
| โอนที่ดินระหว่างสามีภริยาเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่ เมื่อทรัพย์เป็นสินสมรสและเจ้าหนี้ยังยึดทรัพย์บังคับคดีได้ตามกฎหมาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากสามีไปยังภริยาในระหว่างที่มีหนี้ตามคำพิพากษาและอยู่ในขั้นตอนบังคับคดี จะถือเป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หรือไม่ ประเด็นสำคัญของคดีนี้มิได้อยู่เพียงรูปแบบของการโอนกรรมสิทธิ์เท่านั้น แต่ศาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับสภาพที่แท้จริงของทรัพย์ว่าเป็นสินสมรสหรือไม่ เจ้าหนี้ยังมีสิทธิยึดทรัพย์นั้นเพื่อนำออกขายทอดตลาดชำระหนี้ได้เพียงใด และการโอนดังกล่าวทำให้สิทธิของเจ้าหนี้เสียหายจริงหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสที่ได้มาระหว่างสมรส แม้ต่อมาจะโอนจากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งไปยังอีกฝ่ายหนึ่ง เจ้าหนี้ก็ยังคงมีสิทธิยึดทรัพย์นั้นได้ อีกทั้งหนี้จำนองยังลดลงต่อเนื่อง ทำให้โอกาสที่เจ้าหนี้จะได้รับชำระหนี้ส่วนที่เหลือเพิ่มขึ้น ไม่ปรากฏว่าการโอนนั้นทำให้เจ้าหนี้เสียสิทธิอย่างแท้จริง กรณีจึงไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามกฎหมายอาญา ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 กับบุคคลอีกคนหนึ่งตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครปฐม เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ผู้ร้องจึงดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด ได้เงินจำนวนหนึ่งแต่ยังคงเหลือหนี้ตามคำพิพากษาอีกกว่า 1 ล้านบาท ต่อมาผู้ร้องได้ยึดที่ดินโฉนดพร้อมสิ่งปลูกสร้างอีกแปลงหนึ่งเพื่อบังคับชำระหนี้ที่เหลือ แต่ในวันถัดจากวันที่มีการยึดทรัพย์ จำเลยที่ 1 กลับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นภริยา โดยได้รับความยินยอมจากผู้รับจำนอง ข้อเท็จจริงอีกส่วนที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งคือ ก่อนการซื้อทรัพย์ดังกล่าว จำเลยทั้งสองมีพฤติการณ์ร่วมกันจองซื้อและลงลายมือชื่อในเอกสารเกี่ยวกับการซื้อทรัพย์ อีกทั้งมีการลงลายมือชื่อร่วมกันในสัญญาจะซื้อจะขายภายหลังจากจดทะเบียนสมรสแล้ว แม้เอกสารกู้เงินพิเศษและสัญญาจำนองจะปรากฏชื่อจำเลยที่ 1 เป็นหลัก แต่ก็มีข้อความระบุว่าทำร่วมกับคู่สมรส อีกทั้งเหตุที่ใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวในเอกสารหลักนั้น เป็นเพราะจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกสหกรณ์และมีคุณสมบัติตามระเบียบของสหกรณ์ จึงทำให้ศาลต้องวินิจฉัยลงลึกไปถึงสภาพแห่งทรัพย์โดยแท้ มิใช่ดูเพียงชื่อในเอกสารทะเบียนกรรมสิทธิ์แต่ภายนอก ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ประเด็นสำคัญที่สุดในคดีนี้คือ การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 หลังจากผู้ร้องยึดทรัพย์เพื่อบังคับคดีแล้ว เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หรือไม่ ศาลฎีกาเริ่มต้นจากบทบัญญัติของมาตรา 350 ซึ่งกำหนดองค์ประกอบสำคัญว่า ผู้กระทำต้องมีเจตนาเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนเองหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน และได้กระทำการย้าย ซ่อนเร้น หรือโอนทรัพย์ไปให้แก่ผู้อื่น หรือสร้างหนี้เท็จขึ้นมาโดยไม่เป็นความจริง กล่าวโดยสรุป ความผิดฐานนี้มิใช่จะสำเร็จเพียงเพราะมีการโอนทรัพย์เกิดขึ้นเท่านั้น แต่ต้องพิสูจน์ด้วยว่า การโอนนั้นเป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ในลักษณะที่ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้ได้รับความเสียหายจริง หรืออย่างน้อยเป็นการทำให้การบังคับชำระหนี้ยากขึ้นจนเห็นได้ชัด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยต่อไปว่า ทรัพย์พิพาทได้มาในระหว่างสมรส แม้ชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ภายนอกจะเป็นจำเลยที่ 1 แต่เมื่อข้อเท็จจริงแสดงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยและได้มาภายหลังการสมรส ทรัพย์ดังกล่าวย่อมเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสองตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การโอนจากสามีไปยังภริยาจึงไม่ใช่การนำทรัพย์ออกไปนอกฐานทรัพย์ที่เจ้าหนี้จะเข้าถึงโดยเด็ดขาด หากแต่เป็นเพียงการเปลี่ยนรูปชื่อทางทะเบียนของทรัพย์ที่ในสาระสำคัญยังอยู่ในกลุ่มทรัพย์สินสมรสเช่นเดิม เหตุผลสำคัญที่ศาลเห็นว่าไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยเน้นผลกระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้เป็นสำคัญ กล่าวคือ แม้จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ แต่ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ของจำเลยที่ 1 ได้อยู่ เพราะทรัพย์นั้นเป็นสินสมรส มิใช่ทรัพย์ส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ที่เกิดขึ้นภายหลังโดยไม่อาจแตะต้องได้ ยิ่งไปกว่านั้น ทรัพย์ดังกล่าวยังติดจำนองแก่สหกรณ์ ผู้รับจำนองมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองยังชำระหนี้แก่สหกรณ์อย่างต่อเนื่อง หนี้จำนองจึงลดลงเรื่อย ๆ ผลทางเศรษฐกิจและทางกฎหมายของสถานการณ์นี้คือ หากมีการขายทอดตลาดในอนาคต เงินส่วนที่เหลือหลังชำระหนี้ให้ผู้รับจำนองย่อมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และผู้ร้องย่อมมีโอกาสได้รับชำระหนี้จากส่วนที่เหลือมากขึ้น มิใช่น้อยลง อีกข้อเท็จจริงที่ศาลนำมาประกอบคือ ภายหลังการโอน จำเลยทั้งสองยังคงอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาโดยปกติ มิได้มีพฤติการณ์แบ่งแยกทรัพย์ ขนย้าย ซ่อนเร้น หรือทำให้ทรัพย์หลุดออกไปอยู่ในมือบุคคลภายนอกที่ยากต่อการติดตามบังคับคดี กรณีจึงไม่ปรากฏเจตนาพิเศษเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ในระดับที่เข้าองค์ประกอบของมาตรา 350 วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หลักกฎหมายของความผิดฐานโกงเจ้าหนี้มีลักษณะเป็นความผิดที่มุ่งคุ้มครองประสิทธิภาพแห่งสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้และความสุจริตในการดำรงทรัพย์สินของลูกหนี้ภายหลังเจ้าหนี้ได้ใช้หรือกำลังจะใช้สิทธิทางศาล หากลูกหนี้มีพฤติการณ์นำทรัพย์หนีออกจากระบบบังคับคดี ซ่อนเร้น เปลี่ยนมือโดยมุ่งตัดโอกาสการยึดทรัพย์ หรือจัดสร้างหนี้เท็จเพื่อให้เจ้าหนี้ตัวจริงเสียเปรียบ ย่อมเข้าองค์ประกอบความผิดได้ อย่างไรก็ดี หลักสำคัญของมาตรา 350 คือ ต้องพิจารณาทั้งรูปแบบของนิติกรรมและผลที่แท้จริงต่อสิทธิของเจ้าหนี้ หากการโอนทรัพย์ไม่ได้ลดทอนสิทธิของเจ้าหนี้โดยแท้ หรือเจ้าหนี้ยังสามารถบังคับต่อทรัพย์นั้นได้ในสาระสำคัญ การกระทำย่อมยังไม่ถึงขั้นเป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ตามบทอาญา เพราะกฎหมายอาญาต้องตีความโดยเคร่งครัด ไม่อาจขยายความให้การโอนทุกกรณีที่เกิดขึ้นระหว่างมีหนี้กลายเป็นคดีอาญาโดยอัตโนมัติ ในคดีนี้ ศาลฎีกาใช้แนวคิดเรื่องการพิจารณาสภาพแห่งทรัพย์จริงเหนือรูปแบบทะเบียนภายนอก โดยรับฟังว่าทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสตั้งแต่ต้น การโอนระหว่างคู่สมรสจึงมิได้ทำให้ทรัพย์นั้นหลุดพ้นจากวิสัยที่เจ้าหนี้จะยึดได้ ทั้งยังไม่ปรากฏความเสียหายอย่างแท้จริงแก่สิทธิรับชำระหนี้ของผู้ร้อง จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิด เจตนารมณ์ของมาตราที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 คือ ป้องกันมิให้ลูกหนี้ใช้กลอุบายทางทรัพย์สินมาบ่อนทำลายสิทธิของเจ้าหนี้ที่กำลังใช้กลไกศาลเพื่อบังคับชำระหนี้ กฎหมายมุ่งลงโทษการกระทำที่มีลักษณะฉ้อฉลต่อระบบบังคับคดี มิใช่ลงโทษการจัดการทรัพย์สินทุกกรณีที่เกิดขึ้นขณะมีหนี้อยู่ เพราะหากตีความกว้างเกินไปจะกระทบเสรีภาพในการจัดการทรัพย์สินของประชาชนและขัดต่อหลักตีความกฎหมายอาญาโดยเคร่งครัด ส่วนแนวคิดเรื่องสินสมรสที่ศาลนำมาใช้ประกอบการวินิจฉัย สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวที่เห็นว่าทรัพย์ซึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยหลักย่อมเป็นทรัพย์ร่วมกันของสามีภริยา แม้ชื่อในทะเบียนจะอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ตาม เมื่อสภาพแท้จริงแห่งทรัพย์เป็นเช่นนั้น การโอนกันภายในคู่สมรสย่อมต้องดูผลที่เกิดแก่บุคคลภายนอกโดยเฉพาะเจ้าหนี้อย่างรอบด้าน มิใช่ยึดถือตามรูปแบบเอกสารเพียงอย่างเดียว แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีลักษณะโกงเจ้าหนี้โดยทั่วไปมักยึดหลักร่วมกันว่า ต้องมีพฤติการณ์ยักย้ายถ่ายเท ซ่อนเร้น โอน หรือสร้างหนี้เท็จโดยมีเจตนาให้เจ้าหนี้เสียสิทธิในการได้รับชำระหนี้ หากยังบังคับต่อทรัพย์ได้อยู่ หรือการกระทำนั้นไม่ทำให้เจ้าหนี้เสียหายจริง ย่อมยากที่จะถือเป็นความผิดตามมาตรา 350 คดีนี้จึงมีความสำคัญในเชิงบรรทัดฐาน เพราะศาลมิได้หยุดอยู่แค่การพบว่ามีการโอนทรัพย์หลังการยึดทรัพย์ แต่ลงไปพิจารณาโครงสร้างสิทธิในทรัพย์ ความเป็นสินสมรส สิทธิของผู้รับจำนอง และความเป็นไปได้จริงที่เจ้าหนี้ยังได้รับชำระหนี้อยู่ ผลคือศาลรักษาดุลยภาพระหว่างการคุ้มครองเจ้าหนี้กับการตีความกฎหมายอาญาอย่างจำกัดเคร่งครัด ข้อสรุปเชิงกฎหมาย คำพิพากษานี้ยืนยันหลักว่า การโอนทรัพย์สินมิใช่ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้โดยตัวของมันเอง แต่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์ของใครในทางกฎหมาย การโอนทำให้ทรัพย์พ้นจากการบังคับคดีหรือไม่ เจ้าหนี้เสียสิทธิจริงเพียงใด และผู้กระทำมีเจตนาพิเศษเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้หรือไม่ เมื่อทรัพย์เป็นสินสมรสและเจ้าหนี้ยังยึดได้อยู่ ประกอบกับไม่มีผลเสียหายแท้จริงต่อสิทธิของเจ้าหนี้ การกระทำจึงยังไม่เป็นความผิดตามมาตรา 350 สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน ส่วนคำร้องค่าสินไหมทดแทนของผู้เสียหายในคดีส่วนแพ่งให้ยกคำร้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าการโอนทรัพย์ในคดีนี้ยังไม่ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้เสียหายถึงขั้นเป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้ได้รับชำระหนี้ อันจะเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 7 โดยวินิจฉัยว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง แม้จะโอนจากจำเลยที่ 1 ไปยังจำเลยที่ 2 ผู้ร้องก็ยังคงมีสิทธิยึดทรัพย์ดังกล่าวเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ได้ อีกทั้งหนี้จำนองยังลดลงต่อเนื่อง สิทธิของผู้ร้องจึงมิได้รับความเสียหาย การกระทำไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญว่า การจะวินิจฉัยความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ต้องตรวจสอบทั้งองค์ประกอบภายนอกและเจตนาพิเศษภายในอย่างเคร่งครัด การมีเพียงนิติกรรมโอนทรัพย์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ลูกหนี้มีหนี้ตามคำพิพากษา ยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ หากข้อเท็จจริงโดยแท้ยังปรากฏว่าเจ้าหนี้สามารถเข้าบังคับต่อทรัพย์นั้นได้ และสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้มิได้ถูกตัดทอนลงอย่างมีนัยสำคัญ หลักอีกประการหนึ่งคือ ศาลให้ความสำคัญกับสภาพทางกฎหมายของทรัพย์มากกว่ารูปแบบแห่งชื่อกรรมสิทธิ์ในเอกสารทะเบียน เมื่อทรัพย์ได้มาระหว่างสมรสและมีพยานหลักฐานแสดงว่าคู่สมรสร่วมกันจัดหามาเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย ทรัพย์นั้นย่อมมีลักษณะเป็นสินสมรส แม้จะใช้ชื่อคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้กู้หรือผู้รับโอนก็ตาม การเปลี่ยนชื่อทางทะเบียนภายในขอบเขตสินสมรสจึงต้องประเมินจากผลกระทบแท้จริงต่อเจ้าหนี้ มิใช่พิจารณาจากรูปแบบภายนอกโดยลำพัง นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายอาญาว่า ต้องตีความโดยเคร่งครัดและไม่ขยายความให้เป็นโทษแก่จำเลยเกินกว่าที่บทบัญญัติกำหนด หากเจ้าหนี้ยังมีช่องทางบังคับคดีที่เป็นรูปธรรม และไม่ปรากฏว่าทรัพย์ถูกซ่อนเร้น ทำให้สูญหาย หรือหลุดพ้นจากวิสัยที่บังคับได้จริง การลงโทษทางอาญาย่อมไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐและเจตนารมณ์ของมาตรา 350 ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างจากสามีไปยังภริยาภายหลังเจ้าหนี้เริ่มบังคับคดี เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน อันเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้มีการโอนกรรมสิทธิ์ แต่เมื่อทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง เจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิยึดทรัพย์นั้นได้ สิทธิในการได้รับชำระหนี้จึงไม่ได้รับความเสียหายอย่างแท้จริง การกระทำจึงไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ยักย้ายถ่ายเททรัพย์ หัวใจของมาตรา 350 ไม่ได้อยู่ที่มีการโอนทรัพย์หรือไม่เท่านั้น แต่ต้องเป็นการโอน ซ่อนเร้น หรือเคลื่อนย้ายทรัพย์ในลักษณะที่ทำให้เจ้าหนี้เสียสิทธิในการได้รับชำระหนี้จริง ในคดีนี้ศาลเห็นว่าแม้มีการโอน แต่ทรัพย์ยังอยู่ในฐานะที่เจ้าหนี้ยึดได้ จึงไม่ใช่การยักย้ายถ่ายเททรัพย์ในความหมายของกฎหมายอาญา 2. สินสมรส ทรัพย์พิพาทได้มาระหว่างสมรสและมีพยานหลักฐานว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย จึงเป็นสินสมรส แม้ชื่อในเอกสารหลักจะเป็นของจำเลยที่ 1 เป็นสำคัญก็ตาม เมื่อทรัพย์เป็นสินสมรส การโอนกันระหว่างคู่สมรสไม่ได้ทำให้เจ้าหนี้หมดสิทธิเข้าบังคับต่อทรัพย์นั้นโดยอัตโนมัติ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คดีนี้ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 350 คำถามที่พบบ่อย FAQ 1. คำถาม การโอนที่ดินจากสามีไปยังภริยาระหว่างที่มีหนี้ตามคำพิพากษา ถือเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ทันทีหรือไม่ คำตอบ ไม่ถือเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ เพราะความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 มิได้สำเร็จเพียงเพราะมีการโอนทรัพย์เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ลูกหนี้มีหนี้หรือกำลังถูกบังคับคดีเท่านั้น แต่ต้องปรากฏองค์ประกอบสำคัญว่า การโอนนั้นเป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์โดยมีเจตนาเพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน และต้องมีผลกระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้อย่างแท้จริง กล่าวคือ หากเจ้าหนี้ยังสามารถยึดทรัพย์ดังกล่าวได้อยู่ ยังมีสิทธินำทรัพย์ออกขายทอดตลาดได้ หรือยังมีโอกาสได้รับชำระหนี้จากทรัพย์นั้นเช่นเดิมหรือใกล้เคียงเดิม การโอนย่อมยังไม่เข้าองค์ประกอบความผิดทางอาญา ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาลึกไปถึงสภาพของทรัพย์ว่าเป็นสินสมรส ไม่ใช่ดูเพียงชื่อในทะเบียน และเมื่อทรัพย์ยังคงอยู่ในวิสัยที่เจ้าหนี้บังคับได้ การโอนระหว่างคู่สมรสจึงไม่ใช่การโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา 350 หลักสำคัญจึงอยู่ที่ผลต่อสิทธิของเจ้าหนี้ มิใช่อยู่ที่รูปแบบการโอนแต่เพียงอย่างเดียว 2. คำถาม องค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา 350 มีอะไรบ้าง คำตอบ องค์ประกอบสำคัญของความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 มีหลายส่วนที่ต้องครบถ้วนประกอบกัน กล่าวคือ ต้องมีเจ้าหนี้ที่ได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้อยู่ก่อนหรืออย่างน้อยมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ในทางกฎหมายอย่างชัดแจ้ง ต้องมีการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ เช่น ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น โอนไปให้ผู้อื่น หรือแกล้งก่อหนี้เท็จ และที่สำคัญที่สุดต้องทำไปโดยมีเจตนาเพื่อมิให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน หากขาดองค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่ง ย่อมไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัตินี้ การพิจารณาจึงไม่ใช่ดูแต่เพียงว่ามีการขาย มีการโอน หรือมีการเปลี่ยนชื่อเจ้าของทรัพย์หรือไม่ แต่ต้องดูสภาพแห่งทรัพย์ ผลของการกระทำต่อการบังคับคดี และเจตนาของผู้กระทำร่วมกันด้วย หากทรัพย์ยังถูกติดตามยึดได้อยู่ หรือการโอนไม่ได้ทำให้ฐานทรัพย์ลดลงจนเจ้าหนี้เสียหายจริง การกระทำอาจไม่เป็นความผิดอาญา แม้ในทางแพ่งหรือทางบังคับคดีจะยังมีข้อพิพาทกันได้ก็ตาม 3. คำถาม ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสมีผลอย่างไรต่อการวินิจฉัยคดีโกงเจ้าหนี้ คำตอบ ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโดยหลักกฎหมายครอบครัวทรัพย์ดังกล่าวย่อมมีลักษณะเป็นสินสมรส เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นเป็นสินส่วนตัวตามกฎหมาย เมื่อทรัพย์เป็นสินสมรส สิทธิในทรัพย์นั้นย่อมมิได้เป็นของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเด็ดขาด แม้ชื่อในโฉนดหรือเอกสารสำคัญจะปรากฏเพียงคนเดียวก็ตาม ในคดีนี้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย และซื้อกันภายหลังจดทะเบียนสมรส ทรัพย์ดังกล่าวจึงเป็นสินสมรสของทั้งสองฝ่าย ผลทางกฎหมายคือ การโอนจากสามีไปยังภริยาไม่ได้ทำให้ทรัพย์หลุดออกไปจากขอบเขตทรัพย์สินที่เจ้าหนี้จะเข้าบังคับได้โดยอัตโนมัติ ตรงกันข้าม ศาลยังเห็นว่าเจ้าหนี้ยังคงยึดทรัพย์ดังกล่าวได้อยู่ หลักเรื่องสินสมรสจึงเป็นหัวใจของคดี เพราะทำให้ศาลมองเห็นสภาพแท้จริงของทรัพย์เหนือกว่ารูปแบบภายนอกในทะเบียนกรรมสิทธิ์ 4. คำถาม หากทรัพย์ติดจำนองอยู่ การโอนทรัพย์จะทำให้เจ้าหนี้เสียหายเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป เพราะต้องพิจารณาตามลำดับสิทธิในทรัพย์และภาระหนี้ที่มีอยู่จริง หากทรัพย์ติดจำนอง ผู้รับจำนองย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่มายึดทรัพย์ภายหลัง แต่ประเด็นสำคัญคือยอดหนี้จำนองเพิ่มขึ้นหรือลดลง และหลังชำระหนี้แก่ผู้รับจำนองแล้ว ยังมีส่วนเหลือเพียงใดสำหรับเจ้าหนี้รายอื่น ในคดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยทั้งสองยังคงชำระหนี้แก่สหกรณ์ผู้รับจำนองอย่างต่อเนื่อง หนี้จำนองจึงลดลง ไม่ได้เพิ่มขึ้น ผลก็คือเงินส่วนเหลือที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะมีโอกาสได้รับจากการขายทอดตลาดกลับมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ จึงไม่อาจถือได้ว่าการโอนทรัพย์ในสภาพดังกล่าวทำให้เจ้าหนี้เสียหายอย่างแท้จริง หลักกฎหมายจึงมิได้ใช้ข้อสันนิษฐานตายตัวว่าการโอนทรัพย์ที่ติดจำนองย่อมเป็นการโกงเจ้าหนี้เสมอ แต่ต้องดูผลในทางปฏิบัติและสิทธิเรียงลำดับแห่งเจ้าหนี้ในทรัพย์นั้นด้วย 5. คำถาม การที่ชื่อในโฉนดมีเพียงคนเดียว ศาลจะถือว่าทรัพย์เป็นของคนนั้นเพียงผู้เดียวหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะศาลต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกัน โดยเฉพาะในกรณีที่มีความสัมพันธ์ทางสมรสอยู่ การระบุชื่อบุคคลเพียงคนเดียวในโฉนดหรือสัญญากู้เงินมิใช่ข้อยุติเด็ดขาดว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์ส่วนตัวของบุคคลนั้นเสมอ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าทรัพย์ได้มาระหว่างสมรส ใช้เงินหรือภาระร่วมกันจัดหามา และมีเจตนาร่วมกันเพื่อใช้ประโยชน์ในชีวิตสมรส ทรัพย์ดังกล่าวอาจเป็นสินสมรสได้ แม้ทางทะเบียนจะใช้ชื่อคู่สมรสฝ่ายเดียว ในคดีนี้ศาลฎีการับฟังว่าแม้เอกสารกู้เงินและจำนองจะมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นหลัก แต่มีข้อความว่าทำร่วมกับคู่สมรส อีกทั้งจำเลยทั้งสองได้ร่วมลงชื่อในเอกสารซื้อขายหลายฉบับ เหตุที่ใช้ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นหลักก็เพราะระเบียบของสหกรณ์ ไม่ใช่เพราะทรัพย์เป็นของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว หลักนี้แสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับความจริงเชิงนิติสัมพันธ์มากกว่ารูปแบบทางทะเบียน 6. คำถาม ถ้าเจ้าหนี้ยังสามารถยึดทรัพย์ได้อยู่ เหตุใดจึงไม่เป็นโกงเจ้าหนี้ คำตอบ เพราะหัวใจของความผิดฐานโกงเจ้าหนี้คือ การทำให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนโดยอาศัยการยักย้ายถ่ายเททรัพย์หรือกลอุบายทางทรัพย์สินอื่น ๆ หากแม้จะมีการโอนทรัพย์ แต่เจ้าหนี้ยังสามารถยึดทรัพย์นั้นได้ตามกฎหมาย ยังมีสิทธินำออกขายทอดตลาด และยังมีโอกาสได้รับเงินมาชำระหนี้ การกระทำนั้นย่อมยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของเจ้าหนี้ในระดับที่กฎหมายอาญาจะลงโทษ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่าเมื่อทรัพย์เป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง ไม่ว่าชื่อในทะเบียนจะเป็นของจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 ผู้ร้องก็ยังคงมีสิทธิยึดทรัพย์นั้นเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ได้อยู่ ข้อเท็จจริงจึงไม่แสดงให้เห็นว่าเกิดการตัดทอนสิทธิหรือทำให้ทรัพย์สูญหายจากระบบบังคับคดี กฎหมายอาญาจึงยังไม่เข้ามาใช้บังคับ หลักนี้สะท้อนว่าศาลไม่ได้ลงโทษจากความรู้สึกสงสัย แต่ยึดผลกระทบจริงต่อสิทธิของเจ้าหนี้เป็นเกณฑ์ 7. คำถาม การอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาภายหลังโอนทรัพย์ มีผลต่อการวินิจฉัยหรือไม่ คำตอบ มีผลในฐานะพฤติการณ์แวดล้อมที่ศาลใช้ประกอบการพิจารณาเจตนาและผลแห่งการกระทำ เพราะหากมีการโอนทรัพย์ให้บุคคลอื่นแล้วผู้โอนและผู้รับโอนยังคงอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา ใช้ทรัพย์ร่วมกันตามปกติ ไม่มีการซ่อนเร้น ขนย้าย หรือแยกการครอบครองออกจากกัน พฤติการณ์เช่นนี้อาจบ่งชี้ได้ว่าการโอนนั้นไม่ได้มีผลแท้จริงเป็นการนำทรัพย์ออกไปจากอำนาจการติดตามของเจ้าหนี้ ในคดีนี้ศาลฎีการะบุชัดว่าหลังการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยทั้งสองยังคงอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาตลอดมา พฤติการณ์ดังกล่าวจึงไม่สนับสนุนข้อกล่าวหาว่ามีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์อย่างแท้จริง แม้พฤติการณ์นี้เพียงอย่างเดียวจะยังไม่ชี้ขาดคดี แต่เมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงเรื่องสินสมรสและการที่เจ้าหนี้ยังยึดทรัพย์ได้อยู่ ก็ยิ่งทำให้ศาลเห็นว่าการกระทำยังไม่ครบองค์ประกอบความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ 8. คำถาม บทเรียนสำคัญจากคดีนี้สำหรับเจ้าหนี้และลูกหนี้คืออะไร คำตอบ บทเรียนสำคัญสำหรับเจ้าหนี้คือ การกล่าวอ้างความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ต้องเตรียมพยานหลักฐานให้ชัดเจนว่ามีการโอนหรือยักย้ายทรัพย์โดยเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้จริง และต้องแสดงให้เห็นผลเสียหายต่อสิทธิในการบังคับคดีอย่างเป็นรูปธรรม มิใช่อาศัยเพียงข้อเท็จจริงว่าลูกหนี้มีการโอนทรัพย์หลังเกิดหนี้หรือหลังมีคำพิพากษาเท่านั้น ส่วนบทเรียนสำหรับลูกหนี้คือ แม้การจัดการทรัพย์สินในบางกรณีอาจไม่เป็นความผิดทางอาญา แต่หากพฤติการณ์ถึงขั้นทำให้ทรัพย์หลุดพ้นจากการยึดบังคับจริง หรือมีการซ่อนเร้น โอนให้บุคคลภายนอกโดยทุจริต หรือสร้างหนี้เท็จขึ้นมา ย่อมมีความเสี่ยงต่อความรับผิดทางอาญาตามมาตรา 350 ได้ คดีนี้จึงตอกย้ำว่า ศาลจะมองที่สภาพแท้จริงของทรัพย์ ผลกระทบต่อเจ้าหนี้ และเจตนาในการกระทำเป็นสำคัญ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายจึงควรระมัดระวังการทำธุรกรรมเกี่ยวกับทรัพย์ในช่วงที่มีหนี้พิพาทหรืออยู่ระหว่างบังคับคดีอย่างยิ่ง อธิบายหลักกฎหมายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ที่ได้ใช้หรือกำลังจะใช้สิทธิทางศาลให้ได้รับชำระหนี้โดยสุจริตและเป็นธรรม หลักสำคัญของมาตรานี้มิใช่เพียงการมีหนี้แล้วโอนทรัพย์หรือจัดการทรัพย์สินของตนเท่านั้น แต่ต้องปรากฏว่าผู้กระทำได้ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้น โอนไปให้แก่ผู้อื่น หรือแกล้งให้ตนเองเป็นหนี้อันไม่เป็นความจริง โดยมีเจตนาเฉพาะเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนเองหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ดังนั้น องค์ประกอบสำคัญของความผิดตามมาตรานี้มีทั้งส่วนภายนอกและส่วนภายใน กล่าวคือ ต้องมีสถานะความเป็นเจ้าหนี้ลูกหนี้ที่ชัดเจน ต้องมีการใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาล และต้องมีการกระทำเกี่ยวกับทรัพย์ในลักษณะที่เป็นการบั่นทอนฐานทรัพย์สำหรับการบังคับชำระหนี้ พร้อมทั้งต้องมีเจตนาพิเศษในการหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ด้วย การตีความมาตรา 350 ต้องกระทำโดยเคร่งครัดตามหลักกฎหมายอาญา เพราะเป็นบทกำหนดโทษ ศาลจึงมิอาจถือว่าการโอนทรัพย์ทุกกรณีในระหว่างที่มีหนี้เป็นความผิดอาญาได้โดยอัตโนมัติ หากข้อเท็จจริงยังไม่แสดงว่าการโอนนั้นทำให้เจ้าหนี้เสียสิทธิจริง หรือทรัพย์ยังอยู่ในวิสัยที่เจ้าหนี้ยึดและขายทอดตลาดได้ การกระทำอาจยังไม่เข้าองค์ประกอบของความผิด ตัวอย่างเช่น คดีที่ทรัพย์เป็นสินสมรสและแม้จะมีการโอนระหว่างคู่สมรส แต่เจ้าหนี้ยังเข้าบังคับต่อทรัพย์นั้นได้อยู่ ศาลย่อมอาจวินิจฉัยได้ว่าไม่เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ตามความหมายของมาตรา 350 เพราะไม่มีผลเสียหายแท้จริงต่อสิทธิของเจ้าหนี้ สาระสำคัญของมาตรานี้จึงอยู่ที่การคุ้มครองประสิทธิภาพแห่งการบังคับหนี้ มิใช่ห้ามลูกหนี้ทำธุรกรรมทุกชนิดเกี่ยวกับทรัพย์สินของตน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5328/2568 ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ต้องมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ เมื่อทรัพย์ดังกล่าวได้มาระหว่างสมรสจึงถือว่าเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง แต่เหตุที่ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวในหนังสือสัญญากู้เงินพิเศษและสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างน่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ค. และมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตามระเบียบของสหกรณ์ ค. ดังนั้นไม่ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องจะเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 เมื่อเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องยังคงมีสิทธิยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระได้ อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ ค. มาโดยตลอด กรณีย่อมทำให้จำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระให้แก่สหกรณ์ ค. ลดลง ผู้ร้องก็ยิ่งมีสิทธิได้รับเงินส่วนที่เหลือจากการชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องเพิ่มขึ้น ประกอบกับภายหลังการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยทั้งสองก็ยังอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาตลอดมา ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ทำให้สิทธิของผู้ร้องได้รับความเสียหาย กรณีจึงไม่เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 350 โดยจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ธนาคาร อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 1,421,113.98 บาท อ้างว่าเป็นการโอนทรัพย์เพื่อให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้และไม่อาจบังคับคดีได้ จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ ลงโทษจำคุกคนละ 6 เดือน แต่ยกคำร้องคดีส่วนแพ่ง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์จึงฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษา และยังมีหนี้คงค้างหลังขายทอดตลาดทรัพย์จำนองเดิม จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันแล้วและร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย แม้เอกสารกู้เงินและจำนองจะมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นหลัก แต่ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าทรัพย์ดังกล่าวได้มาระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง การที่จำเลยที่ 1 โอนทรัพย์ให้จำเลยที่ 2 มิได้ทำให้ผู้ร้องเสียสิทธิ เพราะยังคงยึดทรัพย์ดังกล่าวขายทอดตลาดชำระหนี้ได้ อีกทั้งจำเลยทั้งสองยังผ่อนชำระหนี้แก่ผู้รับจำนองต่อเนื่อง ทำให้ยอดหนี้ลดลงและผู้ร้องมีโอกาสได้รับชำระหนี้จากส่วนเหลือเพิ่มขึ้น เมื่อการโอนไม่ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้เสียหาย จึงไม่เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้ได้รับชำระหนี้ อันไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามมาตรา 350 พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ยกฟ้องโจทก์ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ธนาคาร อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการที่จำเลยทั้งสองทำให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้ และไม่สามารถบังคับคดีได้ จนทำให้เกิดหนี้ค้างชำระและได้รับความเสียหาย รวมทั้งสิ้น 1,421,113.98 บาท จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน ยกคำร้องในคดีส่วนแพ่งของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 กับนางสาวหรือนางณมิตา ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครปฐม แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ผู้ร้องจึงยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดในราคา 930,000 บาท คงเหลือยอดหนี้ตามคำพิพากษา 1,056,775.58 บาท จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ต่อมา วันที่ 28 กันยายน 2564 ผู้ร้องยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง ซึ่งมีสหกรณ์ ค. เป็นผู้รับจำนองเพื่อบังคับชำระหนี้ที่เหลือ วันที่ 29 กันยายน 2564 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 ตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยความยินยอมของผู้รับจำนอง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนแพ่ง คู่ความไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 บัญญัติว่า "ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนเองหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี..." ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จึงต้องมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ ข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่าเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2561 จำเลยทั้งสองจองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 ตามฟ้อง และในวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในเอกสารขอซื้อทรัพย์สินรอการขายของสหกรณ์ ค. นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังลงลายมือชื่อร่วมกันในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2561 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันแล้ว โดยต่อมาจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 แม้หนังสือคำร้องขอกู้เงินพิเศษ มีชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียว แต่ก็ระบุว่าทำร่วมกับคู่สมรสคือจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย เมื่อทรัพย์ดังกล่าวได้มาระหว่างสมรสจึงถือว่าเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง แต่เหตุที่ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวในหนังสือสัญญากู้เงินพิเศษและสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างน่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ค. และมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตามระเบียบของสหกรณ์ ค. ดังนั้นไม่ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องจะเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 เมื่อเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องยังคงมีสิทธิยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระได้ อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ ค. มาโดยตลอด กรณีย่อมทำให้จำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระให้แก่สหกรณ์ ค. ลดลง ผู้ร้องก็ยิ่งมีสิทธิได้รับเงินส่วนที่เหลือจากการชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องเพิ่มขึ้น ประกอบกับภายหลังการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยทั้งสองก็ยังอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาตลอดมา ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ทำให้สิทธิของผู้ร้องได้รับความเสียหาย กรณีจึงไม่เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน |



