
| เพิกถอนการขายสินสมรสให้บุคคลภายนอกได้เมื่อใด เมื่อคู่สมรสขายที่ดินและบ้านโดยไม่ได้รับความยินยอมและผู้รับโอนรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินสมรส
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการขายที่ดินและบ้านซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่บุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย รวมถึงปัญหาว่าคำพิพากษาที่วินิจฉัยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะมีผลใช้ยันบุคคลภายนอกเพียงใด และผู้รับโอนจะอ้างว่าตนมีสิทธิดีกว่าคู่สมรสซึ่งเป็นเจ้าของร่วมได้หรือไม่ คดีนี้ศาลพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอน ตลอดจนพฤติการณ์ที่แสดงว่าผู้รับโอนทราบถึงสถานะของทรัพย์ว่าเป็นสินสมรส เมื่อผู้รับโอนรู้อยู่แล้วว่าคู่สมรสอีกฝ่ายมีส่วนเป็นเจ้าของ แต่ยังรับโอนโดยไม่ได้รับความยินยอม ศาลจึงถือว่าเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริตและคู่สมรสมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายได้ สาระสำคัญที่สุดของคดี ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรส แม้มีชื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ คู่สมรสฝ่ายนั้นขายทรัพย์ให้บุคคลภายนอกโดยคู่สมรสอีกฝ่ายไม่ได้ให้ความยินยอม ผู้รับโอนรู้จักคู่สมรสทั้งสองมาเป็นเวลานานและทราบความสัมพันธ์ระหว่างกัน พฤติการณ์รับฟังได้ว่าผู้รับโอนทราบว่าคู่สมรสอีกฝ่ายมีส่วนเป็นเจ้าของทรัพย์ ผู้รับโอนจึงไม่อาจพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิในทรัพย์ดีกว่าคู่สมรสอีกฝ่าย การรับโอนดังกล่าวเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริต คู่สมรสผู้ไม่ได้ให้ความยินยอมมีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง คำถามที่น่าสนใจ 1. คู่สมรสขายที่ดินและบ้านซึ่งเป็นสินสมรสโดยอีกฝ่ายไม่ยินยอม ผู้รับโอนจะได้รับความคุ้มครองหรือไม่ 2. คำพิพากษาที่วินิจฉัยว่าทรัพย์เป็นสินสมรสสามารถใช้ยันบุคคลภายนอกผู้รับโอนได้เพียงใด 3. พฤติการณ์ใดแสดงว่าบุคคลภายนอกรับโอนสินสมรสโดยไม่สุจริต ข้อเท็จจริงและปัญหาสำคัญของคดี โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินและบ้านพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และติดจำนองธนาคารเพื่อประกันหนี้เงินกู้จำนวน 1,000,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองแล้วขายที่ดินและบ้านให้จำเลยที่ 2 ในราคา 1,300,000 บาท โจทก์อ้างว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้อและเป็นสินสมรส การขายให้จำเลยที่ 2 เป็นการยักย้ายถ่ายเทสินสมรสเพื่อมิให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่ง จึงขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายและให้จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืน หากไม่สามารถโอนกลับคืนได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นสินส่วนตัว จึงมีอำนาจทำนิติกรรมได้โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ ส่วนจำเลยที่ 2 ต่อสู้ว่าซื้อทรัพย์โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนจำนวน 1,300,000 บาท เชื่อว่าทรัพย์เป็นของจำเลยที่ 1 และไม่ทราบว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่คำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางที่วินิจฉัยว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสจะใช้ยันจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้หรือไม่ จำเลยที่ 2 มีสิทธิในทรัพย์ดีกว่าโจทก์หรือไม่ และโจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนการซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองหรือไม่ ผลของคำพิพากษาที่วินิจฉัยกรรมสิทธิ์ต่อบุคคลภายนอก ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) กำหนดหลักสำคัญว่า คำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใดเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายหนึ่งอาจใช้ยันบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิดีกว่า เมื่อมีคำพิพากษาวินิจฉัยแล้วว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ซึ่งรับโอนทรัพย์จึงมีภาระพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิในที่ดินและบ้านดีกว่าโจทก์ หากไม่สามารถพิสูจน์สิทธิดีกว่าได้ คำพิพากษาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 2 อ้างว่าการจดทะเบียนรับโอนกระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน ซึ่งเป็นการอ้างว่าตนควรได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายและมีสิทธิดีกว่าโจทก์ ศาลจึงต้องพิจารณาว่าการรับโอนดังกล่าวเป็นการรับโอนโดยสุจริตจริงหรือไม่ การพิจารณาความสุจริตมิได้หยุดอยู่เพียงข้อเท็จจริงว่าชื่อในโฉนดเป็นของจำเลยที่ 1 แต่ศาลพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมดเพื่อวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 รู้หรือไม่ว่าทรัพย์เป็นสินสมรสและโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของอยู่ด้วย พฤติการณ์ที่แสดงถึงการรับโอนโดยไม่สุจริต พยานหลักฐานแสดงว่าโจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 รู้จักคุ้นเคยกันมาเป็นเวลานานประมาณ 10 ปี จำเลยที่ 2 เป็นผู้แนะนำให้โจทก์รู้จักจำเลยที่ 1 จนกระทั่งโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยทั้งสองยังเคยเป็นหุ้นส่วนประกอบธุรกิจร้านขายดอกไม้ด้วยกัน จำเลยที่ 2 เคยไปบ้านพิพาทหลายครั้ง เคยพบโจทก์อยู่ในบ้าน และเคยใช้โทรสารที่บ้านพิพาทซึ่งเป็นที่ตั้งบริษัทของโจทก์ พยานโจทก์ยังเบิกความถึงการที่จำเลยทั้งสองพูดคุยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และเรื่องการฟ้องหย่า เมื่อพิจารณาความสัมพันธ์อันใกล้ชิด การประกอบธุรกิจร่วมกัน การที่โจทก์อาศัยอยู่ในบ้านพิพาทและใช้เป็นสถานที่ประกอบธุรกิจ ตลอดจนพฤติการณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ศาลเห็นว่ามีเหตุผลเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 2 ทราบฐานะและความสัมพันธ์ของโจทก์กับจำเลยที่ 1 มาโดยตลอด รวมทั้งทราบว่าโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท คำเบิกความของจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าไม่ทราบว่าทรัพย์มิใช่กรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 แต่เพียงผู้เดียวจึงมีน้ำหนักน้อยกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ เมื่อรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินและบ้านโดยรู้อยู่แล้วว่าทรัพย์เป็นสินสมรส จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอ้างว่าตนมีสิทธิในทรัพย์ดีกว่าโจทก์ คำพิพากษาที่วินิจฉัยว่าทรัพย์เป็นสินสมรสจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 สิทธิของคู่สมรสในการเพิกถอนนิติกรรมและหลักกฎหมายที่สำคัญ เมื่อจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรส แต่ยังรับโอนทรัพย์จากจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอม การรับโอนจึงเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริต โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง สาระสำคัญของคดีจึงมิได้พิจารณาเฉพาะชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาสถานะของทรัพย์และความรู้ของผู้รับโอนประกอบกันด้วย โดยเฉพาะเมื่อมีคำพิพากษาวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์แล้ว บุคคลภายนอกที่ประสงค์จะอ้างสิทธิเหนือทรัพย์ต้องพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิดีกว่าตามหลักมาตรา 145 วรรคสอง (2) ในส่วนราคาทรัพย์ โจทก์นำสืบด้วยการประเมินของบริษัทประเมินราคาว่าที่ดินและบ้านมีราคา 4,500,000 บาท จำเลยที่ 2 มิได้โต้แย้งความถูกต้องของราคาประเมินหรือนำสืบว่าราคาที่แท้จริงควรเป็นจำนวนอื่น ศาลจึงรับฟังราคาตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ ส่วนข้อกล่าวอ้างว่าบริษัทประเมินมีความสนิทสนมกับโจทก์และประเมินราคาสูงขึ้นนั้นเป็นเพียงคำกล่าวอ้างที่ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ หลักตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) มีความสำคัญต่อการกำหนดผลของคำพิพากษาที่วินิจฉัยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ โดยเปิดโอกาสให้ใช้คำพิพากษายันบุคคลภายนอกได้ ขณะเดียวกันบุคคลภายนอกยังสามารถพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิดีกว่าได้ จึงเป็นการพิจารณาสิทธิของคู่ความในทรัพย์ควบคู่กับสิทธิที่บุคคลภายนอกกล่าวอ้าง ส่วนมาตรา 1480 วรรคหนึ่งเป็นหลักกฎหมายสำคัญที่ศาลนำมาใช้กับกรณีการจัดการสินสมรส เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้รับโอนรู้อยู่แล้วว่าทรัพย์เป็นสินสมรส และคู่สมรสอีกฝ่ายไม่ได้ให้ความยินยอม การรับโอนจึงไม่ใช่กรณีที่ผู้รับโอนจะอาศัยความสุจริตขึ้นต่อสู้ได้ แนวคำพิพากษาคดีนี้จึงแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างหลักผลของคำพิพากษาที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกับหลักการเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กล่าวคือ เมื่อบุคคลภายนอกไม่สามารถพิสูจน์สิทธิที่ดีกว่าและข้อเท็จจริงยังรับฟังได้ว่ารู้อยู่แล้วว่าทรัพย์เป็นสินสมรส การรับโอนโดยปราศจากความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายย่อมถูกเพิกถอนได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเดิมพิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์ยกคำพิพากษาและให้พิจารณาพิพากษาใหม่ เมื่อพิจารณาใหม่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 กลับคืน หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากไม่สามารถโอนกลับคืนได้ให้ร่วมกันใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์ 2,000,000 บาท 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิจารณาใหม่ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 รับโอนทรัพย์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินสมรส จึงไม่อาจอ้างสิทธิดีกว่าโจทก์ การรับโอนโดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริต โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง และพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย การที่อสังหาริมทรัพย์มีชื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์มิได้เป็นข้อยุติโดยลำพังว่าคู่สมรสฝ่ายนั้นสามารถจำหน่ายทรัพย์ได้โดยปราศจากข้อจำกัด หากทรัพย์ดังกล่าวมีสถานะเป็นสินสมรส การจัดการทรัพย์และสิทธิของคู่สมรสอีกฝ่ายย่อมต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยสินสมรส ในกรณีที่ทรัพย์ถูกโอนไปยังบุคคลภายนอก ความสุจริตของผู้รับโอนเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม ความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับโอนกับคู่สมรส ความรู้เกี่ยวกับสถานภาพสมรส การเข้าออกหรือรู้จักทรัพย์พิพาท และการรับรู้ว่าคู่สมรสอีกฝ่ายมีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์ ล้วนสามารถนำมาประกอบการวินิจฉัยได้ นอกจากนี้ เมื่อมีคำพิพากษาวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์เป็นคุณแก่คู่ความแล้ว บุคคลภายนอกซึ่งประสงค์จะหลีกเลี่ยงผลของคำพิพากษาดังกล่าวย่อมมีภาระพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิดีกว่าตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) หากพิสูจน์ไม่ได้ คำพิพากษาย่อมใช้ยันบุคคลภายนอกนั้นได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง โดยศาลพิจารณาทั้งผลของคำพิพากษาที่วินิจฉัยกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ต่อบุคคลภายนอก และสิทธิของคู่สมรสในการขอเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรสที่กระทำโดยไม่ได้รับความยินยอม สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี 1. คำพิพากษาวินิจฉัยกรรมสิทธิ์ใช้ยันบุคคลภายนอก ตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) คำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายหนึ่งสามารถใช้ยันบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิดีกว่า ในคดีนี้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถพิสูจน์สิทธิที่ดีกว่าโจทก์ได้ 2. รับโอนสินสมรสโดยไม่สุจริต เมื่อผู้รับโอนรู้อยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านเป็นสินสมรสและคู่สมรสอีกฝ่ายมีส่วนเป็นเจ้าของ แต่ยังรับโอนจากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งโดยไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย การรับโอนย่อมเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริต และคู่สมรสผู้ไม่ได้ให้ความยินยอมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม คู่สมรสขายที่ดินที่เป็นสินสมรสโดยอีกฝ่ายไม่ยินยอมสามารถฟ้องเพิกถอนการขายได้หรือไม่ คำตอบ หากที่ดินเป็นสินสมรสและคู่สมรสฝ่ายหนึ่งนำไปขายให้บุคคลภายนอกโดยอีกฝ่ายไม่ได้ให้ความยินยอม สิทธิในการเพิกถอนต้องพิจารณาตามมาตรา 1480 วรรคหนึ่ง ในคดีนี้เมื่อผู้รับโอนรู้อยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านเป็นสินสมรส การรับโอนจึงเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริต และโจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายได้ 2. คำถาม ผู้ซื้ออ้างว่าชื่อในโฉนดเป็นของคู่สมรสฝ่ายเดียวแล้วจะถือว่าซื้อโดยสุจริตเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่อาจพิจารณาเฉพาะชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดได้ ในคดีนี้ศาลพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างผู้รับโอนกับคู่สมรสทั้งสอง การประกอบธุรกิจร่วมกัน การเคยไปบ้านพิพาท และพฤติการณ์อื่นประกอบกัน แล้วรับฟังว่าผู้รับโอนทราบว่าทรัพย์เป็นสินสมรสและโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของ 3. คำถาม คำพิพากษาที่วินิจฉัยว่าที่ดินเป็นสินสมรสมีผลต่อผู้รับโอนซึ่งเป็นบุคคลภายนอกหรือไม่ คำตอบ ตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) คำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายหนึ่งอาจใช้ยันบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกจะพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิดีกว่า ในคดีนี้จำเลยที่ 2 ไม่สามารถพิสูจน์สิทธิดีกว่าโจทก์ คำพิพากษาที่วินิจฉัยว่าทรัพย์เป็นสินสมรสจึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 4. คำถาม ศาลพิจารณาจากอะไรว่าเจ้าของใหม่รับโอนสินสมรสโดยไม่สุจริต คำตอบ ศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานและพฤติการณ์โดยรวม ในคดีนี้ผู้รับโอนรู้จักคู่สมรสทั้งสองมาเป็นเวลานานประมาณ 10 ปี เป็นผู้แนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับผู้ขาย เคยไปบ้านพิพาทและทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส พฤติการณ์เหล่านี้ทำให้รับฟังได้ว่าผู้รับโอนรู้อยู่แล้วว่าทรัพย์เป็นสินสมรส จึงเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริต ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6868/2541 โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินและบ้านพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และติดจำนองธนาคารเป็นประกันหนี้เงินกู้จำนวน 1,000,000 บาท ต่อมาจำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินกับบ้านดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ราคา 1,300,000 บาท ปัญหาจึงมีว่าคำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ที่วินิจฉัยว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะมีผลผูกพันและใช้ยันจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่ และโจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ซึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง(2)บัญญัติว่าคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใด ๆเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า ดังนั้น จำเลยที่ 2 จึงมีภาระการพิสูจน์ที่จะต้องแสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถพิสูจน์แสดงสิทธิที่ดีกว่าได้ คำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางดังกล่าว ย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 รู้จักคุ้นเคยใกล้ชิดสนิทสนมกันมาเป็นเวลานานนับ 10 ปี โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้แนะนำให้โจทก์รู้จักจำเลยที่ 1 จนกระทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองประกอบธุรกิจด้วยกัน โจทก์อาศัยอยู่ในบ้านที่พิพาทเพียงลำพังคนเดียวและใช้บ้านพิพาทเป็นที่ตั้งบริษัทประกอบธุรกิจของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ออกไปอาศัยอยู่ที่อื่นต่างหากและจำเลยทั้งสองได้พูดคุยเกี่ยวกับการฟ้องหย่ากับโจทก์จึงมีเหตุผลเชื่อว่าจำเลยที่ 2 ทราบถึงฐานะและความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มาโดยตลอดและทราบว่าโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทด้วย ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินและบ้านพิพาทมาโดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอ้างได้ว่าตนมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ คำพิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางจึงผูกพันจำเลยที่ 2 การที่จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินและบ้านพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมด้วย จึงเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริต โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขาย ที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย โจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ยักย้ายถ่ายเทสินสมรสดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมไถ่ถอนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวและจดทะเบียนโอนขายให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งไม่ได้มีการซื้อขายกันจริง หากแต่เป็นการโอนเปลี่ยนชื่อเพื่อไม่ให้โจทก์ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมได้รับส่วนแบ่งจากสินสมรสดังกล่าว ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ลงในโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเช่นเดิม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง และหากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้โอนกลับคืนได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาที่ดิน 2,000,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงสามารถทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนในราคา 1,300,000 บาทให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 2 เชื่อโดยสนิทว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างนั้นเป็นของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ไม่ทราบมาก่อนว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจำเลยทั้งสองกระทำเมื่อวันที่12 พฤศจิกายน 2536 ให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 ลงในโฉนดที่ดินเช่นเดิม หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง หากไม่สามารถโอนกลับคืนได้ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ราคาที่ดินแก่โจทก์ 2,000,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า"พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินและบ้านพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และติดจำนองธนาคารกรุงเทพ จำกัด สำนักงานใหญ่ เป็นประกันหนี้เงินกู้จำนวน 1,000,000 บาท เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2536 จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองและขายที่ดินกับบ้านดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 ราคา 1,300,000 บาท คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า คำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในคดีหมายเลขดำที่ 1161/2536 หมายเลขแดงที่ 102/2538 ที่วินิจฉัยว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะมีผลผูกพันและใช้ยันจำเลยที่ 2 ได้หรือไม่และโจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทของจำเลยทั้งสองหรือไม่ ที่ดินและบ้านพิพาทมีราคาเท่าไร ในปัญหาข้างต้นเห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสองบัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งนั้นย่อมไม่ผูกพันบุคคลภายนอกเว้นแต่ และในข้อต่อไปนี้ (1) ฯลฯ (2) คำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใด ๆ เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า จำเลยที่ 2 จึงมีภารการพิสูจน์ที่จะต้องแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ หากจำเลยที่ 2ไม่สามารถพิสูจน์แสดงสิทธิที่ดีกว่าได้ คำพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 2 เบิกความว่า การจดทะเบียนโอนที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้กระทำโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายจึงมีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ จึงเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่า การโอนที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้กระทำโดยสุจริตหรือไม่ ในปัญหาดังกล่าวโจทก์เบิกความว่า จำเลยที่ 2 รู้จักโจทก์และจำเลยที่ 1 มาประมาณ 10 ปีแล้ว ก่อนที่โจทก์จะแต่งงานกับจำเลยที่ 1 และทราบดีว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากัน โดยเมื่อปี 2529 โจทก์และจำเลยทั้งสองเคยไปเที่ยวงานสโมสรอินเติร์กแฮปปี้ ที่พัทยาและพักอยู่ที่เดียวกันที่บ้านพี่ชายของจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 2 ถึง 3 วัน จำเลยที่ 2 ก็เบิกความรับว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 พักอยู่ห้องเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ 2 พักอีกห้องหนึ่ง และจำเลยทั้งสองเคยเป็นหุ้นส่วนทำร้านขายดอกไม้ด้วยกัน โจทก์ซื้อบ้านพิพาทตกแต่งแล้วเข้าอยู่อาศัยโดยลำพังคนเดียวเนื่องจากจำเลยที่ 1 ไปพักอาศัยอยู่กับผู้อื่น จำเลยทั้งสองเคยมาเยี่ยมโจทก์ที่บ้าน และเมื่อสามีของจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 เคยมาขอใช้โทรสารที่บ้านพิพาทซึ่งเป็นที่ตั้งบริษัทของโจทก์เพื่อติดต่อกับต่างประเทศหลายครั้ง โจทก์เพิ่งทราบว่าจำเลยทั้งสองซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างกัน เมื่อโจทก์ได้รับหนังสือบอกกล่าวจากทนายความของจำเลยทั้งสองให้ออกจากบ้านพิพาท นางสาวแสงจัน พนักงานบริษัทโจทก์เบิกความเป็นพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เคยพาจำเลยที่ 2 มาที่บ้านพิพาทประมาณ 2 ถึง 3 ครั้ง และทราบว่าจำเลยทั้งสองเข้าหุ้นกันทำธุรกิจร้านขายดอกไม้ เพราะจำเลยที่ 1 เคยขอให้พยานช่วยหาลูกจ้างประจำร้านดังกล่าวให้ และตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านและทนายโจทก์ถามติงว่า ได้ยินจำเลยที่ 1 บอกเล่าความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์และพูดคุยเรื่องการดำเนินการฟ้องหย่ากับโจทก์ให้จำเลยที่ 2 ฟัง จึงแน่ใจว่าจำเลยที่ 2 ต้องรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ดี ซึ่งจำเลยที่ 2 เบิกความรับว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 เคยไปเที่ยวที่ร้านขายสุราที่จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของด้วยกันและรับว่าเมื่อจำเลยที่ 1 พาจำเลยที่ 2 ไปดูบ้านพิพาทพบโจทก์อยู่ในบ้าน และโจทก์พาจำเลยที่ 2 ไปดูห้องนอนของโจทก์ จำเลยที่ 2 เคยไปใช้โทรสารที่บ้านพิพาทซึ่งเป็นที่ตั้งบริษัทของโจทก์ และเคยพบเห็นพนักงานของบริษัทโจทก์เจือสมกับคำเบิกความของนางสาวแสงจัน พยานโจทก์ เห็นว่า โจทก์มีนางสาวแสงจัน ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ไม่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับโจทก์และจำเลยทั้งสอง และไม่มีสาเหตุบาดหมางโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน จึงไม่มีเหตุระแวงว่านางสาวแสงจัน จะเบิกความเข้าข้างหรือให้เป็นประโยชน์แก่โจทก์แต่ฝ่ายเดียว เชื่อว่านางสาวแสงจัน เบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นเกี่ยวข้องคำเบิกความของนางสาวแสงจัน สอดคล้องตรงกันกับคำเบิกความของโจทก์ และของจำเลยที่ 2 จึงมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือและมีน้ำหนักรับฟังมากขึ้น ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 รู้จักคุ้นเคยใกล้ชิดสนิทสนมกันมาเป็นเวลานานนับ10 ปี โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้แนะนำให้โจทก์รู้จักจำเลยที่ 1 จนกระทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย เมื่อพิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกันประกอบธุรกิจด้วยกันและพฤติการณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น รวมทั้งการที่โจทก์อาศัยอยู่ในบ้านที่พิพาทเพียงลำพังคนเดียวและใช้บ้านพิพาทเป็นที่ตั้งบริษัทประกอบธุรกิจของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 ออกไปอาศัยอยู่ที่อื่นต่างหากและจำเลยทั้งสองได้พูดคุยเกี่ยวกับการฟ้องหย่ากับโจทก์ข้อเท็จจริงจึงมีเหตุผลเชื่อว่า จำเลยที่ 2 ทราบถึงฐานะและความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 มาโดยตลอด และทราบว่าโจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาทด้วยจึงสามารถพักอาศัยและทำธุรกิจในบ้านพิพาทได้ดังกล่าว ลำพังตัวจำเลยที่ 2 ที่เบิกความว่าไม่ทราบว่าที่ดินและบ้านพิพาทไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียวจึงมีน้ำหนักน้อยพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักและมีเหตุผลรับฟังได้มั่นคงมากกว่ากรณีไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยเรื่องการชำระราคาหรือค่าตอบแทนที่ดินและบ้านพิพาทของจำเลยที่ 2 อีกต่อไป ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินและบ้านพิพาทมาโดยรู้อยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจอ้างได้ว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทดีกว่าโจทก์ ดังนั้น คำพิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยที่ 2 ด้วย และเมื่อฟังว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสดังวินิจฉัยมาเช่นนี้ การที่จำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินและบ้านพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่ได้ให้ความยินยอมด้วย จึงเป็นการรับโอนโดยไม่สุจริต โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินและบ้านพิพาทระหว่างจำเลยทั้งสองได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1480 วรรคหนึ่ง สำหรับปัญหาว่าที่ดินและบ้านพิพาทมีราคาเท่าใดนั้น เห็นว่า โจทก์นำสืบว่าโจทก์ได้ว่าจ้างบริษัทยูเค แวลูเอชั่น แอนด์ เอเจนซี่ จำกัด ตรวจสอบที่ดินและบ้านพิพาทเพื่อประเมินราคาทรัพย์สิน และบริษัทดังกล่าวประเมินว่าที่ดินและบ้านพิพาทมีราคา 4,500,000 บาท จำเลยที่ 2 มิได้โต้แย้งราคาประเมินดังกล่าวว่าไม่ถูกต้อง หรือนำสืบให้เห็นว่าที่ดินและบ้านพิพาทควรมีราคาที่แท้จริงจำนวนเท่าใดจึงต้องฟังว่าที่ดินและบ้านพิพาทมีราคาตามจำนวนที่โจทก์นำสืบที่จำเลยที่ 2 อ้างเหตุผลว่าโจทก์เป็นผู้ติดต่อบริษัทดังกล่าวจึงมีความสนิทสนมเพื่อให้มีการประเมินราคาทรัพย์สูงขึ้นเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักที่จะเชื่อถือและหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบแล้วฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน
|





