
| แยกสินสมรสจากกิจการบริษัทที่เป็นนิติบุคคลและเงื่อนไขตามกฎหมาย
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทว่าด้วยการแยกสินสมรส ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังคดีหย่าที่ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องโดยยังมิได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสต้องแบ่งกัน คู่ความจึงฟ้องคดีใหม่เพื่อขอให้แยกสินสมรสและให้คู่สมรสอีกฝ่ายชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยมีประเด็นสำคัญว่ากิจการบริษัทที่คู่สมรสเคยร่วมก่อตั้งหรือเกี่ยวข้องนั้นเป็นทรัพย์สินของคู่สมรสหรือเป็นทรัพย์สินของนิติบุคคลซึ่งแยกต่างหากจากบุคคลธรรมดา รวมถึงปัญหาว่าคดีใหม่เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ และการเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นเข้าข่ายเหตุแยกสินสมรสตามกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักสำคัญเกี่ยวกับนิติบุคคล กิจการบริษัท และเงื่อนไขการแยกสินสมรสอย่างละเอียด ข้อเท็จจริงตามสำนวน คู่ความจดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรสามคน เดิมประกอบกิจการโรงงานผลิตเส้นบะหมี่และใบห่อเกี๊ยวในรูปห้างหุ้นส่วน ต่อมาปิดกิจการและจัดตั้งบริษัทใหม่ โดยตกลงร่วมกันว่าให้บุตรชายเป็นผู้บริหารแทน เนื่องจากฝ่ายโจทก์มีปัญหาหนี้สิน ติดการพนัน และเคยก่อเหตุทำลายทรัพย์สินจนถูกห้ามเข้าบริษัท กิจการบริษัทต่าง ๆ จึงดำเนินงานในนามนิติบุคคลไม่ใช่ตัวคู่สมรส ต่อมาฝ่ายภรรยาฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรสแต่ศาลยกฟ้องเพราะไม่มีเหตุหย่า จึงยังไม่เกิดการแบ่งสินสมรส เมื่อคดีก่อนถึงที่สุด ฝ่ายโจทก์กลับมายื่นฟ้องคดีนี้เพื่อแยกสินสมรส อ้างว่าจำเลยขัดขวางการจัดการสินสมรสและไม่อุปการะเลี้ยงดู ทั้งขอให้ศาลสั่งให้กิจการบริษัทต่าง ๆ แบ่งให้ตนกึ่งหนึ่ง ประเด็นการฟ้องซ้ำ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า – คดีก่อนเน้น “เหตุหย่า” และยังมิได้วินิจฉัยว่าสินสมรสมีอะไรบ้าง – คดีนี้เน้น “เหตุแยกสินสมรส” ตาม ม.1484 และค่าอุปการะเลี้ยงดู จึงเป็น “คนละประเด็นแห่งคดี” แม้ทรัพย์สินที่กล่าวอ้างจะเป็นรายการเดียวกัน แต่เมื่อคดีก่อนยังไม่วินิจฉัยเรื่องทรัพย์สิน จึงไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำ ประเด็นการขัดขวางการจัดการสินสมรส ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า – ข้อเท็จจริงในคดีก่อนระบุว่าโจทก์ติดการพนัน มีหนี้สิน ไม่เกี่ยวข้องการบริหารกิจการบริษัท และเคยถูกห้ามเข้าบริษัท – ทั้งหมดเป็นข้อเท็จจริงที่ “ผูกพัน” ในคดีนี้ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ ม.6 และ ป.วิ.พ. ม.145 – การยื่นฟ้องเพียงไม่กี่เดือนหลังคดีก่อนถึงที่สุด แสดงถึงความไม่สุจริต ดังนั้น จึงไม่มีมูลว่าจำเลยขัดขวางการจัดการสินสมรส ประเด็นว่ากิจการบริษัทเป็นสินสมรสหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บริษัทเป็น “นิติบุคคลแยกต่างหาก” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีสิทธิ หน้าที่ และทรัพย์สินของตนเอง การบริหารขึ้นอยู่กับกรรมการบริษัท ไม่ใช่คู่สมรสแต่ละฝ่าย แม้คู่สมรสเคยมีส่วนเกี่ยวข้องก่อนจัดตั้งบริษัท แต่เมื่อกิจการจดทะเบียนเป็นบริษัทแล้ว – ทรัพย์สินของบริษัท “ไม่ใช่สินสมรส” – การดำเนินกิจการเป็นความรับผิดชอบของกรรมการตาม ม.1169 ดังนั้นจึงไม่มีเหตุแยกสินสมรสในส่วนนี้ ประเด็นค่าอุปการะเลี้ยงดู เงินที่โจทก์อ้างว่าเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 300,000 บาท มิใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามมาตรา 1461 เพราะเป็น “เงินส่วนแบ่งจากรายได้ของบริษัท” ที่ตกลงให้บุตรนำมาจ่ายเมื่อบริษัทมีกำไร อีกทั้งบริษัทถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและล้มละลาย จึงไม่สามารถจ่ายเงินดังกล่าวได้ จึงไม่เข้าข้อยกเว้นเหตุแยกสินสมรสตาม ม.1484(2) วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง – มาตรา 1474 กำหนดประเภทสินสมรส แต่ไม่รวมทรัพย์สินของนิติบุคคล – มาตรา 1484(2) ว่าด้วยเหตุแยกสินสมรส ต้องมีการจัดการที่เสียหายหรือเสี่ยงต่อหายนะแก่ “สินสมรส” เท่านั้น – หากทรัพย์สินเป็นของบริษัท → ไม่เข้าเกณฑ์ – มาตรา 1169 ระบุความรับผิดของกรรมการต่อผู้ถือหุ้น เป็นการตอกย้ำว่า “ทรัพย์สินบริษัทเป็นของบริษัท ไม่ใช่ของคู่สมรส” – กรณีฟ้องซ้ำ ต้องดูว่า “ประเด็นหลัก” เคยวินิจฉัยหรือไม่ ซึ่งคดีก่อนยังไม่เคยวินิจฉัยเรื่องทรัพย์สิน แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกามีแนววางหลักสม่ำเสมอว่า – ทรัพย์สินของบริษัทไม่ใช่สินสมรส (หลายคดี เช่น แนวฎีกาว่าด้วยกิจการบริษัทของคู่สมรส) – การแยกสินสมรสต้องมีเหตุชัดเจน ไม่ใช่การนำความขัดแย้งส่วนตัวมาอ้าง – ค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องเป็นความรับผิดตามกฎหมาย ไม่ใช่เงินตกลงจากกิจการ ซึ่งสอดคล้องกับคำพิพากษาฉบับนี้ทั้งหมด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม: 1. ศาลชั้นต้น ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ตกลงและตามฟ้องบางส่วน ส่วนคำขอแยกสินสมรสให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา แก้เป็นว่าให้ยกคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดู และวางหลักว่ากิจการบริษัทมิใช่สินสมรส ไม่มีเหตุแยกสินสมรส พร้อมคืนค่าขึ้นศาลส่วนเกิน ข้อคิดทางกฎหมาย 1. การแยกสินสมรสตามมาตรา 1484 ต้องอาศัยเหตุร้ายแรงเกี่ยวกับ “สินสมรส” ไม่ใช่ทรัพย์สินของนิติบุคคลที่แยกต่างหากจากคู่สมรส 2. ทรัพย์สินของบริษัทที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไม่อาจถือเป็นสินสมรส แม้คู่สมรสจะมีส่วนร่วมก่อนจัดตั้งหรือในทางปฏิบัติ 3. ค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องเป็นภาระตามกฎหมาย ไม่ใช่เงินส่วนแบ่งจากธุรกิจซึ่งไม่มีกำไรหรืออยู่ในกระบวนการล้มละลาย 4. การฟ้องซ้ำพิจารณาจาก “ประเด็นแห่งคดี” ไม่ใช่เพียงความเกี่ยวพันของทรัพย์สิน หากคดีแรกไม่เคยวินิจฉัยเรื่องทรัพย์สินก็ไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำ 5. พฤติการณ์ความไม่สุจริตของคู่ความเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ศาลนำมาพิจารณาวินิจฉัยในคดีครอบครัว 6. ข้อเท็จจริงที่ศาลเคยวินิจฉัยในคดีก่อนอาจมีผลผูกพันต่อคดีหลังได้ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ ม.6 ประกอบ ป.วิ.พ. ม.145 คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม บริษัทที่คู่สมรสเคยร่วมทำกิจการถือเป็นสินสมรสหรือไม่? คำตอบ ไม่ถือเป็นสินสมรส เพราะบริษัทเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก ทรัพย์สินและกิจการเป็นของบริษัท ไม่ใช่ของคู่สมรสตามกฎหมาย 2. คำถาม คดีแยกสินสมรสในคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่? คำตอบ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เนื่องจากคดีก่อนเป็นคดีหย่าและศาลยังไม่ได้วินิจฉัยเรื่องทรัพย์สินว่ามีอะไรเป็นสินสมรส จึงเป็นประเด็นแห่งคดีที่แตกต่างกัน 3. คำถาม เหตุใดศาลจึงเห็นว่าไม่มีเหตุแยกสินสมรสในกรณีนี้? คำตอบ เพราะกิจการบริษัทไม่ใช่สินสมรส อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยจัดการสินสมรสให้เสียหายหรือเสี่ยงต่อความหายนะตามมาตรา 1484 แต่อย่างใด 4. คำถาม ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ตกลงผ่านรายได้บริษัทถือเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายหรือไม่? คำตอบ ไม่ใช่ เนื่องจากเป็นเงินที่แบ่งจ่ายตามกำไรของบริษัท ไม่ใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่คู่สมรสต้องรับผิดตามกฎหมาย ส่งผลให้ไม่เป็นเหตุแยกสินสมรส คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2854/2561 คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันและแบ่งสินสมรส ประเด็นในคดีก่อนมีว่า มีเหตุหย่าหรือไม่ หากศาลพิพากษาให้หย่า จึงจะมีการแบ่งสินสมรสว่ามีทรัพย์สินใดที่เป็นสินสมรส เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากไม่มีเหตุหย่า จึงไม่ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้แยกสินสมรสและให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า มีเหตุให้แยกสินสมรสหรือไม่ และจำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่ และสินสมรสที่ต้องแยกได้แก่ทรัพย์สินใด ประเด็นแห่งคดีนี้และประเด็นคดีก่อนจึงต่างกัน แม้ทรัพย์สินที่อ้างตามฟ้องคดีนี้จะเป็นทรัพย์สินตามฟ้องกับคดีก่อน แต่เมื่อคดีก่อนศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่ ต้องแบ่ง จึงถือไม่ได้ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เกี่ยวกับสินสมรสเป็นประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน โจทก์ฟ้องขอให้แยกสินสมรสระหว่างตนกับจำเลย โดยอ้างถึงกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัด น. และต่อมาจัดตั้งบริษัท อ. ตามข้อตกลงให้บุตรชายเป็นผู้บริหารแทน โจทก์และจำเลยไม่ใช้อำนาจบริหารเอง กิจการโรงงานจึงเป็นของบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก ไม่ใช่สินสมรส ทั้งในคดีก่อนศาลวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์ติดการพนัน มีหนี้สิน ไม่เกี่ยวข้องเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการ และเคยทำลายทรัพย์สินจนถูกห้ามเข้าบริษัท ข้อเท็จจริงดังกล่าวผูกพันคู่ความในคดีนี้ ประกอบกับโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องภายใน 4 เดือนหลังคดีก่อนถึงที่สุด แสดงถึงความไม่สุจริต จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยขัดขวางการจัดการสินสมรส บริษัท อ. และบริษัท ซ. ล้วนเป็นนิติบุคคลแยกจากผู้ถือหุ้น มีสิทธิ หน้าที่ และทรัพย์สินเป็นของตนเอง การดำเนินกิจการอยู่ในอำนาจกรรมการภายในขอบวัตถุประสงค์ กิจการและทรัพย์สินของบริษัททั้งสองจึงไม่ใช่สินสมรส แต่เป็นของบริษัท หากเกิดความเสียหายเป็นความรับผิดของกรรมการต่อผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 จึงไม่มีเหตุแยกสินสมรสจากเหตุที่โจทก์อ้าง ส่วนคำขอให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้น คู่ความตกลงกันให้บุตรชาย นำรายได้ของบริษัทส่วนหนึ่งมาจ่ายให้โจทก์และจำเลยคนละ 300,000 บาทต่อเดือน เงินดังกล่าวเป็นส่วนแบ่งรายได้จากบริษัทเมื่อมีกำไร ไม่ใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่คู่สมรสต้องอุปการะกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง จึงไม่เป็นเหตุให้แยกสินสมรสตามมาตรา 1484 (2) อีกทั้งบริษัท อ. ถูกพิทักษ์ทรัพย์และล้มละลาย มีหนี้ล้นพ้นตัว ไม่อาจนำรายได้มาจ่ายเงินตามข้อตกลงได้ จะถือว่าจำเลยผิดข้อตกลงหาได้ไม่ ในฟ้องคดีนี้ โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งแยกสินสมรส โดยให้กิจการโรงงานและบริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด ตกแก่โจทก์ ส่วนบริษัทซิงกูลลาร์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ตกแก่จำเลย พร้อมให้แบ่งรายได้และทรัพย์สินอื่นคนละครึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดแล้วชำระให้โจทก์ 303,307,929.50 บาท ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ค้าง 9,600,000 บาท และชำระต่อไปเดือนละ 300,000 บาทจนกว่าศาลจะมีคำสั่งแยกสินสมรส รวมทั้งให้จดแจ้งคำพิพากษาในทะเบียนสมรส จำเลยให้การปฏิเสธและขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ค้าง 9,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้จ่ายต่อไปเดือนละ 300,000 บาทนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จหรือมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ส่วนคำขออื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกายืนยันว่า ฟ้องคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหย่าก่อน เนื่องจากคดีก่อนมีประเด็นเรื่องเหตุหย่า และเมื่อยกฟ้องศาลมิได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรส ส่วนคดีนี้เป็นเรื่องแยกสินสมรสและค่าอุปการะเลี้ยงดู ประเด็นแห่งคดีจึงต่างกัน แม้จะกล่าวถึงทรัพย์สินชุดเดียวกันก็ตาม ศาลยังวินิจฉัยว่ากิจการบริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด และบริษัทซิงกูลลาร์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด เป็นนิติบุคคล ทรัพย์สินของบริษัทไม่ใช่สินสมรส ความเสียหายของกิจการหากมีก็เป็นเรื่องกรรมการต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นไม่ใช่เหตุแยกสินสมรส สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 300,000 บาท ศาลเห็นว่าเป็นเงินจากรายได้บริษัทที่บุตรแบ่งจ่าย เมื่อบริษัทล้มละลายและไม่มีรายได้ อีกทั้งเงินดังกล่าวไม่ใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมาย จึงไม่ใช่เหตุแยกสินสมรส จำเลยไม่ผิดข้อตกลง ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้ยกคำขอให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ส่วนคำพิพากษาอื่นให้เป็นไปตามศาลอุทธรณ์ และสั่งคืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์ชำระเกิน โดยให้คงค่าขึ้นศาลแต่ละชั้นจำนวน 236,890 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่คืนให้ให้เป็นพับ |




