
| ยักยอกสินสมรสที่เป็นกรรมสิทธิ์รวม คู่สมรสมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์ได้เพียงใด และศาลจะกำหนดค่าเสียหายอย่างไรตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการยักยอกทรัพย์ที่เป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างสามีภริยา โดยมีประเด็นสำคัญว่า เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเบียดบังทรัพย์สินร่วมไปเป็นของตนหรือบุคคลอื่นโดยทุจริตจนเป็นความผิดฐานยักยอก อีกฝ่ายหนึ่งจะมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์หรือเรียกชดใช้ราคาทรัพย์ได้เพียงใด รวมถึงศาลจะกำหนดจำนวนเงินที่ต้องชดใช้จากหลักเกณฑ์ใด คดีนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของพนักงานอัยการ ความสมบูรณ์ของคำฟ้องตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และการใช้ข้อเท็จจริงในคดีอาญามาวินิจฉัยคดีส่วนแพ่ง ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า แม้ผู้เสียหายจะมีสิทธิได้รับการชดใช้ราคาทรัพย์ที่สูญเสียไปจากการกระทำผิด แต่สิทธิดังกล่าวต้องจำกัดอยู่เพียงสัดส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ที่ผู้เสียหายมีอยู่ในทรัพย์นั้นเท่านั้น ไม่อาจเรียกร้องเกินกว่าส่วนแห่งสิทธิของตนได้ อันเป็นแนวทางสำคัญในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างคู่สมรส สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดหลายฐาน รวมถึงความผิดฐานยักยอก โดยกล่าวหาว่าจำเลยได้รับมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน กต xxxx จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ร่วมกับจำเลยไว้ในครอบครองแทนโจทก์ร่วม แต่ต่อมาจำเลยได้เบียดบังเอารถยนต์ดังกล่าวไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ทั้งที่รถยนต์มีราคา 1,300,000 บาท จึงเป็นการกระทำความผิดฐานยักยอก และโจทก์ขอให้ศาลสั่งคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ในส่วนของผู้เสียหายจำนวน 750,000 บาทด้วย จำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ระหว่างการพิจารณาคดี ผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม และศาลอนุญาตให้เข้าร่วมคดี ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้องในส่วนที่เกี่ยวข้องและให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์ร่วมจำนวน 375,000 บาท ส่วนศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้ไขให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์จำนวน 750,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยจึงฎีกาต่อศาลฎีกาโดยโต้แย้งทั้งเรื่องอำนาจฟ้อง ความสมบูรณ์ของคำฟ้อง และจำนวนเงินที่ต้องชดใช้แก่โจทก์ร่วม คดีจึงมีประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก โจทก์มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ ประการที่สอง คำฟ้องชอบด้วยกฎหมายและมีรายละเอียดเพียงพอตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่ และประการสุดท้าย ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในรถยนต์มีสิทธิได้รับคืนหรือชดใช้ราคารถยนต์เป็นจำนวนเท่าใดภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คำวินิจฉัยเกี่ยวกับอำนาจฟ้องในความผิดฐานยักยอก ประเด็นแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย คือ โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ โดยจำเลยอ้างว่ารถยนต์หมายเลขทะเบียน กต xxxx จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นกรรมสิทธิ์และสินส่วนตัวของจำเลย มิใช่ทรัพย์ที่โจทก์ร่วมมีกรรมสิทธิ์อยู่ด้วย ดังนั้นโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมาย ไม่มีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีฐานยักยอก และเมื่อผู้เสียหายไม่มีสถานะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานดังกล่าว ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้อำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนและศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เองในบางกรณี แต่ข้ออ้างของจำเลยในคดีนี้มิได้เป็นเพียงข้อกฎหมายล้วน หากตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงหลายประการ เช่น รถยนต์เป็นสินส่วนตัวของจำเลยหรือไม่ โจทก์ร่วมมีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือไม่ และโจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งล้วนเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องมีการยกขึ้นต่อสู้และพิสูจน์กันในศาลชั้นต้นเสียก่อน เมื่อจำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น และมิได้ทำให้ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อพิพาทในกระบวนพิจารณาของศาลล่าง การนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาอ้างเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกาจึงเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ที่กฎหมายไม่อนุญาตให้กระทำได้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าฎีกาในส่วนนี้ต้องห้ามตามกฎหมาย และไม่อาจรับไว้พิจารณาวินิจฉัยได้ ศาลฎีกาจึงมีคำวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะพยายามยกเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นเป็นประเด็นทางกฎหมาย แต่ข้ออ้างดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานข้อเท็จจริงที่ไม่เคยมีการยกขึ้นกล่าวอ้างในศาลชั้นต้นมาก่อน จึงเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ต้องห้ามมิให้ยกขึ้นในชั้นฎีกาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาในประเด็นนี้ วิเคราะห์เหตุผลของศาลฎีกาเกี่ยวกับข้อห้ามยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา คำวินิจฉัยส่วนนี้สะท้อนหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาคดีว่า ศาลฎีกามีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของคำพิพากษาศาลล่างภายใต้ข้อเท็จจริงที่ได้มีการต่อสู้และรับฟังกันมาแล้วในกระบวนพิจารณา มิใช่เป็นเวทีสำหรับยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นกล่าวอ้างเป็นครั้งแรก เพราะหากเปิดโอกาสให้คู่ความสามารถยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกาได้ ย่อมทำให้คู่ความอีกฝ่ายไม่มีโอกาสนำพยานหลักฐานมาหักล้างหรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว อันจะกระทบต่อความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีอย่างร้ายแรง ในคดีนี้ ข้ออ้างว่ารถยนต์เป็นสินส่วนตัวของจำเลยและโจทก์ร่วมไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ มิใช่ประเด็นทางกฎหมายที่สามารถวินิจฉัยได้โดยอาศัยข้อความในคำฟ้องหรือเอกสารในสำนวนเพียงอย่างเดียว แต่เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องมีการสืบพยานเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์ เงินที่ใช้ซื้อรถยนต์ ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส และลักษณะการได้มาของทรัพย์สินดังกล่าว การวินิจฉัยเรื่องเหล่านี้จึงจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในศาลชั้นต้นก่อนทั้งสิ้น เมื่อจำเลยเลือกให้การรับสารภาพและมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น ย่อมถือว่าจำเลยสละโอกาสในการโต้แย้งข้อเท็จจริงเหล่านั้นไปแล้ว การนำมากล่าวอ้างในชั้นฎีกาจึงไม่อาจกระทำได้ ศาลฎีกาจึงยืนยันหลักการสำคัญว่า แม้ประเด็นอำนาจฟ้องจะเกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อย แต่หากข้อกฎหมายดังกล่าวต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ไม่เคยมีการยกขึ้นต่อสู้มาก่อน ก็ไม่อาจนำมาเป็นเหตุฎีกาได้ในภายหลัง แนววินิจฉัยนี้แสดงให้เห็นว่า การต่อสู้คดีอาญาโดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับสถานะผู้เสียหาย สิทธิในทรัพย์สิน หรืออำนาจฟ้อง จำเป็นต้องยกขึ้นตั้งแต่ศาลชั้นต้น เพราะหากปล่อยให้คดีดำเนินไปจนถึงชั้นฎีกาแล้วจึงยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้าง ศาลฎีกาย่อมไม่อาจรับวินิจฉัยได้ แม้ข้อเท็จจริงนั้นหากพิสูจน์ได้อาจส่งผลต่อผลคดีโดยตรงก็ตาม คำวินิจฉัยเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 ประเด็นที่สองที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย คือ ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานยักยอกชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ชัดเจนว่ารถยนต์หมายเลขทะเบียน กต xxxx จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เหตุใดจึงเป็นสินสมรส ค่าใช้จ่ายในการได้มาของรถยนต์มาจากแหล่งใด และเหตุใดรถยนต์จึงมีมูลค่าสูงถึง 1,300,000 บาท นอกจากนี้จำเลยยังอ้างว่า หากรถยนต์เป็นกรรมสิทธิ์รวมจริง โจทก์ร่วมย่อมมีสิทธิได้รับชดใช้เพียงกึ่งหนึ่งของมูลค่าทรัพย์เท่านั้น แต่คำขอท้ายฟ้องกลับเรียกเงินจำนวน 750,000 บาท จึงทำให้คำฟ้องกับคำขอท้ายฟ้องขัดแย้งกันเอง ส่งผลให้ฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายและมีลักษณะเคลือบคลุมจนจำเลยไม่สามารถเข้าใจข้อหาได้อย่างชัดเจน ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นต่อสู้ในศาลล่างทั้งสอง แต่ปัญหาความชอบด้วยกฎหมายของคำฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยในประเด็นนี้และพิจารณาว่าคำฟ้องมีรายละเอียดเพียงพอตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ได้บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนว่า จำเลยได้รับมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน กต xxxx จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ ซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ร่วมกับจำเลยไว้ในครอบครองแทนโจทก์ร่วม ต่อมาจำเลยได้เบียดบังเอารถยนต์ดังกล่าวซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปเป็นของตนเองหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต การบรรยายดังกล่าวถือเป็นการระบุการกระทำที่อ้างว่าเป็นความผิด ระบุทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง ระบุสถานะความเป็นเจ้าของ และระบุพฤติการณ์แห่งการเบียดบังโดยทุจริตไว้อย่างครบถ้วนแล้ว จึงทำให้จำเลยสามารถเข้าใจข้อกล่าวหาและเตรียมการต่อสู้คดีได้อย่างเพียงพอ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าคำฟ้องดังกล่าวเป็นคำฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิด ตลอดจนข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) และมีรายละเอียดครบองค์ประกอบความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรกแล้ว เหตุผลที่ศาลฎีกาเห็นว่าเรื่องสินสมรสและราคาทรัพย์เป็นประเด็นสำหรับการสืบพยาน ไม่ใช่สาระจำเป็นของคำฟ้อง ศาลฎีกาอธิบายเพิ่มเติมว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสาเหตุที่รถยนต์เป็นสินสมรส แหล่งที่มาของเงินที่ใช้ซื้อรถยนต์ ตลอดจนเหตุผลที่รถยนต์มีมูลค่า 1,300,000 บาทนั้น เป็นเพียงรายละเอียดในเชิงพยานหลักฐาน มิใช่ข้อเท็จจริงสำคัญที่จำเป็นต้องบรรยายไว้ในคำฟ้องเพื่อให้ครบองค์ประกอบความผิดฐานยักยอก เพราะสาระสำคัญของคดีอยู่ที่การกล่าวหาว่าจำเลยได้รับมอบทรัพย์ไว้ในครอบครองแล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไปโดยทุจริต ซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของความผิดตามกฎหมายอาญา เมื่อโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงสำคัญดังกล่าวไว้ครบถ้วนแล้ว รายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์ วิธีการได้มาซึ่งทรัพย์ หรือมูลค่าของทรัพย์ จึงเป็นเรื่องที่สามารถนำพยานหลักฐานเข้าสืบในชั้นพิจารณาเพื่อพิสูจน์ความจริงได้ภายหลัง ไม่ใช่เหตุที่ทำให้คำฟ้องเสียไปหรือกลายเป็นฟ้องเคลือบคลุมแต่อย่างใด ศาลฎีกายังเห็นอีกว่า ข้อกล่าวอ้างของจำเลยที่ว่าคำฟ้องขัดแย้งกับคำขอท้ายฟ้องนั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในสำนวน เนื่องจากโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยต้องรับผิดเพียงกึ่งหนึ่งของมูลค่ารถยนต์ตามที่จำเลยกล่าวอ้าง การมีคำขอให้ชดใช้จำนวนเงินตามที่ระบุในท้ายฟ้องจึงไม่ทำให้เนื้อหาฟ้องเกิดความขัดแย้งภายในตัวเองจนถึงขั้นเป็นฟ้องเคลือบคลุมหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับการบรรยายฟ้องในคดีอาญา คำวินิจฉัยส่วนนี้สะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่า คำฟ้องไม่จำเป็นต้องบรรยายรายละเอียดทุกข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับคดี แต่ต้องบรรยายเฉพาะข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญของการกระทำความผิดให้เพียงพอแก่การทำความเข้าใจข้อหาและการต่อสู้คดีของจำเลย หากคำฟ้องสามารถทำให้จำเลยทราบได้ว่า ถูกกล่าวหาว่ากระทำการใด ต่อทรัพย์ใด และในลักษณะใด ย่อมถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างสิทธิของจำเลยในการรับทราบข้อกล่าวหาอย่างชัดเจนกับประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม เพราะหากกำหนดให้โจทก์ต้องบรรยายรายละเอียดเชิงพยานหลักฐานทุกประเด็นไว้ในคำฟ้อง ย่อมทำให้คำฟ้องมีความซับซ้อนเกินความจำเป็น และอาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับรูปแบบทางเทคนิคมากกว่าการพิจารณาเนื้อหาสาระของคดี จากเหตุผลดังกล่าว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ในความผิดฐานยักยอกเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 และเมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ย่อมมีอำนาจพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามฟ้องได้ ฎีกาของจำเลยในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น คำวินิจฉัยเกี่ยวกับการคืนหรือใช้ราคารถยนต์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 และมาตรา 46 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การกำหนดจำนวนเงินที่จำเลยต้องคืนหรือชดใช้แก่โจทก์ร่วม โดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์จำนวน 750,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แต่จำเลยฎีกาว่าจำนวนเงินดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจากรถยนต์เป็นทรัพย์ที่โจทก์ร่วมและจำเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ดังนั้นแม้จำเลยจะกระทำความผิดฐานยักยอกจริง โจทก์ร่วมก็มีสิทธิได้รับการชดใช้เฉพาะในส่วนแห่งสิทธิของตนเท่านั้น ไม่อาจเรียกชดใช้ได้เกินกว่าสัดส่วนกรรมสิทธิ์ที่ตนถืออยู่ในทรัพย์สินดังกล่าว ศาลฎีกาพิจารณาประเด็นนี้โดยเริ่มจากบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ซึ่งกำหนดว่า ในคดีความผิดฐานลักทรัพย์ ยักยอก และความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินบางประเภท หากผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์ที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิด เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์แทนผู้เสียหายได้ด้วย บทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาความเสียหายในคราวเดียวกับการดำเนินคดีอาญา โดยไม่จำเป็นต้องนำคดีไปฟ้องเป็นคดีแพ่งแยกต่างหากอีกคดีหนึ่ง นอกจากนี้ ศาลฎีกายังอาศัยบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ซึ่งกำหนดว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา กล่าวคือ เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาได้รับการรับฟังเป็นยุติแล้ว ศาลต้องนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาใช้เป็นฐานในการกำหนดสิทธิเรียกร้องทางแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดนั้นด้วย เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงในคดีอาญาจึงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยได้เบียดบังเอารถยนต์หมายเลขทะเบียน กต xxxx จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ราคา 1,300,000 บาท ซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ร่วมกับจำเลยไปโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานยักยอก และโจทก์ได้มีคำขอให้คืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ในส่วนของโจทก์ร่วมตามที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ศาลจึงเห็นว่าจำเลยต้องรับผิดคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วมอย่างแน่นอน เพียงแต่ต้องพิจารณาต่อไปว่าโจทก์ร่วมมีสิทธิได้รับเป็นจำนวนเท่าใด เหตุผลที่ศาลฎีกาแก้จำนวนเงินจาก 750,000 บาท เหลือ 650,000 บาท แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าโจทก์ร่วมมีสิทธิได้รับการชดใช้ราคาทรัพย์ตามมาตรา 43 แต่ศาลพิจารณาต่อไปว่ารถยนต์คันดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย และไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดแสดงว่าโจทก์ร่วมมีสัดส่วนแห่งกรรมสิทธิ์มากกว่าจำเลย ดังนั้นตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ โจทก์ร่วมและจำเลยจึงต้องถือว่ามีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวคนละครึ่ง เมื่อรถยนต์มีมูลค่า 1,300,000 บาท ส่วนแห่งสิทธิของโจทก์ร่วมจึงมีมูลค่าเพียงกึ่งหนึ่งของราคาดังกล่าว คิดเป็นเงิน 650,000 บาท เท่านั้น ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ร่วมจะเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดฐานยักยอก แต่สิทธิเรียกร้องของโจทก์ร่วมย่อมมีได้เฉพาะในส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ของตนเอง ไม่อาจขยายไปถึงส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ของจำเลยได้ เพราะมาตรา 43 มีวัตถุประสงค์เพื่อคืนความเสียหายที่ผู้เสียหายสูญเสียไปจริง มิใช่เพื่อให้ได้รับประโยชน์เกินกว่าสิทธิที่มีอยู่เดิมในทรัพย์สินนั้น ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่กำหนดให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 750,000 บาท สูงกว่าจำนวนที่โจทก์ร่วมมีสิทธิได้รับตามสัดส่วนกรรมสิทธิ์จริง จึงไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและหลักกฎหมาย ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์ร่วมเป็นจำนวน 650,000 บาท แทน วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม คำวินิจฉัยส่วนนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า การเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดมิได้หมายความว่าผู้เสียหายจะมีสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเสมอไป แต่ต้องพิจารณาควบคู่กับขอบเขตสิทธิในทรัพย์สินของผู้เสียหายด้วย หากผู้เสียหายเป็นเจ้าของทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว ย่อมมีสิทธิเรียกร้องทรัพย์ทั้งหมดหรือราคาทรัพย์ทั้งหมดได้ แต่หากผู้เสียหายเป็นเพียงเจ้าของรวม ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเฉพาะในส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ของตนเท่านั้น หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีเกี่ยวกับสินสมรส เนื่องจากทรัพย์สินจำนวนมากที่ได้มาระหว่างสมรสมักมีลักษณะเป็นทรัพย์ที่คู่สมรสมีสิทธิร่วมกัน การกระทำของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งที่เบียดบังทรัพย์ไปโดยทุจริตอาจเป็นความผิดทางอาญาได้ แต่การกำหนดจำนวนเงินที่ต้องคืนหรือชดใช้ยังคงต้องยึดตามสัดส่วนแห่งสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง มิใช่ยึดตามมูลค่าทรัพย์ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ คำพิพากษานี้จึงวางหลักสำคัญว่า การใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ต้องพิจารณาควบคู่กับข้อเท็จจริงเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน และเมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังได้ว่าผู้เสียหายมีกรรมสิทธิ์เพียงกึ่งหนึ่งของทรัพย์ ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดให้คืนหรือชดใช้ราคาเพียงกึ่งหนึ่งของมูลค่าทรัพย์นั้น แม้ว่าทรัพย์ทั้งหมดจะถูกเบียดบังไปจากการกระทำความผิดก็ตาม อันเป็นการใช้มาตรา 43 และมาตรา 46 ร่วมกันอย่างสอดคล้องกับหลักความเสียหายที่แท้จริงของผู้เสียหาย วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องทรัพย์คืนในคดีอาญา คดีนี้มีความสำคัญในทางหลักกฎหมาย เนื่องจากเป็นการวินิจฉัยความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญากับสิทธิในทรัพย์สินตามกฎหมายแพ่ง โดยแม้ศาลจะรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกและผู้เสียหายได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าว แต่การกำหนดจำนวนเงินที่ผู้เสียหายมีสิทธิได้รับคืนมิได้พิจารณาเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นเท่านั้น หากต้องพิจารณาถึงขอบเขตแห่งสิทธิในทรัพย์สินของผู้เสียหายประกอบกันด้วย กล่าวคือ ผู้เสียหายจะเรียกร้องได้เพียงเท่าที่เป็นสิทธิของตนในทรัพย์นั้น ไม่อาจเรียกร้องแทนบุคคลอื่นหรือเรียกร้องเกินกว่าส่วนที่ตนมีสิทธิอยู่เดิมได้ จากข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติว่ารถยนต์เป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย ศาลฎีกาจึงมิได้มองว่ารถยนต์ทั้งคันเป็นทรัพย์ของโจทก์ร่วม แต่เห็นว่าโจทก์ร่วมมีสิทธิในฐานะเจ้าของรวมเพียงส่วนหนึ่งของทรัพย์เท่านั้น เมื่อทรัพย์ดังกล่าวถูกยักยอก ความเสียหายที่โจทก์ร่วมได้รับจึงเกิดขึ้นเฉพาะในส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ของตน การเยียวยาความเสียหายตามกฎหมายจึงต้องจำกัดอยู่เพียงขอบเขตแห่งสิทธิดังกล่าวด้วย หลักการนี้สอดคล้องกับแนวคิดพื้นฐานของกฎหมายทรัพย์สินที่ถือว่าสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินต้องกำหนดตามขอบเขตแห่งกรรมสิทธิ์ที่บุคคลนั้นมีอยู่จริง เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บทบัญญัติมาตรา 43 มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายในคดีอาญา โดยเปิดโอกาสให้ศาลสามารถสั่งคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายได้ภายในคดีอาญาเดียวกัน อันเป็นการลดภาระในการดำเนินคดีแพ่งแยกต่างหาก และช่วยให้การเยียวยาความเสียหายเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มาตรา 43 มิได้มีเจตนาให้ผู้เสียหายได้รับทรัพย์หรือเงินเกินกว่าความเสียหายที่ตนได้รับจริง หรือเกินกว่าสิทธิที่ตนมีอยู่ในทรัพย์นั้น เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นเพียงกลไกในการบังคับสิทธิทางแพ่งผ่านกระบวนการคดีอาญา มิใช่บทบัญญัติที่สร้างสิทธิใหม่ให้แก่ผู้เสียหาย คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการตีความมาตรา 43 โดยศาลฎีกาได้ยืนยันว่า แม้ผู้เสียหายจะมีสิทธิได้รับการชดใช้ราคาทรัพย์จากการกระทำผิดฐานยักยอก แต่สิทธิดังกล่าวต้องเป็นไปตามขอบเขตแห่งกรรมสิทธิ์ที่ผู้เสียหายมีอยู่จริงในทรัพย์นั้น การกำหนดจำนวนเงินที่จะคืนหรือชดใช้จึงต้องพิจารณาจากสัดส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ก่อนเสมอ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะมูลค่าของทรัพย์สินที่ถูกยักยอกไปเท่านั้น เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 มาตรา 46 เป็นบทบัญญัติที่มีความสำคัญต่อการเชื่อมโยงระหว่างคดีอาญากับคดีส่วนแพ่ง โดยกำหนดให้ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาเมื่อพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งระหว่างข้อเท็จจริงในคดีเดียวกัน และเพื่อสร้างความมั่นคงแน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงในคดีอาญาได้รับการพิสูจน์จนเป็นที่ยุติแล้ว ศาลจึงต้องใช้ข้อเท็จจริงนั้นเป็นพื้นฐานในการกำหนดสิทธิและหน้าที่ทางแพ่งของคู่ความต่อไป ในคดีนี้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพจนข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่ารถยนต์ดังกล่าวเป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ร่วมกับจำเลย ศาลจึงต้องยึดข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นฐานในการกำหนดจำนวนเงินที่โจทก์ร่วมมีสิทธิได้รับคืน ไม่อาจกำหนดจำนวนเงินโดยละเลยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลักษณะความเป็นเจ้าของของทรัพย์สินได้ การนำมาตรา 46 มาใช้จึงมีผลโดยตรงต่อการคำนวณจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ร่วมในคดีนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสินสมรสกับหลักกรรมสิทธิ์รวมในคดีนี้ แม้คำพิพากษาจะมิได้วินิจฉัยรายละเอียดเกี่ยวกับกฎหมายครอบครัวโดยตรง แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังว่ารถยนต์เป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมมีผลอย่างสำคัญต่อการกำหนดสิทธิของคู่ความในคดี การที่ทรัพย์สินเป็นสินสมรสมิได้หมายความว่าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งสามารถถือสิทธิในทรัพย์ทั้งหมดได้แต่เพียงผู้เดียว ตรงกันข้าม ลักษณะของสินสมรสตามที่ปรากฏในคดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าคู่สมรสทั้งสองมีสิทธิร่วมกันในทรัพย์สินดังกล่าว และเมื่อเกิดการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์นั้น การพิจารณาความเสียหายย่อมต้องอาศัยสัดส่วนแห่งสิทธิของแต่ละฝ่ายเป็นเกณฑ์สำคัญ เหตุที่ศาลฎีกากำหนดให้โจทก์ร่วมได้รับเงินเพียง 650,000 บาท มิใช่เพราะศาลเห็นว่าความเสียหายมีเพียงเท่านั้น แต่เป็นเพราะศาลถือว่าความเสียหายที่กฎหมายคุ้มครองในส่วนของโจทก์ร่วมมีเพียงครึ่งหนึ่งของมูลค่ารถยนต์เท่านั้น เนื่องจากอีกครึ่งหนึ่งเป็นส่วนแห่งสิทธิที่ผูกพันอยู่กับสถานะความเป็นเจ้าของร่วมของจำเลยเอง หลักการนี้ทำให้เห็นความแตกต่างระหว่างมูลค่าของทรัพย์สินทั้งหมดกับขอบเขตแห่งสิทธิที่ผู้เสียหายมีอยู่ในทรัพย์สินนั้น ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นว่าการเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์คืนในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 มิได้พิจารณาเพียงว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับสิทธิของผู้เสียหายในทรัพย์สินที่เป็นวัตถุแห่งความผิดด้วย หากผู้เสียหายเป็นเจ้าของทรัพย์แต่เพียงผู้เดียว ย่อมมีสิทธิได้รับการคืนทรัพย์หรือชดใช้ราคาทรัพย์ทั้งหมด แต่หากผู้เสียหายเป็นเพียงเจ้าของรวม ย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้เฉพาะส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ของตนเท่านั้น คดีนี้ยังตอกย้ำหลักสำคัญอีกประการหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงที่เป็นยุติในคดีอาญาย่อมมีผลผูกพันต่อการกำหนดสิทธิทางแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด ศาลจึงต้องใช้ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นฐานในการกำหนดจำนวนเงินที่ต้องคืนหรือชดใช้แก่ผู้เสียหาย การกำหนดค่าเสียหายจึงต้องสอดคล้องทั้งกับข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้และขอบเขตแห่งสิทธิที่ผู้เสียหายมีอยู่จริง มิใช่พิจารณาเพียงมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดเท่านั้น อันเป็นหลักสำคัญที่ช่วยรักษาความสมดุลระหว่างการคุ้มครองผู้เสียหายกับการบังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตามขอบเขตแห่งสิทธิที่แท้จริงของคู่ความแต่ละฝ่าย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และยักยอก โดยการกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี พร้อมทั้งให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์ร่วมจำนวน 375,000 บาท ส่วนคำขออื่นให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าโจทก์ร่วมควรได้รับการชดใช้ราคาทรัพย์มากกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนด จึงพิพากษาแก้ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์ร่วมเป็นจำนวน 750,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อโต้แย้งเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่จำเลยมิได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้ยกขึ้นในชั้นฎีกา ส่วนปัญหาความชอบด้วยกฎหมายของฟ้องนั้น เห็นว่าฟ้องได้บรรยายข้อเท็จจริงและองค์ประกอบความผิดครบถ้วนตามกฎหมายแล้ว จึงเป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในประเด็นการคืนหรือใช้ราคารถยนต์ ศาลฎีกาเห็นว่ารถยนต์เป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ร่วมกับจำเลย โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีส่วนแห่งกรรมสิทธิ์มากกว่าจำเลย โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิได้รับการชดใช้เพียงกึ่งหนึ่งของราคารถยนต์จำนวน 1,300,000 บาท คิดเป็นเงิน 650,000 บาท ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์แก่โจทก์ร่วมจำนวน 650,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดขอบเขตสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาที่มีสิทธิเรียกคืนทรัพย์หรือราคาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อทรัพย์ที่ถูกยักยอกเป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างผู้เสียหายกับจำเลย โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยจะกระทำความผิดฐานยักยอกจริงและผู้เสียหายมีสิทธิได้รับการชดใช้ราคาทรัพย์ตามกฎหมาย แต่สิทธิดังกล่าวต้องจำกัดอยู่เพียงส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ที่ผู้เสียหายมีอยู่จริงในทรัพย์นั้น ไม่อาจเรียกร้องเกินกว่าสัดส่วนแห่งสิทธิของตนได้ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แม้ผู้เสียหายจะมีสิทธิเรียกร้องทรัพย์หรือราคาทรัพย์ที่สูญเสียไปจากการกระทำความผิดฐานยักยอกได้ แต่การเยียวยาดังกล่าวต้องเป็นไปตามขอบเขตแห่งสิทธิที่ผู้เสียหายมีอยู่จริงในทรัพย์นั้น ศาลไม่อาจกำหนดให้ได้รับชดใช้เกินกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นในส่วนของตนเองได้ 2. กรรมสิทธิ์รวมในสินสมรส เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าทรัพย์ที่ถูกยักยอกเป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของคู่สมรส โดยไม่ปรากฏว่าฝ่ายใดมีส่วนแห่งกรรมสิทธิ์มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ศาลย่อมถือว่าทั้งสองฝ่ายมีสิทธิในทรัพย์คนละครึ่ง และกำหนดจำนวนเงินที่ต้องคืนหรือชดใช้ตามสัดส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ดังกล่าว ไม่ใช่ตามมูลค่าทรัพย์ทั้งหมด สรุปสาระสำคัญของคดี คดีนี้วางหลักสำคัญว่า การใช้สิทธิเรียกร้องทรัพย์หรือราคาทรัพย์คืนในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ต้องพิจารณาควบคู่กับสิทธิความเป็นเจ้าของของผู้เสียหายในทรัพย์นั้นเสมอ แม้จะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอก แต่หากทรัพย์เป็นกรรมสิทธิ์รวม ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิได้รับการชดใช้เพียงตามส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ของตนเท่านั้น โดยศาลต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่ยุติแล้วในคดีอาญาตามมาตรา 46 เป็นพื้นฐานในการกำหนดสิทธิทางแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิด อันเป็นหลักสำคัญในการคุ้มครองผู้เสียหายควบคู่กับการรักษาความถูกต้องของสิทธิในทรัพย์สินของคู่ความแต่ละฝ่าย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม ผู้เสียหายสามารถเรียกคืนทรัพย์หรือราคาทรัพย์ในคดีอาญาฐานยักยอกได้หรือไม่ คำตอบ ผู้เสียหายสามารถเรียกคืนทรัพย์หรือราคาทรัพย์ที่สูญเสียไปจากการกระทำความผิดฐานยักยอกได้ หากเป็นกรณีที่กฎหมายให้อำนาจไว้ โดยในคดีนี้ศาลฎีกาอธิบายว่า เมื่อมีการฟ้องคดีอาญาฐานยักยอกและผู้เสียหายมีสิทธิเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาทรัพย์ที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิด ผู้เสียหายย่อมได้รับความคุ้มครองผ่านกระบวนการพิจารณาคดีอาญาได้โดยไม่จำเป็นต้องไปฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหากอีกคดีหนึ่ง อย่างไรก็ตาม สิทธิเรียกร้องดังกล่าวมิใช่สิทธิที่จะเรียกเงินจำนวนใดก็ได้ตามที่ผู้เสียหายต้องการ แต่ต้องเป็นจำนวนที่สอดคล้องกับสิทธิในทรัพย์สินที่ผู้เสียหายมีอยู่จริง หากผู้เสียหายเป็นเจ้าของทรัพย์ทั้งหมดก็อาจมีสิทธิได้รับคืนทั้งจำนวน แต่หากผู้เสียหายเป็นเพียงเจ้าของรวม สิทธิเรียกร้องย่อมจำกัดอยู่เฉพาะส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ของตน หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การเยียวยาความเสียหายเป็นไปอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับสิทธิในทรัพย์สินตามกฎหมาย ไม่ใช่เพื่อให้ผู้เสียหายได้รับประโยชน์เกินกว่าความเสียหายที่ตนได้รับจริงจากการกระทำความผิดนั้น 2 คำถาม หากทรัพย์ที่ถูกยักยอกเป็นสินสมรส ผู้เสียหายจะมีสิทธิได้รับชดใช้ราคาทรัพย์ทั้งหมดหรือไม่ คำตอบ การที่ทรัพย์สินเป็นสินสมรสมิได้หมายความว่าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจะมีสิทธิได้รับเงินชดใช้เต็มมูลค่าของทรัพย์ทุกกรณี เพราะศาลต้องพิจารณาลักษณะความเป็นเจ้าของของทรัพย์ประกอบด้วย ในคดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารถยนต์ที่ถูกยักยอกเป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ร่วมกับจำเลย ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการกำหนดจำนวนเงินที่ต้องคืนหรือชดใช้จะต้องอาศัยสัดส่วนแห่งกรรมสิทธิ์เป็นเกณฑ์สำคัญ เมื่อไม่ปรากฏว่าฝ่ายใดมีส่วนแห่งกรรมสิทธิ์มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง จึงต้องถือว่ามีสิทธิในทรัพย์สินคนละครึ่ง ดังนั้นแม้รถยนต์จะมีมูลค่ารวม 1,300,000 บาท และถูกเบียดบังไปทั้งคัน ผู้เสียหายก็มีสิทธิได้รับการชดใช้เพียงครึ่งหนึ่งของมูลค่าทรัพย์เท่านั้น หลักการนี้สะท้อนแนวคิดว่าการเยียวยาความเสียหายต้องสอดคล้องกับสิทธิที่แท้จริงในทรัพย์สิน มิใช่อาศัยเพียงมูลค่าของทรัพย์หรือความรู้สึกเสียหายของผู้เสียหายเป็นเกณฑ์ในการกำหนดจำนวนเงินที่จะได้รับคืน 3 คำถาม คำฟ้องคดียักยอกต้องบรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์สินทุกเรื่องหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องบรรยายรายละเอียดทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินในคำฟ้อง หากคำฟ้องได้ระบุข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้จำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาได้อย่างชัดเจนแล้ว ในคดีนี้จำเลยอ้างว่าฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่ได้บรรยายว่ารถยนต์เป็นสินสมรสได้อย่างไร เงินที่ใช้ซื้อรถยนต์มาจากที่ใด และเหตุใดรถยนต์จึงมีมูลค่า 1,300,000 บาท แต่ศาลฎีกาเห็นว่าข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นเพียงรายละเอียดในทางพยานหลักฐานซึ่งสามารถนำสืบกันได้ในชั้นพิจารณา มิใช่สาระสำคัญที่จำเป็นต้องระบุไว้เพื่อให้ครบองค์ประกอบของความผิดฐานยักยอก สิ่งสำคัญคือคำฟ้องต้องบรรยายให้ทราบว่าจำเลยกระทำการใด ต่อทรัพย์ใด และในลักษณะใดจนเป็นความผิดตามกฎหมาย เมื่อคำฟ้องสามารถทำให้จำเลยเข้าใจข้อกล่าวหาและเตรียมการต่อสู้คดีได้ ก็ถือว่าเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว แม้จะยังมีรายละเอียดบางส่วนที่ต้องพิสูจน์เพิ่มเติมในชั้นสืบพยานก็ตาม 4 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยข้ออ้างของจำเลยเรื่องอำนาจฟ้อง คำตอบ แม้อำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่มีความสำคัญต่อกระบวนพิจารณา แต่ในคดีนี้ข้ออ้างของจำเลยมิได้เป็นเพียงข้อกฎหมายล้วน หากเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงหลายประการ เช่น รถยนต์เป็นสินส่วนตัวของจำเลยหรือไม่ และโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในรถยนต์หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องมีการต่อสู้และพิสูจน์กันในศาลชั้นต้นก่อน เมื่อจำเลยมิได้ยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้น แต่กลับนำมาอ้างเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกา ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นการยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ซึ่งกฎหมายไม่อนุญาตให้กระทำได้ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย เพราะหากอนุญาตให้ยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา คู่ความอีกฝ่ายจะไม่มีโอกาสนำพยานหลักฐานมาหักล้างหรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว ส่งผลให้กระบวนพิจารณาเสียความสมดุลและอาจเกิดความไม่เป็นธรรมได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยฎีกาในประเด็นนี้ 5 คำถาม การรับสารภาพของจำเลยมีผลต่อการพิจารณาคดีส่วนแพ่งอย่างไร คำตอบ ในคดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพต่อข้อกล่าวหา ส่งผลให้ข้อเท็จจริงในคดีอาญารับฟังเป็นยุติว่าจำเลยได้เบียดบังรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ร่วมกับจำเลยไปโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานยักยอก เมื่อข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นที่ยุติแล้ว ศาลย่อมนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาใช้เป็นพื้นฐานในการกำหนดสิทธิเรียกร้องทางแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดต่อไป หลักการนี้ช่วยให้ศาลไม่ต้องกลับมาพิจารณาข้อเท็จจริงเดิมซ้ำอีกครั้ง และทำให้การเยียวยาความเสียหายแก่ผู้เสียหายเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ข้อเท็จจริงเรื่องการกระทำความผิดจะเป็นที่ยุติแล้ว แต่ศาลยังคงต้องพิจารณาต่อไปว่าผู้เสียหายมีสิทธิในทรัพย์สินนั้นเพียงใด เพราะจำนวนเงินที่ต้องคืนหรือชดใช้จะต้องสอดคล้องกับสิทธิในทรัพย์สินของผู้เสียหาย มิใช่อาศัยเพียงข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นเท่านั้น ดังนั้นการรับสารภาพจึงมีผลต่อการยุติข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิด แต่ไม่ได้ทำให้ศาลหมดหน้าที่ในการพิจารณาขอบเขตแห่งสิทธิของผู้เสียหายในทรัพย์สินที่พิพาท 6 คำถาม หากผู้เสียหายเป็นเจ้าของรวมกับผู้กระทำความผิด จะเรียกร้องมูลค่าทรัพย์ทั้งหมดได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วผู้เสียหายไม่อาจเรียกร้องมูลค่าทรัพย์ทั้งหมดได้ หากตนเป็นเพียงเจ้าของรวมของทรัพย์นั้น เพราะสิทธิเรียกร้องต้องสัมพันธ์กับสัดส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ที่ตนถืออยู่จริง ในคดีนี้ศาลฎีการับฟังว่ารถยนต์เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย และไม่ปรากฏว่าฝ่ายใดมีส่วนแห่งกรรมสิทธิ์มากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง จึงต้องถือว่ามีสิทธิคนละครึ่ง แม้รถยนต์จะถูกยักยอกไปทั้งคัน แต่ความเสียหายที่โจทก์ร่วมได้รับในทางกฎหมายมีเพียงส่วนที่ตนเป็นเจ้าของอยู่เท่านั้น ศาลจึงกำหนดให้ได้รับการชดใช้เพียงครึ่งหนึ่งของมูลค่ารถยนต์ หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินร่วม ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสหรือทรัพย์ที่บุคคลหลายคนมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เพราะศาลจะพิจารณาจากสิทธิในทรัพย์สินของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงมูลค่าทรัพย์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด การเรียกร้องเกินกว่าส่วนแห่งสิทธิของตนจึงไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายว่าด้วยกรรมสิทธิ์รวม 7 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่เห็นด้วยกับจำนวนเงิน 750000 บาทที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 กำหนด คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าการกำหนดจำนวนเงินที่ต้องคืนหรือชดใช้แก่ผู้เสียหายต้องพิจารณาจากสิทธิที่ผู้เสียหายมีอยู่จริงในทรัพย์สินที่ถูกยักยอก ไม่ใช่พิจารณาเพียงจำนวนเงินที่ผู้เสียหายร้องขอหรือจำนวนที่ศาลล่างเห็นสมควรกำหนด ในคดีนี้รถยนต์มีมูลค่า 1300000 บาท และข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย โดยไม่มีพยานหลักฐานแสดงว่าโจทก์ร่วมมีสิทธิมากกว่าจำเลย ดังนั้นโจทก์ร่วมจึงมีสิทธิในรถยนต์เพียงครึ่งหนึ่งหรือคิดเป็นเงิน 650000 บาทเท่านั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการกำหนดให้จำเลยชดใช้เงินจำนวน 750000 บาทเป็นจำนวนที่เกินกว่าส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ของโจทก์ร่วมและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในคดี การกำหนดค่าเสียหายหรือราคาทรัพย์ที่จะคืนให้ผู้เสียหายจึงต้องยึดหลักสิทธิในทรัพย์สินเป็นสำคัญ มิใช่ยึดตามจำนวนเงินที่มีการเรียกร้องหรือจำนวนที่คำนวณโดยไม่คำนึงถึงสัดส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหาย 8 คำถาม คดีนี้ให้หลักกฎหมายสำคัญอะไรแก่ผู้ที่มีทรัพย์สินร่วมกัน คำตอบ คดีนี้ให้หลักกฎหมายสำคัญว่า แม้บุคคลจะเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ แต่สิทธิในการเรียกคืนทรัพย์หรือเรียกชดใช้ราคาทรัพย์ต้องพิจารณาจากสิทธิความเป็นเจ้าของที่บุคคลนั้นมีอยู่จริงในทรัพย์สินดังกล่าวด้วย หากทรัพย์เป็นกรรมสิทธิ์รวม ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิเรียกร้องได้เพียงส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ของตนเท่านั้น หลักการนี้มีความสำคัญต่อทรัพย์สินที่คู่สมรสถือร่วมกันและทรัพย์สินที่มีเจ้าของหลายคน เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาทหรือมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ดังกล่าว ศาลจะไม่ถือว่าผู้เสียหายมีสิทธิในทรัพย์ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ แต่จะตรวจสอบก่อนว่าผู้เสียหายมีส่วนแห่งกรรมสิทธิ์อยู่เพียงใด จากนั้นจึงกำหนดจำนวนเงินที่จะคืนหรือชดใช้ตามสัดส่วนแห่งสิทธินั้น แนววินิจฉัยดังกล่าวช่วยให้การคุ้มครองผู้เสียหายเป็นไปอย่างเหมาะสมและป้องกันมิให้เกิดการได้รับประโยชน์เกินกว่าสิทธิที่บุคคลนั้นมีอยู่ตามกฎหมาย อันเป็นหลักสำคัญของความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับทรัพย์สินร่วม แยกตามกฎหมายและมาตรา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 มาตรา 43 เป็นบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองผู้เสียหายในคดีอาญาที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน โดยเปิดโอกาสให้ศาลสามารถสั่งคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์แก่ผู้เสียหายได้ภายในคดีอาญาเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องให้ผู้เสียหายไปฟ้องร้องเป็นคดีแพ่งแยกต่างหากอีกคดีหนึ่ง หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหาย ลดภาระค่าใช้จ่าย และทำให้การเยียวยาความเสียหายเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น ในคดีนี้ศาลฎีกานำมาตรา 43 มาใช้วินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยกระทำความผิดฐานยักยอกและรถยนต์ที่ถูกยักยอกมีมูลค่า 1300000 บาท ผู้เสียหายย่อมมีสิทธิเรียกร้องราคาทรัพย์ที่สูญเสียไปได้ อย่างไรก็ตาม สิทธิเรียกร้องดังกล่าวต้องอยู่ภายในขอบเขตแห่งกรรมสิทธิ์ที่ผู้เสียหายมีอยู่จริงในทรัพย์นั้น เพราะมาตรา 43 มิได้สร้างสิทธิใหม่ให้แก่ผู้เสียหาย แต่เป็นเพียงช่องทางในการบังคับสิทธิที่มีอยู่แล้วให้ได้รับการเยียวยาผ่านกระบวนการคดีอาญา ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าของรวมเพียงครึ่งหนึ่งของรถยนต์ ผู้เสียหายจึงมีสิทธิได้รับชดใช้เพียง 650000 บาท ซึ่งเป็นมูลค่าตามส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ของตนเท่านั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 มาตรา 46 กำหนดหลักสำคัญว่า ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา หลักการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันความขัดแย้งของข้อเท็จจริงในคดีเดียวกัน และเพื่อให้การพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดมีความสอดคล้องกับผลการวินิจฉัยคดีอาญา ในคดีนี้เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพจนข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่ารถยนต์เป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ร่วมกับจำเลย ศาลจึงต้องยึดข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นฐานในการกำหนดสิทธิเรียกร้องทางแพ่งของโจทก์ร่วมต่อไป ศาลไม่อาจกำหนดจำนวนเงินชดใช้โดยขัดต่อข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในคดีอาญาได้ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงยุติว่าผู้เสียหายมีกรรมสิทธิ์เพียงครึ่งหนึ่งของรถยนต์ ศาลจึงกำหนดให้ได้รับชดใช้เพียงครึ่งหนึ่งของมูลค่ารถยนต์เช่นเดียวกัน คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้มาตรา 43 และมาตรา 46 ควบคู่กัน กล่าวคือ มาตรา 43 เป็นฐานแห่งสิทธิในการเรียกร้องราคาทรัพย์ ส่วนมาตรา 46 เป็นฐานแห่งข้อเท็จจริงที่ใช้กำหนดขอบเขตของสิทธิดังกล่าวให้สอดคล้องกับความเป็นจริงและหลักกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1164/2568 ป.วิ.อ. มาตรา 43 บัญญัติว่า "คดีลักทรัพย์...ยักยอก...ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย" และมาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยในคดีส่วนอาญาว่า จำเลยเบียดบังเอารถยนต์หมายเลขทะเบียน กต xxxx ราคา 1,300,000 บาท ซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ร่วมกับจำเลยไปอันเป็นความผิดฐานยักยอกและโจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ส่วนของโจทก์ร่วม ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 43 ให้อำนาจไว้ จำเลยจึงต้องคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ในส่วนของโจทก์ร่วมตามบทบัญญัติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกันในรถยนต์ดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีส่วนที่ตนถือกรรมสิทธิ์มากกว่าจำเลย โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถยนต์ที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 เพียงกึ่งหนึ่งของเงินจำนวนดังกล่าวซึ่งคิดเป็นจำนวน 650,000 บาท เท่านั้น โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 188, 264, 268, 352 และให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ในส่วนของผู้เสียหาย 750,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา นายโชติ ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188, 264 วรรคแรก, 268 วรรคสอง ประกอบมาตรา 264 วรรคแรก (ที่ถูก 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง จำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้เอกสารปลอมเองให้ลงโทษตามมาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264 วรรคหนึ่ง เพียงกระทงเดียวตามมาตรา 268 วรรคสอง), 352 วรรคแรก การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 375,000 บาท แก่โจทก์ร่วม คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 750,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานยักยอกหรือไม่ ในปัญหานี้จำเลยฎีกาว่า รถยนต์หมายเลขทะเบียน กต xxxx ประจวบคีรีขันธ์ เป็นกรรมสิทธิ์และสินส่วนตัวของจำเลย โจทก์ร่วมมิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์จึงมิใช่ผู้เสียหายที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยในความผิดฐานยักยอก โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องในความผิดฐานดังกล่าวนั้น เห็นว่า แม้อำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แต่ข้อที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่นำไปสู่ข้อกฎหมายข้างต้น เมื่อจำเลยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้รายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กต xxxx ประจวบคีรีขันธ์ ว่าเหตุใดจึงเป็นสินสมรส ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับรถยนต์มาจากที่ใด และทำไมมีราคาสูงถึง 1,300,000 บาท ประกอบกับหากเป็นดังที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้น จำเลยต้องรับผิดชดใช้ราคาแทนกึ่งหนึ่งคิดเป็นเงิน 650,000 บาท ตามที่บรรยายฟ้อง มิใช่ 750,000 บาท ตามคำขอท้ายฟ้อง คำฟ้องกับคำขอท้ายฟ้องในความผิดฐานยักยอกจึงขัดแย้งกันเอง ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเคลือบคลุม นั้น เห็นว่า ปัญหานี้แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จำเลยยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยโดยเห็นว่าเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องในส่วนของการกระทำความผิดฐานยักยอกว่า จำเลยได้รับมอบรถยนต์หมายเลขทะเบียน กต xxxx ประจวบคีรีขันธ์ ราคา 1,300,000 บาท พร้อมสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ร่วมกับจำเลยไว้ในครอบครองของจำเลยแทนโจทก์ร่วม แล้วจำเลยเบียดบังเอารถยนต์คันดังกล่าวซึ่งโจทก์ร่วมเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปเป็นของจำเลยหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต จึงเป็นฟ้องที่บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดตลอดจนข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวข้องพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก แล้ว ส่วนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรถยนต์ดังกล่าวในเรื่องที่ว่าเหตุใดจึงเป็นสินสมรส ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับรถยนต์มาจากที่ใด และทำไมมีราคาถึง 1,300,000 บาท นั้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์และโจทก์ร่วมสามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ประกอบกับโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยต้องรับผิดชดใช้ราคาแทนกึ่งหนึ่งดังที่จำเลยกล่าวอ้าง เมื่อฟ้องโจทก์ในความผิดฐานยักยอกชอบด้วยกฎหมายและจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ย่อมพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามฟ้องได้ ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 750,000 บาท แก่โจทก์ร่วมชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 บัญญัติว่า "คดีลักทรัพย์...ยักยอก...ถ้าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะเรียกร้องทรัพย์สินหรือราคาที่เขาสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืน เมื่อพนักงานอัยการยื่นฟ้องคดีอาญา ก็ให้เรียกทรัพย์สินหรือราคาแทนผู้เสียหายด้วย" และมาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" ดังนี้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำรับสารภาพของจำเลยในคดีส่วนอาญาว่า จำเลยเบียดบังเอารถยนต์หมายเลขทะเบียน กต xxxx ประจวบคีรีขันธ์ ราคา 1,300,000 บาท ซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ร่วมกับจำเลยไปอันเป็นความผิดฐานยักยอกและโจทก์มีคำขอให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ส่วนของโจทก์ร่วม ตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ให้อำนาจไว้ จำเลยจึงต้องคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์ในส่วนของโจทก์ร่วมตามบทบัญญัติดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมกันในรถยนต์ดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏว่าโจทก์ร่วมมีส่วนที่ตนถือกรรมสิทธิ์มากกว่าจำเลย โจทก์ร่วมจึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคารถยนต์ที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำผิดคืนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 เพียงกึ่งหนึ่งของเงินจำนวนดังกล่าวซึ่งคิดเป็นจำนวน 650,000 บาท เท่านั้น ไม่ใช่ 750,000 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษา ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยใช้เงินส่วนตัวสำรองจ่ายหนี้ค่ารถยนต์ดังกล่าวแทนโจทก์ร่วมไปกึ่งหนึ่ง จำเลยจึงมีสิทธินำมูลหนี้ดังกล่าวหักกลบลบหนี้ตามคำพิพากษานั้น ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ไม่เป็นสาระที่ต้องวินิจฉัยและจำเลยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงดังกล่าวขึ้นอ้างในศาลชั้นต้น ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์ 650,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
|




