ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




แยกสินสมรสจากกิจการบริษัทที่เป็นนิติบุคคลและเงื่อนไขตามกฎหมาย

การแยกสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, การตีความว่าบริษัทเป็นนิติบุคคลไม่ใช่สินสมรส, ข้อจำกัดการจัดการสินสมรสของคู่สมรส, การฟ้องซ้ำในคดีครอบครัวและเกณฑ์พิจารณา, ความรับผิดของกรรมการบริษัทต่อผู้ถือหุ้น, เงื่อนไขค่าอุปการะเลี้ยงดูตามมาตรา1461, เหตุแยกสินสมรสตามมาตรา1484(2), การประเมินทรัพย์สินของนิติบุคคลในคดีครอบครัว, การพิจารณาพฤติการณ์ความสุจริตของคู่สมรส, การวินิจฉัยเรื่องทรัพย์สินของบริษัทในคดีหย่าและคดีแยกสินสมรส

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยความแตกต่างระหว่าง “ฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรส” กับ “ฟ้องแยกสินสมรส” ว่าจะถือเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ตลอดจนปัญหาสำคัญว่ากิจการของบริษัทจำกัดซึ่งคู่สมรสเคยเกี่ยวข้องจะถือเป็นสินสมรสได้หรือไม่ และการไม่ชำระเงินตามข้อตกลงที่เกี่ยวพันกับผลกำไรของบริษัทจะเป็นเหตุให้แยกสินสมรสหรือเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายครอบครัวได้เพียงใด คดีนี้จึงสะท้อนหลักกฎหมายครอบครัว หลักนิติบุคคล และผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุดอย่างลึกซึ้ง

ข้อเท็จจริงแห่งคดี

โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน มีบุตร 3 คน เดิมประกอบกิจการโรงงานผลิตเส้นบะหมี่ในรูปห้างหุ้นส่วนจำกัด ต่อมามีปัญหาหนี้ภาษี จึงเลิกห้างและตั้งบริษัทใหม่ โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหาร เนื่องจากมีปัญหาหนี้สินและการพนัน และให้บุตรชายเป็นผู้บริหาร

ต่อมาโจทก์เคยฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรส แต่ศาลพิพากษายกฟ้องเพราะไม่มีเหตุหย่า จึงไม่ได้วินิจฉัยทรัพย์สินว่าเป็นสินสมรสหรือไม่

ภายหลังคดีถึงที่สุดเพียง 4 เดือน โจทก์ยื่นฟ้องใหม่ ขอให้แยกสินสมรส และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู รวมถึงอ้างว่ากิจการบริษัทหลายแห่งเป็นสินสมรส และจำเลยจัดการทรัพย์สินเป็นที่เสียหาย

ประเด็นข้อกฎหมายและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

(1) ฟ้องซ้ำหรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีก่อนเป็นคดีหย่า ซึ่งต้องพิจารณาว่ามีเหตุหย่าหรือไม่ เมื่อศาลยกฟ้อง จึงไม่เคยวินิจฉัยเรื่องทรัพย์สินว่าเป็นสินสมรสหรือไม่ ส่วนคดีนี้เป็นการฟ้องแยกสินสมรส ประเด็นจึงแตกต่างกัน ไม่เป็นฟ้องซ้ำตาม ป.วิ.พ.

(2) การขัดขวางจัดการสินสมรส

ข้อเท็จจริงในคดีก่อนที่ฟังเป็นยุติแล้วว่าโจทก์จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกิจการบริษัท และเคยถูกห้ามเข้าบริษัท ย่อมผูกพันคู่ความตามมาตรา 145 ป.วิ.พ. ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์ไม่อาจกลับคำกล่าวอ้างว่าจำเลยขัดขวางการจัดการสินสมรสได้

(3) บริษัทเป็นสินสมรสหรือไม่

ศาลวินิจฉัยหลักสำคัญว่า บริษัทจำกัดเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้น ทรัพย์สินของบริษัทเป็นของบริษัท มิใช่ของคู่สมรส แม้คู่สมรสจะถือหุ้นก็ตาม หากเกิดความเสียหายย่อมเป็นความรับผิดของกรรมการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 ไม่ใช่เหตุแยกสินสมรส

(4) ค่าอุปการะเลี้ยงดู

เงินเดือนละ 300,000 บาท เป็นข้อตกลงให้บุตรนำกำไรบริษัทมาจ่าย มิใช่หน้าที่อุปการะตามมาตรา 1461 วรรคสอง จึงไม่ใช่เหตุแยกสินสมรสตามมาตรา 1484 (2)

ทั้งบริษัทถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและล้มละลาย ไม่มีรายได้ จะถือว่าจำเลยผิดข้อตกลงหาได้ไม่

(5) ค่าขึ้นศาล

คดีนี้เป็นคดีครอบครัวที่ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมบางส่วน ศาลฎีกาสั่งคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่โจทก์ชำระเกิน

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

หลักสำคัญในคดีนี้คือ

หนึ่ง หลัก “ประเด็นแห่งคดีต้องเหมือนกัน” จึงจะเป็นฟ้องซ้ำ การฟ้องแยกสินสมรสแม้เกี่ยวข้องทรัพย์ชุดเดียวกัน แต่หากประเด็นกฎหมายต่างจากคดีหย่าเดิม ย่อมไม่ต้องห้าม

สอง หลักนิติบุคคลแยกต่างหาก เป็นหัวใจของคดี ทรัพย์สินของบริษัทมิใช่สินสมรส เว้นแต่เป็นหุ้น

สาม การอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายต้องเป็นหน้าที่ของคู่สมรส มิใช่เงินปันผลหรือผลกำไรบริษัท

เจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 1461 วรรคสอง มีเจตนาให้คู่สมรสช่วยเหลือกันตามฐานะ ไม่ใช่สร้างภาระจากกิจการนิติบุคคล

มาตรา 1484 (2) มุ่งคุ้มครองคู่สมรสเมื่ออีกฝ่ายละเลยหน้าที่หรือทำความเสียหายต่อสินสมรสอย่างร้ายแรง

มาตรา 1169 มีเจตนาให้กรรมการรับผิดชอบต่อบริษัทและผู้ถือหุ้น ไม่ใช่ให้คู่สมรสฟ้องแยกสินสมรสเพราะกิจการบริษัทขาดทุน

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกายืนหลักว่า บริษัทเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก ทรัพย์สินบริษัทไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้ถือหุ้นโดยตรง และหลักฟ้องซ้ำต้องพิจารณาจาก “เหตุแห่งคดีและประเด็นพิพาท” มิใช่ดูเพียงว่าทรัพย์สินชุดเดียวกันหรือไม่

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูค้างชำระจำนวน 9,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง คำขออื่นให้ยก

2. ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้ ให้ยกคำขอค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 300,000 บาท และเงินค้างชำระดังกล่าว คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่โจทก์ชำระเกิน โดยคงเหลือชั้นละ 236,890 บาท นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ให้หลักกฎหมายสำคัญหลายประการที่มีผลต่อแนวทางปฏิบัติในคดีครอบครัวและคดีเกี่ยวกับกิจการบริษัท ดังนี้

ประการแรก การพิจารณาว่าเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ต้องพิเคราะห์ “เหตุแห่งคดีและประเด็นพิพาท” เป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงว่าทรัพย์สินชุดเดียวกันเคยถูกกล่าวอ้างในคดีก่อนหรือไม่ หากคดีก่อนยังมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าวโดยตรง ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้ำ

ประการที่สอง หลักนิติบุคคลแยกต่างหากเป็นหลักพื้นฐานที่ต้องเคร่งครัด ทรัพย์สินของบริษัทมิใช่สินสมรส แม้คู่สมรสจะเป็นผู้ก่อตั้งหรือเคยบริหารกิจการมาก่อน สิ่งที่อาจเป็นสินสมรสได้คือ “หุ้น” มิใช่ทรัพย์สินของบริษัทโดยตรง

ประการที่สาม ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง เป็นหน้าที่โดยตรงของคู่สมรส ไม่อาจขยายความรวมถึงเงินผลกำไรของนิติบุคคลที่ตกลงกันภายในครอบครัวได้ หากแหล่งเงินดังกล่าวสิ้นไปเพราะบริษัทล้มละลาย ก็ไม่อาจถือเป็นการผิดหน้าที่โดยอัตโนมัติ

ประการที่สี่ การกล่าวอ้างเหตุแยกสินสมรสตามมาตรา 1484 ต้องพิสูจน์ว่ามีการจัดการสินสมรสเสียหายอย่างร้ายแรงหรือมีพฤติการณ์จะทำให้สินสมรสพินาศ มิใช่อาศัยเพียงความไม่พอใจหรือความขัดแย้งทางธุรกิจ

ประการที่ห้า ผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุดตามมาตรา 145 ป.วิ.พ. มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัว หากข้อเท็จจริงใดศาลเคยวินิจฉัยแล้ว คู่ความไม่อาจกลับคำกล่าวอ้างในคดีใหม่โดยปราศจากพยานหลักฐานใหม่ที่มีน้ำหนักเพียงพอ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การฟ้องแยกสินสมรสหลังจากฟ้องหย่าแล้วแพ้คดี ถือเป็นฟ้องซ้ำหรือไม่

คำตอบ

ไม่เสมอไป ต้องพิจารณาว่าประเด็นแห่งคดีเหมือนกันหรือไม่ หากคดีก่อนศาลยังมิได้วินิจฉัยว่าทรัพย์ใดเป็นสินสมรส การฟ้องแยกสินสมรสภายหลังอาจไม่เป็นฟ้องซ้ำ

2. กิจการของบริษัทจำกัดถือเป็นสินสมรสหรือไม่

คำตอบ

ไม่ถือเป็นสินสมรส เพราะบริษัทเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก ทรัพย์สินของบริษัทเป็นของบริษัท ไม่ใช่ของคู่สมรสโดยตรง เว้นแต่ในส่วนของหุ้นที่คู่สมรสถืออยู่

3. หากบริษัทล้มละลาย คู่สมรสอีกฝ่ายสามารถอ้างว่าอีกฝ่ายไม่อุปการะเลี้ยงดูได้หรือไม่

คำตอบ

ต้องพิจารณาว่าเงินที่อ้างเป็นหน้าที่ตามกฎหมายหรือเป็นเพียงข้อตกลงเกี่ยวกับผลกำไรบริษัท หากเป็นเงินจากกำไรบริษัทที่ล้มละลายแล้ว ไม่อาจถือว่าเป็นการละเลยหน้าที่ตามมาตรา 1461

4. เหตุแยกสินสมรสตามมาตรา 1484 ต้องมีลักษณะอย่างไร

คำตอบ

ต้องเป็นกรณีที่คู่สมรสจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายอย่างร้ายแรง หรือมีพฤติการณ์จะทำให้สินสมรสพินาศ ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทั่วไป

5. หากคู่สมรสเคยตกลงไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการบริษัท ต่อมาจะกลับมาอ้างสิทธิได้หรือไม่

คำตอบ

หากข้อเท็จจริงดังกล่าวศาลเคยวินิจฉัยถึงที่สุดแล้ว ย่อมมีผลผูกพันตามมาตรา 145 ป.วิ.พ. เว้นแต่มีเหตุพิเศษหรือพยานหลักฐานใหม่

6. ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายกับเงินที่ตกลงกันภายในครอบครัวแตกต่างกันอย่างไร

คำตอบ

ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายเป็นหน้าที่โดยตรงของคู่สมรสตามฐานะ ส่วนเงินที่ตกลงให้บุตรนำกำไรบริษัทมาจ่าย เป็นข้อตกลงภายใน ไม่ใช่หน้าที่ตามกฎหมายครอบครัว

7. หุ้นของบริษัทสามารถเป็นสินสมรสได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ หากหุ้นได้มาระหว่างสมรสและไม่ใช่สินส่วนตัว แต่ต้องแยกให้ชัดว่าทรัพย์สินของบริษัทไม่ใช่สินสมรส มีเพียงหุ้นเท่านั้นที่อาจเป็น

8. การคืนค่าขึ้นศาลในคดีครอบครัวเกิดขึ้นได้อย่างไร

คำตอบ

หากคู่ความชำระค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือเป็นคดีที่ได้รับยกเว้นตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลมีอำนาจสั่งคืนได้

9. หากคู่สมรสอีกฝ่ายมีหนี้สินจำนวนมาก จะถือเป็นเหตุแยกสินสมรสหรือไม่

คำตอบ

ต้องพิสูจน์ว่าหนี้ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสินสมรสอย่างร้ายแรงและมีพฤติการณ์จะทำให้สินสมรสเสียหาย มิใช่เพียงมีหนี้สินทั่วไป

10. คดีนี้มีหลักกฎหมายสำคัญที่สุดในประเด็นใด

คำตอบ

หลักนิติบุคคลแยกต่างหาก และหลักว่าฟ้องซ้ำต้องดูประเด็นแห่งคดีเป็นสำคัญ มิใช่ดูเพียงข้อเท็จจริงผิวเผิน

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การฟ้องแยกสินสมรสและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูในคดีหลัง “เป็นฟ้องซ้ำ” กับคดีหย่าและแบ่งสินสมรสที่ถึงที่สุดแล้วหรือไม่ รวมถึงการแยกแยะว่า “ทรัพย์สินและกิจการของบริษัท” ซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก จะถือเป็นสินสมรสของคู่สมรสได้เพียงใด และเงินที่จ่ายกันตามข้อตกลงจากกำไรของบริษัท จะเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายครอบครัวหรือไม่

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

1. ฟ้องซ้ำ / ประเด็นแห่งคดีต่างกัน (อ้าง ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และหลักห้ามฟ้องซ้ำ)

ขยายความสั้น ๆ: ศาลวินิจฉัยว่า คดีก่อนเป็นคดีหย่าซึ่งศาลยกฟ้องเพราะไม่มีเหตุหย่า จึงยังไม่ได้วินิจฉัยทรัพย์ว่าเป็นสินสมรสหรือไม่ ส่วนคดีนี้เป็นคดีแยกสินสมรสและค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งมีประเด็นแห่งคดีต่างกัน จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ แม้จะกล่าวอ้างทรัพย์สินชุดเดียวกันก็ตาม

2. นิติบุคคลแยกต่างหาก / บริษัทไม่ใช่สินสมรส (อ้าง ป.พ.พ. มาตรา 1169 และโยงหลัก ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง, มาตรา 1484 (2))

ขยายความสั้น ๆ: ศาลยืนยันหลักว่า บริษัทเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก ทรัพย์สินและกิจการของบริษัทเป็นของบริษัท มิใช่สินสมรสของคู่สมรสโดยตรง หากเกิดความเสียหายเป็นเรื่องความรับผิดของกรรมการต่อผู้ถือหุ้นตามมาตรา 1169 อีกทั้งเงินเดือนละ 300,000 บาทที่อ้างเป็นค่าเลี้ยงดู เป็นเพียงข้อตกลงให้บุตรนำกำไรบริษัทมาจ่าย ไม่ใช่หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูของคู่สมรสตามมาตรา 1461 จึงไม่เป็นเหตุแยกสินสมรสตามมาตรา 1484 (2) และเมื่อบริษัทล้มละลายไม่มีรายได้ ก็ถือว่าจำเลยผิดข้อตกลงไม่ได้

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2854/2561

คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันและแบ่งสินสมรส ประเด็นในคดีก่อนมีว่า มีเหตุหย่าหรือไม่ หากศาลพิพากษาให้หย่า จึงจะมีการแบ่งสินสมรสว่ามีทรัพย์สินใดที่เป็นสินสมรส เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากไม่มีเหตุหย่า จึงไม่ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้แยกสินสมรสและให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่า มีเหตุให้แยกสินสมรสหรือไม่ และจำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่ และสินสมรสที่ต้องแยกได้แก่ทรัพย์สินใด ประเด็นแห่งคดีนี้และประเด็นคดีก่อนจึงต่างกัน แม้ทรัพย์สินที่อ้างตามฟ้องคดีนี้จะเป็นทรัพย์สินตามฟ้องกับคดีก่อน แต่เมื่อคดีก่อนศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่ ต้องแบ่ง จึงถือไม่ได้ว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เกี่ยวกับสินสมรสเป็นประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกับคดีก่อน ฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ หรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีก่อน

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้แยกสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยอ้างทรัพย์สินและกิจการของบริษัทต่าง ๆ เดิมโจทก์และจำเลยเคยประกอบกิจการในรูปห้างหุ้นส่วนจำกัด ต่อมาจดทะเบียนเลิกห้างและจัดตั้งบริษัท โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์และจำเลยจะไม่ใช้อำนาจบริหารกิจการ ให้บุตรชายเป็นผู้บริหารแทน กิจการโรงงานเป็นของบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก จึงไม่ใช่สินสมรส อีกทั้งคดีก่อนที่ถึงที่สุด ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบริษัทเพราะติดการพนันและมีหนี้สิน ไม่เป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการผู้มีอำนาจ และเคยทำลายทรัพย์สินจนถูกห้ามเข้าบริษัท ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมผูกพันคู่ความในคดีนี้ตามกฎหมาย อีกทั้งโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องภายหลังคดีก่อนถึงที่สุดเพียง 4 เดือน จึงเป็นเหตุบ่งชี้ความไม่สุจริต ฟังไม่ได้ว่าจำเลยขัดขวางการจัดการสินสมรสของโจทก์

ศาลเห็นว่า บริษัทที่เกี่ยวข้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้น สิทธิหน้าที่เป็นของบริษัท การดำเนินกิจการเป็นอำนาจหน้าที่ของกรรมการภายในขอบวัตถุประสงค์ตามกฎหมายและข้อบังคับ ทรัพย์สินและกิจการของบริษัทจึงไม่ใช่สินสมรส หากเกิดความเสียหายเป็นเรื่องที่กรรมการต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 กรณีจึงไม่มีเหตุให้แยกสินสมรส

ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ฟ้องเรียกเดือนละ 300,000 บาท เป็นเงินตามข้อตกลงให้บุตรนำรายได้ของบริษัทส่วนหนึ่งมาจ่ายเมื่อมีกำไร มิใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่คู่สมรสต้องอุปการะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง จึงไม่เป็นเหตุแยกสินสมรสตามมาตรา 1484 (2) อีกทั้งบริษัทถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและล้มละลาย มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่มีรายได้ จึงถือว่าจำเลยผิดข้อตกลงไม่ได้

โจทก์ขอให้ศาลสั่งจัดสรรกิจการและทรัพย์สิน แบ่งรายได้และทรัพย์สินคนละครึ่ง ขอให้ขายทอดตลาดหากแบ่งไม่ได้ และเรียกเงินจำนวนมากรวมทั้งค่าเลี้ยงดูค้างชำระ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูค้าง 9,600,000 บาท และให้ชำระเดือนละ 300,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญเรื่องฟ้องซ้ำ การแยกสินสมรส และค่าอุปการะเลี้ยงดู พร้อมทั้งมีคำสั่งเกี่ยวกับการคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่ชำระเกินตามหลักเกณฑ์คดีครอบครัวด้วย

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้แยกสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย เดิมโจทก์และจำเลยประกอบกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัด น. และต่อมาจดทะเบียนเลิกห้าง และจัดตั้งบริษัท อ. โดยมีข้อตกลงว่าโจทก์และจำเลยจะไม่ใช้อำนาจบริหารกิจการบริษัท อ. แต่ให้ อ. บุตรชายของโจทก์และจำเลยเป็นผู้บริหารแทน กิจการโรงงานเป็นของบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก หาใช่สินสมรสไม่ ทั้งคดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยและคดีถึงที่สุดโดยฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบริษัท อ. เนื่องจากโจทก์ติดการพนันและมีปัญหาหนี้สิน โจทก์จะไม่เกี่ยวข้องเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการผู้มีอำนาจ และโจทก์เคยทำลายทรัพย์สินของบริษัทจนถูกห้ามเข้าบริษัท ข้อเท็จจริงในคดีก่อนจึงผูกพันโจทก์และจำเลยในคดีนี้ ตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบกับโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องหลังจากคดีก่อนถึงที่สุดเพียง 4 เดือน บ่งชี้ถึงความไม่สุจริตของโจทก์ ฟังไม่ได้ว่าจำเลยขัดขวางการจัดการสินสมรสของโจทก์

บริษัท อ. และ บริษัท ซ. มีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากบุคคลอื่นและผู้ถือหุ้น มีสิทธิและหน้าที่ต่างๆ เป็นของตนเอง การดำเนินกิจการต่างๆ เป็นอำนาจหน้าที่กรรมการบริษัทภายในขอบอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับจัดตั้ง กิจการบริษัททั้งสองรวมทั้งทรัพย์สินของบริษัทหาใช่สินสมรสไม่ แต่เป็นของบริษัทภายใต้การดำเนินกิจการของบริษัท หากจะเกิดความเสียหายหรือเกิดความหายนะ ก็เป็นเรื่องที่กรรมการบริษัทจะรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1169 กรณีจึงไม่มีเหตุแยกสินสมรส

โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ แต่ข้อตกลงของโจทก์และจำเลยคือ ให้ อ. บุตรชาย นำรายได้ของบริษัทส่วนหนึ่งมาจ่ายเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และจำเลยคนละ 300,000 บาท ซึ่งค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่โจทก์ฟ้องเป็นของบริษัทที่นำมาจ่ายให้โจทก์และจำเลยเมื่อมีกำไร หาใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่คู่สมรสต้องอุปการะเลี้ยงดูตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง อันจะถือเป็นเหตุให้แยกสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1484 (2) ไม่ ทั้งบริษัท อ. ถูกศาลล้มละลายกลางพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย จึงมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่มีรายได้ที่จะนำมาชำระค่าเลี้ยงดูโจทก์และจำเลยได้ ดังนี้จะถือว่าจำเลยผิดข้อตกลงหาได้ไม่

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งแยกสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย โดยในส่วนของกิจการโรงงานนำชัย ประพนพจน์หรือนำชัย และกิจการบริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด ให้ตกได้แก่โจทก์ ส่วนกิจการบริษัทซิงกูลลาร์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ให้ตกได้แก่จำเลย ให้นำเงินรายได้จากการประกอบกิจการทั้งสามแห่งรวมถึงทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ได้มาก่อนศาลมีคำพิพากษาแยกสินสมรสมาแบ่งกันระหว่างโจทก์กับจำเลยคนละกึ่งหนึ่งเท่า ๆ กัน ให้นำทรัพย์ตามบัญชีทรัพย์มาแบ่งให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากไม่สามารถแบ่งแยกได้ ให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระให้แก่โจทก์จำนวน 303,307,929.50 บาท ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยคงค้างชำระจำนวน 9,600,000 บาท ให้แก่โจทก์ และให้จำเลยนำรายได้จากกิจการอันเป็นสินสมรสมาชำระเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ในอัตราเดือนละ 300,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าศาลจะมีคำสั่งให้แยกสินสมรส ตลอดจนขอให้ศาลแจ้งคำพิพากษาไปยังนายทะเบียนเพื่อจดแจ้งไว้ในทะเบียนสมรสต่อไป หรือใช้คำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จำเลยคงค้างชำระแก่โจทก์จำนวน 9,600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 กันยายน 2557) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้จำเลยใช้แทนเท่าที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความให้ 200,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่าโจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2521 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นายอณาฆินทร์ นายอัครินทร์ และนางดารา เดิมโจทก์ประกอบธุรกิจผลิตเส้นบะหมี่และใบห่อเกี๊ยวซึ่งตกทอดมาจากบิดามารดาโดยโจทก์จดทะเบียนในนามของห้างหุ้นส่วนจำกัดนำชัยอุตสาหกรรม จำกัด เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2520 ใช้เครื่องหมายการค้า "นำชัย" และ "รูปเป็ดกกไข่" โจทก์เป็นผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการโรงงาน โจทก์เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างจนกระทั่งวันที่ 25 กันยายน 2529 ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงหุ้นส่วนผู้จัดการจากโจทก์เป็นจำเลย ต่อมาปี 2543 ห้างหุ้นส่วนจำกัดนำชัยอุตสาหกรรมอาหารมีปัญหาขาดทุน จึงจดทะเบียนเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัด แล้วจดทะเบียนตั้งบริษัท อาหารนำไทยพัฒนา จำกัด เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2543 โดยโจทก์มิได้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นเลย วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2548 จำเลยจดทะเบียนตั้งบริษัทซิงกูลลาร์ เวิลด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการติดตั้ง ซื้อขายอุปกรณ์โทรคมนาคมพร้อมทั้งติดตั้งเครือข่ายสายโทรคมนาคม ต่อมาวันที่ 18 กรกฎาคม และ 25 กันยายน 2549 เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ซิงกูลลาร์ เวิลด์ จำกัด และบริษัทซิงกูลลาร์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ตามลำดับ โดยโจทก์มีชื่อถือหุ้นในบริษัทนี้ด้วย เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 โจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าและแบ่งสินสมรส จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาโจทก์ร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เดือนละ 200,000 บาท นับแต่วันฟ้อง จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2554 หลังจากนั้นศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน รายละเอียดคดีก่อนปรากฏตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1779/2553 หมายเลขแดงที่ 1953/2555 ของศาลชั้นต้นที่ผูกรวมสำนวนคดีนี้ โจทก์จึงมาฟ้องคดีนี้และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวด้วย ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่โจทก์เดือนละ 300,000 บาท นับแต่วันมีคำสั่ง (วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2555) เป็นต้นไป จำเลยไม่เคยชำระเงินตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวเลยนอกจากนี้ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น กรมสรรพากรยื่นฟ้องบริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด เป็นจำเลยต่อศาลล้มละลายกลาง ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย ต่อมาเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์บริษัทอาหารนำไทยพัฒนา เด็ดขาด โดยประกาศราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2558 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 ตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 1553/2558 ของศาลล้มละลายกลาง

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของจำเลยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1953/2555 ของศาลชั้นต้นหรือไม่ คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันและแบ่งสินสมรส ประเด็นในคดีก่อนมีว่ามีเหตุหย่าหรือไม่ หากศาลพิพากษาให้หย่าจึงจะมีการแบ่งสินสมรสกันว่ามีทรัพย์สินใดที่เป็นสินสมรส เมื่อศาลพิพากษายกฟ้องเนื่องจากไม่มีเหตุหย่า จึงไม่ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่จะต้องแบ่ง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้แยกสินสมรสและให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู ประเด็นแห่งคดีจึงมีว่ามีเหตุให้แยกสินสมรสหรือไม่ และจำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่ และสินสมรสที่ต้องแยกได้แก่ทรัพย์สินใด ประเด็นแห่งคดีนี้และประเด็นแห่งคดีก่อนจึงต่างกัน แม้ทรัพย์สินที่อ้างตามฟ้องคดีนี้จะเป็นทรัพย์สินตามฟ้องกับคดีก่อน แต่เมื่อคดีก่อนศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่ง จึงถือไม่ได้ว่าฟ้องโจทก์คดีนี้เกี่ยวกับสินสมรสเป็นประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีก่อน ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำหรือดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1953/2555 ของศาลชั้นต้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยตามปัญหาประการแรกฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยขัดขวางการจัดการสินสมรสของโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้โจทก์กล่าวอ้างมาในฟ้องอันเป็นเหตุขอให้แยกสินสมรส แต่ศาลล่างทั้งสองไม่ได้วินิจฉัยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง แต่เมื่อสำนวนขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ย้อนสำนวน ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของโจทก์ว่า เดิมโจทก์จำเลยประกอบกิจการโรงงานผลิตเส้นบะหมี่และใบห่อเกี๊ยวในนามห้างหุ้นส่วนจำกัดนำชัยอุตสาหกรรม ต่อมาได้จดทะเบียนเลิกห้างเมื่อปี 2543 เนื่องจากมีปัญหาเกี่ยวกับหนี้ภาษีอากร แล้วจัดตั้งบริษัทอาหารนำไทยพัฒนาจำกัด ซึ่งมีข้อตกลงว่าโจทก์และจำเลยจะไม่ใช้อำนาจบริหารกิจการแต่ให้นายอัครินทร์ บุตรชายคนที่สองของโจทก์และจำเลยเป็นผู้บริหาร นอกจากนี้กิจการโรงงานผลิตเส้นหมี่และใบห่อเกี๊ยวเป็นของบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลแยกต่างหาก หาใช่สินสมรสไม่ ยิ่งกว่านั้นในคดีก่อน (คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1953/2555) ที่โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (คดีหมายเลขแดงที่ 22913/2556) ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2556 ที่อ่านให้โจทก์และจำเลยฟังเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2557 โดยศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ในการก่อตั้งบริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด โจทก์จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเนื่องจากโจทก์ติดการพนันและมีปัญหาหนี้สิน โจทก์จะไม่เกี่ยวข้องเป็นผู้ถือหุ้นหรือกรรมการผู้มีอำนาจ ภายหลังโจทก์ก่อเรื่องทำลายทรัพย์สินของบริษัท จนกรรมการผู้มีอำนาจดำเนินการต้องมีคำสั่งห้ามโจทก์เข้าบริษัทและมีการร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญากับโจทก์ แต่ภายหลังได้ถอนฟ้อง ข้อเท็จจริงในคดีก่อนจึงผูกพันโจทก์และจำเลยในคดีนี้ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบกับโจทก์นำคดีนี้มาฟ้องเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2557 ภายหลังคดีก่อนถึงที่สุดเพียง 4 เดือน บ่งชี้ความไม่สุจริตของโจทก์ ดังนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยขัดขวางการจัดการสินสมรสของโจทก์ ฎีกาของโจทก์ตามปัญหาประการที่สองฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สามตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจัดการสินสมรสเป็นที่เสียหายถึงขนาดและพฤติการณ์ปรากฏว่าจะทำความหายนะแก่สินสมรสหรือไม่ สำหรับปัญหาข้อนี้ที่โจทก์อ้างว่าเป็นสินสมรสคือกิจการของบริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด และบริษัทซิงกูลลาร์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด นั้น เห็นว่า บริษัททั้งสองแห่งมีฐานะเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากบุคคลอื่นและผู้ถือหุ้น มีสิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ เป็นของตนเอง การดำเนินกิจการต่าง ๆ เป็นอำนาจหน้าที่กรรมการบริษัทภายในขอบอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ดังที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ข้อบังคับจัดตั้ง ดังนั้น กิจการของบริษัททั้งสองรวมทั้งทรัพย์สินของบริษัทซึ่งมีโรงงานผลิตเส้นหมี่และใบห่อเกี๊ยวรวมอยู่ด้วย หาใช่สินสมรสไม่ แต่เป็นของบริษัททั้งสองภายใต้การดำเนินกิจการของกรรมการบริษัท หากจะเกิดความเสียหายหรือเกิดความหายนะ ก็เป็นเรื่องที่กรรมการบริษัทจะรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1169 กรณีจึงไม่มีเหตุแยกสินสมรสตามปัญหาประการที่สาม ฎีกาของโจทก์ประการนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สี่ตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ อันเป็นเหตุขอให้แยกสินสมรสหรือไม่ และปัญหาประการที่ห้าตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกันในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูตามปัญหาดังกล่าวเดือนละ 300,000 บาท ที่โจทก์อ้างนี้ เป็นข้อตกลงระหว่างโจทก์จำเลยกับนายอัครินทร์ บุตรของโจทก์และจำเลย ในการเลิกห้างหุ้นส่วนจำกัดนำชัยอุตสาหกรรม เนื่องจากมีปัญหาหนี้เกี่ยวกับภาษีอากร แล้วจัดตั้งบริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด โดยโจทก์จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเพราะก่อปัญหาหนี้สินและติดการพนันดังกล่าวมาแล้วในปัญหาประการที่สอง แต่ให้นายอัครินทร์นำรายได้ของบริษัทดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจ่ายเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และจำเลยคนละ 300,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับตลอดมา จนกระทั่งโจทก์ฟ้องหย่าจำเลยในคดีก่อน จึงไม่มีการจ่ายเงินส่วนนี้ให้แก่โจทก์ เห็นว่า เงินค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่โจทก์ฟ้องเป็นของบริษัทที่นำมาจ่ายให้แก่โจทก์และจำเลยเมื่อมีกำไร หาใช่ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่คู่สมรสต้องอุปการะเลี้ยงดู ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตา 1461 วรรคสอง อันจะถือเป็นเหตุให้แยกสินสมรสตามมาตรา 1484 (2) ไม่ นอกจากนี้ยังได้ความตามราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2558 และวันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 ว่า บริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด ถูกกรมสรรพากรฟ้องต่อศาลล้มละลายกลางให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและพิพากษาให้ล้มละลาย ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2558 และพิพากษาให้ล้มละลาย เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2559 ตามคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ ล. 1557/2558 จึงเป็นข้อบ่งชี้ว่า บริษัทอาหารนำไทยพัฒนา จำกัด มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่มีรายได้ที่จะนำมาชำระค่าเลี้ยงดูโจทก์และจำเลยดังที่ตกลง ทั้งได้ความว่าจำเลยมีหนี้สินจำนวนมาก ดังนี้จะถือว่าจำเลยผิดข้อตกลงหาได้ไม่ ฎีกาของโจทก์ตามปัญหาประการที่สี่ฟังไม่ขึ้น ฎีกาของจำเลยตามปัญหาประการที่ห้าฟังขึ้น

อนึ่ง คดีนี้โจทก์ฟ้องขอบังคับให้แยกสินสมรสและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู จึงเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ สำหรับคำขอให้แยกสินสมรสซึ่งต้องชำระค่าขึ้นศาลในแต่ละชั้นศาลเพียง 200 บาท และเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ในส่วนคำขอให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู แต่คดีนี้เป็นคดีครอบครัวซึ่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติให้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยให้การในส่วนสินสมรสที่โจทก์ขอแยกว่า กิจการของบริษัททั้งสองแห่งไม่ใช่สินสมรสแต่เป็นของบริษัททั้งสองแห่งไม่ถือว่าเป็นการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ ส่วนเครื่องประดับเป็นของใช้ส่วนตัวเป็นสินส่วนตัวและมีไม่ถึงตามที่โจทก์อ้าง จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เฉพาะส่วนนี้เพียงกึ่งหนึ่ง คิดเป็นทุนทรัพย์ 86,890,000 บาท ซึ่งจะต้องชำระค่าขึ้นศาลเพียง 236,890 บาท โจทก์ชำระค่าขึ้นศาลในศาลชั้นต้น 453,308 บาท ชั้นอุทธรณ์และฎีกาชั้นละ 453,307 บาท จึงเกินมาจากที่ต้องชำระ จึงเห็นสมควรคืนให้แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอที่ให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คืนค่าขึ้นศาลทั้งสามศาลส่วนที่โจทก์ชำระเกินมาโดยให้คงเหลือไว้ชั้นศาลละ 236,890 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนทั้งสามศาลให้เป็นพับ




สินสมรส

“หย่าโดยคำพิพากษาแล้วทรัพย์สินได้มาหลังวันฟ้องหย่าเป็นสินสมรสหรือไม่ ภาระการพิสูจน์เมื่ออ้างถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่น และผลของข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ดินและกฎหมายครอบครัว”
บ้านมรดกเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส สิทธิร้องขัดทรัพย์ของคู่สมรส(ฎีกา 2467/2549)
เงินประกันชีวิตเป็นสินสมรสหรือมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 4239/2558)
สินสมรส & ดอกผล มาตรา 148, คุ้มครองชั่วคราว,(ฎีกา 10361/2557)
(ฎีกาที่ 1319/2568)การแบ่งสินสมรส บ้านและที่ดินหลังหย่า
สามีมีชู้เสียชีวิตระหว่างฎีกา สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทนยังคงอยู่หรือไม่(ฎีกา4977/2565)
ฎีกาที่ 4837/2567: สิทธิเรียกคืนสินสมรสและทรัพย์มรดกจากการโอนโดยมิชอบ พร้อมข้อวินิจฉัยเรื่องอาวุธปืนเป็นสินสมรส
สิทธิแบ่งสินสมรสตามสัญญาประนีประนอมยอมความ กับข้อจำกัดการบังคับคดีและขั้นตอนตามกฎหมายแพ่งที่ต้องปฏิบัติก่อน
คดีที่ดินมรดกและผลผูกพันของคำพิพากษาในคดีเดิม ผู้สืบสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนและจำนองที่ดินได้หรือไม่ เมื่อประเด็นสิทธิได้ยุติไปแล้ว
เงินประกันชีวิตระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ต้องคืนส่วนครึ่งหนึ่งให้อดีตคู่สมรส
การตีความหนังสือแบ่งทรัพย์สินตามเจตนาที่แท้จริง ป.พ.พ. มาตรา 171
บันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเรื่องแบ่งสินสมรส, การแบ่งสินสมรสในการหย่า, ส่วนควบ
ข้อตกลงตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่าให้คู่หย่าฝ่ายชายจัดการสินสมรสและภาระหนี้สิน
ภริยายินยอมให้ใส่ชื่อสามีฝ่ายเดียวในที่ดินสินสมรสเป็นการให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้า
สามีโจทก์ได้สมยอมแกล้งเป็นหนี้พี่สาวแล้วทำสัญญายอมความยึดสินสมรส
เงินสินส่วนตัวซื้อที่ดินและปลูกบ้านระหว่างสมรส ทรัพย์เป็นของใคร
ทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ประกอบอาชีพเพียงอย่างเดียวเป็นสินสมรส
ข้อตกลงเรื่องการหย่าและข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน(สินสมรส)
ฟ้องแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างสินสมรสระหว่างคนไทยและคนต่างด้าว
ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสมีชื่อภรรยาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คนเดียว
ขณะทำพินัยกรรมจดทะเบียนหย่ากันแล้วพินัยกรรมไม่เป็นโมฆะ