นมรดกตกได้แก่ทายาท คดีทั้งสองสำนวน ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกผู้ร้องในสำนวนคดีแรกและโจทก์ในสำนวนคดีหลังว่าโจทก์ เรียกผู้คัดค้านในคดีแรกและจำเลยในคดีหลังว่าจำเลย สำนวนคดีแรกโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการสินสมรสแต่เพียงผู้เดียวหรือสั่งให้แยกสินสมรสกัน จำเลยยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ สำนวนคดีหลังโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยา ให้จำเลยลงชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินเลขที่ 454 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง หากจำเลยไม่ดำเนินการ ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาหรือมิฉะนั้นให้จำเลยชดใช้ราคาเป็นเงิน 30,000,000 บาท ให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องโจทก์และให้จำเลยหย่าขาดจากโจทก์ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณาคดีนัดสืบพยานจำเลย โจทก์ถึงแก่กรรม นางกลิกา บุตรของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยลงชื่อโจทก์เป็นผู้ถือสิทธิ์ร่วมในโฉนดที่ดินเลขที่ 454 ตำบลบางยี่ขัน อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 107 ตำบลบางยี่ขัน อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา ส่วนคำขอให้จำเลยชดใช้ราคาเป็นเงินจำนวน 30,000,000 บาท นั้น เห็นว่า สูงเกินส่วนและโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ฟังได้ว่าบ้านพร้อมที่ดินพิพาทมีราคาสูงถึงเพียงนั้นจึงให้ยกเสีย และให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินภายในบ้านซึ่งประกอบด้วยเครื่องใช้ประจำบ้านและเครื่องกระเบื้องลายครามจีนเป็นรูปภาพคน แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ทั้งนี้เฉพาะทรัพย์สินที่คงเหลืออยู่เท่านั้น หากไม่สามารถแบ่งให้โจทก์ได้กึ่งหนึ่งให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกึ่งหนึ่งแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "หลังจากโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินกันแล้ว ภายหลังต่อมาโจทก์ได้มีหนังสือบอกล้างสัญญาแบ่งทรัพย์สินนั้น สัญญาแบ่งทรัพย์สินจึงไม่มีผลอีกต่อไป ทรัพย์สินตามสัญญาแบ่งทรัพย์สินจึงกลับมาเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยดังเดิม เมื่อโจทก์ถึงแก่กรรมการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยย่อมสิ้นสุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 การคิดส่วนทรัพย์สินระหว่างโจทก์กับจำเลยมีผลตั้งแต่วันที่การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายนั้น และการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาให้อยู่ในข้อบังคับของบทบัญญัติว่าด้วยการหย่าโดยความยินยอมทั้งสองฝ่ายตามมาตรา 1625 สินสมรสของโจทก์กับจำเลยจึงแยกออกจากกันทันทีในวันที่โจทก์ตาย สินสมรสครึ่งหนึ่งเป็นมรดกของโจทก์ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยตามมาตรา 1533 สำหรับที่ดินตามโฉนดเลขที่ 454 ตำบลบางยี่ขัน อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้น ได้ความว่า โจทก์เคยจดทะเบียนยกให้เป็นสินส่วนตัวแก่จำเลย แต่ต่อมาในปี 2540 โจทก์ได้มีหนังสือบอกล้างสัญญาให้ดังกล่าว ที่ดินโฉนดเลขที่ 454 จึงยังคงเป็นสินสมรสอยู่ เมื่อปรากฏตามฟ้องว่า โจทก์ขอให้ลงชื่อโจทก์เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินโฉนดเลขที่ 454 ซึ่งเป็นสินสมรส เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นสามีร้องขอให้โจทก์ลงชื่อเป็นเจ้าของรวมในเอกสารตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1475 ซึ่งสิทธิดังกล่าวเป็นสิทธิเฉพาะตัวของสามีหรือภริยาแล้วแต่กรณี เมื่อโจทก์ถึงแก่กรรมไปแล้ว จึงไม่อาจใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมได้ คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์สินดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อย่างไรก็ตาม คำขอของโจทก์ดังกล่าวพอจะถือได้ว่าขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมครึ่งหนึ่งในฐานะสินสมรส ส่วนทรัพย์สินภายในบ้านเลขที่ 107 ตำบลบางยี่ขัน อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งประกอบด้วยเครื่องใช้ประจำบ้านและเครื่องกระเบื้องลายครามจีนเป็นรูปภาพคน ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์จำเลย โจทก์มีสิทธิกึ่งหนึ่งเฉพาะทรัพย์สินที่คงเหลืออยู่ เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตายย่อมเป็นมรดกตกได้แก่ทายาท ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาของโจทก์ข้ออื่นไม่เป็นสาระแก่คดี จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่มีผลทำให้คดีเปลี่ยแปลง" พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 454 ตำบลบางยี่ขัน อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรส และให้จำเลยแบ่งทรัพย์สินภายในสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 107 ตำบลบางยี่เรือ อำเภอบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร ซึ่งประกอบด้วยเครื่องใช้ประจำบ้านและเครื่องกระเบื้องลายครามจีนเป็นรูปภาพคน แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ทั้งนี้เฉพาะทรัพย์สินที่คงเหลืออยู่ หากไม่สามารถแบ่งให้โจทก์ได้กึ่งหนึ่งให้ขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งอันเป็นมรดกตกได้แก่ทายาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
|




.jpg)