
| เงินประกันชีวิตเป็นสินสมรสหรือมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 4239/2558)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสถานะของเงินประกันชีวิตว่าเป็นสินสมรสระหว่างสามีภริยาหรือเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยเฉพาะในกรณีที่กรมธรรม์ประกันชีวิตไม่ได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้เป็นการเฉพาะ ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการสิ้นสุดของความเป็นสินสมรสเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงเพราะความตาย ตลอดจนการนำบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับใช้ เพื่อกำหนดว่าเงินประกันชีวิตดังกล่าวต้องถือเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งของกองมรดกและต้องแบ่งแก่ทายาทตามลำดับสิทธิที่กฎหมายบัญญัติ ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของผู้ตาย ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งเงินประกันชีวิตของผู้ตายซึ่งได้รับจากบริษัทประกันภัยและโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารในชื่อจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดก ผู้ตายได้ทำสัญญาประกันชีวิตไว้โดยมิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์เป็นการเฉพาะ ต่อมาผู้ตายถึงแก่ความตาย ทำให้เกิดข้อพิพาทว่าเงินประกันชีวิตดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับภริยาหรือเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องแบ่งแก่ทายาททุกคน ประเด็นปัญหาทางกฎหมาย ประเด็นสำคัญที่ต้องวินิจฉัยคือ 1. เงินประกันชีวิตที่เกิดขึ้นภายหลังการถึงแก่ความตายของผู้เอาประกัน เป็นสินสมรสหรือไม่ 2. หากไม่เป็นสินสมรส จะถือเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ และต้องแบ่งแก่ทายาทอย่างไร คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1470 สินสมรสหมายถึงทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย การสมรสย่อมสิ้นสุดลงตามมาตรา 1501 สิทธิในการรับเงินประกันชีวิตเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นภายหลังความตาย จึงไม่อาจถือเป็นสินสมรสได้ นอกจากนี้ เมื่อกรมธรรม์ประกันชีวิตไม่ได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้โดยเฉพาะ ศาลเห็นว่าไม่มีบทกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง ต้องอาศัยการเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งตามมาตรา 4 วรรคสอง โดยเทียบกับมาตรา 897 วรรคหนึ่ง ซึ่งถือว่าเงินประกันชีวิตดังกล่าวเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งของกองมรดก หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ศาลฎีกาได้วางหลักกฎหมายสำคัญไว้ว่า 1. สถานะของทรัพย์สินต้องพิจารณาจากช่วงเวลาที่สิทธิในทรัพย์นั้นเกิดขึ้น 2. เงินประกันชีวิตที่เกิดจากความตาย ไม่ใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ระหว่างการสมรส 3. กรณีไม่มีบทกฎหมายโดยตรง ศาลสามารถนำบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้บังคับได้ 4. เงินประกันชีวิตที่ไม่ระบุผู้รับประโยชน์ต้องถือเป็นทรัพย์มรดกและแบ่งแก่ทายาทตามลำดับสิทธิ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับเงินประกันชีวิต โดยตอกย้ำหลักการว่าความเป็นสินสมรสสิ้นสุดลงเมื่อการสมรสสิ้นสุด และเงินประกันชีวิตที่เกิดจากความตายย่อมต้องพิจารณาในฐานะทรัพย์มรดก เว้นแต่จะมีการกำหนดผู้รับประโยชน์ไว้ชัดแจ้งในกรมธรรม์ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งเงินประกันชีวิตของผู้ตายให้แก่ทายาททุกคนคนละหนึ่งในหกส่วน และให้ร่วมกันรับผิดค่าฤชาธรรมเนียม 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าเงินประกันชีวิตดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดก มิใช่สินสมรส ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าเงินประกันชีวิตที่เกิดขึ้นภายหลังความตายไม่เป็นสินสมรส และเมื่อไม่ระบุผู้รับประโยชน์ ต้องถือเป็นสินทรัพย์ในกองมรดกและแบ่งแก่ทายาทตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4239/2558 ป.พ.พ. มาตรา 1470 ที่กำหนดให้ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาประกอบด้วยสินส่วนตัวและสินสมรสนั้น หมายถึงทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในขณะที่เป็นสามีภริยากัน การที่ผู้ตายถึงแก่ความตายย่อมทำให้การสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 สิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 สิทธิที่จะได้รับเงินประกันชีวิต นั้น เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากความมรณะของผู้ตายอันมีลักษณะเป็นการประกันชีวิต และเป็นเงินที่เกิดจากสัญญาระหว่างผู้ตายกับบุคคลภายนอกซึ่งได้รับมาหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายไปแล้ว จึงไม่เป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 ประกอบกับตามตารางกรมธรรม์ มิได้ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้ว่าให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนหรือแก่ผู้ใด จึงไม่มีบทกฎหมายที่จะยกมาปรับคดีได้โดยตรงและต้องนำ ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง มาใช้บังคับ คืออาศัยเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้แก่มาตรา 897 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "ถ้าผู้เอาประกันภัยได้เอาประกันภัยไว้โดยกำหนดว่า เมื่อตนถึงซึ่งความมรณะให้ใช้เงินแก่ทายาททั้งหลายของตนโดยมิได้เจาะจงระบุชื่อผู้หนึ่งผู้ใดไว้ไซร้ จำนวนเงินอันจะพึงใช้นั้นท่านให้ฟังเอาเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้เอาประกันภัย ซึ่งเจ้าหนี้จะเอาใช้หนี้ได้" ดังนั้น เงินประกันชีวิตดังกล่าวจึงต้องแบ่งให้แก่ทายาทของผู้ตายในฐานะสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1629 (1), 1630 วรรคสอง และ 1635 (1) โดยโจทก์ที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นบิดามารดาผู้ตาย กับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยาผู้ตายต่างได้รับส่วนแบ่งคนละส่วนเท่า ๆ กันและเท่ากับโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และเด็กชาย ศ. ซึ่งเป็นทายาทชั้นบุตร โจทก์ทั้งสามฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งเงินประกันชีวิตของผู้ตายซึ่งโอนเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระนวน จังหวัดขอนแก่น ชื่อบัญชีนางสาววลัยภรณ์ จำเลยที่ 1 กับนางศิรินทร์รัตน์ จำเลยที่ 2 เลขที่ 415-0-31421-7 ให้แก่โจทก์ทั้งสามคนละ 216,690 บาท จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันแบ่งเงินประกันชีวิตของผู้ตายจากบัญชีดังกล่าวให้แก่ทายาทของผู้ตายคนละหนึ่งในหกส่วน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ ต่อมาจำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า ผู้ตายเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ที่ 2 และที่ 3 เคยสมรสและหย่ากับนางคำดี มีบุตร 3 คน คือ โจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 1 และเด็กชายศราวุฒิ ต่อมาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 ผู้ตายกู้เงินจากธนาคารกรุงไทยและทำประกันชีวิตกับบริษัททิพยประกันภัย รวมทั้งมีบัญชีเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มซึ่งมีความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุ ต่อมาผู้ตายประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตาย ศาลตั้งจำเลยทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดก และจำเลยทั้งสองรับเงินค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์โอนเข้าบัญชีชื่อจำเลยทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดก รวมเป็นเงิน 1,300,758.76 บาท ปัญหาตามฎีกาคือ เงินประกันชีวิตดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 2 หรือไม่ และโจทก์ทั้งสามมีอำนาจฟ้องขอแบ่งหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1470 สินสมรสหมายถึงทรัพย์ที่มีอยู่ในระหว่างเป็นสามีภริยา เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย การสมรสสิ้นสุดตามมาตรา 1501 สิทธิรับเงินประกันชีวิตเป็นสิทธิที่เกิดขึ้นจากความตายและได้รับภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงไม่เป็นสินสมรส อีกทั้งกรมธรรม์มิได้ระบุผู้รับประโยชน์ไว้โดยตรง ต้องอาศัย ป.พ.พ. มาตรา 4 วรรคสอง เทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งคือมาตรา 897 วรรคหนึ่ง ถือว่าเงินดังกล่าวเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดก จึงต้องแบ่งแก่ทายาทตามมาตรา 1629 (1), 1630 วรรคสอง และ 1635 (1) โดยบิดามารดาผู้ตายและภริยาผู้ตายได้รับส่วนเท่ากันกับทายาทชั้นบุตร ศาลฎีกาพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ คำถามที่พบบ่อย 1. ถาม: เงินประกันชีวิตของผู้ตายถือเป็นสินสมรสหรือไม่ ตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินประกันชีวิตที่เกิดขึ้นภายหลังผู้เอาประกันถึงแก่ความตาย ไม่ถือเป็นสินสมรส เพราะสินสมรสหมายถึงทรัพย์สินที่สามีภริยามีอยู่ในระหว่างที่ยังเป็นสามีภริยากัน เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย การสมรสย่อมสิ้นสุดลง สิทธิในการรับเงินประกันชีวิตซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจึงไม่เป็นสินสมรสตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 2. ถาม: เหตุใดเงินประกันชีวิตจึงไม่เป็นสินสมรสของคู่สมรสผู้ตาย ตอบ: เนื่องจากสิทธิในการรับเงินประกันชีวิตเป็นสิทธิที่เกิดจากเหตุแห่งความตาย และเป็นทรัพย์ที่ได้รับภายหลังการสมรสสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย เงินดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่คู่สมรสได้มาร่วมกันในระหว่างการสมรส และไม่อาจนับเป็นสินสมรสได้ 3. ถาม: กรณีกรมธรรม์ประกันชีวิตไม่ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ ศาลใช้หลักกฎหมายใดวินิจฉัย ตอบ: เมื่อกรมธรรม์ไม่ระบุชื่อผู้รับประโยชน์ไว้โดยเฉพาะ ศาลเห็นว่าไม่มีบทกฎหมายบัญญัติไว้โดยตรง จึงต้องอาศัยหลักการตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถกำหนดสถานะของเงินประกันชีวิตและการแบ่งแก่ทายาทได้อย่างถูกต้อง 4. ถาม: ศาลนำบทกฎหมายใดมาเทียบเคียงในการวินิจฉัยเงินประกันชีวิต ตอบ: ศาลฎีกาอาศัยหลักการเทียบบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง โดยนำบทบัญญัติเรื่องประกันชีวิตที่กำหนดให้เงินที่พึงจ่ายแก่ทายาทโดยมิได้เจาะจงผู้ใด ถือเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดก มาใช้เทียบเคียงกับข้อเท็จจริงแห่งคดีนี้ 5. ถาม: เงินประกันชีวิตต้องนำมาแบ่งเป็นมรดกหรือไม่ ตอบ: ศาลวินิจฉัยว่า เงินประกันชีวิตในกรณีนี้ต้องถือเป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งของกองมรดกของผู้ตาย จึงต้องนำมาแบ่งให้แก่ทายาทตามลำดับสิทธิและอัตราส่วนที่กฎหมายมรดกกำหนด มิใช่เป็นทรัพย์ของคู่สมรสฝ่ายเดียว 6. ถาม: ใครบ้างมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเงินประกันชีวิตในคดีนี้ ตอบ: ผู้มีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง ได้แก่ ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายซึ่งอยู่ในลำดับที่กฎหมายรับรอง เช่น บุตร คู่สมรส และบิดามารดาของผู้ตาย โดยได้รับส่วนแบ่งตามหลักเกณฑ์ว่าด้วยทายาทและการแบ่งมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 7. ถาม: แนวคำพิพากษานี้มีผลต่อการจัดการมรดกอย่างไร ตอบ: แนวคำพิพากษานี้ยืนยันหลักสำคัญว่า ทรัพย์ที่เกิดจากเหตุแห่งความตาย เช่น เงินประกันชีวิตที่ได้รับภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย ต้องพิจารณาในฐานะทรัพย์มรดก ผู้จัดการมรดกจึงมีหน้าที่นำทรัพย์ดังกล่าวเข้ากองมรดกและแบ่งให้ทายาทอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อป้องกันข้อพิพาทและการตัดสิทธิทายาทโดยไม่ชอบ
|




